9. Port Angeles
Posted by admin | Posted in Midnight Sun | Posted on 04-05-2010
49
9. Port Angeles
แสงแดดยังแรง ฟ้ายังสว่างจ้า ดวงอาทิตย์ยังไม่มีทีท่าจะคล้อยต่ำ ตอนที่ผมไปถึง พอร์ท แองเจลลิส ถึงแม้ว่ากระจกรถของผมจะติดฟิล์มกรองแสงสีเข้มมากก็ตาม แต่ผมก็ไม่ควรเสี่ยงทำอะไรโดยไม่จำเป็น จริงๆแล้วผมควรพูดว่า ไม่ควรจะเสี่ยงโดยไม่จำเป็นให้มากไปกว่านี้
ผมแน่ใจว่า ผมสามารถหาความคิดของเจสสิก้าได้ในระยะไกล — ความคิดของเจสสิก้าดังชัดเจนกว่าความคิดของแองเจล่า แต่เมื่อผมหาความคิดแรกเจอแล้ว ก็ไม่ยากที่จะได้ยินความคิดถัดไป
และเมื่อ แดดร่มมากกว่านี้ ผมก็จะเข้าใกล้พวกเธอได้มากขึ้น แต่ในตอนนี้ ผมจอดรถอยู่ริมถนนนอกเมืองที่ไม่ค่อยมีรถผ่านไปมามากนัก และข้างทางก็มีแต่ต้นไม้ที่ขึ้นจนรกทึบเต็มไปหมด
ผมรู้ว่าจะพวกเธอเจอได้ที่ไหน สาวๆจะหาซื้อชุดได้จากศูนย์การค้า ที่มีเพียงแห่งเดียวใน พอร์ท แองเจลลิส ผมใช้เวลาไม่นาน ก็หาความคิดของเจสสิก้าเจอ เธอกำลังหมุนตัวอยู่หน้ากระจกสามบาน ผมมองเห็นเบลล่าได้จากภาพในความคิดของเจสสิก้าซึ่งเธอไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรกับมัน เบลล่ากำลังให้ความเห็นถึงชุดราตรียาวสีดำที่เจสสิก้าสวมอยู่
ท่าทางเบลล่าอารมณ์เสียอยู่เลย อะฮ้า แองเจลาพูดถูก….. ไทเลอร์คิดเข้าข้างตัวเอง แต่ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอจะหงุดหงิดมากมายขนาดนี้ อย่างน้อยเธอก็มีคู่เดทสำรองไว้สำหรับงานพรอมแล้วแน่ๆ แล้วถ้าไมค์เกิดไม่สนุกกับงานเต้นรำนี่ขึ้นมา แล้วก็ไม่ชวนฉันอีกล่ะ แล้วถ้าเกิดเขาไปชวนเบลล่าไปงานพรอมแทนฉันล่ะ นี่ถ้าฉันไม่บอกกับเธอก่อน เธอจะชวนไมค์ ไปงานเต้นรำมั้ยนะ …… เขาคิดว่าเบลล่าสวยกว่าฉันหรือไง หรือตัวเธอเองก็คิดว่าเธอสวยกว่าฉัน ???
“ ฉันชอบชุดสีน้ำเงินมากกว่านะ มันช่วยขับสีตาของเธอให้เด่นขึ้นน่ะ”
เจสสิก้าเสแสร้งส่งยิ้มให้เบลล่า แต่สายตากลับมองเธอด้วยความสงสัย
เธอคิดอย่างนั้นจริงๆเหรอ หรือว่าเธออยากเห็นเราเป็นยายอ้วนในงานวันเสาร์กันแน่
ผมทนฟังเจสสิก้าต่อไปไม่ไหวแล้ว ก็เลยค้นหาความคิดของแองจล่า ซึ่งอยู่ใกล้ๆแถวนั้น แต่เธอกำลังลองเสื้อผ้าอยู่ ผมรีบออกจากความคิดของเธอ เพื่อให้เธอได้เป็นส่วนตัว
เมื่อเบลล่าอยู่ในศูนย์การค้าแบบนี้ ก็ไม่น่าจะมีเรื่องอะไรให้เป็นห่วง ผมก็เลยปล่อยให้พวกเธอช้อปปิ้งกันตามสบาย ค่อยตามดูแลต่อหลังจากที่พวกเธอเสร็จธุระกันแล้ว อีกไม่นานฟ้าก็จะมืดแล้ว เมฆค่อยๆเคลื่อนตัวมาทางทิศตะวันตก
ผมมองเห็นกลุ่มเมฆผ่านร่มไม้หนาทึบได้ไม่ค่อยชัด รู้แต่ว่ามันจะทำให้ดวงอาทิตย์ลับไปเร็วขึ้น ซึ่งทำให้ผมยินดีกับการมีเงาเมฆมาบดบังแสงอาทิตย์มากกว่าทุกครั้งอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน พรุ่งนี้แล้ว ที่ผมจะได้นั่งข้างๆเบลล่าในห้องเรียนอีกครั้ง และตอนมื้อเที่ยงผมก็จะได้ผูกขาดความสนใจของเธอเอาไว้เพียงคนเดียว ซึ่งจะทำให้ผมสามารถถามเธอได้ทุกอย่างที่ผมอยากรู้……..
และตอนนี้เบลล่าก็กำลังฉุนขาดกับเรื่องที่ไทเลอร์ทึกทักเอาเอง ผมเคยเห็นเรื่องนี้ในหัวของเขา ว่าตอนที่เขาพูดกับเบลล่าเรื่องงานพรอมน่ะ เขาคิดอย่างนั้นจริงๆ เขาถึงได้ป่าวประกาศไปทั่วว่าเธอจะไปงานกับเขา ผมอยากรู้ว่าเธอจะพูดเรื่องนี้กับไทเลอร์ยังไง ผมไม่อยากพลาดที่จะได้เห็นปฏิกริยาของเธอเลยจริงๆ
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ขณะที่ผมรอให้ความมืดคืบคลานเข้ามาปกคลุม ผมคอยอ่านความคิดของเจสสิก้าเป็นระยะๆ เสียงความคิดของเธอหาง่ายที่สุด แต่ผมก็ไม่อยากใช้เวลาฟังมันนานนัก ผมรู้แล้วว่าพวกเธอจะไปทานมื้อค่ำกันที่ร้านไหน ถึงเวลานั้นก็คงจะมืดแล้ว บางทีผมอาจจะทำเป็นไปทานร้านเดียวกับเธอโดยบังเอิญ ผมแตะโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อ พลางคิดว่าจะชวนอลิซออกมาดินเนอร์ด้วยกัน ซึ่งเธอต้องตอบตกลงอย่างแน่นอน แต่พอมาแล้วเธอก็อยากจะคุยกับเบลล่าด้วยน่ะสิ ตัวผมเองยังไม่แน่ใจเลยว่าผมพร้อมที่จะให้เบลล่าก้าวเข้ามาในโลกของผมมากกว่านี้หรือเปล่า ….. แค่แวมไพร์ตนเดียวนี่ยังวุ่นวายไม่พออีกหรือไง
ผมอ่านความคิดของเจสสิก้าอีกรอบ เธอกำลังถามความเห็นของแองเจล่าถึงเครื่องประดับของเธอ
“ ฉันว่า ฉันควรจะเอาสร้อยคอกลับไปคืนนะ เส้นที่มีอยู่ที่บ้านก็น่าจะใช้ได้อยู่ แล้วฉันก็จ่ายเกินงบที่ตั้งไว้ด้วย…… แม่ต้องปรี๊ดแตกแน่ๆเลย ตอนนั้นฉันมัวแต่คิดอะไรอยู่นะ ”
“ เธอจะกลับไปที่ร้านก็ได้นะ ว่าแต่ว่าเบลล่าจะตามหาเราอยู่หรือเปล่าล่ะ ”
นี่มันอะไรกัน ?? เบลล่าไม่ได้อยู่กับพวกเธอหรอกหรือ ผมมองผ่านสายตาของเจสสิก้าก่อน แล้วเปลี่ยนมามองจากแองเจล่า พวกเธอกำลังเดินอยู่บนทางเท้าด้านหน้าร้านค้าที่ตั้งอยู่เรียงราย แล้วก็ เพิ่งจะเลี้ยวไปอีกทาง ผมมองไม่เห็นเบลล่าอยู่แถวๆนั้นเลย
“ โอ๊ย… ใครสนเบลล่ากันล่ะยะ ” เจสสิก้าคิดอย่างหมดความอดทน ก่อนจะตอบแองเจล่า
“ เบลล่าไม่เป็นไรหรอกน่า ถึงเราจะกลับไปที่ร้านสร้อยแล้ว ก็ยังมีเวลาอีกเหลือเฟือที่จะไปที่ร้านอาหารน่ะ แล้วฉันว่า เบลล่าเธออยากอยู่คนเดียวนะ”
ผมมองเห็นภาพของร้านหนังสือที่เจสสิก้าคิดว่าเบลล่าไปที่นั่นแว่บเข้ามาในความคิดของเธอ “ งั้นเรารีบไปกันเถอะ ” แองเจล่าบอก หวังว่าเบลล่าคงไม่คิดว่าเราทิ้งเธอนะ เธอดีกับเรามากๆเลยตอนที่อยู่ในรถ…. เธอเป็นคนน่ารักจริงๆ แต่วันนี้เธอดูเศร้าๆทั้งวันเลย สงสัยว่าเป็นเพราะ เอ็ดเวิร์ด คัลเลน หรือเปล่านะ ต้องใช่แน่ๆ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ถามเราเรื่องครอบครัวของเขาหรอก
นี่ผมพลาดอะไรไปบ้างนะ ผมควรจะตั้งใจฟังให้มากกว่านี้ เบลล่าเดินออกไปไหนก็ไม่รู้คนเดียว แล้วก่อนหน้านั้นเธอยังถามถึงผมอีกด้วย แต่ผมก็ไม่ได้ความอะไรจากแองเจล่าเลย เพราะตอนนี้เธอกำลังสนใจฟังเจสสิก้า ที่กำลังคุยฟุ้งถึงเรื่องของนายไมค์จอมงี่เง่าอยู่
ผมพิจารณาจากเงาแดดแล้วก็คาดว่า ดวงอาทิตย์คงลับเหลี่ยมเมฆไปในไม่ช้านี้ ถ้าผมขับเลียบถนนไปทางทิศตะวันตก เงาของตึกก็คงช่วยบังแดดที่ส่องมาบนถนนได้ แต่ผมรู้สึกกังวลเมื่อต้องขับฝ่าการจราจรเข้าไปในตัวเมือง การที่เบลล่าออกไปเดินคนเดียวนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผมคาดคิดมาก่อน ผมมืดแปดด้านไม่รู้ว่าจะไปตามหาเธอได้ที่ไหน ผมน่าจะคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย
ผมรู้จัก พอร์ท แองเจลลิส ดีทุกซอกทุกมุม ผมขับรถตรงไปยังร้านหนังสือที่ผมเห็นในความคิดของเจสสิก้า หวังว่าผมจะเจอเธอที่นี่ แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่ามันจะง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ เบลล่าเคยทำเรื่องต่างๆ ให้ง่ายขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิดไว้จริงๆ ร้านเล็กๆนั้นว่างเปล่า มีแต่ผู้หญิงที่แต่งตัวย้อนยุคนั่งอยู่หลังเคาท์เตอร์ เบลล่าไม่น่าจะสนใจเข้าร้านแบบนี้ ผมว่าดูมันเพื่อชีวิตมากไปหน่อย จนผมสงสัยว่าจริงๆแล้ว เธอได้เข้าไปในร้านนี้หรือเปล่า
ผมจอดรถใต้ที่ร่มแถวนั้น แนวร่มจากแสงแดดยาวขึ้นไปจนถึงหน้าร้าน ผมไม่ควรทำอย่างนี้เลยจริงๆ เดินไปเดินมาทั้งๆที่ยังมีแสงแดดอยู่แบบนี้ มันเสี่ยงเกินไป ถ้ากระจกของรถที่แล่นอยู่บนถนนเกิดสะท้อนแสงแดดมาโดนตัวผมเข้าพอดีล่ะ
แต่ผมก็ไม่มีหนทางอื่นที่จะตามหาเบลล่าได้อีกแล้ว
ผมลงจากรถ พยายามเดินเลียบชิดด้านในสุดของที่ร่ม แล้วรีบเดินเข้าไปในร้านอย่างรวดเร็ว ไม่มีร่องรอยกลิ่นของเบลล่าอยู่ในร้านแม้แต่น้อย เธอมาที่นี่ เดินบนทางเดินนี้ แต่ไม่มีวี่แววว่าเธอได้เข้ามาในร้านนี้เลย
“ ยินดีต้อนรับจ้ะ มีอะไรให้ช่วย – - - ” ตอนที่พนักงานขายเริ่มพูดนั้น ผมก็เดินออกมานอกร้านเรียบร้อยแล้ว
ผมเดินไปตามกลิ่นหอมของเบลล่าไปจนสุดทางที่ร่มเงาแผ่ไปถึง แล้วผมก็ต้องหยุดอยู่ที่รอยต่อระหว่างแสงแดด และ เงาร่ม
การที่ผมไม่มีพลัง ทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกกักขังอยู่ภายใต้เส้นแบ่งของความมืดและแสงสว่าง ที่ขีดคั่นอยู่บนทางเดินตรงหน้าผมนี้ ….. ผมทำอะไรกับมันไม่ได้เลย
ผมได้แต่เดาว่าเธอคงข้ามถน แล้วเดินต่อไปทางทิศใต้ แต่ทางด้านนั้นก็ไม่มีอะไรสักเท่าไหร่ หรือว่าเธอจะหลงทาง ??? ดูจากความเป็นเบลล่าแล้ว มันก็น่าจะเป็นไปได้
ผมกลับไปที่รถ แล้วขับช้าๆเลียบไปตามถนน คอยมองหาเธอ ผมจอดรถตามที่ร่มสองสามครั้ง เพื่อลงไปตามหาเธอ แต่ผมได้กลิ่นเธอเพียงครั้งเดียว และเส้นทางของกลิ่นนั้นทำให้ผมสับสน นี่เธอต้องการจะไปไหนของเธอกันแน่ ???
ผมขับกลับไปกลับมาระหว่างร้านหนังสือกับร้านอาหารสองสามรอบ เผื่อว่าจะเจอเธอระหว่างทาง เจสสิก้า กับ แองเจลล่าอยู่ที่ร้านอาหารเรียบร้อยแล้ว กำลังคุยกันว่าจะสั่งอาหารกันก่อน หรือ จะรอให้เบลล่ามาก่อนดี แล้วเจสสิก้าก็ตัดสินใจให้สั่งอาหารไปก่อนเลย
ผมเริ่มเข้าไปอ่านความคิดของคนแปลกหน้า ลองมองผ่านสายตาของพวกเขา เผื่อว่าจะมีใครเห็นเบลล่าที่ไหนสักที่
ผมเริ่มกังวลและเป็นห่วงเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เธอหายไปนานขนาดนี้ ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า เวลาที่เธอไม่อยู่สายตา และออกนอกเส้นทางปกติของเธอแล้ว ผมจะตามหาตัวเธอได้ยากขนาดนี้ ผมไม่ชอบใจเลยจริงๆ
เมฆเริ่มเข้ามาครอบคลุมเส้นขอบฟ้า และในอีกไม่กี่นาทีนี้ ผมก็จะเป็นอิสระเดินตามหาเธอได้อย่างเต็มที่ ใช้เวลาไม่นานก็คงเจอ ก็มีแต่ดวงอาทิตย์เท่านั้นล่ะที่ทำให้ผมอับจนหนทางในตอนนี้
อีกแค่สองสามนาที ผมก็จะกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกครั้ง แล้วคนที่อ่อนแอก็คือพวกมนุษย์นั่นเอง
ผมอ่านใจคนนั้น คนนี้ อ่านทุกความคิดแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่สลักสำคัญอะไรก็ตาม
…. คิดว่าเด็กคงมีการติดเชื้อในหู….
