แปลไทย # Interview of Kristen in “Marie Claire” US : March 2014 #Rambling

17

Category : News

Bangkok @ 18:00 BKKLT.

 

Kristen Stewart ขึ้นปกนิตยสาร Marie Claire US ฉบับเดือน มีนาคม 2014

ซึ่งจะมีด้วยกันทั้งหมด 2 ปก  วางแผงแล้ววันนี้ิ

หาซื้อได้ที่ B2S , Asia Book , Kinokuniya และ Bookazine

ราคาประมาณ 350-400 บาท

.
/.
 photo Kstewrtfans14.jpg  photo 002.jpg

.

ทั้งสองปกสามารถหาซื้อได้ตามแผงหนังสือทั่วไป

เหมือนกับ ELLE UK เมื่อปี 2011 ที่มีถึงสามปก และ ELLE US 2012 มี 2 ปก

ส่วนปกสองรูปด้านล่าง เป็นปกด้านในแมกกาซีน

.

,

 photo Kstewrtfans13.jpg  photo Kstewrtfans12.jpg

.

Interview
.
 photo Kstewrtfans2.jpg

 photo Kstewrtfans.jpg

 

.

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า ฉันจะไม่แปลข้อความที่คนสัมภาษณ์เขียนเกี่ยวกับ Rob  เพราะถ้าคุณอ่านตาม Scans ของนิตยสาร คุณจะเห็นว่า คนสัมภาษณ์ มีข้อมูลไม่ถูกต้อง และ  ใส่ความเห็น มุมมองของตัวเองเข้าไป เพราะตัดไปได้เลยว่า Kristen จะพูดถึง หรือ เปิดเผยเรื่อง ส่วนตัวของเธอ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ Rob ไม่มีทาง .. ทั้งหมดนั้นคนสัมภาษณ์ใส่ความเห็น การคาดเดาของตัวเองเข้าไปในบทความ

… ถ้าใครสงสัยว่า ทำไมฉันถึงไม่แปลตรงส่วนนั้น กรุณาอ่านให้จบ แล้วอ่าน Rambling ของฉันตอนท้าย … สมองคนเรารับทราบข้อมูล ประมวลผล ไม่เท่ากัน … ถ้าฉันแปลข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ที่มาจากความคิดส่วนตัวของคนสัมภาษณ์ลงไปด้วย  ก็จะมีคนเอาไปพูดว่า … นี่ไง พี่แพมแปลบอกว่างั้น บอกว่างี้ .. โดยไม่ได้ติดตามเรื่องราวก่อนหน้าที่ฉันเคยบอกเล่ามาตลอด … พูดกันต่อๆไป ด้วยข้อมูลผิด แล้วก็เอาไปอ้างว่ามาจากเวปนี้ .. เพราะจนถึงวันนี้ ขนาดฉัน Rambling มาตลอดทั้งปี ก็ยังมีคนส่งคำถามงี่เง่า เดิมๆ ซ้ำซากเข้ามาเกือบทุกวัน ..

ทำไมคุณไม่อ่านทั้งหมดก่อน แล้วค่อยถาม … เอาง่ายเข้าว่า .. Inbox ไปถามพี่แพมใน เฟสบุ๊คดีกว่า จะได้ไม่ต้องย้อนอ่านเอง … ขอโทษ แล้วฉันจะเสียเวลา เสียพลังงาน เอาเวลาเที่ยว พักผ่อน นอนอ่านแฟนฟิค มานั่งหลังขดหลังแข็งแปล และ อธิบายหน้าเวป ทำไม .. อย่าว่าอย่างโง้นงี้เลยนะ ขนาดบอกใน Facebook ว่า เป็นพันครั้งว่า  ที่นั่นมีแต่หัวข้อข่าว อยากอ่านรายละเอียดข่าวให้มาอ่านหน้าเวป ก็ยังมีคนถามโน่น นี่ นั่น อยู่ร่ำไป … อ่านภาษาไทยกันไม่เข้าใจหรือไรหนอ อย่าสักแต่อ่านพาดหัวข่าว อ่านเนื้อหาและ คิดตามกันสักนิดเถิดหนา … ปวงชนชาวไทย ??? !!!

.

ชมรูป HQ Scans ทุกหน้าของ Marie Claire ได้ตามลิงค์

More Under The Cut
.
,

GIRL ON THE EDGE
.
,
“มีกระต่ายหลงเข้ามาในบริเวณบ้านKristen ก็เอามะม่วงแห้ง กับสลัดที่กินเหลือป้อนให้เจ้ากระต่ายน้อยกิน …”
.

ถึงเวลานี้ เธอได้พิสูจน์แล้วว่า เธอสามารถตั้งหลักอย่างมั่นคง จากหนังภาคต่อหลายพันล้านดอลลาร์ … Kristen Stewart .. นักแสดง นักกวี นักเดินทางโรดทริป และ สาวแคลิฟอร์เนียนหัวกบฏ.. พร้อมยิ่งกว่าพร้อม ที่จะเสี่ยงและคว้าโอกาสสำคัญที่จริงจังทั้งหลาย

Kristen Stewart ได้อาบฉันด้วยเศษเนื้อและน้ำแครอท ทั้งเสื้อและปกเสื้อแจคเกตเต็มไปด้วยเศษสีส้มลงไปถึงหน้าอกของฉัน เธออ้าปากค้างเล็กๆ มองเขม็งไปยังกล่องน้ำผลไม้ที่ซื้อมาจาก Gelson’s Supermarket ใกล้บ้าน นิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูก.. สำหรับใครที่เคยดู twilight .. ก็เหมือนประมาณเดียวกับ ตอนที่ Bella Swan ตกตะลึงเมื่อ Edward Cullen บอกเธอว่า.. จริงๆแล้วเขาอายุ 108 ปี

“Oh, my god, I’m so sorry, dude… โอว พระเจ้าช่วย ฉันขอโทษ ขอโทษจริงๆ”

กลับกันมาที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งดีวีดีการ์ตูนกำลังเล่นอยู่ในทีวีแบบปิดเสียง เธอจุดบุหรี่คาเมล แล้วเลื่อนบานกระจกประตู ซึ่งอยู่เหนือจาก หมาทั้งสามของเธอ.. Cole, Bernie, และ Bear ซึ่งกำลังนั่งครางหงิงๆ เกลือกกลิ้งเกาขนเล่นกันอยู่ แล้วเธอก็เดินกลับมา พ่นควันบุหรี่และนั่งลง กระตุกเท้าไปมา เพื่อเผาผลาญพลังงานที่ล้นเหลือของเธอ

เธอกำลังพุ่งแรงและมีอิทธิพลจากความสำเร็จของภาพยนตร์แฟรนไชส์ หลายพันล้านดอลลาร์  และ อิทธิพลนี้ก็จะยังส่งผลไปยังภาพยนตร์อีกมากมายที่เธอเลือกแสดง   มันปลดปล่อยออกมาจากความคลั่งไคล้ของเธอ  พลังขับเคลื่อน และ แรงขับดันที่โรแมนติก รวมทั้งความปรารถนาที่รุนแรง และเธอก็จะทำมันให้มากขึ้น แสดงให้มากขึ้น และ เขียนให้มากขึ้นด้วย

นี่คือการใช้ชีวิตของเธอ  .. ค้นหาตัวเองในทุกช่วงโมเมนท์โดยการทำให้ตัวเองรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง  ด้วยตัวเลือกที่เธอตัดสินใจ กับโปรเจคท์งานที่เธอทำ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่า สิ่งไหนที่ทำให้เธอรู้สึก เสี่ยงและหวาดหวั่น (เธอจะเลือกทำสิ่งนั้น)  “Dude ฉันไม่รู้หรอกว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ และ นั่นล่ะคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงชอบที่จะทำ”  Stewart กล่าว

“ฉันไม่คิดเลยว่า Twilight มันจะกลายเป็นหนังใหญ่ดังมากขนาดนี้  หนังที่ฉันเคยแสดงมา ที่ฉันคิดว่ามันจะอเมซิ่งกลับไม่อะไรเลย ดังนั้นมันจึงไม่ใช่สิ่งที่เราจะควบคุมมันได้มากนัก มันเป็นไลฟสไตล์แบบที่เรียกว่า fly-by-the-seat-of-your-pants .. ทำมันไปด้วยความรู้สึกสัญชาติญาน โดยที่เราไม่มีไกด์ไลน์หรือ แบบอย่างมาก่อน…   ซึ่งมันก็สนุกดี แต่มันก็ทำให้ฉันแม่งโคตรกลัวเลยเหมือนกัน ปกติแล้วคุณจะเป็นประเภทที่ ถอยหลังมาหนึ่งก้าวแล้วค่อยเดินหน้าต่อไป  แบบว่า .. ‘คุณคงจะต้องตัดสินใจกับเรื่องนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามที่กำหนดเอาไว้’  แต่ถ้าไม่เกิดความรู้สึกตะหงิดๆ ให้รู้สึกหวั่น หรือ กลัว แล้วล่ะก็ .. นั่นมันก็ ‘ไม่ใช่’ สำหรับฉัน”

เธอขยับยืดตัวนั่งบนโซฟา คลุมตัวด้วยผ้าห่มทอ Navajo ของชาวอินเดียนแดง  ที่อยู่ตรงหน้าคือ โต๊ะกาแฟไม้สนซีดาร์ที่เปิดเป็นลังเก็บของได้ จากห้องนั่งเล่นที่ปูกระเบื้องอิฐของเธอ เราถูกสะกดด้วยวิวทัศนียภาพของ Los Angeles    ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆครึ้มลางๆ ไปทั่ว … ถ้าคุณจะต้องเลือกหนังสักเรื่องที่มีบรรยากาศเหมือนท้องฟ้าในวันนี้ .. มันคงต้องเป็นเมืองฟอร์คส์ ในรัฐวอชิงตัน จากเรื่อง Twilight

Kristen แต่งตัวเหมือนกับนักสเกตจากมิวสิควีดีโอของ Avril Lavigne  มากกว่าจะเป็นนักแสดงที่ทำรายได้สูงที่สุดคนหนึ่งของโลก (ในเดือนมิถุนายน 2013 รายงานว่าเธอทำรายได้สูงถึง 22 ล้านดอลลาร์) เธอสวมรองเท้าผ้าใบ Vans สีน้ำเงิน , สวมฮูดดี้ , เสื้อยืดสีขาว , กางเกงสีกากี สวมสร้อยคอ Dog Tags  ของทหาร  สวมแว่นเนิร์ดกรอบหนา สวมหมวกเบสบอล  ปักตัวใหญ่ชัดเจนว่า “Mercenaries.” 

