แปลไทย # MUST READ !! 2 New Interviews of Rob with Cosas.com & Express.de

19

Category : News

Bangkok @ 16:20 BKKLT

.

Rob ให้สัมภาษณ์กับสอง Reporters จาก Express.de  และ Herve Tropea

The Rover L.A. Press Junket

.

Great Minds Think Alike .. โดยบังเอิญ

 photo ThinkAlike.jpg.

..

Where do you live now? 

หลังจากขายบ้านไปแล้ว (LF1)  ผมก็เป็นพวกโฮมเลสมากว่าหกเดือน

ผมขอยืมบ้านคนโน้นคนนี้อยู่เวลาที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ในแอลเอ 

ตอนนี้ผมได้เจอบ้านหลังหนึ่งที่ Hollywood Hills ซึ่งผมเช่าอยู่ มันไม่ใหญ่โตมากเกินไป

ผมแทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรไปเลย บางอย่างก็มาจากผู้เช่าคนก่อน

สิ่งเดียวที่ผมเอาติดตัวไปด้วยก็คือ ที่นอนเป่าลมสามอัน ที่ผมใช้นอนอยู่ตอนนี้ 

(อ่านแล้วพิจารณาเองนะคะ Troll or Not)

(บ้านหลังนั้น คือ บ้านที่  Summit Gated Community ที่ Kristen & Cole ขับรถออกมานั่นเอง)

/

.

 photo rplifela2.jpg

Source : Express.de

.

 photo rplifela1.jpg

Source :  Herve Tropea

.

,

More Under The Cut

,

.

 

From Cosas.com

.

คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างหลังจากยุคของ Twilight จบลงเมื่อสองปีก่อน? 

“มันรู้สึกเหมือนนานกว่านั้นเลยนะ  บอกกันตรงๆ เลยว่า ทุกอย่างมันค่อยๆ ก้าวไปทีละเล็ก ทีละน้อย ผมคิดว่า เมื่อคุณอายุมากขึ้น มันก็เหมือนกับคุณได้รับความกล้าและความมั่นใจมากขึ้นอีกนิดกับหนังทุกๆ เรื่องที่คุณแสดง…”

คุณสามารถรับมือ และเผชิญหน้ากับความบ้าคลั่งในที่สาธารณะได้อย่างไร?

“ผมสงสัยอยากรู้จริงๆ นะ ว่า ผู้คนเขารับเอาอะไรต่อมิอะไรใหม่ๆ กันอย่างไร มันแบบว่า .. ผมชอบแสดงหนังที่ค่อนข้างเป็นหนังแอบสแตรคท์ เชิงทฤษฎี เชิงนามธรรมจับต้องไม่ได้  ผมก็เลยสงสัยว่า คนที่ชอบดูหนังประเภท twilight แล้วมาดูหนังแบบ The Rover ได้ยังงัย ผมหวังว่าดูแล้วพวกเขาคงสนุกกับมันนะ”

ทำไมคุณถึงเลือกประเภทของหนังที่แสดงแตกต่างกันมากๆ

“50  เปอร์เซนต์นั้นขึ้นอยู่กับผู้กำกับที่ผมชื่นชมและอยากทำงานด้วย ผมคิดถึงเรื่องพวกนี้เยอะมากๆ และผมพบว่ามันง่ายและสบายกว่าเยอะในการรับบทรอง บทเล็กๆ และถ้าผมต้องเลือกบทแบบนั้น  นั่นต้องเป็นผู้กำกับที่ผมอยากทำงานด้วย แต่ถ้าคุณรับบทนำ ซึ่งผมพยายามจะทำอะไรบางอย่าง ซึ่งผมคิดว่ามันจะผลักดันเร่งเข้ามาในชีวิตปกติธรรมของผม ผมต้องการทำอะไรบางอย่างที่ผมรู้สึกว่า มันยากเกินกว่าจะเป็นไปได้สำหรับผม ที่ผมคิดว่า ต่อจากนั้นมันจะทำให้ผมเป็นคนที่เติบใหญ่ขึ้นในชีวิตจริง ผมจะลองทำอะไรประเภทนั้นล่ะ”

ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน?