หกสี่ศูนย์ หรือ หกศูนย์สี่กันแน่นะ….
มาสายอีกแล้ว ฉันคงต้องบอกเขาแล้วล่ะ
เธอมานั่นแล้ว …อะฮ้า !!
นั่นไง สุดท้าย ก็เจอหน้าเธอ .. ในที่สุด ก็มีคนสังเกตเห็นเธอจนได้
ผมโล่งอกอยู่เพียงแค่เสี้ยววินาที แล้วผมก็อ่านความคิดของผู้ชายที่กำลังมองเบลล่าอยู่อย่างพึงพอใจจากในเงามืด
ความคิดของเขา แปลกใหม่สำหรับผม…. เดี๋ยวก่อน … แต่ก็ใช่ว่าผมจะไม่คุ้นเคยกับมันสียเลยนะ ครั้งหนึ่งผมเคยล่าคนที่มีความคิดแบบเดียวกันนี้แหละ
“ ไม่….” ผมร้องออกมาดังลั่น ระเบิดเสียงคำรามตามมาเป็นชุด เท้าเหยียบคันเร่งจมมิด แต่ผมกำลังจะไปที่ไหนล่ะ ?
ผมรู้สถานที่คร่าวๆจากความคิดของเขา แต่บอกได้ไม่ชัดเจนพอว่าอยู่ตรงไหน มันต้องมีอะไรสักอย่างสิ….ป้ายถนน…หน้าร้านค้า …อะไรสักอย่างที่อยู่ในสายตาของเขา ที่พอจะบอกตำแหน่งที่เขาอยู่ได้ แต่เบลล่าอยู่ในเงามืด สายตาของเขาก็จับจ้องไปยังใบหน้าที่ตระหนกตกใจของเธอ เขากำลังสนุกกับความกลัวของเธอ
ใบหน้าของเบลล่าพร่าเลือนซ้อนอยู่กับอีกหลายๆใบหน้าที่อยู่ในหัวของเขา …..เบลล่าไม่ใช่เหยื่อรายแรก….
ผมไม่สนอะไรทั้งนั้น แม้ว่าเสียงคำรามของผมจะทำเอารถสั่นสะเทือนไปทั้งคันก็ตาม
ด้านหลังของเบลล่าเป็นกำแพงทึบไม่มีหน้าต่าง …..ที่ไหนสักแห่งในเขตอุตสาหกรรม ไกลออกไปจากแหล่งช้อปปิ้งที่ผู้คนชอบมาจับจ่ายซื้อของ เสียงล้อรถบดกับถนนเสียงดังเมื่อผมหักเลี้ยวตรงมุมถนน ปาดหน้าปาดหลังรถคันอื่นๆ พุ่งตรงไปตามเส้นทางที่ผมหวังไว้ว่ามันจะถูกต้อง ตอนที่รถคันอื่นๆบีบแตรด่าผมนั้น ผมก็ทิ้งห่างพวกเขาไปไม่เห็นฝุ่นแล้ว
“ เฮ้ …ดูเธอตัวสั่นสิ ” ไอ้ผู้ชายคนนั้นหัวเราะ อย่างรอคอยอะไรบางอย่าง ควมกลัวดึงดูดเขาเข้าไป … เขาชอบเห็นความกลัวของคนอื่น
“ อย่าเข้ามานะ ” เธอพูดเสียงต่ำ และหนักแน่น ไม่ได้ส่งเสียงกรีดร้อง
“ อย่าทำอย่างนั้นสิจ้ะ… สาวน้อย ”
ขณะที่กำลังมองเบลล่าอยู่ เขาก็สะดุ้ง และโกรธเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะหยาบคายมาจากอีกด้านหนึ่ง “ หุบปาก เจฟฟ์ ” เขาร้องอยู่ในใจ เขาชอบใจเมื่อเห็นเธอถอยหนี มันทำให้เขาตื่นเต้น เขาเริ่มจินตนาการถึงการขอร้องอ้อนวอน….ของเบลล่า
ผมไม่รู้ว่ามีคนอื่นอยู่กับเขาด้วยจนกระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะ ผมหันไปอ่านความคิดของอีกคน พยายามมองหาอะไรสักอย่างที่ผมจะใช้ประโยช์จากมันได้บ้าง เขาสะบัดแขนขาแล้วก้าวเข้าไปหาเธอ
คนอื่นรอบๆตัวเขานั้นเมากันมานิดๆหน่อยๆ แต่ความคิดของพวกเขาก็ไม่ได้ต่ำช้าเหมือนกับความคิดของเขา ไม่มีใครในกลุ่มรู้ว่าผู้ชายที่ถูกเรียกว่า ลอนนี่ จะจัดการกับเบลล่าไปถึงขั้นไหน เขาสัญญาว่าก็แค่เล่นอะไรกันสนุกๆ พวกเขาเลยตามกันมาแบบเมาๆ
คนหนึ่งในกลุ่มเหลือบมองถนนอย่างกลัวๆกล้าๆ – - – เขาไม่อยากโดนจับข้อหาทำมิดีมิร้ายเด็กสาว ….. และนั่นทำให้ผมได้ในสิ่งที่ต้องการ ผมจำสี่แยกที่เขากำลังมองอยู่ได้
ผมเหยียบคันเร่งฝ่าไฟแดง ขับเบียดเข้าไปในช่องว่างแคบๆระหว่างรถสองคัน…. เสียงแตรดังลั่นถนนไล่หลังผมมา
ผมไม่สนใจจะรับโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อที่กำลังสั่นเรียก
ลอนนี่ ค่อยๆก้าวเข้าไปหาเบลล่า นั่นทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นกระวนกระวาย ช่วงเวลาของความหวาดกลัวปลุกเร้าอารมณ์ของเขา เขาจดจ่อรอคอย เตรียมจะอิ่มเอม กับเสียงกรีดร้องของเธอ
แต่เบลล่ากัดฟันนิ่ง และอยู่ในท่าที่พร้อมจะรับมือกับเขา นั่นทำให้เขาประหลาดใจ เพราะเขาคาดว่าเธอจะต้องพยายามวิ่งหนี ในความประหลาดใจนั้นมีความผิดหวังปะปนอยู่ด้วยเล็กน้อย
การไล่ล่าตะครุบเหยื่อนั้นทำให้อะดรีนาลีนของเขาพลุ่งพล่าน
อ๊ะ กล้าหาญจริงแม่นี่ …. น่าจะดีกว่า – - – - ดูใจสู้ดี
อีกบล็อคเดียวผมก็จะถึงแล้ว ลอนนี่ได้ยินเสียงรถของผมแล้ว แต่เขาไม่ได้สนใจ เพราะเขากำลังจดจ่ออยู่กับเหยื่อของเขามากเกินไป … ผมอยากรู้ว่าเขาจะสนุกแค่ไหนถ้าต้องกลายมาเป็นเหยื่อที่ถูกล่าบ้าง ผมอยากรู้ว่าเขาจะคิดยังไงกับการล่าในแบบของผม ความคิดอีกส่วนหนึ่งของผม ย้อนกลับไปหาความทรมาณที่เจ็บปวดที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเคยเห็นมาในช่วงเวลาที่ผมทำตัวเป็นศาลเตี้ย เขาต้องทุกข์ทรมาณ ต้องเกลือกกลิ้งตัวคดตัวงอด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส คนอื่นๆก็แค่ต้องตายในโทษฐานผู้สมรู้ร่วมคิด แต่ไอ้ชั่วที่ชื่อลอนนี่ เขาจะต้องทนทุขเวทนาถึงขั้นร้องขอความตาย ก่อนที่ผมจะหยิบยื่นมันให้เป็นของขวัญ
เขายืนอยู่บนถนน กำลังเดินตรงไปที่เบลล่า
ผมหักเลี้ยวที่มุมถนนด้วยความเร็วสูง แสงไฟหน้ารถที่ส่องไปที่เหตุการณ์ตรงหน้า ตรึงพวกเขาให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ผมสามารถพุ่งชนไอ้ตัวชั่วที่กำลังกระโดดหลบรถเสียเลยก็ได้ แต่ตายแบบนี้ดูจะง่ายเกินไปหน่อย
ผมหักพวงมาลัยรถอย่างรวดเร็วจนรถหมุนคว้างกลับหันหัวรถไปทางที่ผมขับมา ให้ประตูด้านผู้โดยสาร อยู่ใกล้ตัวเบลล่ามากที่สุด แล้วเปิดประตูผลักออกไป ถึงตอนนั้นเบลล่าก็วิ่งมาเกือบถึงรถแล้ว
“ ขึ้นมา ” ผมร้องสั่ง
นี่มันอะไรกันวะ
บ้าฉิบ…กะแล้ว… หล่อนไม่ได้มาคนเดียว
วิ่งหนีดีมั้ยวะ
จะอ๊วกอยู่แล้วนะเว้ย…….
เบลล่ากระโดดขึ้นรถอย่างไม่ลังเล แล้วรีบปิดประตูทันที
เบลล่ามองผมด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความไว้วางใจอย่างเต็มเปี่ยม แบบที่ผมไม่เคยเห็นบนใบหน้าของมนุษย์คนไหนมาก่อน ทำให้แผนการรุนแรงทั้งหลายที่ผมคิดไว้ทลายลงไม่มีชิ้นดี
ผมใช้เวลาในเสี้ยววินาทีคิดแล้วว่าผมไม่สามารถทิ้งเธอไว้ในรถแล้วลงไปจัดการกับพวกสวะสี่ตัวที่อยู่บนถนนนั้น แล้วผมจะบอกเธอว่าอะไรล่ะ – - – อย่ามองนะ – - -งั้นเหรอ ?? บ้าไปแล้ว…เบลล่าเคยทำตามที่ผมบอกเมื่อไหร่กัน – - – และเมื่อไหร่กันที่เธอเคยทำให้ตัวเองห่างจากอันตราย
หรือผมจะลากคนพวกนี้ออกไปให้พ้นสายตาเธอเสียก่อน – - – แล้วทิ้งเธอไว้ในรถคนเดียวอย่างน่ะเหรอ ? มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คืนนี้ จะมีพวกเดนมนุษย์คนอื่นโผล่มาหาเหยื่อในพอร์ท แองเจลลิส นี่อีก แต่ก็ใช่ว่าโอกาสที่จะมีอันน้อยนิดนั้นมันจะไม่เกิดขึ้น … ก็เพราะเธอคือ แม่เหล็กดูดอันตรายทั้งหลายแหล่เข้าหาตัวเอง … ผมจะปล่อยให้เธอคลาดสายตาไม่ได้เลย
เบลล่าคงรู้สึกเหมือนไอ้พวกนั้นที่ยืนนิ่งอ้าปากค้าง มองตามรถด้วยความงง เมื่อเห็นผมเหยียบคันเร่งพาเธอออกจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว เธอไม่รู้หรอกว่าผมชะงักลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอคงคิดว่าผมนั้นวางแผนจะพาเธอหนีออกมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ผมจะขับชนไอ้ลอนนี่ก็ไม่ได้อีก เดี๋ยวจะทำให้เธอตกใจกลัว
ผมอยากให้มันตายอย่างทรมาณ และความต้องการนี้มันร้องระงมอื้ออึงอยู่ในหูของผม ทำเอาผมตาพร่า จนลิ้นของผมรับรสของความต้องการนั้นได้เลยทีเดียว กล้ามเนื้อทุกมัดของผมบิดเกร็งตอบรับอาการรุกเร้าจากความปรารถนาที่รุนแรง มันเป็นความจำเป็น – - – จำเป็นต้องฆ่าลอนนี่ – - – ผมจะค่อยๆถลกหนังของเขาออกอย่างช้าๆ ทีละชิ้น ทีละชิ้น จากหนังถึงเนื้อ แล้วฉีกเนื้อออกจากกระดูก
เว้นเสียแต่ว่า ยังมีผู้หญิงคนนี้ – - – ผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวในโลก ที่กำลังนั่งจับเบาะที่นั่งแน่นด้วยมือทั้งสองข้าง ผู้หญิงคนนี้ที่กำลังจ้องหน้าผมด้วยดวงตากลมโต ซึ่งเต็มไปด้วยความไว้ใจ เชื่อใจอย่างที่สุด – - – ความแค้นครั้งนี้คงต้องมาสะสางกันทีหลังแล้วล่ะ
“ รัดเข็มขัดซะ ” ผมสั่ง น้ำเสียงของผมแข็งกร้าว เพราะความเกลียด และความกระหาย แต่ นี่ไม่ใช่ความกระหายเลือดอย่างทุกครั้ง ผมต้องไม่ทำให้ตัวเองแปดเปื้อน ด้วยการเอาความคิดส่วนหนึ่งส่วนใดของไอ้คนชั่วช้านั่นมาใส่ในหัวของผม
เธอสอดเข็มขัดเข้าล็อค แล้วสะดุ้งเองเพราะเสียงเข็มขัดนั่น เสียงเบาๆแค่นี้ก็ยังทำให้เธอสะดุ้งได้ แต่เธอกลับไม่รู้สึกอะไรที่ผมขับรถผ่าเมืองโดยไม่สนใจสัญญาณไฟใดๆทั้งสิ้น - – - เธอดูผ่อนคลาย จนผมแปลกใจ ก็มันไม่น่าจะเป็นอย่างนี้เลย กับเหตุการณ์อะไรๆ ที่เธอเพิ่งเจอมา
“ คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ” เธอถามผมด้วยเสียงแหบพร่า เพราะความเครียด และความกลัว
เธออยากรู้ว่าผมเป็นอะไรหรือเปล่าอย่างนั้นเหรอ – - ?
ผมคิดถึงคำถามของเธออยู่เสี้ยววินาที แต่ไม่นานพอจะให้เธอรู้สึกได้ถึงอาการลังเลของผม ผมเป็นอะไรหรือเปล่าล่ะ ?