หลังจากย้ายออกมาจากบ้านซึ่งเธอเคยอยู่ด้วยกันกับ Robert Pattinson ที่ Los Feliz  (LF1) เมื่อปี 2012  เธอได้พิจารณาดูบ้าน 4 หลัง ก่อนที่เธอจะตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้ ซึ่งตั้งอยู่ใน Gated Community รั้วรอบขอบชิด  (บ้าน LF2 ที่ Papz ทำให้เรามองเห็นแทบจะถึงห้องนอนของเธอนั่นล่ะค่ะ  .. บ้านที่แค่เราเห็นกระเบื้อง , ฝาผนังบ้าน , ตู้โต๊ะในครัวเราก็บอกได้แล้วว่าเป็น LF2 /ppompam)

แต่บ้านหลังนี้ ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนมีคนอยู่อาศัยสักเท่าไหร่นัก  มีเฟอร์นิเจอร์สไตล์ Mission (ในช่วงยุคปลายศตวรรษที่ 19) TV ที่ยังไม่ได้ต่อเคเบิล  ตู้หนังสือที่เบียดเสียดไปด้วยหนังสือของ Steinbeck (หนึ่งในนักเขียนคนโปรดของเธอ  และหนังสือเล่มโปรดของเธอคือ On the Road) หนังสือของ McCarthy, Plath แล้วก็ รูปแกะสลักเล็กๆ แกะเป็นคำว่า  “Fuck”

นี่คือที่พักผ่อนของสาววัยรุ่ยรุ่นอายุ 23 .. กับบรรยากาศ ที่ลงตัว ก็เพียงพอแล้วกับความรู้สึกสบายๆ นี่ไม่ใช่การบ่งบอกถึงสไตล์อะไร .. แค่ที่พักอาศัยแห่งหนึ่งในเส้นทางของเธอ ..  “ฉันไม่ได้รู้สึกว่า ฉันจำเป็นจะต้องติดอยู่กับสถานที่ใดที่หนึ่งจริงๆ .. ถ้ามันเลี่ยงไม่ได้”

แม้ว่าเธอจะแสดงภาพยนตร์มาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ (จริงๆแล้วเธอเริ่มตอนอายุ 8 ขวบ/ppompam)  แต่ด้วยบทตัวละครของ Bella ในเรื่อง Twilight ที่ทำให้เธอขึ้นมาสู่จุดสูงสุดเป็นที่รู้จัก ตอนอายุ 17 …  ไม่มีนักแสดงหญิงคนไหนที่สร้างชื่อเสียง และประสพความสำเร็จในภาพยนตร์แฟรนไชส์ ระดับ mega-blockbuster  ตั้งแต่อายุยังน้อย (Angelina Jolie โด่งดังจาก Tomb Raider ตอนอายุ 26 ,  Jennifer Lawrence ประสพความสำเร็จจาก The Hunger Games ตอนอายุ 21.. ถ้าจะเทียบ ก็คงจะมี Emma Watson จาก Harry Potter น่าจะเทียบกันได้ ..  และขอเตือนให้ระลึกว่า จริงๆแล้ว แรกเริ่ม Twilight ไม่ใช่หนังฟอร์มใหญ่ แต่เป็นหนังอินดี้ทุนต่ำ สมัยที่ Summit ยังไม่ได้เป็นโปรดักชั่นเฮาส์ที่ดังขนาดนี้ สมัยนั้นยังใช้เสื้อผ้ายืมจาก Target อยู่เลย และ ที่โด่งดังเป็นพันๆล้านล้นโลกขนาดนี้ ขอบอกเลยว่า ถ้าไม่ใช่ Robert Pattinson , Kristen Stewart และ Catherine Hardwicke แล้วล่ะก็ ..เราคงไม่มีวันนี้แน่นอน /ppompam)

การแสดงของ Stewart นั้น เป็นไปอย่างธรรมชาติ ง่ายๆ สบายๆ  ช่วงเวลาสำคัญของเธอในปี 2008 เมื่อเธอรับแสดงภาพยนตร์โรแมนซ์แฟนตาซี ระหว่างมนุษย์และแวมไพร์ในภาคแรก มันก็เหมือนกับว่า นี่คือเธอ นี่คือบทของเธอที่เป็นของเธอมาตลอดอยู่แล้ว และด้วยทุกเซนส์ที่สัมผัสได้ บทนี้คือบทของเธอจริงๆ  เธอแสดงท่าทางแปลกๆ อย่างที่เด็กสาววัยรุ่นทุกคนเป็นกัน เช่น .. พ่นลมหายใจออกมาแรงๆ  แสดงอาการปฏิเสธว่า ‘ไม่’ ได้อย่างเพอร์เฟคท์  เหมือนเวลาที่วัยรุ่นทำท่ายักไหล่อย่างจำยอมแล้วมองที่จานอาหารมื้อเย็นของตัวเอง เวลาที่เธอต้องการเปลี่ยนเรื่องพูด สะท้อนกลับให้เห็นถึงต้นแบบ คือเหล่าแฟนๆคนดูสาวๆวัยรุ่น

Twilight ทั้ง 5 ภาค และ ภาพยนตร์รวมทั้งหมดอีก 26 เรื่องที่ Kristen แสดง  เธอพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในจุดที่คนอื่นปรารถนา กับการที่เธอสามารถเลือกโปรเจคท์งานต่างๆ ได้  รวมถึงสองแฟชั่นเฮาส์แบรนด์ดังระดับโลก

Kristen เป็น The Face of Florabotanica ของ Balenciaga มาตั้งแต่ปี 2012 และ เมื่อเร็วๆนี้ เธอก็ยังเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับน้ำหอมกลิ่นดอกไม้ที่จัดจ้านกลิ่นใหม่ Rosabotanica  และในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว  เธอได้รับการประกาศให้เป็น The New Face of CHANEL’s Pre-Fall collection ซึ่งแคมเปญโฆษณาจะเปิดตัวในเดือนพฤษภาคมนี้

“ตอนฉันอายุ 14 ฉันได้ถ่ายแฟชั่นกับ Bruce Weber ให้กับ Interview Magazine และฉันได้เจอกับ  Nicholas Ghesquiere  (ซึ่งในเวลานั้นเขาเป็นครีเอทีฟไดเรคเตอร์ของ Balenciaga และตอนนี้เขามารับตำแหน่งใหญ่ที่ Louis Vuitton)  ฉันมองดูแฟชั่นในตอนนั้นอย่างผิวเผิน ด้วยคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ฉันชอบ  และอีกสองปีต่อมา เขาก็โทรหาฉัน  สำหรับฉัน ฉันมองว่าเขาคือศิลปิน วงการแฟชั่นมีผู้คนที่ดีที่สุดและเลวร้ายที่สุด  แต่เพชรแท้ก็ย่อมต้องส่องประกายออกมา เขาเป็นดีไซเนอร์ที่ฉันอยากคลุกคลีด้วย เขาเป็นนักคิดที่สุดจะสร้างสรรค์ ถ้าฉันจะต้องเดินบนพรมแดง ถ้าฉันจะต้องเข้ามาอยู่ในวงการแฟชั่น  เขาคือคนที่ฉันต้องการจะอยู่ด้วย”

แต่ทั้งหมดนั้น การเป็นนางแบบแฟชั่นให้กับแบรนด์ดัง เสมือนเป็นตัวเลือกที่ดาราดาวรุ่งต่างทำกันในตอนนี้  และการเป็นส่วนหนึ่งในวงการแฟชั่น มันก็เป็นอะไรที่มากและเยอะพอๆกับ การที่ต้องออกสื่อ ให้สัมภาษณ์ยาวเหยียด และการเดินพรมแดง  แล้ว Kristen Stewart ยังต้องการที่จะแสดงภาพยนตร์ แฟรนไชส์ภาคต่อฟอร์มยักษ์อย่าง Snow White and the Huntsman เมื่อปี 2012 อีกหรือไม่ หรือจะรับหนังโปรเจคท์ใหญ่ หรือจะกลับไปสู่หนังฟอร์มเล็กที่ไม่มีใครรู้จัก หนังอินดี้ ที่เธอเลือกเสี่ยงที่จะแสดง อย่างเรื่อง The Runaways (2010) เรื่อง On the Road (2012) และ  Camp X-Ray  ที่ได้เปิดตัวพรีเมียร์ไปในงาน Sundance ที่ผ่านมา  ซึ่งเธอรับบทเป็นทหารผู้คุมนักโทษที่ค่ายอ่าวกวนตานาโม ซึ่งได้สร้างมิตรภาพความสัมพันธ์กับผู้ถูกคุมขัง ?  … ในขณะที่ ภาคต่อของ Snow White and the Huntsman  นั้นดูยังจะห่างไกลจากความเป็นจริง   “นั่นไม่ใช่ทางที่ฉันจะไปได้ดี” Kristen กล่าวถึงโปรเจคท์หนังทุนสูงฟอร์มยักษ์  “จริงๆแล้วฉันชอบที่จะทุ่มตัวเองลงไปในสิ่งใหม่ที่ฉันไม่รู้จัก แล้วค้นหาหนทางของฉันมากกว่า ฉันไม่ได้อยากจะแค่โชว์อะไรสักอย่างให้ใครๆดู ฉันอยากให้ผู้คนมองสิ่งที่ฉันกำลังทำและค้นหาสิ่งนั้น”