“ปลายปีก่อน ผมได้ใช้เวลาสองเดือนกลับไปที่อังกฤษ ซึ่งเป็นช่วงเวลานานที่สุดที่ผมกลับไปอยู่ที่นั่นในหกปีที่ผ่านมา ซึ่งมันก็ดีนะ แต่ปกติผมจะกลับไปอังกฤษตอนคริสต์มาส แต่คราวนี้ผมกลับรู้สึกหงอยๆ และรู้สึกดีที่ได้กลับมาลอสแองเจลลิส ผมชอบแอลเอมากขึ้นจริงๆ แล้วตอนนี้ และ ผมคิดว่าที่นี่คือบ้านของผมในเวลานี้”

คุณไม่ได้อยู่ที่แมนชั่น บ้านหลังใหญ่ของคุณแล้วเหรอ?

ผมขายมันไปแล้ว แลัจากนั้นก็รู้สึกตัวอีกทีผมก็กลายเป็นพวกไร้บ้าน (หัวเราะ) หกเดือนเชียวนะที่ผมไปขออาศัยอยู่ตามบ้านเพื่อนคนโน้นคนนี้และมีเพียงที่นอนเป่าลมสามอันที่ผมเอาติดตัวไปด้วย  ผมขายบ้านไป เพราะคิดว่าผมยังอายุน้อยเกินไปที่จะมานั่งรับผิดชอบกับเรื่องท่อน้ำ ก๊อกน้ำเสียอะไรพวกนั้นในบ้าน (หัวเราะ)  แค่ห้องเล็กๆ ผมสามารถอยู่ได้ขอให้มีหน้าต่างก็พอ

ผมอ่านเจอว่าคุณกังวลมากตอนออดิชั่นเรื่อง The Rover คุณรับมือกับความเครียดและความกังวลอย่างไร?

“ผมก็คงจะไปบำบัด .. แต่นั่นมันจะยิ่งทำให้ผมเครียดกันไปใหญ่ “ผม เคยคุยถึงเรื่องนี้กับหลายๆคนเลยนะ ผมออกจะชอบความรู้สึกเครียดหรือความกังวลของผมไปในทางที่ตลก ผมชอบความรู้สึกจุดปรี๊ดสุดของผมและผ่านมันไป ผมเคยมีอาการ crippling anxiety ความวิตกกังวลจนเหมือนง่อยเปลี้ยหมดแรงก่อนที่จะไปออดิชั่น และทุกครั้งหลังจากที่ผมเป็นแบบนั้น ผมอยากจะเลิกแสดงมันไปเสียเลย ซึ่งมันคงจะเป็นความเจ็บปวดทางกายไปด้วยเลยล่ะ”

หลังจากถ่ายทำหนัง ดาร์ค และ apocalyptic อย่าง “The Rover” ไปแล้ว วันหนึ่งคุณยังคิดที่จะมีลูกหรือเปล่า?

ผมเชื่อว่าความเป็นมนุษย์ก็จะยังคงเป็นเหมือนเดิม รุ่นแล้วรุ่นเล่า และ พวกคำทำนายต่างๆ ที่ทายเอาไว้ว่าจะมีวันสิ้นโลก มันก็ไม่เคยเป็นจริง ผมคิดว่า โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์เรานั้นดี และ ผมก็ไม่มีปัญหาอะไรถ้าจะมีลูกในวันหนึ่ง แต่บางทีผมอาจจะกำลังตอบคำถามนี้ด้วยความเขลาของผมเองก็เป็นได้ ผมใช้ชีวิตตามปกติธรรมดาและว่ายน้ำอยู่ในสระได้ตลอดทั้งวัน

คุณไม่กลัวพวกเรื่องโลกร้อน และ ผลที่ตามมาของมันจริงๆ เหรอ ? 