“ เป็น” ผมรู้ตัวเองดี … เสียงผมยังคุกรุ่นด้วยโทสะ
ผมขับพาเธอมายังถนนเส้นเดิม ที่เมื่อช่วงบ่ายผมได้ใช้เป็นที่เฝ้าสอดส่องดูแลเธอ ได้อย่างแย่ที่สุด – - - ซึ่งตอนนี้มันมืดสนิทภายใต้ร่มไม้
โทสะที่กำลังเดือดพล่าน ทำให้ร่างกายผมแข็งทื่ออยู่กับที่ไม่มีแม้แต่จะขยับเขยื้อน มือที่เย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งของผมอยากจะบดขยี้ไอ้ลอนนี่ให้เละไม่มีชิ้นดี ให้เหลือแต่ซากที่บอกไม่ได้ว่าเคยเป็นใครมาก่อน
แต่นั่น ผมก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทิ้งเบลล่าให้อยู่ในที่มืดๆนี้ตามลำพัง
“ เบลล่า ” ผมเค้นเสียงเรียกเธอ
“ คะ ” เธอขานรับเสียงแหบพร่า จนต้องกระแอมออกมา
“ คุณไม่เป็นไรใช่ไหม ” ผมรู้ดีว่า นี่ต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่ผมต้องห่วงอันดับแรก – - – การลงโทษพวกนั้นน่ะเอาไว้ทีหลัง แต่ความโกรธมันยังท่วมท้นอยู่ในร่างกายผม จนคิดอะไรไม่ออก
“ ค่ะ ” เสียงเธอยังพร่า นั่นเป็นเพราะความกลัวอย่างไม่ต้องสงสัย
ซึ่งนั่นทำให้ผมทิ้งเธอไว้ไม่ได้
แม้ว่าตอนนี้เธอจะไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงแล้ว แต่ด้วยเหตุผลอันน่าโมโห ที่โลกนี้กำลังเล่นตลกกับผม ถึงแม้ผมจะมั่นใจว่าเบลล่าจะปลอดภัยอย่างแน่นอนในช่วงที่ผมไม่ได้อยู่กับเธอ แต่ผมก็ทิ้งเธอไว้ในที่มืดๆคนเดียว แบบนี้ไม่ได้อยู่ดี
เธอต้องกลัวแน่ๆ
ถึงแม้ผมจะรู้ดีว่าต้องทำอย่างไร เพื่อปลอบโยนเธอให้รู้สึกดีขึ้น แต่ผมก็ทำไม่ได้ เพราะผมไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะทำเช่นนั้นได้เลย เธอต้องรู้สึกได้ถึงรังสีของความโหดร้าย ที่กำลังแผ่ออกมาจากตัวผมอย่างแน่นอน เพราะมันรู้สึกได้ชัดเจนเอามากๆ ผมจะยิ่งทำให้เธอกลัวมากขึ้นไปอีก ถ้าผมไม่พยายามดับความอยากกลับไปฆ่าไอ้เลวพวกนั้น ที่กำลังเดือดพล่านอยู่ในตัวผม
ผมต้องคิดถึงเรื่องอื่นๆ
“ คุณช่วยดึงความสนใจผมไปทางอื่นหน่อย ” ผมบอก
“ หา… ว่าไงนะ ”
ผมแทบจะไม่เหลือความอดทนพอที่จะอธิบายให้เธอรู้ว่าผมต้องการอะไร
“ ช่วยพูดเรื่องไร้สาระอะไรก็ได้ ที่ทำให้ผมสงบสติอารมณ์ลงได้หน่อย ” ผมกัดฟัน อธิบาย
สิ่งเดียวที่สามารถตรึงผมไว้ในรถอย่างนี้… ก็คือเธอ เบลล่าจำเป็นต้องมีผมอยู่ด้วยในตอนนี้
ผมยังได้ยินความคิด ของไอ้เลวคนนั้น – - – ความโกรธ และความผิดหวัง – - – ผมรู้ว่าจะหาตัวเขาได้ที่ไหน … ผมหลับตา … ไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยินอะไร ใดๆ เลย
“ เอ่อ… ” เธอดูลังเล … ผมคิดเอาเองว่า เหมือนเธอจะพยายาม คิดตามคำขอของผม “ พรุ่งนี้ก่อนเข้าเรียน ฉันจะขับรถทับนาย ไทเลอร์ โครวลีย์ เสียเลยดีไหม ” เธอพูดเหมือนจะถามผม
ใช่แล้ว – - นี่ล่ะที่ผมอยากได้ยิน …. เบลล่ามักจะมีอะไรที่ผมคาดไม่ถึงอยู่เสมอ เหมือนคำขู่โหดๆที่ออกจากปากของเธอเมื่อก่อนหน้านี้ ก็ฟังดู ขัดๆ ตลก ขำๆดี ถ้าผมไม่ได้อยู่ในอารมณ์โกรธจนอยากฆ่าคนอย่างในตอนนี้ ผมต้องหัวเราะออกไปแล้วล่ะ
“ ทำไมล่ะ” ผมถามเสียงดัง เพื่อให้เธอพูดต่อ
“ ก็เขาเที่ยวไปบอกใครต่อใครว่าเขาจะไปงานพรอมกับฉันน่ะสิ ” เสียงของเธอดุราวกับเสือในร่างของลูกแมวตัวน้อยๆ “ เขาคงเสียสติไปแล้ว หรือไม่ก็คงพยายามหาทางชดเชยที่เกือบจะฆ่าฉันเมื่อ …. เอ่อ… คุณคงจำได้ ” เธอพูดต่อ “ เขาคงคิดว่า งานพรอมนี่น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้แก้ตัวละมั้ง ฉันก็แลยคิดว่า ถ้าฉันทำให้เขาเฉียดตายบ้าง ก็น่าจะเจ๊ากันน่ะ แล้วเขาจะได้ไม่ต้องมาวอแว ทำดีกับฉันด้วย ฉันไม่อยากมีศัตรู ถ้าเขาไม่มายุ่งกับฉัน ลอเรนก็จะได้เลิกเจ้าคิดเจ้าแค้นกับฉันเสียที บางทีฉันอาจจะต้องพังรถเซนทราของเขาเสียด้วย ” เธอทำท่าคิด พลางพูดต่อ “ ถ้าเขาไม่มีรถ เขาก็พาใครไปงานพรอมไม่ได้ …”
นั่นทำให้ผมได้รู้ว่า บางครั้งเธอเองก็เข้าใจอะไรผิดๆ ที่เทเลอร์ทำแบบนี้น่ะ ไม่ได้เกี่ยวกับอุบัติเหตุนั่นแม้แต่น้อย ดูเหมือนเธอจะไม่รู้เอาเสียเลย ตัวเธอน่ะดึงดูดใจหนุ่มๆ ในโรงเรียนมากขนาดไหน เธอจะรู้ไหมว่า ผมเองก็หลงเสน่ห์เธอด้วยเหมือนกัน
อา…. ใช้ได้เลยทีเดียว วิธีการคิดที่ชวนเวียนหัวของเธอนั้นดึงความสนใจของผมได้เสมอ ผมเริ่มควบคุมตัวเองได้มากขึ้น ทำให้มองเห็นอย่างอื่นได้บ้าง นอกเหนือจากการแก้แค้น และ วิธีทรมาณ
“ ผมก็ได้ยินเรื่องนั้นมาเหมือนกัน ” ผมบอก เมื่อเธอหยุดพูด และผมต้องการให้เธอพูดต่อ
“ คุณก็รู้หรือ ” เธอถามแบบไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เดือดดาลกว่าเดิม “ ถ้าหมอนั่น เป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงมา เขาก็คงไปงานพรอมไม่ได้เหมือนกันสินะ ”
ผมหวังว่า คงจะมีสักวิธีที่จะถามให้เธอพูดขู่ทำร้ายร่างกายคนอื่นแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยที่ฟังแล้วไม่เหมือนพวกคนเสียสติน่ะ เพราะดูแล้วเธอคงไม่มีวิธีอื่นที่จะทำให้ผมอารมณ์เย็นลงได้ดีกว่านี้แล้ว วาจาประชดประชันเกินจริงของเธอนี่แหละ ที่เป็นสิ่งช่วยเตือนตัวเอง ซึ่งผมต้องการอย่างที่สุดในเวลานี้
ผมถอนหายใจ แล้วลืมตาขึ้น
“ ดีขึ้นไหมคะ ” เธอถาม ด้วยท่าทางเขินๆ
“ ไม่ค่อยเท่าไหร่ ”
ไม่หรอก อารมณ์ผมสงบลง แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้น เพราะผมรู้ดีว่าผมไม่สามารถฆ่าไอ้ชั่วลอนนี่นั่นได้ในตอนนี้ แต่การได้เด็ดหัวของมันก็ยังเป็นสิ่งที่ผมอยากจะทำมากกว่าสิ่งอื่นใดในโลก แทบจะมากที่สุดเลยทีเดียว
แต่เวลานี้ สิ่งเดียวที่ผมต้องการมากกกว่าการมอบโทษประหารให้กับเดนมนุษย์คนนั้น ก็คือเธอคนนี้ ถึงแม้ว่าผมจะมีเธอไม่ได้ในความเป็นจริง แต่เพียงแค่ได้มีเธอในความฝัน นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะรั้งผมไว้ไม่ให้ออกไปฆ่าไอ้เลวนั่นในคืนนี้ ไม่ว่าผมอยากจะฆ่ามันมากแค่ไหนก็ตาม
เพราะเบลล่าคู่ควรกับใครที่ดีกว่านักฆ่ามากนัก
ผมพยายามมามากกว่า เจ็ดทศวรรษ ที่จะไม่เป็นอย่างนั้น เป็นอะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่นักฆ่า – - – ความพยายามตลอดหลายสิบปีนั้น ไม่ได้ทำให้ผมมีค่าควรคู่กับผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆผมได้เลย และผมก็รับรู้ได้ว่า ถ้าผมกลับไปสู่ชีวิตแบบนั้นอีก…ชีวิตของนักฆ่า…แม้จะเพียงแค่คืนเดียว นั่นอาจทำให้ผมไม่สามารถเอื้อมไปถึงเบลล่าไปตลอดกาล แม้ว่าผมจะไม่ได้ดื่มเลือดของพวกเขา แม้ว่าจะไม่มีร่องรอยของดวงตาสีแดงเพลิงหลงเหลือให้เธอเห็นก็ตาม – - – - แต่เธอจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรเลยเหรอ ??
ผมพยามยามที่จะเป็นคนดีเพื่อให้เหมาะสมกับเธอ … แม้ว่านั่นจะเป็นจุดหมายที่ไกลแสนไกล แต่ผมก็ไม่ละความพยายาม
“ คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ” เสียงของเธอเบาราวเสียงกระซิบ
ผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจของเธอ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมระลึกได้ว่า เพราะอะไรผมถึงไม่คู่ควรกับเธอ ไม่ว่าผมจะรักเธอมากแค่ไหน … กลิ่นของเธอก็ยังเชิญชวนความกระหายของผมอยู่ดี
ผมจะพูดกับเธออย่างตรงไปตรงมา ด้วยความจริงใจที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ – - – เพราะผมยังติดค้างเธออยู่
“ บางครั้งผมก็มีปัญหากับอารมณ์ของตัวเองน่ะเบลล่า ” ผมบอกขณะที่สายตายังจับจ้องไปที่ความมืดมิดนอกตัวรถ สองจิตสองใจ … อยากให้เธอได้ยินความน่ากลัวที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของผม แต่อีกใจก็ไม่อยากให้เธอได้ยิน – - – เป็นไปได้มาก ว่าเธอไม่ได้ยิน ….. หนีไป เบลล่า วิ่งหนีไป ….. อยู่เถอะ เบลล่า อยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้ …… “ แต่มันคงไม่มีประโยชน์อะไร ที่ผมจะเลี้ยวรถกลับไปล่าไอ้พวก ….. ” แค่คิดผมก็แทบจะพุ่งลงจากรถไปแล้ว ผมสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มที่ ปล่อยให้กลิ่นหอมของเธอ แผดเผาลึกลงไปคอของผม - – - “ อย่างน้อย ผมก็พยายามบอกตัวเองให้คิดอย่างนั้น ”
“ โอว….” แล้วเธอก็เงียบไป ไม่พูดอะไรต่อ เธอจับอะไรในคำพูดของผมได้มากน้อยแค่ไหนนะ ?? ผมแอบเหลือบตามองเธอ แต่ก็ไม่อาจคาดเดาอะไรได้จากสีหน้าที่ว่างเปล่านั้น บางทีเธออาจจะช็อค เธอเลยยังไม่กรีดร้อง – - – ยังก่อน
ต่างคนต่างเงียบกันไปครู่หนึ่ง ผมพยายามต่อสู้กับตัวเอง เพื่อเป็นในสิ่งที่ผมควรจะเป็น และ อะไรคือสิ่งที่ผมไม่สามารถจะเป็นได้
“ เจสสิก้า กับ แองเจล่า คงจะเป็นห่วงแน่ๆเลย ” เธอพูดเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบสงบนิ่ง ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่า มันเป็นแบบนั้นได้อย่างไร หรือว่าเธอจะช็อค ? บางทีสมองเธออาจจะยังไม่ซึมซาบรับรู้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนี้ “ ฉันนัดกับพวกเธอเอาไว้น่ะ ”
นี่เธอต้องการจะไปจากผม ….. หรือเธอแค่กังวลว่าเพื่อนจะเป็นห่วง ?
ผมไม่พูดอะไร แต่ก็สตาร์ทรถพาเธอกลับไปส่ง ยิ่งเข้าใกล้ตัวเมือง มันก็ยิ่งยากมากขึ้นที่จะแน่วแน่กับสิ่งที่ตั้งใจไว้ …. ไอ้หมอนั่นอยู่ใกล้ๆนี่เอง
ถ้าเรื่องนี้ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ถ้าผมไม่สามารถจะอยู่กับเธอได้ ไม่คู่ควรกับเธอ แล้วเรื่องอะไรที่ผมจะปล่อยให้คนชั่วมันลอยนวล ? แน่นอนว่าผมสามารถลงโทษมันได้ด้วยมือของผมเอง
ไม่ .. ผมยังไม่ยอมแพ้ ยังไม่ใช่ตอนนี้ ผมปรารถนาที่จะอยู่กับเธอมากกว่าจะยอมจำนนง่ายๆแบบนี้
เรา มาถึงร้านอาหารที่เธอนัดกับเพื่อนๆไว้ ก่อนที่ผมจะเริ่มทำความเข้าใจกับความคิดของตัวเองเสียอีก เจสสิก้า กับ เองเจล่า ทานกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ทั้งคู่ก็กำลังจะเดินไปตามถนนมืดๆเพื่อตามหาเบลล่าด้วยความเป็นห่วง
คืนนี้ไม่ใช่คืนที่พวกเธอจะมาเดินกันมืดๆแบบไม่รู้จุดหมาย
“ คุณรู้ได้ยังไงว่าที่ …….. ?” คำถามที่ยังไม่จบประโยคของเบลล่า ขัดจังหวะความคิดของผม และนั่นทำให้ผมรู้ว่า ผมพลาดไปอีกแล้ว ผมมัวแต่คิดเรื่องอื่น จนลืมไปว่าผมต้องถามเธอก่อน ว่าเธอ นัดพบกับเพื่อนๆที่ไหน
แต่แทนที่เธอจะถามให้จบ เพื่อจะให้ได้คำตอบ เธอกลับอมยิ้มพลางส่ายหัว
นั่นหมายความว่าอย่างไร ?