Peter Sattler ผู้กำกับ Camp X-Ray ประทับใจกับสิ่งที่ Kristen แสดงให้เห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้  “บทนี้เป็นบทที่ใช้แนวคิดง่ายๆ เป็นบทที่ไม่แสดงอะไรมาก สำคัญการที่แสดงออกจากภายใน” เขากล่าว  “ทุกสิ่งอย่างแสดงออกมาให้เห็นว่าจะเป็นหรือจะตายทางสีหน้าของเธอ นี่เป็น a game of inches, not yards เป็นเกมส์การตัดสินที่วัดกันนิ้วต่อนิ้วไม่ใช่หลาต่อหลา .. (เปรียบเทียบกับการตัดสินกีฬาอย่างเช่นอเมริกันฟุตบอล ที่ใช้ไม้วัดกันเห็นๆ อย่างละเอียด นิ้วต่อนิ้ว /ppompam)  การที่เธอตอบรับโดยการเลือกบทที่ไม่เหมือนกับบทไหนๆที่เธอเคยแสดงมาก่อน  เธอจำต้องค้นหาขอบเขตใหม่ เธอจำเป็นต้องเอาตัวเองไปโหนอยู่บนขอบผาสูง มันต้องใช้ความกล้ามากๆ ที่จะพูดว่า  ‘I don’t care what people expect of me or what they think about me doing this role ฉันไม่แคร์ว่าผู้คนคาดหวังอะไร หรือคิดอย่างไรกับฉัน ที่ฉันแสดงบทนี้’  มันเป็นการบอกว่า เธอต้องการให้คำจำกัดความกับตัวเอง ไม่ใช่ให้ผู้คน คนอื่นๆ ที่ต้องการจะมาให้คำจำกัดความต่อตัวเธอ .. เธอต้องการเติบโตมากขึ้น นั่นต่างหากคือสิ่งที่เกี่ยวกับเธอในเวลานี้  เธอเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์อย่างไม่น่าเชื่อ เธอจะต้องกำกับหนัง เขียนหนังสือ หรือ ตั้งวงดนตรี “ 

Julitte Binoche นักแสดงร่วมอีกคนของ Kristen Stewart ในเรื่อง Cloud of Sils Maria (กำหนดฉายในปี 2014s)  เรียก Kristen ว่า a soul explorer นักแสวงหาแก่นของจิตวิญญาณ  เธอรู้ตัวว่าเธอต้องการที่จะเสี่ยง แต่ก็ไม่เสมอไปที่จะรู้ได้ว่า ความเสี่ยงนั้นจะพาเธอไปยังจุดไหน  เธอเป็นจีเนียส อัจฉริยะ และนั่นทำให้เธอรู้สึกเขินอายในบางครั้ง  การแสดงเป็นอะไรที่เหมือนกับไฟ และ Kristen มีไฟนั้นมากมายในตัวเธอ  เธอมีความอยากรู้ และ ต้องการค้นหาสูงมากเท่ากับความหลงไหล passion ที่เธอมี  เธอชอบที่จะเอาตัวเองไปอยู่ในจุดอันตราย และ ดูว่าเธอจะสามารถเอาตัวรอดได้ไหม”   (… จำได้ว่า เคยพูดไปหลายครั้งว่า Kristen ไม่เคยเลือกทำอะไรที่ Play Safe..อย่างดาราส่วนมากเลือกทำ ตัดสินใจไปเลย ถ้าผิดโดนด่าก็ยอมรับ แต่ถ้าสำเร็จ รอดมาได้นั่นคือโบนัสของชีวิต /ppompam)

Stewart แอบครวญว่า เธอไม่ได้เจอกับโปรเจคท์ที่เธอต้องการมากนัก โปรเจคท์ที่ “กระตุ้นให้ฉันอยากทำจริงๆ” ส่วนหนึ่งในสาเหตุนั้นก็คือ ในปี 2013 ที่ผ่านมาเธอแทบจะไม่ได้ทำงานแสดงเลย  แต่เธอได้ออกไปเดินทางโรดทริปกับเพื่อนๆ ไปที่   New Orleans  (HERE
& HEREและ Nashville (HERE)  ใช้เวลากับงานเขียน และ เล่นกีตาร์ และ กลับไปเฮฮากับเพื่อนๆ สาวๆ Valley Girls ที่เธอเคยแฮงค์เอาท์ด้วย ที่ AMC promenade ใน Woodland Hills สมัยเรียน มัธยมต้น (Middle School)

Kristen มีความภูมิใจอย่างเข้มข้น กับการเป็นสาวน้อยที่เติบโตมาจาก The Valley ในแคลิฟอร์เนีย และเธอยังคงเป็นตัวแทนของเด็กๆ ที่อยู่ในพื้นที่รหัสโทรศัพท์ที่ขึ้นต้นด้วย  818  ซึ่งเป็นรหัสโทรศัพท์ของเด็กๆ  ที่มองว่าเขต Hollywood, Beverly Hills, และ บริเวณใกล้เคียงทางด้านตะวันตกของ Hollywood เป๋็นอีกโลกหนึ่ง

(* Nice to Know* 818 เป็นรหัสโทรศัพท์ที่ใช้ร่วมกันของท้องที่ของคนชั้นกลางซึ่งส่วนมากจะเป็นแก๊งค์ผิวสี หรือ ชาวเม็กซิกันกับบางพื้นที่ของ Hollywood, Beverly Hills, และ West Hollywood ซึ่งเป็นเขตของคนขาวหรูหรามีอันจะกิน แต่ใช้รหัสโทรศัพท์ขึ้นต้นด้วย 818 ร่วมกัน  ซึ่งต่อมาก็มีการแยกออกไป /ppompam) 

ครอบครัวที่สนิทสนมแนบแน่นของ Kristen นั้นมีพี่ชาย 3 คน และ พ่อกับแม่ซึ่งทำงานอยู่ในวงการบันเทิง  ซึ่งยังคงมาจาก “other America,” คืออีกโลกหนึ่งของอเมริกากับที่เธออยู่  …  และ The Valley ในความคิดของ Kristen คือ “ได้ปั่นจักรยานไปตามถนนที่อากาศร้อนแทบบ้า”   และอะไรที่เป็นแรงผลักดันของเธอ Kristen บอกว่า  “The West side .. ฝั่งตะวันตก (ของ Hollywood) และ อะไรพวกนั้นจะเป็นแบบว่าดูถูกดูแคลนกันนิดๆ  เหมือนกับว่าเป็นธรรมเนียมไปแล้ว ฉันคิดว่าเด็กฉลาดๆจากฝั่ง Valley มีแรงกระตุ้นในการเอาตัวรอดมากเป็นพิเศษนิดหน่อย เพราะผู้คนต่างติดเบียดเสียดกันอยู่ที่นั่น แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันรักมัน และ  ที่นั่นเป็นสถานที่ที่สุดยอดในการสร้างครอบครัว”

(“John Stewart พ่อของ Kristen เป็นผู้จัดการเวที และ แม่ Jules Mann Stewart เป็นสคริปท์ ซุปเปอร์ไวเซอร์”… นี่เป็นคำขยายอธิบายของคนสัมภาษณ์ ซึ่งชัดเจนว่าไม่ได้ทำการบ้านก่อนจะเขียน .. ถ้าคุณไม่ได้อยู่หลังเขา ก่อนที่คุณจะเขียน และมาสัมภาษณ์ Kristen คุณจะต้องรู้ว่า บทบาทล่าสุดของ MamaStew คือการเป็นผู้กำกับ ไม่ใช่คนเขียนบท คิดสิว่า คุณจะเลือกใช้บทบาทไหนอธิบายอาชีพของ MamaStew คนเขียนบทเมื่อสามสี่ปีก่อน หรือ ผู้กำกับ K-11 ที่ฉายไปเมื่อปีที่แล้ว/ppompam)


(ถึงตรงนี้ คนสัมภาษณ์เขียนว่า การเลิกกันของ Kristen กับ Rob ในปี 2012 .. ย้ำ 2012 .. คนสัมภาษณ์หลงปีหลงเดือนหรืออย่างไร ?? .. คนสัมภาษณ์เขียนความคิดตัวเองลงไปว่า .. การเลิกกัน “อาจจะ” เป็นแรงกระตุ้นให้ Kristen หลบลี้จากวงการในปีนั้น และออกไปโรดทริป  Her breakup with Pattinson in 2012 may also have instigated her year of partial exile

และ จากนี้ก็เป็นความคิดเห็นของคนสัมภาษณ์ล้วนๆ .. ไม่มีคำถามให้เราได้รับรู้เลยว่า เขาถาม Kristen ว่าอย่างไร ..

… ระหว่างการเดินทางโรดทริป ที่ Kristen ไปช่วยเพื่อนสาวย้ายที่อยู่ไปยัง New Orleans  (HERE & HERE)
และ ทำให้ Kristen ได้ครุ่นคิดทบทวนกับชีวิต และ บางทีความผิดที่ใหญ่ที่สุดที่คุณอาจจะทำมัน นั่นคือการควบคุมหัวใจของคุณเอง …  (นี่คือคำบรรยายของคนสัมภาษณ์ ไม่ใช่คำถาม เราไม่รู้ว่าคำถามคืออะไร เรามีเพียงคำตอบของ Kristen)

 “คุณไม่รู้หรอกว่าคุณจะตกหลุมรักใคร คุณไม่รู้เลย คุณไม่สามารถควบคุมมันได้  คนบางคนมีอะไรบางอย่าง ที่ประมาณว่า ‘นั่นคือสิ่งที่ฉันจะต้องทำให้ได้มา’ และฉันเองก็มีเวอร์ชั่นความคิดส่วนตัวเกี่ยวกับมันเช่นกัน  ฉันไม่กดดันตัวเอง .. ถ้าคุณตกหลุมรักใครสักคน คุณต้องการที่จะครอบครองเป็นเจ้าของพวกเขา .. แต่จริงๆน่ะหรือ .. ทำไมคุณถึงต้องการ (ครอบครอง) แบบนั้น ? คุณต้องการให้พวกเขาเป็นในสิ่งที่คุณรัก  .. ฉันยังเด็กเกินไปที่จะสามารถตอบคำถามนั้น” 

Stewart ยอมรับกับความต้องการที่วันหนึ่งเธอจะมีลูก (และเชื่อในการรับเด็กบุญธรรม – Kristen มีพี่ชายบุญธรรมสองคน คือ Dana & Taylor/ppomoam) และ รื้อฟื้นชีวิตวัยเด็กอันมีความสุขที่เธอมี  “ฉันมี (ชีวิตวัยเด็ก) ที่ดีมาก ดีเกินไปด้วยซ้ำ ถ้าฉันต้องวางเงินแลกกับมัน แน่นอนฉันจะทำ แต่คุณได้มันมาแบบว่า .. แต่กระนั้นมันยังไม่ถึงตรงจุดนี้ “ เธอกล่าวพลางหัวเราะ  “ฉันหมายถึงว่า ณ จุดนี้ ฉันก็ยังไม่สามารถบอกคุณได้เลย ว่าฉันอยากจะออกไปแฮงค์เอาท์ในคืนวันเสาร์นี้หรือเปล่า”

ในการเดินทางไกลโรดทริป เมื่อปีก่อน Kristen และเพื่อนๆ ขับรถผ่านรัฐ Texas  (Texas- New Mexico Roadtrip) ซึ่งเป็นสถานที่ ที่เธอเขียนบทกวีขึ้นมา บ่อยครั้งที่เธอเขียนบทกลอนที่ถึงอารมณ์เล็กๆ ขึ้นสักวรรคหนึ่ง หรือ คำอะไรสักคำ หรือ ประโยคคล้องจอง แล้วนำมันมาเรียบเรียงในรูปแบบ ด้วยวิธีที่ตัวเธอเองก็ไม่เข้าใจ แต่ด้วยอะไรบางอย่าง เธอเชื่อว่า  มันเป็นองค์ประกอบสำคัญของการมีเหตุและผล และ จิตใจที่มั่นคงของเธอ 

บทกวีบทนี้ แต่งขึ้นหลังจากที่ Twilight Saga ปิดฉากลง .. บทกวีนี้ มีความดิบ ที่ไม่ได้เสริมแต่ง .. และ ก่อนที่เธอจะอ่านเสียงดังๆ ให้ฟัง .. เธอบอกว่า

 “โอ มาย ก็อด นี่มันน่าอายมากๆ จริงๆ  ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันกำลังทำอะไรแบบนี้ “

.