“ผมมีความศรัทธาและเชื่อมั่นในสิ่งที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ในความเป็นมนุษย์  (blind faith) และคิดว่า ผู้คนจะไม่เปลี่ยนไป มันยากมากๆ ที่จะยอมรับว่า ในระหว่างเจนเนอเรชั่นของผมนั้น มนุษยชาติจะสูญสิ้นสูญพันธุ์ ผมคิดว่า ท้ายที่สุดแล้ว เราจะได้พบกับแสงสว่างและจบลงด้วยความสุข แฮปปี่้เอนดิ้ง  ผู้คนไม่ชอบรับรู้ข่าวดีๆ แต่เลือกที่จะฟังข่าวแย่ๆ ที่พาดหัวอยู่ตามหนังสือพิมพ์ การทำนายทายทักถึงวันโลกดับนั้นไม่ได้ส่งผลให้มันเกิดขึ้นจริง (มันก็เป็นเพียงการทำนาย)   อย่างไรก็เถอะ ถ้าคุณมีความหวัง บางทีเราอาจจะบรรลุผลอะไรสักอย่างก็เป็นได้”

When you choose a movie, what you want in the story? 

“ผมไม่ได้พิจารณาบทจากทัศนะมุมมองของเนื้อเรื่องเสียทีเดียวหรอกนะ มันเป็นอะไรต่อมิอะไรของตัวละครนั้นๆ มากกว่า  ผมไม่เคยอ่านหรือมองภาพรวมของสคริปท์ทั้งหมดเลยจริงๆ  ผมกำลังจะถ่ายทำเรื่อง Idol’s Eye กับ ผู้กำกับ  Olivier Assayas ปลายปีนี้ ซึ่งเป็นชุดทีมทำงานที่ใหญ่ มันมีอะไรบางอย่างที่เน้นเจาะจงลงไป มันเป็นสิ่งใหม่สำหรับผม โดยเฉพาะในหนังเจ้าพ่อแกงส์เตอร์ มันน่าสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยาของอาชญากร”

คุณคิดอย่างไร กับการไปถ่ายทำ “The Rover” ที่ ออสเตรเลีย ? 

“ผมชอบออสเตรเลียนะ ผมเคยไปซิดนีย์มาครั้งหนึ่งในการโปรโมทหนังก่อนหน้านี้ (Water for Elephants Premiere in Sydney 2011 & Breaking Dawn P2 Sydney Promo 2012)  แต่การทำงานในทะเลทรายมันเหมือนกับอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่แตกต่าง  แต่ผมชอบที่นั่นนะ มันสวยงาม และมันรู้สึกสงบ ปลอดโปร่ง ที่สามารถมองเห็นเส้นขอบฟ้า มันไม่มีอะไรเลยมองไปได้ไกลเป็นไมล์ๆ หลายๆ ร้อยไมล์เลยล่ะ”

แล้วอะไรที่คุณชอบที่สุด? 

ไม่ใช่เพียงแค่ การไม่มีใครมาคอยตามหาคุณเท่านั้นนะ มันไม่มีใครเลยต่างหาก และทำให้มันง่ายขึ้นเยอะเลยกับการมีสมาธิมุ่งอยู่กับการถ่ายทำ และ การแสดงของคุณ ไม่ต้องมาคอยกังวลว่าจะมีใครมาแอบถ่ายรูปของคุณ ผมว่านั่นคือสุดยอดของความสงบราบรื่นและรีแลกซ์อย่างไม่น่าเชื่อ

ประสปการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับคุณและ paparazzi? 

มีครั้งหนึ่ง ผมโดนพวกปาปารัซซี่ขับรถ 8 คัน ตามล้มหน้าล้อมหลังผมนานถึงสิบชั่วโมง โดยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี พวกเขาต้องการจะตามไปให้รู้ว่าผมพักอยู่ที่ไหน และ ผมก็พยายามขับพาพวกเขาไปให้ผิดทาง