แต่ผมก็ไม่มีเวลาที่จะมาแก้ปริศนาอาการแปลกๆของเธอ ที่ยอมรับการล่วงรู้ของผมแต่โดยดี แล้วผมก็เปิดประตูลงจากรถ
“ คุณคิดจะทำอะไรน่ะ ” เสียงเธอถามด้วยความตกใจ
ผมจะไม่ปล่อยให้คุณอยู่ห่างสายตา ผมจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องอยู่คนเดียวในคืนนี้ – - ไม่ได้เด็ดขาด
“ ผมกำลังจะพาคุณไปทานมื้อเย็น ”
นี่มันก็แปลกดีนะ มันเหมือนจะเป็นคืนอื่นที่ไม่ใช่คืนนี้ คืนที่ผมคิดจะชวนอลิซออกมาทานข้าวด้วยกัน แล้วแกล้งทำเป็นไปทานร้านเดียวกับเบลล่าและเพื่อนๆ โดยบังเอิญ ตอนนี้… ผมอยู่ที่นี่แล้ว เหมือนกับว่ากำลังเดทกับเธอ เพียงแต่จะนับเป็นเดทจริงๆก็คงไม่ได้ เพราะผมไม่ได้ให้โอกาสเธอที่จะปฏิเสธ
เธอเปิดประตูรถออกมาครึ่งหนึ่งแล้ว ก่อนที่ผมจะเดินอ้อมรถมาถึงตัวเธอ ปกติแล้วมันก็ไม่น่าหงุดหงิดสักเท่าไหร่หรอกนะ ที่จะต้องเดินช้าอย่างมนุษย์ปกติทั่วๆไป แต่นี่เพราะเธอไม่รอให้ผมเดินไปเปิดประตูให้ เป็นเพราะเธอไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างเช่นสุภาพสตรี หรือ เป็นเพราะเธอไม่คิดว่าผมเป็นสุภาพบุรุษกันแน่นะ
ผมรอให้เธอเดินมาหา แล้วก็เริ่มเป็นห่วงแองเจล่า กับ เจสสิก้า ที่กำลังเดินตรงไปยังมุมถนนมืดๆนั่น
“ คุณไปเรียกเจสสิก้า กับ แองเจล่า ก่อนที่ผมจะกลับไปจัดการไอ้พวกนั้น ” ผมสั่งอย่างรวดเร็ว “ ผมคงห้ามตัวเองไม่อยู่ ถ้าไปเจอกับเพื่อนพวกนั้นของคุณอีกรอบ ” ไม่เลย .. ผมคงไม่แข็งแกร่งพอกับเรื่องนี้
เธอตัวสั่น แล้วก็ตั้งสติอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวตามเพื่อนของเธอไป พร้อมกับร้องเรียกเสียงดัง “ เจสส์ แองเจล่า ” แล้วเมื่อพวกเธอหันมา เบลล่าก็โบกมือให้พวกเธอเห็น
“ เบลล่า… โอว..ดีจังที่เธอปลอดภัย ” แองเจล่าคิดอย่างโล่งอก
“ มาสายเสียขนาดนี้เนี่ยนะ ” เจสสิก้า บ่นพึมพำกับตัวเอง แต่เธอก็ยังรู้สึกดีที่เบลล่าไม่ได้เป็นอะไรไป หรือหายไปไหน นั่นทำให้ผมรู้สึกกับเธอในทางบวกเพิ่มมากขึ้นนิดหน่อย
พวกเธอรีบเดินกลับมา แล้วก็ต้องหยุดชะงักในทันที พร้อมกับความตะลึงงัน เมื่อเห็นผมยืนอยู่ข้างๆเบลล่า
“ โอ๊ะ !! ” เจสสิก้าคิด ด้วยความประหลาดใจ “ เป็นไปไม่ได้ !! ”
เอ็ดเวิร์ด คัลเลน มาได้ไงเนี่ย ?? ที่เธอออกไปก็เพราะจะไปเจอเขาหรือนี่ แล้วเธอมาถามเรื่องที่พวกเขาออกไปนอกเมืองทำไมกัน ถ้าเธอรู้อยู่แล้วว่าเขาอยู่ที่นี่ ….. ผมเห็นใบหน้าเขินอายของเบลล่า สว่างวาบอยู่ในความคิดของแองเจล่าชั่วขณะหนึ่ง ตอนที่เบลล่ากำลังถามเธอ เกี่ยวกับครอบครัวของผมที่ขาดเรียนบ่อยๆ ไม่หรอก … เธอจะไปรู้ได้ยังไง แองเจลล่าสรุปกับตัวเอง
ส่วนเจสสิก้านั้น เธอคิดไปไกลกินกว่าความประหลาดใจแล้ว มีแต่ความคลางแคลงและสงสัย เบลล่ากำลังปิดบังอะไรเราอยู่แน่ๆ
“ เธอไปไหนมา ” เจสสิก้าถามด้วยความอยากรู้ จ้องหน้าเบลล่า แต่ก็แอบเหลือบมองผมด้วยหางตาเล็กน้อย
“ ฉันหลงทาง แล้วก็ไปเจอเอ็ดเวิร์ดเข้าน่ะ ” เบลล่าบอกพร้อมกับทำมือไม้บุ้ยใบ้มาทางผม น้ำเสียงเธอฟังดูปกติมาก ราวกับว่าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเลยจริงๆ
เธอคงยังช็อคอยู่ – - - นั่นเป็นคำตอบเดียว ที่จะอธิบายความสงบนิ่งของเธอได้
“ คงไม่เป็นไรนะครับที่มีผมมาเพิ่มอีกคน ” ผมถามไปตามมารยาท เพราะผมรู้ว่าพวกเธอทานกันเสร็จแล้ว
ให้ตายเถอะ… เขาช่าง..สุดยอดไปเลย ความคิดของ เจสสิก้าเริ่มกระเจิดกระเจิง ส่วนแองเจล่า ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่ ไม่น่ากินเสร็จก่อนเลย ว้าว…โอว…ว้าววว
แบบนี้น่ะ – - ทำไมผมทำให้เบลล่าเป็นแบบนี้บ้างไม่ได้ ?
“ เอ่ออ.. ได้สิ ” เจสสิก้า ตอบรับ
แอลเจล่า ทำหน้านิ่ว ก่อนจะบอกว่า “ เอ่ออ .. เบลล่า คือว่า จริงๆแล้ว พวกเราทานกันเสร็จแล้วระหว่างที่รอเธอน่ะ ” เธอสารภาพ “ ขอโทษทีนะ ”
พูดอะไรน่ะ ..หุบปากไปเลย… เจสสิก้าบ่นหงุดหงิดอยู่ในใจ
เบลล่ายักไหล่ … ดูง่ายๆสบายๆ .. เธอกำลังช็อคอย่างแน่นอนทีเดียว “ ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่หิวอยู่แล้ว ”
“ ผมว่าคุณควรจะทานอะไรหน่อยนะ ” ผมแย้ง เธอจำเป็นต้องเพิ่มน้ำตาลในเลือด ..แม้ว่ากลิ่นของมันจะหวานมากพออยู่แล้วก็เถอะ … ผมคิดขำๆ แดกดันตัวเอง ความกลัวมันกำลังจะจู่โจมเธอในอีกสักครู่นี่แหละ แล้วถ้าเธอท้องว่างมันก็จะแย่กันไปใหญ่ เธอยิ่งเป็นลมง่ายอยู่ด้วย ก็เห็นจากที่ผ่านๆมาน่ะนะ
เพื่อนๆของเบลล่าก็จะปลอดภัยดี ถ้าพวกเธอตรงกลับบ้านไปเลย อันตรายไม่ได้ติดตามพวกเธอ ไปทุกย่างก้าวหรอกน่า
และผมก็อยากอยู่ตามลำพังกับเบลล่า … ให้นานตราบเท่าที่เธอต้องการจะอยู่ตามลำพังกับผมเช่นกัน
“ จะว่าอะไรไหมครับ ถ้าคืนนี้ ผมจะขับรถไปส่งเบลล่าให้เอง ” ผมถามเจสสิก้า ก่อนที่เบลล่าจะตอบอะไรออกมา “ พวกคุณจะได้ไม่ต้องรอ ระหว่างที่เธอกำลังทาน ”
“ เอ่อ…. ก็ไม่มีปัญหาอะไร… ฉันว่า… ” เจสสิก้าจ้องเขม็งไปที่เบลล่า มองหาอะไรสักอย่างที่จะบอกได้ว่า เบลล่าเองก็อยากจะอยู่ด้วยหรือเปล่า
ฉันเองก็อยากอยู่ต่อนะ…. แต่ท่าทางเธออยากจะเก็บเขาไว้เองคนเดียว .. ก็ใครจะไม่อยากล่ะเจสสิก้าคิด จังหวะเดียวกับที่เธอเห็นเบลล่ากำลังขยิบตาให้เธอพอดี
เบลล่าขยิบตาให้เธอเหรอ ?
“ โอเค ” แองเจล่า พูดขึ้นมาก่อนอย่างรวดร็ว แล้วรีบเดินออกไปเมื่อเห็นว่านั่นคือความต้องการของเบลล่า …. แล้วก็ดูเหมือนว่าเธอต้องการอย่างนั้นจริงๆ “..เจอกันพรุ่งนี้นะ เบลล่า … เอ็ดเวิร์ด ” แองเจล่าบอก ดูเหมือนจะยาก เมื่อเธอต้องเอ่ยชื่อผมออกมาด้วยสุ้มเสียงที่เป็นปกติธรรมดาทั่วๆไป แล้วก็คว้ามือเจสสิก้า ดึงตัวเธอเดินจากไป
ผมคงต้องหาวิธีที่จะขอบคุณแองเจล่าสำหรับเรื่องนี้แล้วล่ะ
รถของเจสสิก้าจอดอยู่ใกล้ๆ อยู่ในรัศมีของแสงไฟส่องสว่างริมถนนพอดี เบลล่าขมวดคิ้วมองตามพวกเธอไปอย่างระแวดระวัง และดูเธอผ่อนคลายขึ้นเมื่อเห็นว่าเพื่อนๆขึ้นรถกันเรียบร้อยแล้ว นั่นแสดงว่าเบลล่าตระหนักดีถึงอันตรายที่เธอเพิ่งเจอมา เจสสิก้าโบกมือให้เมื่อเธอเคลื่อนรถออกไป และเบลล่าก็โบกตอบกลับไป จนกระทั่งรถของเพื่อนลับสายตาไปแล้ว เธอจึงสูดลมหายใจเข้าแล้วหันมาเงยหน้ามองหน้าผม
“ อันที่จริง - – ฉันไม่หิวหรอก ” เธอบอก
แล้วทำไมเธอต้องรอให้เพื่อนๆไปกันแล้ว ถึงเพิ่งมาบอกล่ะ ? หรือว่า จริงๆแล้วเธออยากอยู่กับผมตามลำพัง … แม้แต่ในตอนนี้ … หลังจากที่เธอได้เห็นแล้วว่า ความโกรธของผมนั้นมันแทบจะฆ่าคนได้เนี่ยนะ ? แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลนั้นหรือไม่ก็ตาม เธอก็ต้องทานอะไรเสียหน่อย
“ ช่วยทำให้ผมสบายใจหน่อยเถอะ ” ผมบอก แล้วก็เปิดประตูร้านอาหารค้างไว้ รอให้เธอเดินมา เธอถอนหายใจก่อนที่จะเดินเข้าไปร้าน
ผมเดินข้างๆเธอ ตรงไปที่เคาท์เตอร์เล็กๆ ซึ่งพนักงานต้อนรับยืนรออยู่ ดูเหมือนว่าเบลล่ายังสามารถควบคุมตัวเองได้ดี ผมอยากจะแตะมือ แตะหน้าผากเธอ เพื่อจะเช็คดูว่าตัวเธอร้อนหรือเย็นประการใด แต่มือที่เย็นเฉียบของผมคงจะทำให้เธอรังเกียจ เหมือนที่เคยเกิดขึ้น
โอว…มายยย..ก๊อดดด เสียงความคิดของพนักงานต้อนรับดังลั่นเข้ามาในหัวผม โอ้ววววว…ตายยยแล้วววว…. โอ้ววววววว….
ดูเหมือนผมจะเสน่ห์แรงไปหน่อยแล้วคืนนี้ หรือเป็นเพราะผมสังเกตุอาการของสาวๆพวกนี้มาขึ้น เพราะผมหวังอยากให้เบลล่ามองผมแบบนี้บ้าง ? พวกเราดึงดูดเหยื่อเข้ามาหาพวกเราได้เสมอ เมื่อก่อนผมไม่เคยคิดถึงเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่ ปกติแล้ว … ไม่เว้นกระทั่ง คนอย่าง เชลลีย์ โคป หรือ เจสสิก้า สแตนลีย์ มันจะมีอะไรที่มาบดบังความน่ากลัว และ หลังจากที่พวกเธอถูกดึงดูดเข้ามาใกล้ ความหวาดกลัวก็จะเข้ามาแทนที่
“ มีโต๊ะสำหรับสองคนไหมครับ ” ผมบอกเธอ เมื่อพนักงานต้อนรับยังนิ่งเฉยอยู่
“ โอว..เอ่อ.. ค่ะ .. ลา เบลล่า อิตาเลีย ยินดีต้อนรับค่ะ ” อืมมมม … เสียงก็นะ “ เชิญทางนี้ค่ะ ” เธอเริ่มคาดเดาคิดไปอีกเรื่องหนึ่ง
เธอคงเป็นญาติเขาแหละ ไม่น่าจะใช่น้องสาวนะ หน้าตาไม่เห็นเหมือนกันเลย แต่ต้องเป็นคนในครอบครัวนั่นล่ะน่า …. เขาไม่ได้เป็นแฟนเธอหรอก
สายตาของมนุษย์นี่เหมือนมีอะไรมาบดบัง … ถึงได้มองอะไรพร่ามัวไปหมด ผู้หญิงใจคับแคบคนนี้ มองเห็นรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม ซึ่งเป็นกับดักล่อเหยื่อของผม แต่เธอกลับมองไม่เห็นความหมดจดสมบูรณ์แบบของเด็กผู้หญิงที่อยู่ข้างๆผมได้อย่างไร ?
งั้น..ต้องกันไว้ก่อน อย่าไปสร้างโอกาสให้เธอ พนักงานต้อนรับคิดขณะที่เดินนำเราไปยังโต๊ะตัวใหญ่ขนาดครอบครัว ซึ่งตั้งอยู่กลางร้าน ในบริเวณที่ลูกค้านั่งกันอยู่มากที่สุดของร้าน ฉันจะให้เบอร์โทรศัพท์เขาตอนนี้เลยดีมั้ยนะ … เธอก็อยู่ตรงนี้ด้วย เธอครุ่นคิดอยู่ในใจ
ผมหยิบเงินออกมาจากกระเป๋าหลัง คนเราจะให้ความร่วมมือมากขึ้นเสมอ เมื่อมีเงินข้ามาเกี่ยวข้อง
เบลล่ากำลังจะนั่งลงยังที่นั่งที่พนักงานพามาโดยไม่ได้โต้แย้งอะไร ผมส่ายหน้าบอกให้เธอรู้ เธอก็เลยลังเล แล้วเอียงหน้ามองด้วยความสงสัยใคร่รู้ ใช่แล้วล่ะ คืนนี้เธอคงจะต้องมีเรื่องที่อยากรู้มากมายหลายเรื่อง สถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่านนั้น ไม่เหมาะกับการพูดคุยของเราในคืนนี้
“ ขอที่เป็นส่วนตัวว่านี้หน่อยได้ไหมครับ ” ผมบอกกับพนักงานพร้อมกับยื่นเงินให้เธอ เธอตาโตด้วยความประหลาดใจ แล้วหรี่ตาลงขณะที่มือของเธอยื่นมารับทิปไปจากผม
“ ได้สิคะ ” เธอบอกพลางเหลือบตามองเงินในมือ แล้วเดินนำเราไปอ้อมฉากกั้นห้อง
ห้าสิบเหรียญสำหรับการเปลี่ยนโต๊ะเนี่ยนะ ท่าทางจะรวยเสียด้วย พนันได้เลยว่าเสื้อแจคเก็ตเขาน่ะต้องแพงกว่าเงินเดือนของเราแหงๆ … บ้าจริง..แล้วทำไมเขาจะต้องอยากนั่งเงียบๆสองคนกับเธอด้วยล่ะ ?
เธอพาเราไปยังที่นั่งมีฉากกั้น ในมุมเงียบๆของร้าน ที่จะไม่มีใครมองเห็นเรา – - - มองเห็นปฏิกิยาโต้ตอบของเบลล่า กับเรื่องอะไรก็ตามที่ผมจะเล่าให้เธอฟัง ผมเดาไม่ออกเลยจริงๆ ว่าเธอต้องการจะรู้อะไรจากผมในคืนนี้ หรือว่า ผมจะบอกอะไรเธอได้บ้าง
เธอเดาอะไรไปมากมายแค่ไหนแล้ว ? เธอบอกตัวเองว่าอย่างไรบ้าง สำหรับคำอธิบายของ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนี้ ?
“ ที่นี่ .. ใช้ได้มั้ยคะ ” พนักงานต้อนรับถาม
“ เยี่ยมไปเลยครับ ” ผมบอกเธอ นึกไม่พอใจนิดหน่อย กับความรู้สึกแย่ๆที่เธอมีต่อเบลล่า ผมยิ้มกว้างให้เธอ ให้เธอเห็นเขี้ยวของผมได้ชัดๆ
“ โอวว … เอ่อออ.. อีกสักครู่พนักงานเสิร์ฟจะมารับรายการอาหารนะคะ ” เขาไม่ได้มีอยู่จริงหรอก … เราตัองฝันอยู่แน่ๆเลย … บางทีเดี๋ยวเธอก็จะไป .. แล้วเราก็จะเขียนเบอร์โทรลงบนจานของเขาด้วยซอสมะเขือเทศ …. แล้วเธอก็เดินมึนๆลอยๆออกไป
แปลก .. ที่เธอไม่กลัวผม จู่ๆผมก็นึกถึงเรื่องที่เอ็มเม็ตต์ ล้อผมในโรงอาหารเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนขึ้นมาได้ พนันได้เลยว่าฉันสามารถทำให้เธอกลัวได้ดีกว่านั้นแน่ๆ
นี่ผมสูญเสียความน่าสะพรึงกลัวไปแล้วเหรอ ?