MY HEART IS A WIFFLE BALL/FREEDOM POLE

I reared digital moonlight

You read its clock, scrolled neon
across that black
Kismetly… ubiquitously crestfallen
Thrown down to strafe your foothills…
I’ll suck the bones pretty.
Your nature perforated the abrasive
organ pumps
Spray painted everything known to man,
Stream rushed through and all out into
Something
Whilst the crackling stare down sun snuck
Through our windows boarded up
He hit your flint face and it sparked.
And I bellowed and you parked
We reached Marfa.

One honest day up on this freedom pole

Devils not done digging 
Hes speaking in tongues all along the 
pan handle

And this pining erosion is getting dust in 

My eyes 
And Im drunk on your morsels
And so I look down the line 
Your every twitch hand drum salute
Salutes mine…
.
.

บทกวีของเธอ .. Kristen บอกว่า มันก็มีที่มาที่ไปเหมือนกับการแสดงของเธอ   “ฉันชอบที่ตัวเองสามารถที่จะทำอะไรได้ตรงจุด เหมือนทุบอะไรเข้าเป้า แบบว่า ‘There it is นั่นมันต้องอย่างนั้น’ ฉันไม่อยากให้มันฟังดูแม่งขี้อวดหรืออะไร .. แต่หลังจากที่ฉันเขียนอะไรบางอย่างไปแล้ว .. และ รู้สึกว่า  ‘Holy fuck, แม่ง นั่นมันโคตรบ้าเลยจริงๆ’ มันก็เหมือนกับการแสดงนั่นแหละ ถ้าเวลาที่ฉันแสดงในฉากดีๆ ฉันก็จะประมาณว่า  ‘Woah, that’s really dope ..  โว้ว .. นั่นมันสุดยอดไปเลย’ เสมอๆ” 

มีเพื่อนเก่าสองสามคนของเธอจากสมัย 818 ได้แวะเข้ามาหา  แล้วไปยืนออกันอยู่ที่ โต๊ะเขียงไม้ใหญ่ตรงกลางครัว  “a butcher-block island”  แล้ว Kristen ก็ผสมเนื้อของน้ำผลไม้ที่เทจากเครื่องคั้นเข้ากับข้าวกล้อง และ เนื้อไก่ ในชาม แล้วส่งต่อให้เพื่อนๆ ในวง พวกเขากำลังคุยกันถึงเรื่องกลุ่มอ่านหนังสือ Book Club ของพวกเขา ซึ่งพวกเขาเพิ่งจะอ่านเรื่อง Less Than Zero ของ Bret Easton Ellis จบกันไป และ ตอนนี้กำลังอ่านเรื่อง Sexus ของ Henry Miller กันอยู่

(ถ้าจำได้ ฉันเคยเล่าเรื่อง Book Club ของกลุ่ม The OG ที่ตั้งขึ้นมาเมื่อต้นปี 2013 และ มาตั้งวงรอบกองไฟอ่านกันที่ LF2  ในช่วงที่ Rob ไปถ่ายทำ The Rover  ช่วงที่ Marcus & Jack มาร่วมวง Book Club ด้วย .. ถ้ายังจำกันได้ …  และ ด้วยการกล่าวถึง Book Club นี้เองทำให้ฉันอนุมานได้ว่า การสัมภาษณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน Nov ต่อต้นเดือน Dec 2013 เพราะเป็นช่วงที่ The OG  อ่านเรื่อง Sexus กันในกลุ่ม Book Club  ซึ่งเพื่อนๆ The OG ได้โพสท์รูปหนังสือเล่มนี้ใน Instagram ของพวกเขาในช่วงเวลานี้ และ Kristen ยังได้ไปคอมเมนท์ตอบอีกด้วย / ppompam)

.

Stewart เป็นหนอนหนังสือ เป็นนักอ่านที่ชอบอ่านหนังสือมากๆ มาตั้งแต่เด็กๆ  ตั้งแต่เธอเริ่มอ่านสคริปท์บทหนัง  (ตอน 9 ขวบ เธอแสดงหนังเรื่องแรก (ที่มีเครดิตชื่อของเธอ) คือเรื่อง The Safety of Objects กำกับโดย Rose Troche ซึ่งอ้างอิงจาก คอลเลคชั่นเรื่องสั้นของ A. M. Homes)   มีสิ่งหนึ่งที่ Kristen รู้สึกเสียดายก็คือ การเรียนในวิทยาลัย  

“ความรู้สึกหนักหนาสาหัสที่ใหญ่หลวงที่สุดที่ฉันเคยพานพบมาก็คือ การที่ต้องเลือกทำงานแทนที่จะได้ไปโรงเรียน  ตอนนั้นฉันกังวลกับการปล่อยให้ประสปการณ์เฉพาะซึ่งหาที่ไหนไม่ได้จะต้องหลุดมือไป  อย่างเช่นหนังแต่ละเรื่อง ที่แบบว่า ‘Fuck,I have to do that movie .. แม่งเอ๊ย ฉันจะต้องเล่นหนังเรื่องนั้น‘  ฉันเพิ่งแสดงหนังของ Tim Blake Nelson จบไป (Anesthesia ซึ่งเพิ่งจะปิดกล้องไปปลายเดือน November 2013 >> Anesthesia 1 & Anesthesia 2) และเขาฉลาดปราดเปรื่องมากๆ ถ้าฉันฉลาดได้อย่างเขา ฉันก็คงสามารถมีคำพูดไว้ใช้ตัดบทสนทนากับใครๆได้ เพราะฉันรู้ว่าฉันมีประโยคพวกนั้นอยู่ในหัว (Kristen ใช้คำว่า killer conversation ซึ่งหมายถึง คำพูด หรือ ประโยคที่เอาไว้ใช้จบบทสนทนากับคนบางคนที่ไม่อยากคุยค้วย และ คำ หรือ ประโยคเด็ดพวกนี้จะเป็นคำสั้นๆ สองพยาค์ หรือ ประโยคที่กระชับแต่เจ๋งโดนอย่างจัง ประมาณนั้น/ppompam) ฉันไม่มีคำพูดเหล่านั้นที่เปรียบเหมือนตัวช่วยที่จำเป็นซึ่งสามารถปรับใช้ได้อย่างดีเหมือนกับเขา ฉันแสดงบทของนักศึกษาที่กำลังจะจบปริญญาโท วิชาเอกปรัชญา จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และฉันคิดว่าตัวฉันฉลาด แต่แน่นอนว่าไม่ได้ฉลาดในการเรียนหนังสือ”

เพียงหนึ่งปีที่ผ่านมาที่ทำให้เธอรู้สึกมั่นใจว่า แม้ว่าเธอไม่ได้ทำงานมาทั้งปี แต่เธอก็ไม่ได้ถูกลืม หรือ รู้สึกว่าเธอพลาดเรื่องอะไรไป  “มันย่อมจะมีเรื่องราวที่จะต้องบอกเล่าเสมอ และ ย่อมจะต้องมีแรงขับดันแบบนี้อยู่ในตัวฉันเพื่อเสาะหามัน (เรื่องราวเหล่านั้น) ให้เจอ”

ขณะนี้เธอมีชื่อนำแสดงในเรื่อง  ‘Equals’ ภาพยนตร์ดดัดแปลงของ George Orwell แสดงคู่กับ Nicholas Hoult ซึ่งจะเริ่มเปิดกล้องในเดือนกรกฎาคม 2014  และในเดือนหน้า เธอจะถ่ายทำเรืิ่อง American Ultra ภาพยนตร์ตลกแอคชั่น ซึ่งเธอจะกลับมาพบกับ Jesse Eisenberg เพื่อนนักแสดงร่วมที่เคยแสดงด้วยกันในเรื่อง  Adventureland (2009)  (American Ultra จะเริ่มถ่ายทำ ในวันที่ 14 เมษายน อย่างที่ได้อัพเดทไปแล้วหน้าเวป /ppompam) 

 “เธอเป็นคนที่แอคทีฟ กระตือรือร้น ตัวจริงเสียงจริงไม่มีเสแสร้ง” Jesse Eisenberg  กล่าวถึง Kristen “เธอเป็นคนประเภทที่มีหลักการ ที่จะทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่างด้วยพลังที่เธอมี ทำให้เธอทรนงและรอบคอบระมัดระวังอย่างสูง  และ เธอก็จะสู้ต่อต้านมัน เพื่อสร้างเครดิตให้ตัวเธอเอง เธอไม่สามารถที่จะเข้าถึงผู้อื่นได้มากไปกว่านี้ และ ทั้งใจกว้างมีน้ำใจต่อสังคม แคร์และเอาใจใส่คนอื่นๆ เธอเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจคนอื่นได้ง่ายๆ เพราะสิ่งแรกที่เธอนึกถึงนั้นไม่ใช่ความสะดวกสบายของตัวเธอเอง หรือ ชื่อเสียงของเธอ แต่เธอนึกถึงคนอื่นก่อนเสมอ”

(ใครหนอ .. เคยพูดถึง Kristen ไว้เช่นนี้เหมือนกัน .. ลองย้อนหาดู)