(ถ้ายังจำกันได้ เมื่อปี 2010 ที่ Rob กับ Stephanie ต้องเผชิญหน้ากับ Papz และ LAPD ก็ไม่ช่วยอะไรเขาเลย เขาโดนตามคุกคามตั้งแต่บ่ายจนพระอาทิตย์ตกดิน ฉันจำภาพเกือบทุกภาพในเหตุการณ์วันนั้นได้ดี ภาพที่ Rob นั่งเอาหัวซบกับพวงมาลัยรถ อย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี ภาพที่เขาเฉี่ยวชนกับรถ Nissan อีกคัน  ภาพที่เขาจอดรถข้างทางหอบ MacBook สายไฟทั้งหลายแหล่ลงจากรถของ Steph ย้ายมาที่รถวินเทจของเขา ภาพที่เขาคอตกเมื่อขอความช่วยเหลือจาก LAPD ไม่ได้  ทั้งหมดที่ Rob ทำคือ ปกป้องบ้านที่เขากับ Kristen อยู่ด้วยกันในช่วงเวลานั้น ไม่ให้พวก Papz ตามไปเจอ หลังจากที่พวกมันตามไปเจอบ้านของพวกเขาที่ Bel Air   Rob VS Papz & LAPD)

คุณรับมือกับความมีชื่อเสียงอย่างไร? 

นับตั้งแต่เริ่มแรก ผมแยกมันออกจากกันอย่างเด็ดขาด ผมมองว่ามันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของงาน เมื่อหลายปีก่อน ผมรู้สึกอึดอัดกับมันนิดหน่อย เพราะชีวิตของผมยังติดอยู่กับสัญญาที่เซ็นต์ไว้ และผมก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรๆ หลายๆ อย่างที่ผมเคยทำ แต่เมื่อมันจบและผ่านพ้นไป เมื่อปี หรือสองปีก่อน ผมก็ยอมรับว่า ชีวิตของผมมันเป็นอะไรที่ต่างไป และ ตอนนี้ผมก็จำไม่ได้จริงๆ ว่าแต่ก่อนผมเป็นอย่างไร (ความอึดอัดในชื่อเสียงความดัง)  คือ ผมรับมือกับมันง่ายมากขึ้นน่ะ

 แล้วประโยชน์ข้อดีของมันคืออะไร? 

“การได้พบเจอกับผู้คน บางทีมันก็ดูบ้าดี  เมื่อเร็วๆ นี้ตอนผมอยู่ที่ลอนดอน ผมไปที่ที่หนึ่ง แล้ว David Beckham ก็เดินผ่านมา แล้วเขาก็ทำท่าแบบว่า  ‘Hey, man! เฮ้ ว่าไง’ กับผม .. มันบ้าดีนะ ผมยังคงเป็นเหมือนเด็กหัดเดินกับเรื่องแบบนี้”

คุณอยากเป็นนักแสดงมาตลอดเลยเหรอ?

ผมไม่ได้เป็นนักแสดงตั้งแต่เด็กหรืออะไรแบบนั้น ผมไม่ได้เรียนการแสดงในโรงเรียน ตอนผมอายุย่าง 15  ผมชอบเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ผมก็เลยสมัครเข้าร่วมแสดงกับดรามาคลับที่เธออยู่  ผมทำงานเกี่ยวกับการเขียนสคริปท์ ไม่เคยมีความอยากเป็นนักแสดง แล้วเขามีการแสดงละครเรื่อง “Guys and Dolls” แล้วผมก็มีความอยากบ้าๆบอๆ อยากแสดงเป็น ตัวละคร  Nathan Detroit แล้วผมก็เริ่มหลงไหลมัน ผมไม่ได้รับบทอะไร แต่สุดท้ายก็ได้แสดงเป็นนักเต้น แบบ Cuban Dances ต่อมาก็มีละครเวทีเรื่อง “Our Town” ของ Thorton Wilder ผมก็ได้รับบทนำ แล้วก็มีเอเจนท์คนหนึ่งที่เป็นคนดูในวันนั้น เข้ามาติดต่อผม ขอเป็นตัวแทนให้ผม จากนั้นผมก็แสดงเรื่อง “Vanity Fair” กับ Reese Witherspoon และจากนั้น ก็มาแสดงเป็น Cedric Diggory ใน “Harry Potter and the Goblet of Fire”

/

(Rob รับบทเป็นลูกชายของ Reese ใน Vanity Fair แต่หนังตัดฉากที่ Rob แสดงออกไป/ppompam)

 photo 007ddwyg.jpg

/

.

คุณชอบหนังประเภทไหน? 

