แปลไทย # Interview of Rob with Premiere Magz France : May 2014

22

Category : News

Rome @ 03:11 ItalyLT

.
/

 photo PREMIERE_May2014.jpg  photo PATTINSONLIFE2.jpg

/

/

Scans Rob on The Cover of PREMIERE Magz France : May 2014

.

April 14th, 2014 … วันที่ 14 เมษายน 2014 ..

ผ่านไปนาน 14 นาที  นับตั้งแต่ Robert Pattinson  หายตัวเข้าไปในห้อง ห้องหนึ่ง ภายในโกดังใหญ่ยักษ์ ซึ่งได้ดัดแปลงมาเป็นสตูดิโอถ่ายแฟชั่น เพื่อแต่งหน้าแต่งตัวให้กับเขา  และในที่สุด เมื่อ Pattinson ก้าวออกมาจากห้องนั้น หน้าตาของเขาถูกทาทับไปด้วยสีดำและขาว ซึ่งต่อมามันก็ถูกล้างลบออกไป เมื่อเราสาดน้ำ และ เครื่องดื่ม Gatorade ใส่หน้าเขา 

ชัดเจนเลยว่า ดาราไอดอลวัยรุ่นจาก twilight ได้หายสาปสูญไปแล้ว เขาเก็บความเป็นนักแสดงของเขาเอาไว้ และยิ่งหลงไหลกับความเป็น Artist – ศิลปิน มากขึ้น และ มากขึ้น  ตัวของ Pattinson เองเป็นคนวาดจินตนาการ ฉากๆต่างๆ ในการถ่ายแฟชั่นชุดนี้ร่วมกับ ช่างภาพ  Danielle Levitt 

นับตั้งแต่ต้นปีนี้ Pattinson ได้ถ่ายทำ ภาพยนตร์ของ Werner Herzog  เรื่อง Queen of the Desert และ อีกเรื่องเป็นงานจากการกำกับของ Anton Corbijn  เรื่อง Life  และ ในเร็วๆ นี้ เขาก็จะแสดงหนังของ Harmony Korine และ  James Gray  ชื่อเรื่อง The Lost City of Z 

หลังจากเรื่อง Cosmopolis  ในปี 2012 แล้ว ในปีนี้  Pattinson ได้กลับมาที่ Cannes อีกครั้ง ด้วยภาพยนตร์ที่เขาแสดงถึงสองเรื่อง คือ  Maps to the Stars  ซึ่งเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของเขากับผู้กำกับ David Cronenberg ส่วนอีกเรื่องคือ เรื่อง The Rover  ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของผู้กำกับชาวออสเตรเลียน David Michôd  จากเรื่อง Animal Kingdom 

ความคาดหวังของวงการภาพยนตร์ฝั่งยุโรป กำลังจับตามอง Pattinson อย่างตะลึงและงุนงง รอที่จะพิสูจน์ว่า อนาคตนั้นจะเป็นของเขา

.

More Under The Cut

.

,

PREMIERE:  สองปีก่อนเราจากกันโดยทิ้งคุณไว้ที่เบาะหลังของลีมูซีนในเรื่อง Cosmopolis  และมาคราวนี้เราได้เจอกับคุณและลีมูซีนอีกครั้ง ในหนังใหม่ของ David Cronenberg เรื่อง ‘Maps to the Stars’ เขาตั้งใจที่จะให้บทคุณแบบนี้หรือเปล่า?

ROBERT PATTINSON: บางทีเราอาจจะกำลังสร้างหนังสามภาคเกี่ยวกับรถลีมูซีนกันอยู่นะผมว่า  ผมไม่รู้ว่ามันเป็นการตัดสินใจที่เขาเจตนาให้มันเป็นแบบนั้นหรือเปล่า

PREMIERE: ในมุมมองที่เกิดขึ้นอีกครั้งในหนังแต่ละเรื่องของคุณ ที่คุณต้องมีอะไรกับดาราดัง

ROBERT: ในฉากนั้นที่ผมแสดงกับ Julianne Moore มันตลกมากๆ เราเพิ่งเจอกันวันนั้น แล้วก็ถ่ายฉากนั้นกันเลย

PREMIERE: มันก็เหมือนกับกรณีของ Juliette Binoche ตอนที่คุณถ่ายฉาก sex scene กับเธอในเรื่อง Cosmopolis  หรือนั่นคือวิธีของคุณในการทักทายต้อนรับดาราสาวๆ ในกองถ่าย?