Stewart จุดบุหรี่ตัวใหม่ .. และเราได้เตือนเธอถึงบางเรื่องที่เธอพูดไว้ก่อนหน้านี้   “ฉันมีความสามารถพิเศษที่น่าขายหน้ามากๆ  พูดจริงๆ นะ กับการที่จะต้องแกล้งทำเป็นมีชีวิตชีวาล้นเหลือ”  และนั่นคือสิ่งที่เธอจะต้องทำ เธออธิบายว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอจะต้องออกสื่อเพื่อโปรโมทหนังเรื่องใหม่ “ฉันก็แค่ไม่เก่งเอาเสียเลยในการออกทีวี และนั่นก็ไม่ใช่เป้าหมายหลักในชีวิตที่ฉันจะต้องทำมันให้ได้ดีเสียด้วยสิ  ผู้คนชอบแบบว่า  ‘ดูสิ เธอไม่สามารถที่จะรับมือ กับการหาคำพูดที่ดีกว่านั้น ..กับแสงสปอทไลท์’  ไม่ใช่เลย อันที่จริง ฉันไม่สามารถเลยต่างหาก และ ทั้งหมดนั่นล่ะคือตัวฉัน  ฉันรักการเป็นนักแสดง ฉันน่ะเป็นคนสุดท้ายเลยล่ะมั้งที่อยากจัดงานวันเกิดตัวเอง  และฉันก็ไม่พยายาม หรือ ฝืนบังคับ หรือ เปลี่ยนมันไปเป็นอะไรอย่างอื่นที่ไม่ใช่ฉัน หรือ เสแสร้งแกล้งทำลักษณะของฉันแบบนี้  ดังนั้นฉันจึงเห็นด้วยทุกประการเวลาที่ผู้คนพูดว่า .. ฉันน่ะ เป็นคนเงอะงะ เคอะเขินเป็นที่สุด” 

และ Kristen ได้นำเรื่องนี้ย้อนกลับมาพูดถึงความปรารถนาที่ต้องการสื่อความจริงผ่านอารมณ์กวี  “ถ้าคุณทำอะไรด้วยเนื้อแท้อย่างจริงใจแล้วล่ะก็ คุณจะไม่เสียใจเสียดายกับอะไรทั้งสิ้น .. If you’re operating from a genuine place, then you can’t really regret anything.”

/

.

CHOICE WORDS

Kristen เกือบจะเลิกการแสดงตอนอายุ 9 ขวบ : “ฉันได้ไปคัดตัวแสดงหลายครั้งมานานเป็นปีก่อนที่ฉันขะได้บทแสดง แล้วฉันก็บอกแม่ว่า ฉันยอมแพ้แล้วล่ะ ฉันแบบประมาณว่า  ‘หนูไม่อยากให้แม่ขับรถพาหนูตระเวณไปทั่วแอลเออีกต่อไปแล้ว ถ้ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันก็ไม่คุ้มกันหรอก’  พวกเขาคิดว่าฉันดูเหมือนเด็กผู้ชาย ฉันไม่คิดว่ามันจะสำเร็จ และ จริงๆอย่างที่พูด ในวันนั้นเองฉันก็ได้รับบทในเรื่อง The Safety of Objects ซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกของฉัน”

ความปรารถนาอยากทำงานการกำกับ : “ไอเดียของการสร้างหนังทำให้ฉันกลัว เพราะฉันต้องการทำให้มันวิเศษอเมซิ่ง ที่ผู้คนดูแล้ว .. ฉันไม่อยากได้ยินแบบว่า  ‘โอววว ช่างดีอะไรอย่างนี้ หนังเล็กๆเรื่องแรกที่เธอกำกับ’ ฉันต้องการให้มัน ‘Boom!’ ดังเปรี้ยง!”

 M.O. “modus operandi” กับแนวทาง การจัดการ หรือ สไตล์การทำสิ่งต่างๆ ของแต่ละบุคคล : “ฉันเป็นคนประเภทที่หัวรุนแรงสุดโต่ง  ฉันไม่ต้องการที่จะทำงานจริงๆ เว้นแต่ว่าเลือดกำลังไหลหมดตัว และ ถ้าฉันไม่ได้กำลังทำงานละก็ อย่าได้มาพยายามคาดหวังวาดแผนการณ์อะไรกับฉันเลยเชียว”

กับการถูกตัดสินในฐานะ a peril of fame : ”ฉันยืดอกยอมรับกับทุกความผิดที่ฉันเคยทำ ดังนั้น ใครจะตัดสินฉันอย่างไรก็ได้เลย  ..  I stand by every mistake I’ve ever made, so judge away.”

On being less inhibited: ”ฉันเป็นคนที่ประมาณว่า  ‘ถ้าคุณสร้างกำแพงขึ้นมามากเกินไป คุณก็ไม่สามารถมองเห็นด้านนอก นั่นคือคุณกำลังจำกัดของเขตชีวิตของคุณอย่างรุนแรงรวดเร็วในวิถีทางที่น่าเศร้า’  ดังนั้นฉันจึงพูดเสมอว่า ‘ฉันจะไม่สร้างกำแพงอะไรใดๆ และ ฉันก็ไม่พยายามที่จะทำลายมันลงเช่นกัน’  และ มันดูเหมือนกับเป็นการป้องกันตัวเอง แน่นอนว่ามันเริ่มต้นมาจากการป้องกันตัวเองนั่นแหละ แต่ในเวลานี้ จริงๆแล้วฉันกำลังให้มันดำเนินไป เหมือนกับว่า ฉันไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในป้อมปราการ”

On drugs: “ฉันเป็นคนประเภทชอบควบคุมให้อะไรๆอยู่ในคอนโทรล  ฉันดีใจนะที่เกิดมาในยุคสมัยนี้ เพราะฉันคิดว่าถ้าฉันโตมาในสมัยพ่อแม่ของฉัน ที่เป็นยุคของการแสวงหา ยุคของยาเสพติด และ อะไรบ้าๆบอๆ พวกนั้น ฉันไม่คิดว่าฉันจะรับมือเรื่องยาเสพติดได้ดี”

.

 Behind the cover: Fashion

Age: 23

Current residence: Los Angeles.

Tomboy-Chic: The actress arrived in dark 7 For All Mankind jeans, an E.C. Star zip-up hoodie, and black Vans sneakers.

Girls Rock: Her playlist included tunes from indie-rock star Feist and sister act Haim.

Scene Partner: She was joined by her puppy Cole, named after her Camp X-Ray character. The black rescue dog felt right at home on set, even posing with the actress.

Sweet Greens: After Stewart noticed a bunny on the property, the animal lover fed it dried mango and leftover salad from the catering table.

/
.

Behind the cover: Beauty

Hair: Hairstylist Adir Abergel gave Stewart’s hair subtle body by applying a volumizer to the roots before blowdrying, then added a lightweight oil to the ends for a more deconstructed feel. With the juxtaposition of texture and a blunt cut he gave Stewart that morning. Abergel was able to keep the look moderne and fresh.

Makeup: For Stewart’s au naturel look, makeup artist Jillian Dempsey started by dabbing on concealer to polish skin and focused on creating a strong brow by using upward strokes with a chocolate pencil. “Because of the symmetry of Kristen’s face, she can handle more intensity around her eyes,” Dempsey says.
Nails: Manicurist Kimmie Kyees kept nails clean by buffing and applying a sheer pink hue.

..

Translation : ppompam

.

.

Rambling

อย่างแรกที่จะชี้ให้เห็นก็คือ … เราไม่ทราบเลยว่า คำถามของการสัมภาษณ์นี้คืออะไร ว่าอย่างไรบ้าง และทั้งหมดทั้งสิ้นคริสพูดถึงเรื่องงาน…

และ วันที่สัมภาษณ์กับวันที่ถ่ายแฟชั่นเป็นคนละวันกัน

จำไว้ว่า นี่คือ Printed Interview .. ที่ใส่ความคิดเห็นของคนเขียนเข้าไป เติมสี เข้าไป ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่อง Rob ในสัมภาษณ์นี้แล้ว ฉันชอบบทสัมภาษณ์นี้ (แม้จะชัดเจนว่า คนสัมภาษณ์คนนี้ ไม่ได้ทำการบ้านมาก่อน แต่หยิบเรื่องราวมาจากแทบลอยด์)

ประโยคนี้ … Her breakup with Pattinson in 2012 may also have instigated her year of partial exile คนสัมภาษณ์เขียนความคิดตัวเองคงไปว่า .. การเลิกกัน “อาจจะ” เป็นแรงยั่วยุให้ Kristen หลบลี้จากวงการในปีนั้น และออกไปโรดทริป เป็นความเห็นของคนเขียนล้วนๆ และ คงพลาด หรือ ตาบอดอย่างรุนแรง ที่ไม่เห็นรูปของทั้งคู่ตลอดทั้งเดือน April 2013 ที่ผ่านมา
.
และ จากคำถามในโพสท์ก่อน  HERE  ว่า Kristen จะยอมให้คนสัมภาษณ์มาที่ LF2 หรือ ถ้าเธอยังคงอยู่ที่นั่น..ร้านอาหารใกล้บ้านหรือ โรงแรมคือตัวเลือกแรกของเธอเสมอ ลองย้อนไปอ่านสัมภาษณ์เก่าๆ ตลอดสี่ห้าปีนี้ได้เลย นอกจากว่า Kristen ไม่ได้อยู่ที่ LF2 แล้ว (ฉันบอกหลายครั้งแล้วว่า LF2 คือปาร์ตี้เฮาส์ และ sage ก็มาถ่ายวีดีโอที่นี่.. คิดดูสิว่าดาราที่รักความเป็นส่วนตัวที่สุด จะเปิดบ้านที่เธออยู่ให้แบบนี้หรือ.. เธอไม่ใช่ ครอบครัวคาเดเชี่ยนนะ..)