ผมเป็นพวก movie buff  หลงไหลหนังต่างๆ มาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น เวลาที่ผมเลือกบทสคริปท์ ผมไม่สนเลยว่าบทของผมนั้นจะเล็กหรือใหญ่ อย่างหนังของ Werner Herzog (Queen of the Desert) ผมถ่ายทำแค่สิบวัน แต่ผมหันเหความสนใจของตัวเองไปด้วยการดูทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง ของเรื่อง

คุณคิดหรือมองอนาคตของคุณในอาชีพนักแสดงนี้อย่างไรบ้าง?

ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมไม่เคยทำอะไรตามความต้องการของคนอื่นหรือของสื่อ หรือทำตามอย่างที่พวกนักวิจารณ์ต้องการ คุณไม่สามารถที่จะเอาใจทุกคนได้หรอก สิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุด ก็คือการได้ทำงานกับบุคคลที่ผมชื่นชอบ ชื่นชม ในงานของพวกเขา อย่าง  Werner Herzog or David Cronenberg, หรือ Michod  ผมอยากทำงานกับ Herzog ตั้งแต่ผมอายุ 16 โน่นแน่ะ  ผมต้องการที่จะทำงานสานต่อในโปรเจคท์ยากๆ ที่ต้องใช้ความพยายามสูง นั่นคือสิ่งที่กระตุ้นผม แม้ผมจะไม่รู้ว่าพวกสื่อหรือคนดูจะคิดอย่างไรกับความสนใจและความต้องการของผม แต่ผมไม่รู้สึกสนใจอยากจะเป็น “a Hollywood star.” เลย …

(คำตอบนี้ ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับ คำพูดของสาวน้อยคนหนึ่งเหลือเกิน … ฉันไม่ได้อยากเป็นดารา ฉันต้องการทำงานการแสดง… คุ้นไหม ?/ppompam)

คุณคิดอย่างไรกับ David Cronenberg? 

ตอนที่ผมแสดงเรื่อง “Cosmopolis” อะไรบางอย่างในความคิดผมมันเปลี่ยนไป และผมรู้ว่าผมอยากแสดงหนังกับเขาอีกในอนาคต โดยที่ไม่ต้องอ่านบทก่อนด้วยซ้ำ ผมชอบวิธีการมองและเผชิญหน้ากับทั้งเรื่องงานและชีวิตของเขา ผมแฮปปี้ที่ได้ร่วมงานกับเขาอีกในเรื่อง “Maps to the Stars”

คุณอธิบายบทของคุณในเรื่องนี้อย่างไร?

“บทของผมในเรื่องนี้ไม่ค่อยสำคัญ เป็นเหมือนตัวแสดงแทนของ Bruce Wagner ซึ่งเขาคือคนเขียนบทของเรื่องนี้ และเขาเคยเป็นคนขับลีมูซีนใน L.A. มาก่อน  เขาเขียนงานมาเยอะมาก และได้ไอเดียมากมายจากงานขับรถ ดังนั้น เขาก็เลยค่อนข้างจะเป็นคนที่ปกติที่สุดใน ‘Maps to the Stars’  แต่เขาเป็นคนประเภทที่ออกจะฉวยโอกาสอยู่สักหน่อย เขาอยากเป็นนักเขียน นักแสดง แต่ไม่มีทักษะทางนั้น เขาเหมือนเป็นพวก hustler ขายตัวในแอลเอน่ะ

คุณจะแสดงใน Indiana Jones ที่จะสร้างใหม่หรือเปล่า? 

“ผมสังเกตว่า ทุกๆ สองสามเกือน ก็จะมีใครสักคนออกมาพูดเรื่องอะไรสักเรื่องใน twitter  เพื่อจะสร้างคำตอบและ คอมเมนท์ แย่ๆ ร้ายๆ มาสัก 50 คอมเมนท์ ที่จะพูดกันประมาณว่า  ‘Robert กำลังทำลายความฝันของฉัน (ที่มาแสดงบทที่ฉันชอบ)’ *หัวเราะ* ผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า เขากำลังจะเอาเรื่อง ‘Indiana Jones’ กลับมาสร้างใหม่ จนกระทั่งมีคนมาถามผมนั่นแหละ (ผมถึงรู้)”

คุณมองว่าคุณเป็นผู้ชายที่โชคดี และมีความสุขหรือเปล่า? 