ROBERT: ผมจำได้ว่า ผมได้เจอกับ Juliette ก่อนที่จะเริ่มถ่ายทำฉากนั้น และเธอก็ให้คำแนะนำกับผมว่า “Keep choosing classy projects and filming intelligent films .. ขอให้เลือกแสดงแต่โปรเจคท์หนังที่คลาสสิคมีระดับ และถ่ายทำหนังที่ใช้สติปัญญา” แล้วทันใดนั้น David ก็บอกว่า  “Action!”  แล้วเราก็เริ่มเอากันอย่างกับสัตว์เอากันในรถ  มันช่างคลาสสิคมีระดับมากๆ เลยใช่มั้ยล่ะ (หัวเราะ)   นอกเหนือจากนั้นนะ (ในเรื่อง MTTS) ในรถมันร้อนเหมือนถูกต้มในน้ำร้อน ผมเหงื่อออกท่วมตัว แถมมีเหงื่่อเม็ดเป้งไหลลงมาจากหน้าผากอีก ผมถามตัวเองว่า นี่ผมจะหัวใจวายหรือเปล่า ทุกครั้งที่เหงื่อหยดลงมา ผมก็พยายามจะหยุดมันเพื่อไม่ให้มันหยดลงไปบนหลังของ Julianne  มันก็ตลกดี หลังจากนั้นอีกสักพัก Julianne ก็หันมาถามผมว่า “คุณเป็นอะไรมั้ย คุณกำลังจะเป็น panic attack (มีอาการตื่นตระหนกอย่างรุนแรง) หรือเปล่า ?  ซึ่งผมน่ะหายใจแทบไม่ออก ตัวเปียกชุ่มเหงื่อไปทั้งตัว ในขณะที่เธอ ..เฉย .. ไม่มีอาการอะไรเลย

PREMIERE: คุณดูไม่เหมือนนักแสดงประเภทที่ใช้อุปกรณ์ช่วยประกอบการแสดง

ROBERT: ถูกต้องเลย ที่คุณเห็นในจอนั่นมันเหงื่อของผมเองจริงๆ ทั้งนั้นนะ อย่างในเรื่อง The Rover ปัญหาของผมก็คือ แมลงวัน ผมไม่เคยพบเคยเจออะไรแบบนั้นมาก่อน เราต้องทาตัวด้วยเลือดปลอมกันตลอดเรื่อง แล้วเวลาเราออกมาข้างนอก แมลงวันสัก 50 ตัวได้  มันก็เริ่มพากันบินมาตอมเรา ตอมมันตลอดทั้งวัน ไม่มีหยุดกันเลยล่ะ

PREMIERE: ก็ถือว่านั่นเป็นอีกด้านหนึ่งที่มีเสน่ห์น่าตื่นเต้นของทะเลทรายออสเตรเลีย 

ROBERT: จริงๆนะ พวกเราถ่ายทำกันกลางทะเลทรายเวิ้งว้างมองไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตา อยู่ตรงส่วนไหนของโลกก็ไม่รู้ ทั้งหมดของนักแสดงประกอบในเรื่อง เราก็คัดตัวกันมาในวันเดียวกันนั่นเอง  อย่างผู้ชายตัวเล็กๆ ที่ขายปืนให้กับ Guy Pearce นั่นก็ใช่ ที่เดินไปบ่นไปว่า “Fuck, fuck, fuck!”  นั่นล่ะ แล้วตัวจริงเขาก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ  แล้วก็ยังมีผู้ชายที่หน้าตาบ้าๆ ที่เราเห็นในร้านอีก  พวกทีมงานเจอเขาตอนกำลังมองไปที่สถานที่แห่งหนึ่ง เขาเดินเข้ามาในบ้าน เพราะคิดว่าที่นี่เป็นบ้านร้าง แล้วก็มาประจันหน้ากับผู้ชายคนนี้กับภรรยาของเขา ซึ่งเธอโป๊เปลือยอยู่  แล้วพวกทีมงานก็มารู้ทีหลังว่า เธอเป็นพวก naturist   (คนที่ไม่สวมเสื้อผ้าเพราะเชื่อในธรรมชาติว่า ไม่สวมอะไรเลยดีกว่า)

PREMIERE: สิ่งหนึ่งที่เป็นพลังของหนังก็คือ ความเป็น Minimalism- มินิมัลลิสม์  มันเป็นแบบนั้นอยู่แล้วตั้งแต่ในสคริปท์เลยหรือเปล่า ?

ROBERT: ใช่แล้ว ความประทับใจกับความโดดเดี่ยว การถูกทิ้งร้าง ไร้ผู้คน นี่มันโดดเด่นมากในสคริปท์  มุมมองในด้านความ ‘อยาก และ หิวโหย’ ของมันโดนผมอย่างจัง  ตัวของหนังมันโล่งมากแทบไม่มีอะไรเลย แต่มันก็สามารถที่จะสร้างโลกที่พิเศษของตัวมันเองขึ้นมาได้  ซึ่งด้วยคุณสมบัติของมันเตือนให้ผมนึกถึง เรื่อง Cosmopolis.

PREMIERE: ชัดเจนเลยว่า หนังเรื่องนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนในอาชีพของคุณ  คุณเคยบอกกับเรามาแล้วครั้งหนึ่งว่า (ใน  PREMIERE : May 2012)  หนังได้ให้โอกาสมาอยู่ในมือคุณ  “given you balls” แล้ว balls นั้นยังเติบโตขึ้นหรือเปล่า?