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามที่เรารับรู้ผ่านบทสัมภาษณ์นี้ มันเป็นเพียง 0.0001/100 ในชีวิตจริงของ Kristen เธอไม่มีทางพูดทุกเรื่องในชีวิตของเธอให้โลกรู้  ซึ่งแน่นอนว่า คนสัมภาษณ์เอามาเรียบเรียงเขียนต่อภายหลังจากที่สัมภาษณ์ Kristen แล้ว

อ่านสัมภาษณ์ลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสัมภาษณ์ใครก็ตามดารานักการเมือง นักกีฬา คนดัง.. จำไว้ว่า ล้วนแต่โดนอิดิธ ตัดเติม แสริมแต่ง แล้วทั้งนั้น เพื่อเรียกความน่าสนใจของตัวแมกกาซีน เพิ่มยอดคลิก ยอดขาย หรืออะไรก็ตาม ดังนั้น สัมภาษณ์วีดีโอ ดีที่สุด ดูอย่าง Rob Dior เป็นต้น หรือ InStyle Germany  ที่แทบหาความจริงไม่ได้เลย บอกว่า Kristen เล่นทวิตเตอร์ Kristen โพสท์รูป Rob  หมาน้อยตัวใหม่ชื่อ Bailey  ซึ่งชื่อนี้ คนเขียนก็ไปลอกเรื่องโกหกมาจาก HollywoodLies ซึ่ง HollywoodLies มาขโมยเรื่องโกหกจากแฟนดอมใน twitter  อีกที ..

“I stand by every mistake I’ve ever made, so judge away,”

สื่อกอซซิป เอาประโยคนี้ของ Kristen ไปเล่นแร่แปรธาตุ ตีความกันสนุกสนาน พยายามโยงประโยคนี้กลับไปหา RuPig  อย่างที่ฉันเคยพูดเกี่ยวกับ Printed Interview ของ Rob & Kristen ว่าล้วนแต่   taken out of context พยายามโยงให้มัน ‘คาว’ เข้าว่า รวมทั้งคำว่า No Regret ที่โปรยหน้าปกเล่มนี้  สื่อพากันตีความว่า เธอไม่รู้สึกสลด สำนึก เศร้าเสียใจกับความผิดที่เธอทำ แต่ถ้าคุณอ่านบทความทั้งหมดคุณจะทราบว่า  Having No Regret นั้น หมายความว่า … “ถ้า คุณทำอะไรด้วยเนื้อแท้แอย่างจริงใจแล้วล่ะก็ คุณจะไม่เสียใจเสียดายกับอะไรทั้งสิ้น .. If you’re operating from a genuine place, then you can’t really regret anything.” เธอพูดถึงเรื่องทั่วไปต่างหากเล่า
และไอ้คนที่เข้าไปร่วมด่าว่าเธอนั้น อ่านบทความทั้งหมดแล้วหรือยัง ที่จับไปกระเดียด …  หนังสือพาดหัวเอาทุกเรื่องที่ฟังแล้วคาว และ สามารถดึงให้เข้าเรื่อง RuPig ได้เพื่อเรียกให้คนอยากรู้ และซื้อหนังสือ  .. เช่นคำว่า  Romance , On Risk , Having No Regret .. ฟังแล้วโยงเข้าหากันได้เป็นเรื่องเดียวกัน แต่ถ้าคุณอ่านทั้งหมด คุณก็จะรู้ว่า มันคนละเรื่อง คนละความหมาย คนละวรรคตอนกันเลยกับที่พาดหน้าปก .. มันเป็นวิธีหนึ่งที่จะเรียกเงินจากคนอ่าน .. แต่จะบิดเบือนเสริมแต่งอย่างไร .. ความจริงก็ยังคงเป็นความจริง !!
/
หลายคนคิดว่า เธอจะต้องชดใช้ความผิดที่เธอทำไปตลอดชีวิต .. ถามหน่อยเถอะ ถ้าเป็นคุณ คุณจะยืดอกรับผิด ขอโทษ และ ชดใช้กับความผิดอย่างที่เด็กสาวรับไว้ไหม ?? เธอไม่ได้บอกว่าเธอไม่เสียใจ เธอไม่ได้บอกว่าเธอไม่ได้ทำใครเจ็บปวด เธอแค่บอกว่า เธอก้าวเดินต่อ เธอใช้ชีวิตต่อ นี่คือชีวิตของเธอ ใครจะตัดสินเธอว่าอย่างไร … เชิญ !!

คนอ่านเหล่านั้น เป็นคนทั่วไป ที่รู้จักนักแสดง หรือ ดารา ผ่านสื่อ ผ่านหนังที่พวกเขาเล่น และ คนพวกนั้นไม่ได้ติดตามเรื่องราวของ Kristen ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที อย่างเรา อย่างฉัน ในเวปนี้ ไม่ได้อ่านทุกสัมภาษณ์ ไม่ได้ฟังทุกคลิป  .. พวกเขาไม่รู้หรอกว่า Kristen และ Rob ไม่มีทางที่จะพูดถึงเรื่องส่วนตัวของพวกเขา Rob & Kristen จะพูดในเรื่องที่พวกเขาต้องการจะบอก แชร์ให้แฟนๆรู้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการให้รู้ เท่านั้น คนอื่นๆ ที่ไม่รู้นิสัยเหล่านี้ของทั้งคู่ก็คิดว่า คงเหมือนดาราบางประเภท ที่ยอมให้คนนับสิบเข้าไปตั้งกล้องส่องถึงห้องนอน .. และ คนอ่านที่รู้จักเธอผ่านสัมภาษณ์ และ ผ่านข่าวของ RuPig ก็เข้ามารุมคอมเมนท์ ตัดสินเธอราวกับโกรธแค้นมาจากชาติปางก่อน

.

ว่ากันถึง ‘บ้าน’ สถานที่ ที่ใช้สัมภาษณ์ .. แค่เรารู้ว่า Bear, Bernie และ  Cole อยู่ด้วยกันที่ LF2 หลังนี้ ก็น่าจะเพียงพอที่จะให้คำตอบกับแฟนจิตตก FlipFlop  และคำถามงี่เง่าทั้งหลาย .. ลืมกันไปแล้วหรือว่า Rob เคยบอกกับ ELLE UK 2011 เมื่อคราวโปรโมท Water for Elephants  ว่า  “I thought I would get a dog , then wherever
the dog was would kind of be MY HOME .. ผมคิดว่า เมื่อผมมีหมา ดังนั้น ไม่ว่าหมาของผมจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ที่นั่นก็เหมือนเป็นบ้านของผม”

และจากบทความแวดล้อม ทำให้เรารู้ว่า ถ้าเป็น LF2  บ้านก็โล่งมากๆ ในเวลานี้ แม้แต่เคเบิลก็ไม่ได้ติดตั้ง  ใครที่ติดตามเรื่องราวของ Kristen มาตลอด ย่อมรู้ว่า เธอไม่เคยให้นักข่าวไปสัมภาษณ์ที่บ้าน ‘บ้าน’ ที่เธออยู่อาศัยจริงๆ  และ เรารู้ดีว่า เธอติดรายการทำอาหารทางเคเบิล TV มาก แล้วเป็นไปได้ไหมที่ ถ้าบ้านหลังที่เธอให้สัมภาษณ์นี้ ยังไม่เดินสายติดเคเบิล ??  หรือ ถอดออกไปแล้ว ?? ตามสภาพที่บรรยายไว้ในสัมภาษณ์ บ้านหลังนี้ โล่ง ไม่มีของตกแต่งส่วนตัว ไม่ได้พูดถึงแม้กระทั่งรูปของครอบครัว หรือ รูปของเจ้าสามตัว .. ซึ่งถ้ามี คิดว่า คนสัมภาษณ์จะพลาดไม่พูดถึงเลยหรือ ?? เป็นไปไม่ได้ แต่ที่ไม่พูดถึงคือ มันไม่มี นอกจากรูปปั้นวางโชว์ ที่เขียนว่า FUCK เท่านั้นเอง

อันนี้พูดถึงเรา แฟนๆ ในเวปนี้ ซึ่งฉันเข้าใจว่า ติดตามเรื่องราวของทั้งคู่ใกล้ชิดกว่าแฟนๆ ทั่วๆไป ถ้าใครอ่านและใช้ ‘คอมมอนเซนส์’  คุณก็จะรู้ว่า ทั้ง Rob และ Kristen ไม่เคย ไม่มีทาง ที่จะให้สื่อก้าวล่วงเข้าไปในเขตชีวิตส่วนตัวของพวกเขา  .. ทุกครั้งที่ผ่านมา สถานที่สัมภาษณ์คือ โรงแรม ร้านอาหาร  หรือ บ้านเพื่อน (ถ้ายังจำสัมภาษณ์ที่ Baton Rough ตอนถ่ายทำ  Breaking Dawn ที่ NOLA เมื่อปี 2010 กันได้)  ดังนั้น .. ฉันฟันธง (ฟันมาหลายครั้งมากในเรื่องนี้)  .. LF2 ในตอนนี้ เหมือนจะเป็น Party House สถานที่แฮงค์เอาท์ของเธอและเพื่อนๆ  และ ในกรณีนี้ .. ก็คือสถานที่ที่ Kristen ยอมให้สื่อเข้าใช้เป็นสถานที่สัมภาษณ์ นั่นเอง
.
และเมื่อฉันอ่าน / แปล บทสัมภาษณ์ทั้งหมด และ อ่าน ฟัง ได้ยิน คำวิพากษณ์ฺวิจารณ์ จากสื่อ และ คอมเมนท์จากคนที่เรียกตัวเองว่า แฟนหนัง ตามเวป กอซซิป บล็อก ต่างๆ  ฉันขอบอกว่า สื่อเหล่านั้น ตัดเอาไปเฉพาะบางส่วนบางตอน เอาไปแปล ตีความขยาย แบบที่เรียกว่า taken out of context  และ แน่นอนว่า จะต้องเลือกเอาบทตอนที่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว การใช้ชีวิต และ พยายามดึงมันเข้าไปโยงกับเหตุการณ์ RuPig เมื่อสองปีก่อนให้ได้ และ มันก็ได้ผล  แม้กระทั่งตอนที่ Kristen พูดถึงการเรียน และ การแสดง คนสัมภาษณ์ก็ยังสอดใส่ความเห็นตัวเองเรื่องของ Rob เข้าไปจนได้
ลองแจงเป็นข้อๆ ดีไหม ว่าฉันเห็นอะไรจากบทสัมภาษณ์นี้บ้าง
/
A. ตอนนี้เรารู้แล้วว่า  LF2 ไม่ใช่บ้านที่เธอพักอยู่อาศัยอีกต่อไป ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น และ ฉันคิดว่า ฉันพูดถึงเรื่องนี้มานานหลายเดือนแล้ว นับตั้งแต่ ฮัลโลวีน ถ้าจำไม่ผิด
/
B. ข้อนี้ทำให้เรายิ้มได้ เมื่บทสัมภาษณ์กล่าวถึง Bear , Bernie และ Cole นั่งนอนดูการ์ตูนใน TV ด้วยกัน ในบ้าน
.
C. บทสัมภาษณ์ที่เป็น Printed Interview ที่ไหนๆ ในโลก ก็อีดิธ เติมแต่งทั้งนั้น แต่จะลบหรือบวก นั่นคืองานของพวกเขาที่จะให้คนเข้ามาซื้อหา คลิกอ่านหนังสือของเขา
.
D. ฉันบอกตอนต้นแล้วว่า ถ้าตัดเรื่องของ Rob ออกไป ฉันชอบบทสัมภาษณ์นี้ เพราะ Kristen เปิดกว้างมากขึ้น ให้สัมภาษณ์อย่าง ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ปิดปากสนิทถึงเรื่องราวชีวิตส่วนตัว
/