“ผมเป็นคนที่โชคดีสุดๆ ซึ่งนั่นบางทีก็ทำให้ผมรู้สึกกังวล ผมไม่รู้เลยนะว่าทำไมผมถึงโชคดีแบบนี้ มันดูน่าขำ แต่ผมก็มีความสุขมากๆ”

ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่คุณจะมีชีวิตอยู่ คุณจะทำอะไร? 

“ผมอาจจะแก้ผ้าออกไปเดินทั่วไทม์สแควร์ หรืออะไรทำนองนั้น” *หัวเราะร่า*

.

.

From Express.de

.

คุณอยู่ที่ไหนตอนนี้? 

หลังจากขายบ้านไปแล้ว (LF1)  ผมก็เป็นพวกโฮมเลสมากว่าหกเดือน ผมขอยืมบ้านคนโน้นคนนี้อยู่เวลาที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ในแอลเอ  ตอนนี้ผมได้เจอบ้านหลังหนึ่งที่ Hollywood Hills ซึ่งผมเช่าอยู่ มันไม่ใหญ่โตมากเกินไป ผมแทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรไปเลย บางอย่างก็มาจากผู้เช่าคนก่อน สิ่งเดียวที่ผมเอาติดตัวไปด้วยก็คือ ที่นอนเป่าลมสามอัน ที่ผมใช้นอนอยู่ตอนนี้ 

คุณหาเงินได้เป็นล้านๆ คุณสามารถซื้ออะไรแพงๆ ได้ทั้งนั้น

ผมไม่ใช่พวกวัตถุนิยม สิ่งเดียวที่ใช้เงินปรนเปรอตัวเองก็คือกีตาร์วินเทจ ตอนนี้ผมมีอยู่ 17 ตัวในคอลเลคชั่นของผม ตัวเด่นมาสเตอร์พีซของผมเลยก็คือ  Gibson J100 acoustic guitar ปี 1943 ผมไม่สนใจข้าวของอย่างอื่น อย่างพวกเสื้อผ้าดีไซเนอร์แพงพวกนั้น แต่อย่างนั้นก็เถอะ ผมก็ต้องไปหาซื้อเสื้อผ้าเพิ่มแล้วล่ะ 

ทำไมล่ะ ? 

ก็ผมหาเสื้อผ้าของผมไม่เจอน่ะสิ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงสวมแจคเกตตัวนี้ติดต่อกันมาสองอาทิตย์แล้ว  ข้าวของต่างๆ ของผม ควรจะอยู่ในกล่องที่เก็บอยู่ในโกดังสักแห่งในแอลเอ หรืออยู่ที่อพาร์ตเมนท์ของผมที่ลอนดอน และผมคิดว่ามันคงอยู่ที่ลอนดอนมากกว่า ผมเพิ่งเห็นรูปของรูมเมทเก่าของของ Tom Sturridge สวมทั้งเสื้อและกางเกงของผมวิ่งไปวิ่งมา … (Troll or Not??)

เอาล่ะ เรารู้ว่าตอนนี้ Rob มีอพาร์ทเมนต์ใหม่ในลอนดอน … นับต้้งแต่ 2005 ช่วง Harry Potter จนถึง 2009 เราจะเห็นสองหนุ่มโบรมานซ์ Rob & TomStuu แชร์เสื้อผ้ากันใส่แทบจะทุกตัว

.

ย้ำ … สิ่งที่เรารู้และเห็น เป็นแค่เสี้ยวนาทีใน 24 ชั่วโมงของ Rob & Kristen ..

ตอนนี้ นินจาสาวหายไปไหนไม่มีใครรู้ … ต้องมอบรางวัลสุดยอดนินจาห้าปีซ้อนให้เธอจริงๆ 

./

Source : Cosas.com & Express.de  Via RPLife

Translation : ppompam

.

.