“ คุณไม่ควรทำแบบนี้กับใครๆลยนะ ” เบลล่าขัดขังหวะความคิดผมด้วยน้ำเสียงตำหนิ
“ ไม่ยุติธรรมเลย ”
“ คุณไม่ควรทำอย่างนี้กับคนอื่น ” นี่เธอหมายถึงอะไร ? ผมจ้องมองใบหน้าที่กำลังตำหนิผมอยู่ ผมไม่ได้ทำให้พนักงานคนนั้นกลัวเลยนะ ทั้งๆที่ผมตั้งใจ “ ทำอะไร ”
“ ก็ไปสะกดจนเธอตะลึงอย่างนั้นน่ะสิ ตอนนี้เธอคงไปนั่งสงบสติอารมณ์อยู่ในครัว แน่ๆเลย ”
อืมมม .. เบลล่าพูดได้ใกล้เคียงความจริงมากทีเดียว เพราะในตอนนี้พนักงานคนนั้นใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และกำลังเล่าเรื่องของผมที่เธอคิดเอาเองผิดๆถูกๆ ให้เพื่อนๆพนักงานฟัง
“ ไม่เอาน่า ” เบลล่าทำเสียงดุ เมื่อผมเงียบ ไม่ได้ตอบอะไรออกไป “ คุณต้องรู้สิ ว่าตัวคุณน่ะ มีอิทธิพลต่อคนอื่นขนาดไหน ”
“ ผมสะกดให้คนตะลึงได้เหรอ ” นั่นเป็นการให้คำจำกัดความที่น่าสนใจเลยทีเดียว และมันก็ถูกต้องแล้ว สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนี้ แต่ผมสงสัยว่า แล้วทำไม…. เธอ..ถึงไม่เป็นเหมือนคนอื่นๆล่ะ
“ นี่คุณมองไม่ออกหรือไง ” เธอถาม เหมือนเป็นเรื่องที่จำเป็นหนักหนา “ คุณคิดว่าคนอื่นเขาจะรับมือกับเรื่องนี้ได้ง่ายๆหรือไงกัน ”
“ แล้วผมเคยสะกดคุณได้บ้างหรือเปล่า ” โดยไม่ทันยั้งคิด .. ผมหลุดปากถามออกไปด้วยความอยากรู้ สายเกินไปแล้วที่จะเรียกคำถามนั้นกลับคืนมา
แต่ก่อนที่ผมจะรู้สึกเสียใจกับคำพูดที่หลุดปากออกไป เธอก็ตอบออกมา “ บ่อยไป ” แล้วแก้มของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูจางๆ
ผมสะกดให้เธอตะลึงได้ด้วย
หัวใจที่เคยสงบเงียบกลับพองโตเปี่ยมล้นด้วยความหวังที่แรงกล้ามากกว่าครั้งไหนๆเท่าที่ผมจำได้ ว่าเคยรู้สึกมาก่อน
“ สวัสดีค่ะ ” ใครบางคนเอ่ยขึ้นมา พนักงานเสิร์ฟเข้ามาแนะนำตัวเอง เสียงความคิดของเธอดังออกมาอย่างโจ่งแจ้งมากกว่าพนักงานต้อนรับเสียอีก แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ – - ผมหันมาจ้องหน้าเบลล่าแทนที่จะฟังเธอ ผมมองเลือดฝาดที่แผ่ซ่านอยู่ภายใต้ผิวของเธอ - - มองด้วยความรู้สึกว่ามันทำให้ใบหน้าซีดๆของเธอนั้น กระจ่างใสขึ้น ทำให้ผิวของเธอผุดผาดสวยงามที่สุด – - มิใช่ เป็นการมองด้วยความร้อนของพิษที่เผาไหม้อยู่ในลำคอของผมแต่อย่างใด
พนักงานเสิร์ฟกำลังรออะไรสักอย่างจากผม อ๋อ … เธอถามเราว่าจะดื่มอะไร ผมยังนั่งมองหน้าเบลล่าอยู่อย่างนั้น พนักงานเสิร์ฟก็เลยหันไปมองหน้าเบลล่าด้วยความไม่พอใจ
“ ฉันขอโค้ก ” เบลล่าบอก แต่ฟังดูเหมือนกำลังขอความเห็นมากกว่า
“ โค้กสองแก้วครับ ” ผมสั่งให้เธอ ความกระหาย … ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่ย่อมต้องกระหายน้ำ ซึ่งก็เป็นอาการของคนที่กำลังช็อค ผมอยากให้แน่ใจว่าร่างกายเธอจะได้รับน้ำตาลเพิ่มมากขึ้นจากน้ำอัดลม แม้ว่าเธอจะดูปกติแข็งแรงดี … ดูจะดีมากเกินไปด้วยซ้ำ … เธอดูสวยสดใสเหมือนคนที่สุขภาพสมบูรณ์ดีทุกประการ
“ อะไรคะ ” เธอถามผม – - คงจะอยากรู้ว่าผมนั่งจ้องหน้าเธอทำไม ผมรับรู้ลางๆว่า พนักงานเสิร์ฟเดินกลับไปแล้ว
“ คุณรู้สึกยังไงบ้าง ” ผมถาม เธอกระพริบตา คงแปลกใจกับคำถามของผม
“ ก็สบายดีนี่ ”
“ คุณไม่รู้สึกเวียนหัว อยากอาเจียน หรือ หนาวสั่น บ้างเลยหรือ ” ดูเธอยิ่งงง สับสนมากขึ้นไปอีก “ ฉันควรจะรู้สึกแบบนั้นหรือ ”
“ คือ จริงๆแล้ว ผมกำลังรอดูว่า เมื่อไหร่คุณจะช็อคน่ะ ” ผมยิ้ม และรอฟังคำปฏิเสธของเธอ ว่าไม่เป็นไรหรอก เธอไม่ต้องการให้ใครมาคอยดูแล
เธอเงียบไปเกือบนาทีก่อนที่จะตอบคำถามผม ดวงตาของเธอดูเหมือนจะเหม่อลอย – - บางครั้ง เวลาที่ผมยิ้มให้เธอ เธอก็มีท่าทางแบบนี้ – - นี่เธอกำลังโดนผมสะกดอยู่ใช่มั้ย
ผมอยากจะเชื่ออย่างนั้นจริงๆ
“ ฉันว่า ฉันคงไม่ช็อคง่ายๆหรอก ฉันมักจะควบคุมตัวเองได้ดี เมื่อต้องรับมือกับเรื่องแย่ๆ ”
เธอตอบ เสียงเหมือนหายใจติดๆขัด
หมายความว่า เธอได้ผ่านเรื่องแย่ๆมาหลายครั้งแล้วอย่างนั้นหรือ ? นี่ชีวิตเธอต้องเสี่ยงกับเรื่องอันตรายมาตลอดหรืออย่างไรกัน ?
“ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ” ผมบอก “ ผมจะสบายใจขึ้นถ้าคุณได้น้ำตาล หรือทานอะไรเข้าไปบ้าง ”
พนักงานเสิร์ฟกลับมาพร้อมกับโค้ก และ ตะกร้าขนมปัง แล้ววางลงตรงหน้าผม พยายามที่จะสบตาผมให้ได้ ขณะที่ถามรายการอาหาร ผมแสดงออกให้รู้ว่า เธอควรจะให้ความสนใจกับเบลล่า แล้วผมก็เลิกสนใจเธอ - – - ที่มีจิตใจหยาบช้า
“ เอ่อ… ” เบลล่าเหลือบตาดูเมนูแบบผ่านๆ “ ขอราวิโอลีเห็ดก็แล้วกันค่ะ ” แล้วพนักงานเสิร์ฟก็หันมาถามผมอย่างกระตือรือร้น “ แล้วคุณล่ะคะ ”
“ ไม่ต้องครับ ” เบลล่าทำหน้าแบบ … แน่ล่ะสิ .. ประมาณนั้น เธอต้องสังเกตเห็นอยู่แล้วล่ะว่าผมไม่ทานอะไรเลย เธอรู้เธอเห็นทุกอย่าง แล้วผมก็มักจะลืมที่จะระวังตัวอยู่เสมอเมื่ออยู่ใกล้ๆเธอ
ผมรอจนกระทั่งเราอยู่กันตามลำพังสองคนอีกครั้ง
“ ดื่มเสียสิ ” ผมสั่ง
แล้วผมก็ต้องแปลกใจที่เธอทำตามที่ผมบอกอย่างว่าง่าย ไม่มีค้านแม้แต่น้อย เมื่อเธอดื่มจนหมดแก้ว ผมก็เลื่อนแก้วของผมไปให้เธออีก นึกสงสัยนิดหน่อยว่า เป็นเพราะความกระหาย หรือว่าเธอช็อคกันแน่
เธอดื่มโค้กจากแก้วของผม แล้วจู่ๆเธอก็ตัวสั่น
“ คุณหนาวหรือ ”
“ ก็เป็นเพราะโค้กนี่แหละ ” เธอตอบ ตัวเธอยังสั่น ปากเธอสั่นเล็กน้อย จนดูเหมือนฟันจะกระทบกัน
เสื้อตัวสวยที่เธอสวมอยู่ก็ดูจะไม่หนาพอที่จะให้ความอบอุ่นกับเธอได้ เพราะมันดูกลืนไปกับผิวที่บอบบางของเธอราวกับผิวชั้นที่สองอย่างนั้นแหละ เธอดูเปราะบาง และเป็นมนุษย์ที่แตกหักง่ายมากเหลือเกิน “ คุณไม่ได้เอาแจ็คเก็ตมาหรือ ”
“ เอามาสิคะ ” เธอตอบพลางเหลียวมองไปรอบๆตัว ทำหน้ายุ่ง “ โอว… ฉันลืมไว้ในรถของเจสสิก้า ”
ผมถอดแจ็คเก็ตกันหนาวของผมออกจากตัว หวังว่าอุณหภูมิของตัวผมจะไม่ทำลายสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นี้นะ ถ้ามีเสื้อโค้ทอุ่นๆให้เธอก็คงจะดี แก้มของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอีกแล้ว เธอกำลังคิดอะไรอยู่นะ ?
ผมยื่นเสื้อแจ็คเก็ตข้ามโต๊ะส่งไปให้ เธอรับไปสวมในทันที แล้วตัวเธอก็สั่นขึ้นมาอีกหน ใช่สิ … คงจะดีไม่น้อย ถ้าผมตัวอุ่นเหมือนมนุษย์ทั่วไป
“ ขอบคุณค่ะ ” เธอบอก พลางสูดลมหายใจเข้า จากนั้นก็พับแขนเสื้อที่ยาวเกินไปขึ้น เพื่อให้มือของเธอโผล่พ้นแขนเสื้ออกมา แล้วเธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง
ในที่สุดค่ำคืนนี้ก็ลงตัวเข้าที่เข้าทางแล้วใช่ไหม ? ผิวสีกุหลาบที่ผุดผาดของเธอตัดกับเสื้อสีน้ำเงินเข้มดูงดงาม
“ สีน้ำเงินเข้ากับผิวของคุณ.. สวยมาก ” ผมชมจากใจจริง
เธอเขินอายหน้าแดง … นั่นยิ่งทำให้น่าดูมากขึ้นไปอีก
เธอดูเป็นปกติสบายดี แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะวางใจได้ ผมเลื่อนตะกร้าขนมปังไปให้เธอ “ จริงๆนะ ” เธอเอ่ยค้าน คงกำลังคาดเดาความคิดของผม “ ฉันไม่ช็อคหรอกน่า ”
“ คุณควรจะเป็นอย่างนั้น – - อย่างที่คนปกติทั่วไปเขาเป็นกัน แต่คุณดูเฉยมาก ” ผมมองเธออย่างสับสน และสงสัยว่าทำไมเธอถึงต่างจากคนอื่น แล้วก็ต้องถามตัวเองว่า ผมอยากให้เธอเป็นเหมือนกับคนอื่นๆทั่วๆไปจริงๆหรือ
“ ก็ฉันรู้สึกปลอดภัยเวลาที่อยู่กับคุณ ” เธอตอบ สายตาของเธอบ่งบอกถึงความเชื่อใจ – - ความเชื่อใจ เชื่อมั่นที่ผมไม่สมควรได้รับ
สัญชาติญาณของเธอ ผิด…ผิดมหันต์ มันตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง นั่นจะต้องเป็นปัญหาอย่างแน่นอน เธอไม่ได้ตระหนักถึงอันตรายในแบบที่มนุษย์ควรจะรับรู้ เธอมีปฏิกริยาตอบสนองที่กลับตาลปัตร แทนที่จะวิ่งหนี เธอกลับยิ่งเข้าใกล้ สิ่งที่จะทำให้เธอหวาดกลัว
ผมจะสามารถปกป้องเธอจากตัวของผมเองได้อย่างไรกัน ในเมื่อทั้งผมและเธอไม่อยากอยู่ห่างกันเช่นนี้ ?
“ นี่มันซับซ้อนกว่าที่คิดเสียแล้ว ” ผมพึมพำกับตัวเอง
ผมเห็นได้ว่าเธอกำลังครุ่นคิดกับคำพูดของผม อยากจะรู้จริงๆว่าเธอจะเข้าใจว่าอย่างไร
เธอหยิบแท่งขนมปังขึ้นมาทานแบบแทะๆ เล็มๆ เคี้ยวไปเรื่อยๆ พลางเอียงหัวไปข้างหนึ่งเหมือนกำลังใช้ความคิด
“ ปกติคุณจะอารมณ์ดี เวลาที่ตาของคุณเป็นสีอ่อน ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ เธอตั้งข้อสังเกตได้ตรงจุด จนผมตกใจ “ อะไรนะ ”
“ ก็คุณมักจะฉุนเฉียวหงุดหงิดมากกว่า เวลาที่ตาของคุณเป็นสีดำ … นี่ฉันเดาเอาเองนะคะ ฉันมีทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องนี้น่ะ ” เธอบอกเบาๆ
นั่นหมายความว่าเธอมีคำอธิบายให้กับตัวเองแล้ว … ก็แน่นอนอยู่แล้วว่าเธอต้องมี ผมรู้สึกกลัวอยู่ลึกๆในใจ อยากรู้ว่าเธอเข้าใกล้ความจริงมามากแค่ไหน
“ มีทฤษฎีอีกแล้วหรือ ”
“ อือ- ฮึ ” เธอตอบแบบไม่ใส่ใจ ขณะที่กำลังเคี้ยวขนมปังที่เพิ่งกัดไปอีกคำ ราวกับว่าเธอไม่ได้กำลังคุยถึงเรื่องราวของปีศาจ กับเจ้าตัวปีศาจเองอย่างนั้น แหละ
“ หวังว่าคราวนี้คงจะสร้างสรรค์กว่าคราวที่แล้วนะ ” ผมแกล้งแหย่เธอ เมื่อเห็นเธอเงียบไปไม่พูดต่อ จริงๆแล้วสิ่งที่ผมหวังอย่างยิ่งก็คือขอให้เธอคิดผิด – - ผิดจากความจริงไปไกลเป็นโยชน์
“ หรือว่าไปได้ความคิดมาจากการ์ตูนอีกแล้ว ”
“ ปล่าวหรอก ฉันไม่ได้เอามาจากการ์ตูน ” เธอพูดเขินๆ “ แต่ก็ไม่ได้คิดเองอยู่ดี ”
“ แล้วไงต่อ ” ผมถามเสียงลอดไรฟัน
เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบราบเรียบมากๆ นั่นแสดงว่าเธอไม่ได้กำลังจะกรีดร้องแน่ๆ
เธอกัดริมฝีปาก …. ขณะที่เธอกำลังลังเลใจ พนักงานเสิร์ฟก็กลับมาพร้อมกับอาหารของเบลล่า ผมให้ความสนใจเธอนิดหน่อย ตอนที่เธอกำลังวางจานอาหารลงตรงหน้าเบลล่า แล้วหันมาถามว่าผมว่าต้องการอะไรหรือเปล่า
ผมปฏิเสธ แต่ก็ขอโค้กเพิ่ม เพราะเธอไม่ได้มองเลยว่าเครื่องดื่มหมดแล้ว เธอหยิบแก้วแล้วเดินออกไป
“ เมื่อกี้คุณกำลังพูดถึงไหนนะ ” เมื่อเราอยู่กันตามลำพังอีกครั้ง ผมก็หันกลับมาถามเบลล่าต่อในทันทีด้วยความกังวลใจ
“ ฉันจะบอกคุณในรถ ..” เธอตอบเบาๆ … อา..ต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ เธอไม่อยากพูดถึงเรื่องที่เธอสงสัย ให้ใครคนอื่นได้ยิน “ ถ้า….. ” เธอพูดต่อในทันที
“ มีเงื่อนไขด้วยเหรอ ” เสียงผมเกือบจะขู่เธออยู่แล้ว ด้วยความเครียด
“ แน่นอน เพราะฉันมีคำถามจะถามคุณสองสามข้อ ”
“ ได้เลย ” ผมตอบตกลงเสียงแข็ง
คำถามของเธอน่าจะบอกผมได้ว่า เธอกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ผมจะตอบคำถามพวกนั้นอย่างไรดี … ? โกหกให้แนบเนียนและน่าเชื่อถือ ? หรือจะเบี่ยงเบนประเด็นไปให้ไกลจากความจริง .. หรือว่าจะไม่ตอบอะไรเลย … ยากที่จะตัดสินใจ ?