ROBERT: เมื่อคุณอยู่ในหนังที่เป็นบลอคบัสเตอร์ คุณมีส่วนในการทำงานของภาพรวมทั้งหมด โดยที่คุณไม่รู้ว่าจริงๆแล้วมันทำอย่างไร   กับหนังเล็กๆ ทุนไม่มากที่ผมกำลังแสดงในตอนนี้  และคงเป็นเพราะด้านที่ทะยานอยากของพวกเขา ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมกำลังสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมา  มันเป็นไปในทางที่เห็นได้ชัดเจนมากกว่า (กับการแสดงหนังดังทุนหนา)  David Michôd  ยอมให้ผมลองทำอะไรๆ หลายๆ อย่างที่แตกต่างออกไปใน The Rover  อย่างเช่นการมีฟันผุๆเน่าๆในปาก หรือการโกนหัวด้านหลังของผม เพราะผมคิดว่ามันทำให้ตัวละครดูเปราะบางอ่อนแอมากกว่าการมีผมแนบต้นคอ เป็นลักษณะของการเปิดเผยจุดอ่อนตัวเอง

PREMIERE: ดูเหมือนว่า The Rover จะเป็นเวทีใหม่ในอาชีพของคุณ และคุณรู้สึกอย่างนั้นด้วยหรือเปล่า ?

ROBERT: ครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า ผมถูกมองว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวคนหนึ่ง ก็คือตอนที่ผมเห็นตัวเองในจอ เห็นตัวเองในโฆษณา Dior ที่ผมถ่ายทำเมื่อปีที่แล้ว กำกับโดย Romain Gavras  และ The Rover ก็ย้ำยืนยันความรู้สึกนั้น ซึ่งต่อเนื่องมาด้วยตอนถ่ายทำเรื่อง Life  หนังของ Corbijn ที่ผมเพิ่งปิดกล้องไป ผมคิดว่าผมมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และการได้รับเลือกเข้าร่วมงาน Cannes ปีนี้ ก็ช่วยเสริมความรู้สึกนี้มากขึ้นไปอีก  หลังจากที่โดนดูแคลนมานานหลายปีเพราะ Twilight  อีโก้ความมั่นใจในตัวเองของผมมันก็บอบช้ำไปบ้างนิดหน่อย (Rob ใช้คำว่า being dissed)

(ขอให้เข้าใจว่า คนส่วนหนึ่งที่สร้างหนังคุณภาพ มองว่า Twilight เป็นหนังทำเงินแต่ไม่จำเป็นต้องมีความสามารถในการแสดงเท่าไหร่ โดนมองว่า เป็นแค่หนังดังตามกระแส ไร้สาระ ไม่มีแก่น ไม่มีทางได้เข้าร่วมงานอย่าง Oscars หรือ Cannes  ซึ่งเราต้องยอมรับความจริงในส่วนนี้ แม้ว่าเราจะชอบ twilight มากเท่าไหร่ก็ตาม และด้วยความสัตย์จริง ถ้าเมื่อเดือน March 2009  เลขาของคุณชายที่บ้านไม่ซื้อ DVD มาวางไว้  ให้ไปดูเองฉันก็คงไม่ดูหนังรักแฟนตาซีแบบนี้  ต้องบอกว่าจริงๆแล้ว Rob & Kristen ใน twilight ต่างหากที่เปลี่ยนชีวิตพวกเราหลายๆคน รวมถึงพวกเขาทั้งคู่ด้วย /ppompam).

,

PREMIERE: คุณมองว่างาน Cannes Film Festival นี้เหมือนเป็นงานเกียรติยศเลยไหม?

ROBERT: คุณนึกไม่ออกเลยล่ะ  มันเป็นการแสดงการยอมรับที่ยิ่งใหญ่มาก  .. นานมากแล้ว แต่ก่อนผมอยากได้บทอะไรก็ได้มาเล่นทั้งที่ไม่รู้เลยจริงๆว่าผมจะแสดงได้หรือเปล่า  มาถึงวันนี้ ผมรู้สึกว่าตัวเองพร้อมแล้วที่จะเสี่ยง และรับเอาตัวเลือกเหล่านั้นเข้ามา 

PREMIERE: สองปีก่อน คุณบอกกับเราว่า คุณได้พยายามอย่างสุดๆ ที่จะติดต่อกับ Romain Gavras ให้ได้ และในที่สุดคุณก็ทำสำเร็จ

ROBERT: โฆษณาของ Dior นั่นเป็นเพียงหนทางเดียวที่ผมพบว่ามันจะสามารถทำให้ผมติดต่อกับเขาได้สำเร็จ  ผมบอกกับตัวเองว่า “ตอนนี้ล่ะ ที่สุดแล้วเขาก็จะรับโทรศัพท์ของผมเสียที”  ผมรู้สึกประมาณว่า ผมจ่ายเงินซื้อการโทรศัพท์ครั้งนั้นเลยล่ะ  … (หัวเราะ)