Share

Comments (19)

Rob เป็นผู้ชายติดดินที่น่าหลงไหลจริงงงงๆ

รักในความเป็นตัวเองมากๆเลย

ขอบคุณพี่แพมด้วยค่ะะะ :)

ความเหมือน ความน่ารักของทั้งคู่ที่สื่อถึงกัน มันผูกพันเกินกว่าจะบรรยาย ซึ่งดูจากที่ Rob กลับลอนดอนปลายปีคนเดียวแต่สาวน้อยยุ่งกับงานตลอดทำให้เขารู้สึกหงอยๆๆ และพอกลับ LA เขาก็กระชุ่มกระชวย ก็เพราะดวงใจ กำลังใจของเขาคือสาวน้อย Kristen ที่LAไง ไหนๆๆจะลูกๆๆอีก ไปทีไหนทำงาน เสร็จกลับบ้าน เพราะที่ไหนๆๆก็ไม่เหมือนบ้านของพวกเขาที่อยู่ด้วยกัน….สังเกตนะทั้งสองคน RK ทำงานเสร็จกลับบ้าน พักผ่อน เงียบๆๆๆมาก…แต่อบอวลไปด้วยความสุขเชื่อว่ายังงั้นนะ…ขอบคุณค่ะคุณแพมที่แปลเรื่องน่ารักๆให้อ่านค่ะ

เป็นผู้ชายที่น่าหลงใหลจริงๆหนุ่มร้อบสุดหล่อ ขอบคุณค่ะคุณแพม

ขอบคุณคะพี่แพม^^

ขอบคุนคะพี่แพม เดินทางปลอดภัยนะคะ

ความเป็นส่วนตัวใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย และได้ทำงานเป็นนักแสดงท่ีท้ังร๊อบ และคริสรักไม่ต้องเป็นท่ีสนใจของสื่อมากมาย ชัดเจนมาก หนุ่มร๊อบคงเหงาแย่ถ้าสาวน้อยทำงานไม่ได้อยู่เป็นเพ่ือนเกือบสองเดือน อ่านดูท่ีพี่แพม แปลแล้วอมย้ิมไปน่ารักดีน่ะค่หนุ่มคนนี้ ให้กำลังใจท้ังคู่กับผลงานทุกอย่างค่ะ ขอบคุณค่ะพี่แพม

ขอบคุณมากค่ะ พี่แพม

ยิ่งอายุมากขึ้น ความคิดความอ่านของชายหนุ่มคนนี้ ก็ยิ่งฉลาดและสุขุมแหลมคมขึ้น ตอบคำถามสื่อก็นิ่งมากๆ ถ้าถามถึงอาชีพการงานก็จะได้คำตอบที่มีมุมมองที่น่าสนใจ แต่เมื่อไหร่ที่สื่อวกมาเรื่องส่วนตัว Rob ก็มีลูกล่อลูกซนหลบหลีกเบี่ยงประเด็นแบบเนียนๆ ถ้าเราไม่ได้ติดตามมาตลอดแบบใกล้ชิดก็อาจจะหลงทางไปใกลกับคำตอบของพ่อหนุ่มอังกฤษคนนี้ได้ง่ายๆเลยนะคะนั่น แนวทางในการทำงานก็เยี่ยม ชื่อเสียงเงินทองแสงสีใน Hollywood ไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลย เสมอต้นเสมอปลาย มองโลกในความเป็นจริง ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและมีความสุข ชัดเจนในตัวเอง สุดยอดมากค่ะ ขอให้รักษาความเสมอต้นเสมอปลายแบบนี้ ตลอดไปน้า Rob ขอบคุณมากๆๆสำหรับคำแปลบทสัมภาษณ์เยอะแยะมากมายของหนุ่มสาวอันเป็นที่รักของเราค่ะคุณแพม^^

อ่านแล้วรู้สึกดีกับคำตอบ ตลก ๆ ของหนุ่มหน้าตาดีคนนี้จัง
ต้องมีมุขขำ ๆ แทรกเข้ามาอยู่เรื่อยเชียว กำจัดความกังวล
ได้ดีมากเลยนะร็อบ เก่งมากกกกกกก ขอบคุณมากค่ะคุณแพม