เรานั่งกันอยู่ในความเงียบ .. ขณะที่พนักงานเสิร์ฟนำโค้กแก้วใหม่มาให้เบลล่า
“ เอาล่ะ ว่ามาเลย ” ผมแค่นเสียงบอกเธอ เมื่อพนักงานเสิร์ฟเดินห่างไปแล้ว
“ ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่พอร์ท แองเจลลิสนี่ได้ ”
เป็นคำถามที่ง่ายเกินไป – - สำหรับเบลล่า เพราะไม่ได้บอกอะไรผมเลย ในขณะที่ถ้าผมตอบความจริงกับเธอ ผมก็จะบอกอะไรเธอมากเกินไป – - รอให้เธอเผยอะไรออกมาก่อนดีกว่า
“ คำถามต่อไป ” ผมบอก
“ แต่นี่เป็นข้อที่ง่ายที่สุดแล้วนะ ” เธอค้าน
“ คำถามต่อไป ” ผมย้ำ
เธอหันหน้าหนี ด้วยความหงุดหงิดกับคำปฏิเสธของผม นั่งมองอาหารตรงหน้า แล้วจิ้มเข้าปากเคี้ยวช้าๆ เหมือนกำลังใช้ความคิด .. อย่างหนัก เธอดื่มโค้กตามอีกครั้ง แล้วก็เงยหน้าขึ้นมา หรี่ตามองหน้าผมด้วยความสงสัย
“ ตกลง ถ้างั้นก็ …” เธอพูดขึ้นมา “ ถ้าสมมติว่า .. นี่แค่สมมติเองนะ .. สมมติว่า มีคนบางคนรู้ว่าคนอื่นกำลังคิดอะไร แบบอ่านใจได้น่ะ โดยที่มีข้อยกเว้นสองสามเรื่อง ”
ดูเหมือนจะแย่กว่าที่คิดเสียแล้ว
นี่คือคำอธิบายความหมายของรอยยิ้มน้อยๆของเธอในรถ – - เธอฉลาดจริงๆ ยังไม่เคยมีใครคิดเกี่ยวกับตัวผมในเรื่องนี้มาก่อน ยกเว้น คาไลล์ส แต่ตอนนั้นมันเห็นได้ชัดเจนกว่านี้ เพราะในตอนแรกๆ ผมจะตอบคำถามที่เขาคิดก่อนที่เขาจะพูดออกมา นั่นทำให้เขาข้าใจได้ก่อนที่ผมจะรู้ตัวเองเสียด้วยซ้ำ
คำถามนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายเสียทีเดียว อย่างน้อยผมก็แน่ใจแล้วว่า เบลล่ารู้ว่าผมมีอะไรบางอย่างที่ผิดแปลกไปจากคนอื่น และมันก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอย่างที่ควรจะเป็น การอ่านใจได้ ไม่ใช่คุณลักษณะที่โดดเด่นของแวมไพร์ ดังนั้น ผมก็เลยลองร่วมเล่นไปกับเรื่องสมมติของเธอด้วยคน
“ มีข้อยกเว้นเพียงเรื่องเดียว ” ผมแก้คำพูดของเธอ “ ตามที่สมมตินะ ”
เธอยิ้ม… ความจริงใจที่คลุมเครือของผม ทำให้เธอพอใจ “ ตกลง มีข้อยกเว้นเพียงเรื่องเดียว แล้วความสามารถที่ว่านี้ทำงานยังไง อะไรคือข้อจำกัด ทำยังไงที่คนคนหนึ่งจะหาอีกคนเจอได้ถูกที่ถูกเวลาพอดี แล้วคนคนนั้นรู้ได้ยังไงว่าเธอตกอยู่ในอันตราย ”
“ ตอบแบบสมมติใช่ไหม ”
“ แน่นอน ” เธอกัดริมฝีปาก ดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายด้วยความอยากรู้
“ ถ้า…. ใครคนหนึ่ง คนนั้น .. ”
“ เรียกเขาว่า โจ ก็แล้วกันค่ะ ” เธอแนะนำ
ผมอดไม่ได้ที่จะยิ้มกับความกระตือรือร้นของเธอ นี่เธอคิดจริงๆหรือว่าความจริงจะเป็นสิ่งที่ดีงามน่ะ ? ถ้าความลับของผมเป็นสิ่งดี ๆ แล้วผมจะปิดบังเธอไปทำไมกัน ?
“ งั้นก้ได้ – - นายโจ … ถ้านายโจตั้งสมาธิดีๆ ก็คงไม่ต้องรอเวลาให้เฉียดฉิวขนาดนั้น ” ผมส่ายหัวไล่ความกลัวไปจากความคิดที่ว่า ผมเกือบจะไปไม่ทันเวลาแล้วในคืนนี้ “ มีแต่คุณเท่านั้นแหละ ที่มาเจอกับอันตรายแบบนั้นในเมืองเล็กๆแห่งนี้ คุณเกือบจะมาทำลายสถิติอาชญากรรมที่เขารักษากันไว้มานานเป็นทศวรรษเลยนะ รู้ตัวหรือเปล่า ”
เธอเบะปาก ทำหน้ามุ่ย แล้วบอกว่า “ นี่เรากำลังคุยเรื่องสมมติกันอยู่นะ ” ผมหัวเราะ กับความขุ่นเคืองของเธอ
ริมฝีปากของเธอ… ผิวของเธอ .. ช่างดูนุ่มนวล เชิญชวนให้ผมสัมผัส ผมอยากเอาปลายนิ้วไปแตะมุมริมฝีปากของเธอ ทำให้เธอยิ้มได้อีกครั้ง แต่ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะผิวของผมจะทำให้เธอหนีห่างไปจากผม
“ ใช่ๆ จริงๆ ด้วย ” ผมตอบรับ กลับเข้ามาในบทสนทนาของเรา ก่อนที่ผมจะลดค่าตัวเองทำให้รู้สึกหดหู่มากไปกว่านี้
เบลล่าโน้มตัวข้ามโต๊ะมาหาผม ไม่มีอารมณ์ขัน หรือ ความขุ่นเคืองใดๆ ปรากฏอยู่ในดวงตากลมโตของเธอ
“ คุณรู้ได้ยังไงคะ ” เธอเน้นเสียงต่ำถามเบาๆ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อย่างที่สุด
ผมควรจะบอกความจริงกับเธอไหม ? ถ้าจะบอก … แล้วจะเอาตอนไหน เรื่องอะไรบอกกับเธอดี ?
ผมอยากบอกความจริงกับเธอ … ผมอยากได้รับความเชื่อใจ ที่ยังสามารถจะมองเห็นรับรู้ได้จากสีหน้า และ แววตาของเธอในตอนนี้
“ คุณเชื่อใจฉันได้นะคะ คุณก็รู้ ” เสียงเธอเบาราวเสียงกระซิบ แล้วเธอก็เอื้อมมือมาคล้ายจะแตะมือผม ที่วางอยู่บนโต๊ะ
ผมดึงมือกลับ – - เกลียดความคิดที่คิดไปถึงปฏิกริยาของเธอเมื่อสัมผัสโดนผิวที่เย็นเยียบและแข็งดุจหินของผม – - แล้วเธอก็ดึงมือของเธอกลับไป
ผมรู้ดีว่าผมเชื่อใจเธอได้ ว่าเธอจะเก็บความลับของผมไว้ไม่บอกใครอย่างแน่นอน เพราะเบลล่าเป็นคนซื่อสัตย์และควรค่าแก่การไว้วางใจ เป็นคนดีโดยเนื้อแท้เลยจริงๆ แต่ผมก็ยังเชื่อไม่ได้ว่าเธอจะไม่กลัวในสิ่งที่ผมเป็น – - เป็นสิ่งที่เธอควรจะกลัว – - เป็นความจริงที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด
“ ผมไม่รู้ว่าจะยังมีทางเลือกอื่นอีกหรือเปล่า ” ผมพึมพำเบาๆ ผมจำได้ว่า ครั้งหนึ่งผมเคยแกล้งล้อเธอว่า “ ไม่ช่างสังเกตเอาเสียเลย ” ไปหมิ่นเธอ ราวกับว่าตัวผมเองจะอ่านสีหน้าของเธอได้ถูกต้องอย่างนั้นแหละ เอาเถอะ อย่างน้อยผมก็บอกได้ว่าผมตัดสินเธอผิดไปจริงๆ “ ผมคิดผิดจริงๆ คุณช่างสังเกตกว่าที่ผมคิดไว้มาก ” และแม้ว่า ดูเหมือนเธอจะไม่รู้ตัวในเรื่องนั้น แต่ผมก็ให้คะแนนเธอไปเต็มๆ เพราะเธอมองเห็นทุกอย่าง ไม่พลาดในทุกรายละเอียด
“ ฉันนึกว่าคุณจะคิดถูกไปเสียทุกเรื่องเสียอีก ” เธอกระเซ้าผมยิ้มๆ
“ ผมเคยเป็นอย่างนั้น ” ผมเคยรู้ตัวดี ว่าผมกำลังจะทำอะไร ผมเคยมั่นใจในความคิดการตัดสินใจของตัวเองเสมอมา แต่ตอนนี้ทุกอย่างดูจะยุ่งเหยิงสับสนไปหมด
แม้ว่าความยุ่งเหยิงในตอนนี้หมายถึงการได้อยู่กับเบลล่า แต่ผมก็จะไม่ยอมแลกกับมัน ผมไม่อยากให้ชีวิตเป็นแบบนั้น
“ แล้วผมก็ยังคิดเรื่องคุณผิดไปอีกอย่างด้วย ” ผมพูดต่อ ดึงความสนใจของเธอไปที่เรื่องอื่น “ คุณไม่ใช่แม่เหล็กดึงดูดอุบัติเหตุหรอก นั่นยังมีความหมายไม่กว้างพอ แต่คุณเป็นแม่เหล็กที่ดูดอันตรายทั้งหลายเข้าหาตัวต่างหากล่ะ ถ้ามีอันตรายเกิดขึ้นในรัศมีสิบไมล์นี้ละก็ มันจะต้องหาคุณเจออย่างแน่นอน ” - - แล้วทำไมต้องเป็นเธอด้วยล่ะ ? เธอไปทำอะไรมาถึงต้องมาเจอะเจอกับเรื่องพวกนี้ ?