E. ใครก็ตามที่ติดตามเรื่องราวของ Rob & Kristen ในเวปของฉันมาตั้งแต่ต้น หรือ สม่ำเสมอ ก็จะรู้และเห็นถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมากขึ้นของทั้งคู่ หลังจาก Breaking Dawn 2 จบลง และในปี 2013 เราก็ได้เห็นทั้งคู่ไปไหนมาไหนเปิดเผยมากขึ้น แต่ก็โดนคุกคามจาก Papz และสื่อมากขึ้นเช่นกัน  จนกระทั่งแฟนฟิคของ Rolando เกิดขึ้นในวันเกิด Rob ..  แล้วทำไม ทำไม ทำไม คนสัมภาษณ์คนนี้ ยังจะเขียนถึงแต่ “การเลิกกันในปี 2012″  ถึงสองสามครั้งในบทความ  นั่นเป็นเพราะ 1. คนสัมภาษณ์ไม่ได้ทำการบ้านมาก่อน (หลายเรื่องมาก) หรือ 2. บทสัมภาษณ์นี้ไม่ต่างอะไรกับ บทสัมภาษณ์ของ InStyle Germany

F. MamaStew – Jules Mann-Stewart ในเวลานี้ ไม่ได้เป็นแค่  script supervisor เท่านั้น  ถ้าคนสัมภาษณ์ทำการบ้าน หาข้อมูลก่อนเขียน ก็ควรจะเขียนถึง MamaStew ว่า เป็น ‘ผู้กำกับ’  ซึ่งเป็นงานชิ้นล่าสุดของเธอ .. ใช่หรือไม่ ?

G. และ การที่คนสัมภาษณ์ ใส่เรื่อง เลิกกันในปี 2012  ถึงสองสามครั้งในบทความ แต่กลับพูดถึง Bear , Bernie ว่าอยู่กับ Kristen .. คนสัมภาษณ์ไม่รู้เลยเหรอ ว่ามีข่าวเลิกกันในปี 2013  แถม Rob ยังพราก เจ้า Bear & Bernie ไปจาก Mommy อีกด้วย  .. แล้วตอนนี้ ทั้งสองตัวกลับมาอยู่กับ Kristen ได้อย่างไร  … สำหรับพวก ignorant ทั้งหลาย ถ้าจะแย้งว่า ก็เพราะ Rob ยกให้ Kristen แล้วน่ะสิ  หรือ เอามาฝากเลี้ยงเพราะเขาไม่อยู่บ้านน่ะสิ … ขอไล่ให้พวกหล่อน กลับไปอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับหมาของทั้งคู่ ตั้งแต่ต้น ก่อนที่จะมาแย้งกับฉัน

H. และถ้าพูดถึงวันเวลาของการสัมภาษณ์ ซึ่ง Kristen บอกว่า เธอเพิ่งปิดกล้อง Anesthesia ในเดือนพฤศจิกายน หรือมากสุดต้นเดือนธันวาคม นั่นหมายความว่า Rob ยังอยู่ แอลเอ แล้วเขาจะเอาเจ้าสองตัวมาฝากเลี้ยงทำไม

J. และ สุดท้าย … Kristen ไม่มีทางเอ่ยชื่อของ Rob ในสัมภาษณ์ แน่นอน คนสัมภาษณ์ใส่ชื่อของ Rob เข้าไปด้วยตัวเอง !!

ดังนั้นฉันขอบอกว่า บทสัมภาษณ์นี้ ที่เป็นความจริงคือ quote คำพูด คำตอบของ Kristen (ที่เราไม่รู้คำถาม) ส่วนคำบรรยาย ความคิดเห็นของคนสัมภาษณ์ ฉันเชื่อเพียง 20% เท่านั้น

 .. .. ..   .. .. ..

.

มาว่าถึงบทกวีของ Kristen ที่โดนวิพากษณ์วิจารณ์ โดยใครก็ไม่รู้ จบภาษาศาสตร์มาหรือเปล่า ชีวิตนี้เคยเขียนกวีสักบรรทัดไหม ??

สำหรับ ฉัน และ คนส่วนมากในแฟนดอม ที่เราติดตามข่าว Kristen & Rob กัน 24 ชั่วโมง คิดว่า บทกวีบทนี้ ไม่ได้เป็นอะไรที่เรียกว่า  ‘personal’  หรือ เขียนถึงเรื่องส่วนตัว มันอาจจะเป็นบทกวีส่วนตัวที่ Kristen เขียนขึ้น แต่ไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเธอ … ถามว่าฉันรู้ได้อย่างไร .. เงยหน้าขึ้นไปอ่านคำตอบจากย่อหน้าข้างบน .. ถ้าเป็นบทกวีที่เขียนถึงเรื่องส่วนตัว คิดว่า คนอย่าง Kristen จะเอามาอ่านให้ทั้งโลกรู้และรุมวิจารณ์เธอไหม ??  จากเรื่องบทกวีของ Kristen ทำให้ฉันรู้ได้เลยว่า ทำไม Rob จึงไม่แชร์งานเพลงของเขาให้โลกรู้ ไม่ออกอัลบั้มเพลงของเขาเอง .. ตัวอย่างจากคนใกล้ตัวชัดเจนมาก

บทกลอนที่ Kristen แต่ง .. คนสัมภาษณ์บอกว่า เป็นตอนที่เลิกกับ Rob แล้วเดินทาง Road trip … เพื่อคนอ่านจะอ่านแล้วตีความให้เข้ากับชีวิตรักของพวกเขา ซึ่งฉันอ่าน ฉันแปลตามที่อ่าน ไม่คิดลึกซึ้ง หรือ พยายามโยงให้เข้ากับมุมมองของตัวเอง หรือ ของคนอื่น เพราะ มันคือบทกวี เราจะแปลอย่างไรก็ได้ ตามมุมมองของเรา ที่เราเห็นผ่านตัว Kristen ให้ดี สุข ทุกข์ ก็ได้ทั้งนั้น

ฉันมองห็นว่า บทกวีนี้เป็น งานศิลป์ชิ้นหนึ่ง ที่แสดงให้โลกรู้ถึงอีกความสามารถของเด็กสาวคนนี้  … เรียกว่า A Piece of Art ก็ว่าได้

และถ้า Kristen พูดถึงอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัว เธอก็จะพูดกว้างๆ ทั่วๆไป  แต่ไม่ใช่ในชีวิตจริงแน่นอน  สำหรับฉัน ซึ่งทุกคนรู้ดีว่า รัก และ ชื่นชมเด็กหนุ่มสาวคู่นี้มากขนาดไหน  ฉันมองว่า Kristen เป็นเด็กสาวที่มีความรับผิดชอบ โตเกินอายุ มีความคิดสร้างสรรค์ในทุกงานที่เธอทำ และ ความรู้สึก ไหวพริบ ความคิดของเธอ นั้นลึก เกินกว่าคนภาบนอกทั่วไปจะอ่านความคิดเธอได้  เธอเป็นผู้หญิงที่เรียกว่า knowledgeable แปลว่าอย่างไรดีล่ะ .. ฉลาด ลึก มีความรู้ และไม่ใช่ว่าทุกๆคนจะเข้าใจ และเข้าถึงความคิดความรู้สึกของเธอ .. คำพูด คำศัพท์ที่เธอใช้ บางครั้งก็ยากจะเข้าใจ .. เธอรักการอ่าน และขอบอกว่า วรรณกรรมที่เธอเลือกอ่านก็ไม่ใช่วรรณกรรมฮิตพื้นๆ ที่ใครๆ อ่านกัน มันสูงกว่านั้น

แและด้วยบทกวี ซึ่งเป็นที่วิพากษณ์วิจารณ์ บทนี้ของ Kristen  ได้เตะตา โดนความรู้สึกของ โปรเฟสเซอร์ ด้านอักษณศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย UCLA  เจ้าของบทกวี หนังสือ บทความ  ซึ่งออกมาแก้ต่าง อธิบาย ชี้แนะ และ ให้ความเป็นธรรมกับ Kristen  .. ฉันแปะลิงค์นี้ไว้ใน Facebook ของบ้านนับตั้งแต่วันแรกที่  ศาสตรจารย์ Brian Kim Stefans โพสท์ในบล็อกของเขา >>  Open Letter to Kristen Stewart

ซึ่งแน่นอนว่า เขาโดนพวก Robsessed / Haters /Nonstens /Nonnies เข้าไปถล่ม โจมตีเขา แต่เขาตอบกลับอย่างผู้ทรงภูมิ ถ้าคนอ่านมีสมองคิดก็จะรู้ได้ว่า พวก haters นั้นน่าสมเพทขนาดไหน.. ที่พยายามทำทุกอย่างทั้งที่ความรู้อักษรศาสตร์มีแค่หางอึ่ง บังอาจวิจารณ์ งานของ Kristen  และด่ากระทบ Professor ท่านนี้  แต่โดนตอกกลับหงายหลังตึง.. คนพวกนี้ไม่เคยตักน้ำใส่กะลาแล้วก้มดูเงาหัวตัวเอง..