คนที่อยู่ใกล้ ๆ คงจะสบายใจดีแน่ ๆ

เจ้าความคิดเจ้าแผนการ
คารมก็เหลือล้น ไม่รักไหวเหรอเนี่ย
ขอบคุณค่ะคุณแพม
ปล. ในทุกช่องว่าง ในทุกทางทีหลบแบบหน้าตาใส
มันมีอะไรอยู่ในนั้นเยอะ ยิ่งกว่ามานั่งเปิดอกเล่าให้ฟังอีก
ฉลาดล้ำเลยพ่อหนุ่มอังกฤษพลัดถิ่น^^

อ่านเรื่อง papz คิดถึงตอนเหตุการณ์นั้นแล้วเอือมระอา เศร้า เหนื่อยแทนร็อบจังเลย :(
ไม่น่าแปลกใจที่จะฝึกวิชานินจากันจนชำนาญ ^^
ขอบคุณมากๆ ค่ะพี่แพม

ทำไม บังเอิญคิดเหมือนๆกันได้ขนาดนั้น “ไม่ได้อยากเป็นดาราดัง แต่ต้องการทำงานการแสดง” บังเอิญมากๆเลยค่ะ คิดเหมือนกัน อ่านไปยิ้มไปว่าช่างบังเอิญเหลือเกิน ขอบุณมากนะคะแค่นี้ก็ยิ้มได้ไปอีกหลายวันเลยค่ะ

…ขอบคุณคุณแพมสำหรับคำแปลค่ะ นายร็อบให้สัมภาษณ์หลายเจ้านะคะ
ชอบ2ประโยคที่คุณแพม”ย้ำ”นะค่ะ เรารู้และเห็นข่าวของสาวน้อยกับ
หนุ่มหล่อแค่เสี้ยวนาทีใน24ชม.เท่านั้น ส่วนเวลาที่เหลือน่ะ
เค้าคงแอบไปสวีทแฮปปี้เงียบๆกัน2คน…และอีกประโยคที่ควรจะมอบรางวัล
สุดยอดนินจาห้าปีซ้อนให้นินจาสาวน้อยของเราน่ะ ถูกต้องเลยค่ะ ฮ่าฮ่า
…ขอบคุณมากกกกอีกครั้งนะคะ

ไม่ต้องการเป็นคนดัง..แต่ Rob นายก็เกิดมาเป็นคนที่โชคดีจริงๆ
อนาคตสองหนุ่มสาวต้องประสพความสำเร็จอย่างงดงามอย่างแน่นอน
จะขอติดตามผลงานสองหนุ่มสาวของเราต่อไปค่ะ..เพราะรักมากค่ะ..
ต้องขอขอบคุณคุณแพมมากนะคะน้ำใจดีจริงๆค่ะ เป็นคนขยันมากกกกกกกกค่ะ
แปลภาษาเก่งมากยอมรับ..ได้ความรู้ด้วยค่ะภาษาไทยภาอังกฤษ..
ขอบคุณอีกครั้งมากๆๆๆๆๆนะคะ

ใช่เลยค่ะร็อบเพราะทุกคนไม่ชอบรับรู้ข่าวดีๆเลือกที่จะฟังข่าวแย่ๆ พวกหนังสือ Gossip ต่างๆจึงแต่งเรื่องคาวๆเพื่อยอดขายโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
ของสะสมเป็นกีต้าร์เพราะชอบกีต้าร์ก็เลยซื้อกีต้าร์เป็นของขวัญวันเกิดให้ใครบางคน แถมยังได้กีต้าร์เป็นของขวัญคริสต์มาสจากใครบางคนด้วย <3
ขอบคุณมากๆๆๆค่าาพี่แพมม ^__^

รวมสัมภาษณ์ยาวมากเลยค่ะ อ่านจุใจ ขอบคุณค่ะ :)
มานึกถึงตอนโดนpaps ตามก็น่าเห็นใจร็อบมาก ตำรวจก็ไม่ช่วยอะไรเลยน่ะ เฮ้อ…

ขอบคุณมากๆนะคะพี่แพมม ><

ดีใจที่ได้อ่าน!!ละเอียดยิบ จุใจ

น่ารักจริงๆพ่อคุณ
ยิ่งรู้จักยิ่งรักทั้งคู่เพิ่มมากขึ้น♡

ขอบคุณคะคุณแพม

Post a comment

This site is protected by WP-CopyRightPro