สีหน้าของเบลล่าเปลี่ยนเป็นจริงจังอีกครั้ง “ แล้วคุณรวมตัวเองอยู่ในอันตรายนั้นด้วยหรือเปล่าคะ ”
ความจริง คือสิ่งที่สำคัญมากกว่าอะไรทั้งหมด สำหรับคำถามนี้
“ แน่นอนที่สุด ”
เธอหรี่ตาลงเล็กน้อย – - แต่ไม่ใช่ด้วยความสงสัย แปลก..ที่มีแต่ความกังวล – -
เบลล่ายื่นมือข้ามโต๊ะมาช้าๆ เธอดูสุขุมอย่างคนที่คิดดีแล้วในสิ่งที่กำลังทำอยู่ เธอไม่สนเมื่อผมเลื่อนมือหลบไปเล็กน้อย เธอตัดสินใจวางมือของเธอลงบนมือของผม – - ผมกลั้นหายใจ – - แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะกลิ่นของเธอ แต่เป็นเพราะความเครียดที่ถาโถมเข้ามาในทันทีทันใด…ความกลัว..กลัวว่าเธอจะรังเกียจผิวที่เย็นเยียบ แล้วเธอจะวิ่งหนีไปจากผม
ปลายนิ้วของเธอไล้หลังมือผมเบาๆ ความร้อนของเธอสัมผัสผมอย่างอ่อนโยน เป็นสัมผัสที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน เป็นสัมผัสของความสุขที่ไม่มีอะไรอื่นใดมาเจือปน
และคงเป็นเช่นนั้น – - เว้นเสียแต่ความกลัวของผม ผมยังคงกลั้นหายใจขณะที่มองหน้าเธอเมื่อเธอสัมผัสได้ถึงความเย็นจากตัวผม - - มุมปากของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ
“ ขอบคุณนะคะ ” เธอบอก แล้วมองสบตาผมอย่างตั้งใจ “ คุณช่วยฉันไว้สองครั้งแล้ว ”
นิ้วนุ่มนวลของเธอยังวางอยู่บนมือผม เหมือนจะเป็นความสุขสบายที่ได้อยู่อย่างนั้น
ผมตอบเธอด้วยน้ำเสียงที่ปกติธรรมดาที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ “ ขออย่าให้มีครั้งที่สามก็แล้วกัน ตกลงมั้ย ”
เธอชักสีหน้านิดหน่อย แต่ก็พยักหน้าตอบตกลง
ผมดึงมือออกจากมือของเธอ ความรู้สึกที่ผมได้รับจากสัมผัสของเธอช่างเปี่ยมล้น จนผมไม่อยากรอให้มนต์วิเศษใดๆที่สะกดเธอไว้นั้นคลายลง แล้วกลายเป็นความรังเกียจไปเสียก่อน – - ผมซ่อนมือไว้ใต้โต๊ะ – -
ความคิดของเธอเงียบสนิท – - ผมจึงอ่านจากดวงตาของเธอ ซึ่งก็มองเห็นได้ถึงความเชื่อใจและความพิศวงสงสัยอยู่ในดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ในช่วงเวลานั้นเองที่ผมรู้ตัวเองว่า ผม อยาก ตอบคำถามของเธอ ไม่ใช่เพราะผมติดค้างเธอ หรือ อยากให้เธอเชื่อใจ
ผมต้องการให้เธอ รู้จัก ตัวตนของผม
“ ผมตามคุณมาที่พอร์ท แองเจลิส ” ผมบอกเธอ คำพูดของผมทะลักออกมารัวเร็วราว เกินกว่าจะคิดเรียบเรียงแก้ไข ผมรู้ดีถึงความเสี่ยง และอันตรายที่จะตามมาจากการพูดความจริง ความสงบนิ่งที่ผิดปกติของเธอจะกลายเป็นเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวได้ในทุกวินาที แต่ในทางตรงข้าม ถึงผมจะรู้แบบนี้แล้ว นั่นกลับทำให้ให้ผมพูดเร็วขึ้น “ ผมไม่เคยพยายามช่วยชีวิตใครเป็นพิเศษมาก่อน ซึ่งมันยากกว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก แต่เป็นไปได้ว่าที่ต้องยากลำบากขนาดนี้ก็เป็นเพราะคุณนั่นแหละ ดูเหมือนว่าคนปกติธรรมดาทั่วไป เค้าจะใช้ชีวิตในแต่ละวันกันได้โดยไม่ต้องเจอกับหายนะมากขนาดนี้ ”
ผมมองหน้าเธอ – - รอดูท่าที
เธอยิ้ม แย้มริมฝีปากน้อยๆ ประกายตาสีชอคโกแลตของเธอดูอบอุ่น
ผมเพิ่งจะยอมรับว่าผมสะกดรอยตามเธอ แต่เธอกลับยิ้มเสียนี่
“ คุณไม่คิดหรอกเหรอว่า ชีวิตของฉันอาจกำลังถูกนับถอยหลังตั้งแต่รถตู้นั่นเป็นครั้งแรก แต่คุณก็เข้ามาแทรกแซงโชคชะตาของฉัน ” เธอถาม
“ นั่นไม่ใช่ครั้งแรกหรอกนะ ” ผมบอก – - สายตาจับจ้องอยู่ที่ผ้าปูโต๊ะสีแดงก่ำ ห่อไหล่ด้วยความรู้สึกอับอาย ปราการป้องกันตัวผมอ่อนแรงลงทุกขณะ ความจริง ยังคงพรั่งพรูออกมาโดยไม่ได้ยั้งคิด “ ชีวิตของคุณถูกนับถอยหลัง ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมพบคุณต่างหากล่ะ ”
นั่นคือความจริง – - ความจริงที่ทำให้ผมต้องโกรธแค้นตัวเอง ผมเคยกุมชะตาชีวิตเธอเหมือนคมมีดกิโยติน ที่พร้อมจะบั่นลมหายใจของเธอในทุกนาที ราวกับว่า เธอถูกความตายหมายชีวิตเอาไว้แล้วอย่างโหดร้าย และ อยุติธรรม แต่เมื่อผมได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ผมไม่อาจจะทำให้มันเกิดขึ้นได้ โชคชะตานั้นก็ยังตามประหัตถ์ประหารเธอต่อไป – - ผมนึกวาดตัวตนของชะตากรรมที่โหดร้ายนั้นคือ แม่มดเฒ่าที่เต็มไปด้วยความริษยาอาฆาต หรือนางปีศาจร้ายที่หมายแต่จะแก้แค้น
ผมต้องการให้มีใครสักคน หรือ อะไรสักอย่าง ที่จะมารับผิดชอบกับเรื่องนี้ – - อะไรที่เป็นตัวเป็นตน ให้ผมได้ต่อสู้ อะไรสักอย่าง อะไรก้ได้ ที่ผมจะทำลายมันให้สิ้นซาก … เพื่อให้เบลล่าปลอดภัย
เบลล่านั่งนิ่งเงียบ แต่หายใจกระชั้นถี่ขึ้น
ผมมองดูเธอ – - รู้ว่าในที่สุดแล้ว ผมกำลังจะได้เห็นความหวาดกลัวที่ผมรอคอย – - ก็ผมเพิ่งจะยอมรับกับเธอไปไม่ใช่หรือ ว่าผมเคยเกือบจะฆ่าเธอ ? และเกือบทำได้สำเร็จมากกว่ารถตู้ที่พลาดการบดขยี้เธอไปเพียงกระเบียดนั่นมากนัก – - แต่ใบหน้าของเธอก็ยังสงบนิ่ง มีแต่ความกังวลบางอย่างในดวงตาของเธอ
“ คุณยังจำได้ไหม ” จำได้สิ เธอต้องจำมันได้
“ จำได้ค่ะ ” เธอตอบอย่างสงบ ดวงตาของเธอบอกว่าเธอรับรู้และจำได้ดี
เธอรู้ – - เธอรู้ว่าผมเคยต้องการจะฆ่าเธอ
แล้วไหนล่ะ – - เสียงกรีดร้องอยู่ที่ไหน
“ แล้วคุณยังนั่งอยู่ที่นี่อีก ” ผมบอก ชี้ให้เห็นผิดแปลกแตกต่างของเธอ
“ ใช่ค่ะ .. ฉันยังนั่งอยู่ที่นี่.. ก็เพราะคุณ ” สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเป็นความอยากรู้ แล้วจู่ๆเธอก็เปลี่ยนเรื่องพูด เหมือนเพิ่งนึกได้ “ เพราะ.. เพราะคุณรู้ว่าจะหาฉันเจอได้ที่ไหนในวันนี้ ”
แม้จะรู้ว่าไม่มีหวัง แต่ผมก็ลองที่จะฝ่ากำแพงที่ปกป้องความคิดของธอดูอีกครั้ง … ด้วยความอยากรู้ อยากเข้าใจความคิดทั้งหมดของเธอ … เพราะมันไม่สมเหตุสมผลเลย เธอจะไปสนใจเรื่องอื่นทำไมอีก ในเมื่อความจริงก็กระจ่างชัดขนาดนี้แล้ว
เธอรอ.. ด้วยความอยากรู้ ผิวของเธอขาวซีด ซึ่งก็ซีดตามธรรมชาติของเธออยู่แล้ว แต่ผมก็อดเป็นห่วงไม่ได้ – - อาหารค่ำของเธอซึ่งวางอยู่ตรงหน้าก็แทบจะไม่พร่องไปเลย ถ้าผมยังจะพูดกับเธอมากกว่านี้ เธอก็ควรจะมีอาหารรองท้องไว้บ้าง บางที… เผื่อว่าเธอจะช็อค
ผมพูดตามที่คิด “ คุณทานสิ แล้วผมจะบอก ”
เธอทำตามที่ผมบอกภายในเสี้ยววินาที จิ้มราวิโอลีเข้าปากอย่างรวดเร็ว ขัดกับความนิ่งสงบของเธอ เธอกังวลกับเรื่องที่ผมจะบอก มากกว่าที่เธอแสดงออกทางสายตา
“ การตามรอยคุณนั้นยากกว่าที่ควรจะเป็น ปกติแล้ว ถ้าผมเคยได้ยินเสียงความคิดของใครแล้ว ผมก็จะสามารถหาเขาเจอได้อย่างง่ายดาย ” ในระหว่างที่พูดผมก็มองหน้าเธอไปด้วย อย่างระมัดระวัง ถ้าเธอเดาถูกก็เรื่องหนึ่ง การได้ยินคำยืนยันนั้นเป็นอีกเรื่อง
เธอนั่งนิ่ง มองผมตาโต … ผมกัดฟันแน่นขณะที่รอดูอาการตื่นตกใจกลัวของเธอ
แต่เธอแค่กระพริบตา แล้วก็กลืนอาหารเสียงดัง พร้อมกับรีบจิ้มราวิโอลีเข้าปากอีกคำ – - เพื่อให้ผมพูดต่อ
“ ผมก็เลยตามเสียงความคิดของเจสสิก้า ” ผมพูดต่อ มองอากัปกริยาของเธอในทุกๆคำพูดของผมที่พูดออกไป “ แต่ผมก็ไม่ได้ระวังมากพอ ก็อย่างที่บอก – - คงจะมีแต่คุณคนเดียวนี่แหละ ที่มาเจออันตรายในพอร์ท แอลเจลลิสนี่ได้ ” ผมอดไม่ได้ที่จะเติมคำพูดนี้เข้าไป เธอจะรู้ไหมนะว่า มนุษย์คนอื่นๆน่ะไม่ได้ต้องมาเจอกับประสปการณ์เฉียดตายเหมือนอย่างเธอหรอกนะ หรือเธอจะคิดว่านี่เป็นเรื่องปกติของเธอ ? เธอคือคนที่ห่างไกลจากคำว่า ธรรมดา ที่สุด เท่าที่ผมเคยเจอมา “ และตอนแรกผมก็ไม่ได้สังเกตว่าคุณแยกออกไปคนเดียว รู้อีกทีก็เห็นว่าคุณไม่ได้อยู่กับเพื่อนๆแล้ว ผมออกไปตามหาคุณที่ร้านหนังสือ ตามที่ผมเห็นจากความคิดของเธอ ผมก็รู้ว่าคุณไม่ได้เข้าไปในร้าน แต่คุณเดินไปทางใต้ และผมก็รู้ว่าอีกไม่นานคุณจะเลี้ยวกลับมา ดังนั้นผมก็เลยรอคุณ ค่อยๆสุ่มหาความคิดของผู้คนบนถนน เผื่อว่าจะมีใครจะเห็นคุณบ้าง แล้วผมก็จะได้รู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน จริงๆแล้วก็ไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องเป็นห่วง แต่ผมกลับรู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก … ” ลมหายใจของผมกระชั้นขึ้น ราวกับจะรู้สึกได้ถึงความตื่นตระหนกในตอนนั้น ผมยินดีกับกลิ่นหอมของเธอที่กำลังแผดเผาอยู่ในลำคอ เพราะความเจ็บปวดนั้นหมายถึงสัญญาณการมีชีวิตอยู่ของเธอ ยิ่งเจ็บปวด ยิ่งเผาไหม้ยาวนานมากเท่าไหร่ – - นั่นแปลว่าเธอปลอดภัยดี
“ ผมเริ่มขับรถวนไปวนมา … พยายามฟัง .. ” ผมหวังว่าเธอจะเข้าใจคำพูดของผม นี่กำลังจะทำให้เธอสับสน “ จนพระอาทิตย์เริ่มตกดิน ผมเกือบจะลงจากรถ ออกเดินตามหาคุณ .. แล้ว .. ” แล้วเหตุการณ์ในตอนนั้นก็ย้อนกลับมาในความทรงจำ ชัดเจนราวกับมันกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง … ความโกรธทำเอาผมพลุ่งพล่านไปทั้งตัว แต่ผมพยามยามสกัดกั้นมันใว้ภายใต้น้ำแข็งที่เย็นยะเยือก
ผมอยากให้มันตาย – - อยากหยิบยื่นความตายให้มันจริงๆ ผมขบกรามแน่น พยายามข่มใจ รวบรวมสมาธิควบคุมตัวเองนั่งอยู่กับที่ นั่งอยู่ที่โต๊ะนี้ต่อไป – - เบลล่าจำเป็นต้องมีผมอยู่ข้างๆ – - นั่นต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ
“ แล้ว.. อะไรคะ ” เธอถามเสียงเบาราวกระซิบ – - ดวงตากลมโตจ้องหน้าผม
“ ผมได้ยินว่าพวกมันกำลังคิดอะไร ” ผมกัดฟันพูด ไม่สามารถบังคับตัวเองไม่ให้คำรามออกมาได้ “ ผมเห็นหน้าคุณจากความคิดของพวกมัน ”
ผมแทบจะทนแรงกระตุ้นที่อยากจะฆ่ามันไม่ไหว ผมรู้ดีว่าจะหาพวกมันเจอได้ที่ไหน ความคิดสกปรกชั่วร้ายของพวกมัน ยังวนเวียนอยู่ในความมืดมิดยามค่ำคืน ซึ่งกำลังดึงผมเข้าไปหาพวกมัน
ผมยกมือขึ้นมาปิดหน้า – - รู้ว่าสีหน้าของผมในตอนนี้มันคงเหมือนใบหน้าของปีศาจร้าย ใบหน้าของนักล่า ใบหน้าของฆาตรกร ผมตรึงภาพใบหน้าของเบลล่าไว้ภายใต้ดวงตาที่ปิดสนิท เพื่อควบคุมตัวเอง พยายามตั้งสมาธิ นึกถึงแต่ใบหน้าของเธอเพียงอย่างเดียว – - รูปร่างที่ต้องทนุถนอมเพราะกระดูกที่หักแตกง่าย ผิวซีดขาวที่บอบบางของเธอ เหมือนกับผ้าไหมเนื้อดีที่ห่อหุ้มแก้วเจียระไนไว้จนแน่นตึง – - ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลอย่างเหลือเชื่อ แต่ก็เปราะบางราวจะแตกละเอียดได้อย่างง่ายดายเสียเหลือเกิน เธออ่อนแอเกินไปในโลกใบนี้ เบลล่าจำเป็นต้องมีใครสักคนคอยปกป้องคุ้มครองเธอ และฟ้าคงเล่นตลกกับโชชะตาของเรา – - เพราะคนที่รับหน้าที่นั้นจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้ – - นอกจากผม
ผมพยายามอธิบายให้เธอเข้าใจถึงปฏิกริยาตอบโต้ที่รุนแรงของผม
“ มัน..ยากมาก..คุณนึกไม่ถึงหรอกว่ามันยากขนาดไหน ที่ผมจะพาคุณมาเฉยๆ แล้วปล่อยพวกมันไป.. ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ ” เสียงผมเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน “ จริงๆแล้วผมปล่อยให้คุณกลับไปกับเจสสิก้าและแองเจลาก็ได้ แต่ผมกลัวว่า ถ้าคุณปล่อยให้ผมอยู่คนเดียว ผมจะกลับไปตามหาพวกมัน ”
เป็นครั้งที่สองแล้วสำหรับคืนนี้ ที่ผมสารภาพว่าผมเคยมุ่งหมายที่จะฆ่าคน – - แต่อย่างน้อยครั้งนี้ก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำอย่างนั้น
เธอยังนั่งนิ่งเงียบ ในขณะที่ผมต้องพยายามอย่างหนักที่จะควบคุมตัวเอง ผมได้ยินสียงหัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ และค่อยๆช้าลงตามเวลาที่ผ่านไปจนกลับมาเต้นอย่างสม่ำเสมอเป็นปกติ เช่นเดียวกันกับลมหายใจของเธอในที่สุด
ความอดทนของผมเกือบจะถึงขีดสุดแล้ว – - ผมควรจะพาเธอกลับบ้านก่อนที่จะ…..
จากนั้นผมจะมาฆ่าพวกมันอย่างนั้นหรือ ? ในเมื่อเธอไว้ใจผมแล้ว ผมยังจะกลับมาเป็นฆาตรกรอีกหรือไง? มีหนทางไหนผมจะห้ามตัวเองไว้ได้บ้าง ?
เบลล่าสัญญาว่าเธอจะบอกทฤษฎีล่าสุดของเธอกับผมเมื่อเราอยู่กันตามลำพัง ต้องถามตัวเองว่าผมอยากได้ยินหรือเปล่า ? ผมคิดหนัก… แต่การได้รู้ในสิ่งที่อยากรู้มันจะแย่กว่าการไม่รู้อะไรเลยหรือเปล่าล่ะ?