PREMIERE: ไอเดียที่ทำให้คุณดูเหมือน Jean-Paul Belmondo วัยหนุ่ม ในโฆษณา Dior นั่นเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ROBERT:  ก็จาก Dior เอง  โดยเฉพาะในคอนเซปท์ดั้งเดิมเริ่มแรกของมัน ยิ่งดูเชี่ยวจัดเจนโลกมากขึ้นไปอีกนะ  จริงๆแล้วเราได้เปลี่ยนอะไรหลายอย่างไปด้วยในระหว่างที่ถ่ายทำ  ด้วยวิธีการทำงานของ Romain กับผู้กำกับกล้องของเขาได้ทำให้ผลลัพธ์ออกมาดูมีชีวิตชีวามากๆ  คุณต้องรู้นะว่า จริงๆ แล้วเราไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำฉากที่ผมขับรถบนชายหาด  Romain ถ่ายฉากนี้ตอน 7 โมงเช้า  และ ตลอดเวลาเขาร้องว่า ‘เร็วๆเข้า เร็วๆ เร็วๆ แสงกำกลังจะหมดแล้ว ..Hurry up, we’re losing the light!’ ร้องบอกอย่างนั้นไม่หยุดปาก   ผมก็คิดว่า แสงอะไรวะ นี่มัน 7 โมงเช้านะ  ทรายก็เปียกแฉะ แล้วรถก็ดันติดหล่ม แล้วผมก็ต้องขับรถที่ความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กับนางแบบสองคนบนเบาะหลัง แล้ว Romain ก็ตะโกนอยู่นั่นล่ะว่า  “แสงจะหมดแล้ว แสงจะหมดแล้ว ..We’re losing the light! We’re losing the light!”  ผมไม่เคยคิดเลยว่าผมจะมาถ่ายโฆษณาแบบนี้ แต่ผมก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นประสปการณ์ที่ดีมากๆ จริงๆ Dior ได้ให้อิสระในการทำงานกับเรามากๆ อย่างเหลือเชื่อเลยล่ะ

PREMIERE: ในช่วงการสัมภาษณ์ของเราครั้งก่อน คุณบอกว่า ความฝันอย่างหนึึ่งของคุณก็คือการได้ทำงานกับ James Gray ซึ่งความฝันนี้ก็กำลังจะเป็นความจริงในเร็วๆนี้  (Pattinson กำลังจะแสดงเรื่อง  The Lost City of Z’ คู่กับ Benedict Cumberbatch)

ROBERT: พวกเขาเลื่อนการถ่ายทำออกไปเป็นเดือนมกราคมปีหน้า และนั่นล่ะ ผมก็เริ่มเบื่อกับการรอคอย  หนังจะไปถ่ายทำกันที่ประเทศโคลอมเบีย (ละตินอมเริกา) ซึ่งมันจะต้องบ้ามากๆแน่ๆ และในเวลาเดียวกัน ผมก็อาจจะถ่ายทำหนังกับ Harmony Korine ซึ่งเป็นคนที่ผมเฝ้าฝันอยากทำงานด้วยมาตั้งแต่ผมอายุ 17 เหมือนกับที่อยากร่วมงานกับ James Gray  ผมคอยถามเขา (Korine) อยู่เรื่อยว่ามันจะเป็นหนังเกี่ยวกับอะไร แต่เขาไม่ยอมบอกผม

PREMIERE: และคุณก็เพิ่งจะเพิ่มชื่อของ ผู้กำกับ Werner Herzog เข้าไปในประวัติการทำงานของคุณ !! (Pattinson แสดงเรื่อง Queen of the Desert กับ Naomi Watt) << เอ่อ คือว่า .. คนสัมภาษณ์ตกข่าวไปเยอะนะคะ หนังเค้าเปลี่ยนนางเอกเป็น Nicole Kidman แล้วค่ะ

ROBERT: ผมไม่ได้คาดหวังกับเรื่องนี้เลย บทของผมเป็นบทเล็กๆ มากๆ แต่ผมชอบที่ได้ทำงานกับเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้  เขาจะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย และเรื่องราวยากๆ ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้มาบอกเล่าเสมอ  เราถ่ายทำกันในช่วงที่มีข่าวการไต่สวนคดีของ Amanda Know (Knox)  ขึ้นใหม่อีกครั้ง  แล้ว Herzog ก็บอกกับพวกเราอย่างซีเรียสจริงจังว่า  “ผมได้เห็นเอกสารลับที่ไม่เคยถูกเปิดเผย และผมรับประกันบอกกับพวกคุณได้เลยว่าเธอผิดจริง”  (หัวเราะ) ผมบอกได้เลยเหมือนกันว่า ผมไม่เชื่อที่เขาพูดเลยแม้แต่นิดเดียว

(*** ในสัมภาษณ์เขียนว่า Amanda Know แต่จริงๆแล้วเป็น Amanda Knox ผู้หญิงชาวอเมริกัน ที่ถูกตัดสินจำคุกคดีสังหารเพื่อร่วมห้องชาวอังกฤษ (ฉันลืมชื่อเธอไปแล้ว)  ที่อิตาลีเมื่อห้าหกปีก่อน แล้ว Knox ติดคุก แต่ที่เป็นข่าวดังเพราะอเมริกามองว่าการตัดสินไม่เป็นธรรม แล้วเธอออกจากคุกกลับไปอเมริกา เมื่อต้นปีนี้เองเธอกลับถูกศาลอุทธรณ์อิตาลี เรียกไปฟังคำตัดสินที่บอกว่าเธอผิด ต้องจำคุกเพิ่มอีก 28 ปี แต่เธอก็ยังอยู่ที่อเมริกา ฉันไม่ได้ติดตามข่าวใกล้ชิดเท่าไหร่ ดูผ่านๆ ใน CNN / BBC เวลานอนอยู่โรงแรม .. ถ้าอยากทราบรายละเอียดลองไปหาอ่านกันดูเอง /ppompam)

 

PREMIERE: และคุณก็ยังคงป๊อปปูลาในหมู่ปาปารัซซี่ หรือว่าความบ้าคลั่งพวกนั้นได้หมดไปแล้ว?