จะอย่างไรก็แล้วแต่ แค่คืนนี้คืนเดียวเบลล่าก็ได้รู้ความจริงไปมากพอดู
ผมเงยหน้าขึ้นมามองสบตาเธออีกครั้ง หน้าเธอซีดยิ่งกว่าเดิมอีก แต่ก็ยังดูปกติดี
“ คุณพร้อมจะกลับบ้านหรือยัง ” ผมถาม
“ ฉันพร้อมจะกลับแล้วค่ะ ” เธอตอบ เลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง ราวกับว่า ถ้าตอบง่ายๆว่า “ ค่ะ ” นั้นไม่พอที่จะสื่อความหมายให้ถูกต้องครบถ้วนอย่างที่เธอต้องการจะพูดอย่างนั้นแหละ
มันน่าหงุดหงิดจริงๆ
พนักงานเสิร์ฟเดินมาที่โต๊ะในทันทีที่ได้ยินประโยคสุดท้ายของเบลล่าขณะที่เธอกำลังยืนลังเลใจอยู่หลังฉากกั้น สงสัยว่าเธอกำลังจะเสนออะไรให้ผมอีก ผมอยากจะกรอกตาให้กับข้อเสนอบางอย่างที่เธอกำลังคิดอยู่เสียจริงๆ
“ รับอะไรเพิ่มอีกมั้ยคะ ” เธอถามผม
“ คิดเงินด้วยครับ ขอบคุณ ” ผมบอกเธอ แต่สายของผมยังจับจ้องอยู่ที่เบลล่า
พนักงานเสิร์ฟหายใจสะดุดไปชั่วขณะ – - ผมขอใช้คำพูดของเบลล่าก็แล้วกัน – - เสียงของผมสะกดเธอจนตะลึง
แล้วผมก็เข้าใจได้เกือบในทันที เมื่อผมได้ยินเสียงของผมที่ดังอยู่ในหัวของมนุษย์ที่ไร้สาระคนนี้ ผมรู้แล้วว่าทำไมผมถึงดึงดูดความสนใจจากใครๆได้มากเป็นพิเศษในคืนนี้ - -ไม่ได้ทำให้คนอื่นกลัวอย่างที่เคยเป็น
เป็นเพราะเบลล่านั่นเอง ผมพยายามอย่างหนักที่จะทำให้เธอปลอดภัยจากผม ให้มีความน่ากลัวน้อยที่สุด ทำให้เหมือนคนปกติธรรมดามากที่สุด ตอนนี้ผมไม่มีความน่ากลัวเหลืออยู่เลย ตอนนี้ใครๆก็มองเห็นเพียงแค่ผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งเท่านั้น ความน่าสะพรึงกลัวที่ติดตัวมาโดยกำเนิดนั้นถูกควบคุมสกัดกลั้นไว้อย่างระมัดระวัง
ผมเงยหน้ามองพนักงานเสิร์ฟ รอให้เธอตั้งสติให้ได้ก่อน – - คิดๆดูแล้วก็อดขำไม่ได้ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วล่ะว่าอะไรคือสาเหตุของอาการพวกนี้
“ ได้..ดะ..ได้ค่ะ ” เธอตอบตะกุกตะกัก “ นี่ค่ะ ” เธอยื่นแฟ้มเล็กๆที่มีใบเสร็จแนบอยู่ให้ผม พลางนึกถึงนามบัตรที่เสียบอยู่ใต้ใบเสร็จ นามบัตรพร้อมชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของเธอ
นี่ก็ตลกดีเหมือนกัน
ผมเอาเงินที่เตรียมไว้ ใส่ในแฟ้มใบเสร็จ แล้วยื่นคืนให้เธอทันที เธอจะได้ไม่ต้องมัวเสียเวลารอโทรศัพท์ที่มันไม่มีทางจะเกิดขึ้นจากผม
“ ไม่ต้องทอนครับ ” ผมบอกเธอ หวังว่าทิปที่เธอได้คงจะมากพอที่จะช่วยบรรเทาความผิดหวังของเธอลงได้บ้าง
ผมลุกขึ้นยืน และเบลล่าก็รีบลุกตามในทันที ผมอยากยื่นมือออกไปให้เธอเกาะ แต่ก็คิดว่าผมจะใช้โชคที่มีอยู่เปลืองเกินไปหน่อยสำหรับคืนเดียว ผมบอกขอบคุณพนักงาน แต่ก็ไม่ได้ละสายตาไปจาก
ใบหน้าของเบลล่าเลย ดูเหมือนเบลล่าเองก็เจออะไรที่ทำให้เธออดขำไม่ได้เหมือนกัน
เราเดินออกจากร้าน ผมเดินคู่ไปกับเธอ ให้ใกล้ชิดติดตัวเธอมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใกล้มากจนผมรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ ราวกับว่าร่างกายด้านซ้ายของผมได้สัมผัสแตะต้องตัวเธอจริงๆ ในขณะที่ผมเปิดประตูให้เธอ ผมก็ได้ยินเสียงเธอถอนหายใจเบาๆ – -ทำให้ผมอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้เธอรู้สึกเช่นนั้น ผมก้มลงสบตาเธอ อยากจะเอ่ยปากถามออกไป แต่เธอรีบหลบตาผมก้มลงมองพื้น เหมือนจะเขินอาย นั่นยิ่งทำให้ผมอยากรู้มากพอๆกับความลังเลใจที่จะถาม ต่างคนต่างเงียบกันไปจนกระทั่งผมเปิดประตูรถให้ แล้วเธอก็เข้าไปนั่งในรถ
ผมเปิดฮีทเตอร์ในรถ ลมร้อนพุ่งออกมา ความเย็นในรถคงไม่ทำให้เธอรู้สึกสบายสักเท่าไหร่ เธอกอดกระชับเสื้อแจ็คเก็ตของผมแล้วแล้วยิ้มกับตัวเอง
ผมยืดเวลาสำหรับบทสนทนาของเราออกไปจนกระทั่งแสงไฟส่องสว่างริมถนนเริ่มห่างออกไป นั่นทำให้ผมรู้สึกว่าได้อยู่กันตามลำพังกับเธอมากขึ้น
นี่คือสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือ ? ตอนนี้ผมพุ่งความสนใจไปที่เบลล่าเพียงอย่างเดียว ดูเหมือนรถจะแคบลงไปถนัดใจ กลิ่นกายของเธอที่หอมอบอวลกลืนไปกับลมร้อนของฮีทเตอร์รุนแรงมากขึ้นด้วยตัวของมันเอง เป็นสิ่งพิเศษที่แยกแตกต่างออกไปจากสิ่งอื่นใดในรถ ราวกับจะย้ำให้ผมรับรู้ถึงการมีอยู่
ผมรู้ซึ้งอย่างดีกับความร้อนที่กำลังแผดเผาอยู่ในลำคอ และผมก็ยินดีที่จะยอมรับมัน แต่ก็แปลกดีที่ผมรู้สึกว่ามันเหมาะเจาะลงตัวกับผมอย่างประหลาด คืนนี้มีสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมมากมายเหลือเกิน มากกว่าที่ผมคิดไว้ และนี่… เบลล่ายังอยู่ที่นี่ – -นั่งอยู่ข้างๆผมด้วยความเต็มใจ ผมติดค้างบางสิ่งบางอย่างเพื่อเป็นการตอบแทนสำหรับสิ่งนี้ … ความเสียสละ .. พิษความร้อนที่กำลังเผาผลาญผมอยู่นี่ไง..แลกกัน
ในตอนนี้ – - ถ้าจะมีแค่ความร้อน ไม่มีสิ่งอื่นใดอีก ผมก็ยังสามารถจะรับมือไหว ..แต่นี่พิษกำลังไหลท่วมปาก กล้ามเนื้อทุกส่วนเครียดเขม็งตึง ราวกับผมกำลังจะออกล่า – -
ผมต้องกดเก็บความรู้สึกนี้ไว้ไม่ให้นึกถึงมัน – - และผมก็รู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่จะช่วยดึงผมให้พ้นจากความคิดพวกนั้นได้
“ คราวนี้ ” ผมหันไปทางเบลล่า .. นึกกังวลกับการตอบสนองของเธอที่จะช่วยให้ผมไม่ต้องนึกถึงพิษของความร้อน
“ ถึงตาคุณบ้างแล้ว ”
—————————————————————————————————————————–



ขอบคุณค่ะ ได้อ่านแล้ว มีความสุขจริงๆ
ขอบคุณพี่แพมค่ะ ^^
มีความสุขจังเลยค่ะ..เอ็ดเวิร์ด กับ เบลล่า มาให้หายคิดถึง
พักผ่อนเยอะๆ นะคะพี่แพม
ขอบคุณมากค่ะ ท่านเจ้าบ้าน
คิดถึง Midnight Sun มากกกก
Midnight Sun มาเเล้ว !!!!
ขอบคุณพี่แพมมากค่ะ ^^ เป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ ><
-ขอบคุณค่ะ
แปลสนุกจริงๆค่ะ
ขอบคุณมากๆค่า ^^
ขอบคุณมากค่ะพี่แพม^^
ขอทบทวนกันอีกรอบ ชอบบทนี้มากเลย
แปลสนุกมาก ค่ะพี่แพม
ขอบคุณมากค่ะ
มาแล้ววววววววววมาแล้วววววววววววววว ขอบคุณค่ะพี่แพม
khob khun mak kaa
ขอบคุณมากค่ะพี่แพม
ขอบคุณมากค๊าพี่แพมมมมมมม ^-^
คุณแพมใช้สำนวนได้สละสลวย…น่าอ่านมากค่ะ..ขอบคุณทุกอย่าง….ที่คุณทำให้พวกเรา…มีความสุข
ขอบคุณมากกกกกกกกกกกก นะค่ะพี่แพม………
ขอบคุณมากๆค่ะพี่แพม
ตอยอ่านแล้วมีความสุขมากเลยค่ะ : ))))
พี่แพม พักผ่อนบ้างนะคะ ทุกๆคนเป็นห่วงนะคะ
นอนเยอะๆค่ะ ขอบคุณจริงๆค่ะพี่แพม ^^
ขอบคุณค่า พี่แพม
สำนวนแปลลื่นไหลมากเลยค่ะ
พี่แพมขา … สำนวนสุดยอดเลยยย … …
ทิ้งท้ายไว้ให้อยากติดตามซะงั้นนน … …
พ่อเอ็ดเวิริ์ดที่รักของเบลล่า
พ่อร็อบสุดที่รักของน้องคริส
( ทั้งนอกจอ – และในจอ ) อิอิอิ
เย้เย้ มันเยี่ยมมมมมที่สุดเลยค่ะพี่เเพม
ขอบคุณพี่เเพมมากๆๆนะคะ : )
อิอิ นึกว่าจะแปลไม่เส็ดซะแล้ว โชคดีไปไม่โดนคนทั้งบ้านรุมยำ
โทษฐานก่อกวนการแปลของพี่แพม 55555
พี่แพมแปลสนุกไม่เปลี่ยนเลย อ่านกี่ครั้งก้อยังสนุกเข้าใจง่ายได้อารมณ์
สำนวนก้อไหลลื่นไม่ขัดหูขัดตา ชอบสำนวนพี่แพมที่สุดอ่ะ
เป็นคนที่ใช้สำนวนจูงใจคนได้นะคะเนี้ย เหมือนแจสเปอร์ตอนเป็นคนล่ะมั้ง
ขอบคุนค่าคุนผีเสื้อน้อย ^-^ จากค้างคาวน้อย (แอบตั้งเอง5555)
ขอบคุณมากกกกกกกกกกค่าพี่แพมมมมมมมมมมมมม
เอ็กกะเบลลลล น่าร๊ากกกกกกกกกกกกก..อิอิ
อุ๊ยยยย ผิด ผิด เอ็ดกะเบลลลลล น่าร๊ากกกกกกกกกค่า
เย้ ขอบคุณค่ะพี่แพม
ขอบคุณนะคะที่สละเวลามานั่งแปล
Midnight Sun ให้ได้อ่านกัน
ชอบมากค่ะ สละสลวย เข้าใจง่าย
ขอบคุณนะคะคุณแพม
midnight sunมีกี่ตอนเหรอคะ เอามาลงอีกนะคะ ตามอ่านตลอดคะ
ขอบคุณค่ะพี่แพมจะติดตามทุกตอนค่ะ สนุกมากจริงๆ มุมมองของเอ็ดเวิร์ดนี่อธิบายได้โรแมนติกมากเลยนะค่ะ
ขอบคุณค่ะพี่แพม^^
ขอบคุณนะค๊า
หวังว่าจะได้อ่านตอนต่อไปเร็วๆนี้ค่ะ
และแอบหวังว่าสเตเฟนี่จะยอมใจอ่อนเขียนต่อจนจบ
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด ดังๆค่าาา พี่แพม..
>< ขอบคุณนะคะ.. ดูท่าว่า..กว่าจะเเปลหมดนี่..คงใช้เวลาไม่น้อยเลยที่เดียว.. ขอบคุณพี่แพมที่เสียสละเวลาที่สมควรจะใช้เป็นเวลาพักผ่อนของพี่แพมมานั่งแปลให้พวกเราได้อ่านกันนะคะ.. ^^ ขอบคุณมากๆค่ะ
ขอบคุณพี่แพมมากค่ะ ไม่รู้ว่าทั้งหมดมีกี่ตอน แต่ก้อจะติดตามการแปลของพี่แพมต่อไปเรื่อย ๆค่ะ …. สาวก Twilight Saga.
พี่แพมพักผ่อนมาก ๆ นะคะ เสียสละเวลามาแปลให้พวกเราได้อ่านกัน ตอนนี้กำลังรอการเข้าฉายของ Eclipse อยู่ค่ะ
อ่านไป..เคลิ้มไปค่ะ
เห็นภาพตลอดเวลาเลย
ขอบคุณพี่แพมมากๆนะคะ
ขอบคุณพี่แพมค่ะ
อิอิ อ่านตั้งนานแล้วเดินไปเดินมาพึ่งจะอ่านจบนี่แหละค่ะ
ดูแลสุขภาพด้วยน่ะค่ะพี่แพม
ขอบคุณมากค่ะพี่แพม ^^
เพิ่งมีเวลามาอ่าน เลยอ่านทั้งหมดซ้ำอีกรอบ
อ่านกี่ทีก็มีความสุขค่ะ^^
ขอบคุณมากๆ ค่ะพี่แพม
ขอบคุณมากจริงๆ คะ ดีใจมากๆ เลยคะ มีความสุขมากๆ ด้วย ขอบคุณอีกครั้งคะ
ขอบคุนคร้ะ พี่แพม
ขอบคุณพี่แพมากๆนะค่ะที่สละเวลามาแปลให้อ่าน อ่านไปยิ้มไปมีความสุขจังเลยค่ะ
สนุกมากคะ มีอักมั้ยคะ
ขอบคุณมากค่ะที่มีสิ่งดีๆมาให้อ่านตลอด
ขอโทษที่หายไปงานที่บ้านยุ่งมาก ตอนนี้เปิดธุรกิจร้านจสักลายที่Big C คลองหก ธัญบุรี.ใครอยู่ใกล้แวะมาทักทายกันได้ นาอยู่ร้านวันอาทิตย์ทั้งวัน แต่ยังไงก็ไม่ลืมบ้านที่มีความสุขแบบนี้
ขอบคุณมาก ๆ ที่สละเวลามาแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้ได้อ่านนะคะ
ขอบคุณนะคะที่สละเวลาและให้ความสุขกับพวกเราสาวก Robsten เพิ่งอ่านจบค่ะ ถ้ามีเวลาก็แปลอีกนะคะ เป็นกำลังใจให้เจ้าของเวปและความรักของทั้งคู่ค่ะ ^__^
เพิ่งเจอเว็บนี้พอเข้ามาอ่านแล้วชอบมากเลยค่ะ แล้วเมื่อไหร่จะแปลต่อล่ะคะ อยากให้คุณแปลภาคเจคอบ+เนสซี่ ด้วย คงสนุก ขอบคุณล่วงหน้าไว้ก่อนนะคะ
ขอบคุณค่าพี่แพมมมม รอร๊อรอในที่สุดก็ได้อ่านแล้ว อิอิ ขอบคุณอีกครั้งค่าพี่สาวที่แสนดี
ดีใจที่เจอ Blog นี้…หุหุหุ
ขอบคุณมากๆค่ะพี่
ชอบมากเลยค่ะ…อ่านแล้วเพลินมาก ลืมเวลาเลยค่ะ
จะติดตามต่อไปค่ะ…แล้วแปลมาให้อ่านอีกนะคะ แปลเก่งจริงๆ
I can’t wait to read the next anymore . It seems addict right now. Thank you for translate and thanks to do this web. It’s my feverite.
เข้ามาเป็นสมาิิชิกได้ไม่นานค่ะ ดีใจมากที่มาพบ web นี้จริงๆ
มีตอนต่ออีกมั้ยคะ สนุกมาก…ก…ก…ค่ะ
พี่แพมแปลได้ภาษาสวยมากเลยค่ะ
ขอบคุณนะคะที่สร้าง web น่ารักและอบอุ่นนี้ขึ้นมา
ชอบจังเลย สนุกค่ะ จะรออ่านบทต่อไปค่ะ