ROBERT: ผมเริ่มเก่งมากขึ้นในการหลบไม่ให้ใครพบเห็น ครั้งล่าสุดที่ผมกลับไปลอนดอน ผมไม่โดนถ่ายรูปเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพื่อนรักของผมบอกว่า  “ครั้งต่อไปถ้านายถูกถ่ายรูป ให้จำช่วงเวลาตอนนี้เอาไว้ว่า มันเป็นเวลาที่ไม่มีใครมายุ่งกับนาย อย่าไปคิดว่านี่เป็นการโปรลองของช่วงตลอดเวลาของหลายปีที่นายถูกถ่ายรูป แต่ให้คิดว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่นายถูกโดดเดี่ยวก็แล้วกัน” และเขาก็พูดถูก แต่ก่อนนี้ บางครั้งผมก็โกรธเหมือนบ้าที่ผมถูกถ่ายรูปตามท้องถนน  มันแตกต่างกันนะ เมื่อคุณเป็นผู้ชาย เพราะนี่มันเกินเลยเหนือการรุกล้ำคุกคามชีวิตส่วนตัวของคุณ มันทำให้ดูว่าความเป็นลูกผู้ชาย ความแมนของคุณกลายเป็นเรื่องตลก  แล้วสุดท้ายคุณก็ประจันหน้ากับพวกผู้ชายที่มาคอยตามถ่ายรูปของคุณอย่างไม่แคร์ไม่เกรงใจใครในโลกหล้า แล้วตัวคุณเองไม่สามารถที่จะจัดการอะไรได้เลย  มันก็มีช่วงจังหวะที่คุณคิดว่าอยากจะฆ่าพวกเขาจริงๆ .. ตั้งแต่นั้น เมื่อเพื่อนบอก ผมก็ใจเย็นลง แต่มันอาจจะเป็นเพราะพวกเขาเจอผมได้ยากขึ้น  จุดที่หักมุมในเรื่องทั้งหมดนี้ ก็คือ การงานของผมก็คือการถูกจ้างมาแสดงเป็นคนอื่น คุณคิดว่ามันจะเป็นอย่างไรเมื่อผู้คนเห็นว่า ทุกๆ วัน จะมีหน้าของผมอยู่ตามหน้าปกแทบลอยด์ โชว์ภาพของผมกำลังจ่ายตลาดในซุปเปอร์มาเกต ?

(เอ่อคือว่า Roberto ถ้าการกลับไปลอนดอนครั้งล่าสุดคือเดือนธันวาคม-มกราคม ฉันว่า เราเห็นคุณตั้งแต่ LAX จนถึงลงจากเครื่องหัวยุ่งเหมือนหลับตลอดทางจนถึง LHR แถมยังมีรูปของ Flippy ออกไป Notting Hills กับ Sienna & TomStuu แล้วยังมีรูปวันไปฉลองคริสต์มาสกับ Britpack อีกด้วยนะ /ppompam)

/

PREMIERE: ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ก็กลายเป็นว่าคุณสั่งซื้อของซุปเปอร์ออนไลน์ให้ส่งถึงบ้านงั้นเหรอ?

ROBERT: ไม่ใช่เลย ผมสั่งโดมิโนพิซซ่ามากินทุกวันต่างหากล่ะ  (Laughing) #TrollRobertoTroll

PREMIERE: บ่อยครั้งที่เราเห็นนักแสดงรับแสดงหนังฟอร์มใหญ่ในสลับกันระหว่างหนังอินดี้ ซึ่งอธิบายได้ว่า มันเป็นความจำเป็นที่ต้องทำแบบนั้นเพื่อที่จะสามารถแสดงหนังที่เรียกว่า หนัง “artistic”   ในกรณีของคุณ ดูเหมือนว่าคุณหันหลังให้กับหนังฟอร์มใหญ่เงินทุนหนา

ROBERT: ถูกต้อง เพราะผมไม่เชื่อในความคิดที่ว่า คุณจะต้องสลับแสดงระหว่างหนังสองแบบ ผู้คนสาธารณะไม่แคร์หรอกว่าคุณแสดงหนังเล็ก หรือ หนังใหญ่  ผู้คนแค่อยากดูคุณแสดงในหนังดีๆ  บางทีก็มีนักแสดงบางคน แสดงหนังใหญ่จากอีกเรื่องไปอีกเรื่องต่อกัน จนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่ทุกอย่างหยุดลงอย่างสิ้นเชิง  และในช่วงเวลานั้น พวกเขาก็ปิดฉากลงอย่างช่วยไม่ได้ และบอกว่า “ฉันไม่เข้าใจเลย ฉันก็เล่นไปตามเกมส์” เว้นแต่ว่า เกมส์นั้นไม่มีกฏกติกา ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อ  ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับผม สิ่งที่พอจะเป็นประโยชน์ก็คือ ผมยังสามารถไปนั่งเซ็นต์ชื่อในงาน Twilight Convention แลกกับเงินได้อีกหลายร้อยดอลลาร์  (Laughing)

(คำตอบนี้ เล่นเอาเดลานีที่ตอนนี้เป็น Rob Hater เต็มตัว ออกมาจุดประเด็นสร้างดรามาว่า Rob ดูถูก twilight และ ดูถูกแฟนๆ twilight ทั้งที่ตัวเขาเองมีวันนี้ได้เพราะ twilight แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เขารังเกียจ twilight เหลือเกิน … ดรามากันอยู่สองวันเลยทีเดียว เพราะพวก nonbert ออกมาช่วยผสมโรงนั่นเอง/ppompam)

.

PREMIERE: คุณคิดว่าอีกนานแค่ไหนที่ฮอลลีวูดจะหยิบ twilight saga มาสร้างใหม่อีกครั้ง?

ROBERT: ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมคิดว่ายุคสมัยของแวมไพร์มันจบลงแล้ว คุณคิดเหมือนผมมั้ย ? ตลกดีที่เมื่อสองสามวันก่อน ผมนั่งคุยกับ ‘someone คนบางคน’ นึกถึงฉากที่แสดงใน twilight  ผมคิดว่ามันเป็นฉากแรกของภาคสุดท้ายนะ  ตอนที่ Bella ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วมองเห็น Edward มันดูเหมือนเธอมองเห็นผี ..  เราได้ถ่ายทำกันนานเป็นเดือน และท่ามกลางความหนาวในแคนาดา  จนผมว่ามันใกล้ที่จะเริ่มทำให้เซ็งและใจรู้สึกหดหู่ และ มีเพียงสิ่งเดียวที่ผมพบว่ามันช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นได้  ก็คือการไปทานอาหารเช้าที่  McDonald ทุกๆ เช้า  หลังจากผ่านไปสี่อาทิตย์ และเมื่อผมเข้ากล้องถ่ายทำ แล้วผมต้องสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว  แล้วมีแสงส่องจากด้านหลังของผม และต่อมาเมื่อผมได้ดูฉากนี้ แล้วผมก็รู้เลยว่าคุณสามารถมองเห็นเค้าโครง love handles  ของผมชัดเจน และเมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ดูเรื่องนี้ทางทีวี  และ ‘พุง’ ก็ยังเห็นอยู่อย่างนั้น

(*** Nice to Know* Love Handle เป็นคำที่ไม่ค่อยใช้กันเท่าไหร่นัก แปลว่า รอบเอวหรือส่วนที่เป็นท้องเหนือสะโพกขึ้นไปนิดหน่อย  ซึ่งคนรักกันมักจะจับตรงส่วนนั้นของร่างกายเพื่อดึงอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ เข้ามากอด /ppompam)

.

PREMIERE: หลังจากหลายๆ ปีที่ผ่านๆ มา ผมยังเซอร์ไพรซ์ที่เห็นว่า ยังมีเรื่องโน่นนี่นั่น ให้พูดถึงเกี่ยวกับ Twilight

ROBERT: เวลาที่ผมนึกถึงภาคแรกออกฉายเมื่อ 6 ปีก่อน และตอนนั้นผมได้รับบทนี้ตอนปี 2007  มันดูจะบ้ามากๆสำหรับผม  ส่วนที่สำคัญในช่วงอายุ 20 ของผมได้ถูกโฟกัสอยู่กับมัน และเมื่อภาคสองออกฉาย ผมก็เข้าใจได้เลยว่า มันคงจะต้องใช้เวลานานอย่างน้อยสิบปี ที่ผมจะกลับมาเป็นตัวผมเองได้อีกครั้ง และ ก้าวต่อไปกับอะไรๆ อย่างอื่น

PREMIERE: หนังสองเรื่องที่คุณกำลังจะโชว์ที่ Cannes ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่ต้องรอนานถึง 10 ปี ที่คุณจะทำให้มันสำเร็จ

ROBERT: ผมรู้สึกตื่นเต้นจริงๆ นะกับไอเดียที่ว่าจะได้กลับไปที่งานนี้อีก  ผมจะชอบมากๆ เลยถ้าหนังทั้งหมดที่ผมแสดงได้รับเลือกไปงานนี้  สำหรับตอนนี้ นับตั้งแต่ twilight จบลง สามเรื่องสุดท้ายที่ผมแสดงก็ได้รับเลือกทั้งหมด  ผมจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อจะรักษาจุดมุ่งหมายนี้เอาไว้

.

Translation : French into English  By @SomeLostBliss Via RPLife

Translation in Thai : ppompam

/

.

ห้ามคัดลอก ดัดแปลง แต่งเติม แอบอ้างไปเผยแพร่ต่อ

ส่วนพวกที่มาส่อง จำขี้ปากฉันแล้วเอาไปโม้ต่อราวกับข้ารู้เยอะ ข้ารู้เองจากเวปเมืองนอก

อวดว่าข้าเป็นแฟนพันธุ์แท้ (แต่ก่อนหน้านี้ไปอยู่ไหนมาก็ไม่รู้)

กรุณา ‘ละอาย’ ต่อตัวเองบ้างเถิดหนา ก็เห็นแต่ละคนเป็นปัญญาชนเรียนปริญญากันแล้วทั้งนั้น

แค่บอกว่า ไปอ่าน ไปจำ ไปลอกมาจากเวปคนไทย แปะลิงค์ ให้เครดิต เคารพกัน ก็เท่านั้น

มันยากหรือเสียหน้าอะไรนักหนาหนอ พอทักท้วงก็โกรธ แถ แล้วยังมีหน้ามาว่าเราอีกแน่ะ

/

.

กลับเมืองไทย ไปรอรับ ReynoldsRob ที่ Cannes

TG 945 FCO-BKK ถึงเมืองไทยวันเสาร์

.

.

.

Share

Comments (22)

ร๊อบและคริสทำให้ชีวิตพวกเราเปลี่ยนไปจริงๆ
นั่งคุยtwilightกะใครอ่าหนุ่มหล่อ
ไม่บอกก็รู้ว่าเปนสาวน้อยของเรา *เพ้อ*

ขอบคุณค่ะ

เป็นบทสัมพาษณ์ที่ดีมากๆเลยค่ะ ร็อบตอบเป็นผู้ใหญ่มากๆ ตั้งแต่อ่านบทสัภาษณ์ที่คุณแพมแปลมา บทสัมภาษณ์นี้ เป็นที่น่าชื่นชมอีกบทนึงเลยค่ะ

ขอบคุณคุณแพมนะค่ะและ รักษาสุขภาพด้วย

ขอบคุณพี่แพมมากค่ะที่แปลบทสัมภาษณ์นี้ให้ค่ะ ร็อบก็ดูตอบคำถามสบาย ๆ ขี้เล่น อารมณ์ดีเสมอ ๆ ตรงข้อความสีชมพู พอรู้แล้วว่าคุยกับใคร :)

ขอบคุณค่ะคุณแพม

อ่านบทสัมภาษณ์นี้แล้วเพลินมากๆค่ะ คนสัมภาษณ์ก็เป็นมืออาชีพเน้นเรื่องงานที่กำลังทำอยู่ คนถูกสัมภาษณ์ก็สบายใจ คนอ่านก็ชอบ ไม่มีดรามาน้ำเน่าที่ชวนให้เวียนหัว ชอบจังเลยค่ะ อ่านแล้วได้รู้เบื้องหลังการทำหนังหลายๆเรื่องของ Rob รวมทั้งเบื้องหลังการถ่ายแบบหนังสือเล่มนี้ด้วย จากบทสัมภาษณ์นี้ Rob มีวุฒิภาวะ ความเป็นผู้ใหญ่ชัดเจนขึ้นเหมือนที่คุณแพมบอกไว้เลยค่ะ จ้า เชื่อแล้วคร่า ว่าตอนนี่เก่งจริงๆในการหลบไม่ให้ใครๆพบเห็น ก็สำเร็จวิชานินจาขั้นเทพมาแล้วนี่เนอะ เข้าใจและยอมรับค่ะ ว่าคนส่วนนึงเขามอง twilight แบบนั้นจริงๆ อันนี้ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ตัวเองก็ไม่ได้ดู twilight ภาค 1,2 ในโรงเพราะไม่แนวค่ะ ถูกที่สุด หนุ่มสาวคู่นี้เปลี่ยนชีวิตเราจริงๆค่ะ กรี๊ดดดดด กับตัวหนังสือสีชมพูคร่า อิอิ เนอะถึงไม่บอกเราก็เดาได้ล่ะ ว่าคุยกับใคร<3 ขอบคุณสำหรับความหมายของคำ Love Handle ค่ะคุณแพม และดูแล้ว เห็นได้ชัดเจนมากๆเลยล่ะ Rob รวมถึง พุง ด้วยนะ ขอให้ประสพความสำเร็จดั่งความตั้งใจนะคะ Rob เราจะคอยเป็นกำลังใจและคอยสนับสนุนผลงานต่างๆมากมายตลอดไปน้า ขอบคุณมากๆๆค่ะคุณแพมที่กรุณาแปลบทสัมภาษณ์มากมายให้เราอ่านกันเสมอมานะคะ<3
ป.ล พวกที่ชอบส่อง ไม่ว่าจะเป็นคนเดิมๆหรือคนใหม่ๆ อ่านตัวหนังสือสีแดงแล้วก็เลิกทำซะนะ มันไม่ดีรู้มั้ย..

เดินทางปลอดภัยคุณพระคุ้มครองนะคะคุณแพม^_^

เยี่ยมมากค่ะ Roberto ขอให้ประสบความสำเร็จทุกเรื่่องค่ะ ขอบคุณนะคะคุณแพม…

[...] และ  แปลไทย # Interview of Rob with Premiere Magz France : May 2014 [...]

ขอบคุณมากนะคะคุณแพมขอบคุณมากๆๆๆๆๆค่ะ
ที่มีน้ำจิตน้ำใจแปลภาษาไทยให้อ่านค่ะขอบพระคุณมากจริงๆค่ะ..สองหนุ่มสาวเปลี่ยนชีวิตเราจริงๆค่ะ..ให้มาพบข่าวสองหนุ่มสาวที่บ้านคุณแพมติดใจมากติดหนึบเลยค่ะชอบมากๆๆๆๆๆเลยค่ะ
ร็อบตอบได้ดีค่ะโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเรื่องงานหนังใหม่ของร็อบสามเรื่อง..เราต้องหามาดูให้ได้..ขอให้หนุ่มร็อบประสบความสำเร็จทั้งสามเรื่องนะคะร็อบ
เดินทางปลอดภัยนะคะคุณแพมขอให้เทวดารักษาความดีคุ้มครองคุณแพมนะคะ
ขอบคุณค่ะ

ขอบคุณค่ะ บทสัมภาษณ์นี้ยาวมาก ๆ และสนุกมาก
คนอ่านยังอ่านตั้งนาน คนแปล พิมพ์จะเหนื่อยขนาดไหน?
ตอนแรกชอบทไวไลท์ที่เป็นหนังสือ พอมาทำเป็นหนังก็อยากดูว่าทำได้ดีแค่ไหน แล้วจึงมาตกหลุมรัก 2 คนนี้ค่ะ

…ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่กรุณาแปลบทสัมภาษณ์ของสุดหล่อยาวมากเลย
นึกแล้วเชียวว่าตาร็อบคงต้องร่วมคิดทำอะไรกับการถ่ายแฟชั่นเซ็ทนี้
Artistจริงๆ แหวกแนวมากๆเลยเอาน้ำเครื่องดื่มสาดใส่หน้า แนวสุดๆ
…ชอบค่ะตัวหนังสือสีชมพู เค้ารู้กันหมดแหละนะตาร็อบว่าหมายถึงใคร5555
…ทราบว่าคุณแพมจะขอลาพักร้อนเพื่องานCannesของสาวน้อยกับสุดหล่อของเรา
ต้องขอบคุณล่วงหน้ามากๆๆๆ มา ณ โอกาสนี้เลยค่ะ

แล้วเราก็ได้รู้ว่าทำไมนายแบบสุดหล่อที่ขึ้นปก Premiere ฉบับนี้ถึงหน้าตามอมแมมอย่างที่เห็นนะคะ แถมยังไปช่วยเค้าวาดฉากอีก ^^
ไม่ใช่แค่ร็อบที่รู้สึกดีใจนะคะที่ความพยายามในการหลุดออกมาจากเงาของ Twilight ใกล้สำเร็จขึ้นมาทุกทีเราก็ดีใจและภูมิใจไปกับร็อบด้วยมากๆเช่นกันนะคะ ร็อบได้ทำให้ทุกคนเห็นแล้วจริงๆหนังที่เค้าเล่นเกือบทั้งหมดได้มาที่ Cannes มันไม่ง่ายเลยจริงๆนะคะ
แล้วสรุปว่าเมื่อวันก่อนที่นั่งคุยเรื่อง twilight นั้นนั่งคุยกับใครหนอออ ?? ใช่คนที่พูดถึงด้วยใช่รึป่าววว อิอิ <3
ขอบคุณมากๆๆๆๆๆๆค่าพี่แพมมมมม ^__^ <3

ถูกใจทุกคำตอบเลยค่ะเก่งมากร็อบ เก่งขึ้นเยอะเลย ขอบคุณค่ะคุณแพม

ขอบคุณค่าาคุณแพม:)

ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณ คุณแพมทำให้เราได้ชื่นใจกับสุดหล่อ น่ารักมากๆถูกใจที่สุด

เป็นบทสัมภาษณ์ที่อ่านแล้วรู้สึกว่าร็อบโตขึ้นทั้งความคิด การทำงาน เป็นตัวของตัวเอง มีคุณภาพกับผลงานที่ทำ….. และ อ๊ะ อ๊ะ นั่งคุยกับใคร someone ใช่คนที่เราก็รู้ว่าเป็นใครหรือเปล่าเอ่ย <3 ^_^ ขอบคุณค่ะพี่แพม

ใครบางคน..ที่เราก้อรู้ว่าคุณหมายถึงใคร…

น่ารักไม่มีวันหมด จิงจิ๊งงง คู่นี้…
ว่าไปแล้ว อยากเห็นรูปคู่จังเลยยย..นับวันยิ่งไม่ได้เห็นง่าย ๆ เลยนะคะ

ขอบคุณค่าพี่แพมมมม….

ขอบคุณมากๆเลยค่ะ

อ่านแล้วชอบมากๆเลยค่ะ ยิ่งตัวหนังสือสีชมพู วิ้ว
ขอบคุณพี่แพมนะคะ

ขอบคุณคะ

TW ภาคแรกก็ไม่ได้ไปดูในโรงเหมือนกันค่ะ แต่พอได้ดู DVD แล้วหลงรักเพราะนักแสดงนำสองคนนี้จริงๆ เลยค่ะ เข้าใจว่าเรื่องนี้เปลี่ยนชีวิตขอบร็อบมากๆ แต่ก็คงสร้างแรงกดดันและคำสบประมาทกับเค้ามากเช่นกัน แต่ไม่คิดว่าร็อบจะดูถูกเรื่องนี้แน่นอน แค่หนุ่มคนนี้ชอบพูดตลกๆ ทุกที อ่านสัมภาษณ์อะไรทีไรก็อดยิ้มไม่ได้ ^^
ยินดีกับร็อบมากๆ ที่เค้าได้ร่วมทำงานกับผู้คนเก่งๆ หนังที่เล่นก็ได้มางานอันยิ่งใหญ่เช่นคาสน์อย่างที่เค้าตั้งใจค่ะ
พูดถึง someone กะ Love Handle someone นี่ใครน้า ;)
ขอบคุณมากๆๆ ค่าพี่แพม

[...] รูปเบื้องหลังการถ่ายแฟชั่นนิตยสาร  PREMIERE France ฉบับ May 2014 [...]

Post a comment

This site is protected by WP-CopyRightPro