และ ไม่ได้มีเขาเพียงคนเดียวที่กระโดดเข้ามาให้ความเป็นธรรมกับ Kristen ในเรื่องบทกวีนี้ ยังมีกวีอาชีพ อีกจำนวนหนึ่งที่พูดถึงผลงานเขียนของ Kristen ในทางที่ดี

80% ของคอมเมนท์ชื่นชม Kristen ถึงความกล้าที่จะแชร์งานของเธอ ทั้งที่รู้ว่าจะมีผลตอบกลับทั้งดีและ เลว .. ซึ่งเลวเสียมากกว่า เพราะมนุษย์ทุกวันนี้ ไม่นิยมกับความสำเร็จ ความสามารถของคนอื่น แต่ชอบอ่านเรื่องเลวร้าย ของคนอื่น เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้แย่คนเดียวในโลก และ คนประเภทนี้คืือคนที่มีปมด้อย ขาดๆ เกินๆ และแน่นอนว่า ครอบครัวไม่อบอุ่น .. และ อีก 20 % ก็ใช่ใครที่ไหน นอกจากแฟนๆ ของ Rob , Nonnies , Robsessed แม่บ้านวัยกลางคนที่วันๆ เอาแต่นั่งโลมเลียเพ้อฝันถึง Rob และ ใช้เวลาอีกครึ่งของชีวิต แทนที่จะเลี้ยงดูแล ลูกและสามี กลับมานั่งด่าผู้หญิงอายุ 23 ที่พวกหล่อนไม่รู้จัก ไม่ได้เข้าใกล้ เพราะความริษยาที่เด็กสาวคนนนี้มีทุกอย่างเหนือพวกหล่อน และ ไม่เคย give a fuck กับพวกหล่อน แถมดูเหมือนว่า ความหวังยาวนาน 5 ปี ที่พวกหล่อนหวังจะให้เด็กหนุ่มอายุ 27 ที่พวกหล่อนหลงไหลเลิกกับเธอก็ดูจะเป็นไปได้ยาก สาวน้อยสาวใหญ่พวกนี้ ใช้เวลาส่วนมากตั้งแอคเคาท์ twitter , Instagram , tmblr เพื่อทำลาย เหยียบย่ำ Kristen  แต่ดูเหมือนมันจะยิ่งทำให้พวกหล่อนร้อนรน ด้วยความอิจฉา เพราะ Kristen มีแต่ความเจริญในหน้าที่การงานไปเรื่อยๆ อย่างที่ชีวิตของพวกหล่อนเกิดใหม่สิบชาติก็มิอาจเฉียดใกล้  ผู้หญิงเหล่านี้ พยายามเหยียบ Kristen ให้จม แต่เธอก็ลุกขึ้นมาได้ทุกครั้ง และ บินสูง ขึ้นไป ขึ้นไป ทิ้งห่างพวกหล่อนไกลโข …  เกลียด Kristen แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตคอยติดตาม อยากรู้อยากเห็น เรื่องของเธอทุกซอกมุม … เพื่อหลอกตัวเอง … คนบ้าแบบนี้มีมากขึ้นทุกวัน

อันนี้รวมถึงคนที่เกลียด Kristen โดนไร้สาเหตุ ไม่รู้จัก ไม่ติดตามผลงาน แต่ชอบคอมเมนท์ด่าด้วยความเมามัน ตามเฟสบุ๊คแฟนเพจ โดยที่ลืมย้อนมองดูตัวเอง ว่าที่ด่า Kristen นั้น มันเข้าตัวพวกหล่อนเองทั้งนั้น

ดังนั้น สื่อทั้งหลายจึงเขียนเรื่องราวแง่ลบของคนดัง เพราะคนส่วนใหญ่ชอบที่จะคลิกอ่าน อย่างที่ Brian Kim Stefans เขียนในบทความของเขา บอกว่า คนที่วิพากษณ์ วิจารณ์งานของ Kristen นั้น จะมีสักกี่คนที่เป็น กวี เป็นนักอักษรศาสตร์ที่มีความรู้ สามารถวิจารณ์งานคนอื่นได้ ถามหน่อยเถอะ ถ้าเป็นพวกคุณจะ กล้า เอางานของคุณมาแชร์ และ ยืดอกรับคำติชมแบบเด็กสาวคนนี้ไหม … แต่ฉันบอกได้เลย Kristen ไม่ GIVE a Fuck กับวาจา และ ความคิดของพวกคุณ !!

ที่สงสัยใครรู้ก็คือ … ผีป่าซาตานตนไหน มาเข้าสิงให้ผู้หญิงพวกนี้ ลืมมองดูตัวเอง หลงคิดไปว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น ดีกว่า Kristen และ ผีสางนางไม้จากเขาลูกไหน ที่มาเข้าฝันให้พวกหล่อนคิดว่า พวกหล่อนมีสิทธิ ตัดสินคนอื่น ที่หล่อนไม่เคยรู้จัก และ สิ่งที่เธอทำนั้น ไม่ได้เกี่ยวกระทบอะไรพวกหล่อนเลย … เว้นแต่ … ผู้ชายที่พวกหล่อนเฝ้าฝัน … ที่เขาไม่มีวันมองพวกหล่อน ไม่รู้ว่าพวกหล่อนมีตัวตนด้วยซ้ำ และ คนที่ิอยู่ในสายตาของเขาก็คือ ผู้หญิงที่หล่อนเฝ้าริษยา นั่นเอง

เกลียด Kristen นัก ก็เลิกดูหนังของเธอ เลิกอ่านสัมภาษณ์ เลิกซื้อหนังสือที่เธอลงปก เห็นข่าวของเธอก็อย่ามอง เพราะฉันทำอย่างนั้นกับคนที่ฉันไม่ชอบ ไม่ให้ความไม่ชอบ ความรู้สึกด้านมืดมาแปดเปื้อนความรู้สึกฉัน เพราะเมื่อฉันไม่ชอบแล้วก็แสดงว่าคนนั้นไม่มีค่าพอที่จะเสียเวลาไปสนใจ …   แต่นี่ดูเหมือนพวกหล่อนจะทำในสิ่งตรงข้าม ยิ่งเกลียด ยิ่งเสาะหา เพื่อจะรู้ว่า Kristen ดีกว่าพวกหล่อนไปทุกอย่าง … ด่าเธอนัก .. ทำอะไรให้โลกรับรู้ว่าหล่อนดีกว่า เก่งกว่าสักเรื่องได้ไหม … ไหนลองแต่งบทกวี แล้วโพสท์ให้คนทั้งโลกเปรียบเทียบกับของ Kristen ดูหน่อยไหม … แต่มันคงยาก เพราะจะมีใครเสียสายตา และ เวลาไปอ่านไปสนใจพวกหล่อน … ที่คนทั้งโลกสนใจ ทั้งดีและร้าย เกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ ที่สนใจบทกวีบทนี้ เพราะ คนเขียนคือ Kristen Stewart … ถ้าเป็นคนอื่น หรือ พวกหล่อนเขียน … คงไม่มีคนอ่าน หรืออาจฉีกเอาไปทดเลข  เพราะพวกหล่อนมัน NOTHING !!

ที่สำคัญ สาวใหญ่ใจอัปลักษณ์เหล่านี้ ล้วนเก่งอยู่แต่หน้าคอม ไม่เคยเปิดเผยตัวเองว่าเป็นใครมาจากไหน มีความสามารถ ใช้ชีวิตอย่างไร ไม่มีใครรรู้ … ใช้ชีวิตอยู่ในซอกหลืบช้ำเลือดช้ำหนอง ด้วยความริษยาและเกลียดชัง … ออกมาดูโลกกว้าง รับแสงแดด บ้างดีไหมนั่น  .. หรือกลัวว่า ก้าวออกมาในที่แจ้งแล้วคนทั้งโลกจะรู้ว่า พวกหล่อนเป็นแค่ กอสวะในน้ำครำ !!

ถ้ามอง และ คิดกันดีๆ .. มีดาราคนหนึ่ง แชร์บทกวีที่เธอเขียนให้กับนิตยสาร และ ในพริบตานั้น .. ทุกๆคน ทุกมุมโลกที่เว้าแหว่ง ต่างก็พูดถึงบทกวีบทนี้  บางคนเอามาขำ มาคนด่า มาคนว่า บางคนชม ..  นั่นเป็นเพราะอะไร ??

คำตอบคืิอ .. นั่นเป็นเพราะ เจ้าของบทกวี คือ Kristen Stewart !!

เด็กสาวคนนี้ มีทั้งคนรักและคนเกลียด .. คนที่เกลียดเธอ ก็พยายามสุดชีวิตที่จะทำลายเธอ ทั้งที่เธอไม่เคยทำอะไรพวกหล่อน  .. แต่มันก็ไม่ได้ผล  เธอยังคงงดงาม เธอยังคงเป็นที่ชื่นชม เธอยังคงเป็นที่ต้องการ .. เธอยังคงทำงานที่เธอรัก .. เธอ ไม่ GIVE A FUCK กับพวกหล่อน  .. .. ผู้ชนะก็ยังคงเป็น Kristen Stewart !!

แล้วคิดว่า หญิงใหญ่ใจริษยาเหล่านี้จะหยุดเกลียด หยุดทำร้าย Kristen ไหม .. ไม่มีทาง .. มีแต่จะจมปลัก ดำดิ่งด้วยจิตใจที่มืดดำ .. จนอกแตกตายในวันหนึ่ง …

อีกหนึ่งเดือนก็จะครบ 5 ปี ที่ฉันรับ Rob & Kristen เข้ามาในชีวิต .. เปลี่ยนชีวิตฉัน ตีลังกา หัวหมุน มาตลอด 5 ปีนี้ .. และฉันก็ยังเชื่อมั่นกับสิ่งที่ฉันรับรู้ กับสิ่งที่ฉันเห็น
/
ฉันเชื่อว่า Rob & Kristen .. ยังจะเดินก้าวไปด้วยกัน
ฉันไม่เคยคิดว่าทั้งคู่เลิกกัน แต่ฉันก็ไม่เคยบอกว่า ชีวิตรักของพวกเขาปูด้วยกลีบกุหลาบ  ฉันกำลังบอกว่า พวกเขาทั้งคู่ยังคบหากัน .. ยังมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างคู่รักทั่วไป .. มีรัก มีทะเลาะ มีขึ้น มีลง .. นั่นคือวิถีของมัน .. ไม่ใช่หรือ ??
/
แต่ทั้งคู่ก็ยังเดินกันต่อไป ช่วยกันหาทางออก.. ประคับประคองกันไป ..
ซึ่งมีพวกเขาสองคนเท่านั้นที่จะรู้ว่า ชีวิตของพวกเขากำลังเดินไปในทิศทางไหน
ฉันรู้ในสิ่งที่ฉันเห็น สิ่งที่ฉันเชื่อ .. และ ฉันเชื่อในสิ่งที่ฉันรู้

และ ไม่เคยบังคับให้ใครๆ มาเชื่อตามฉัน
.
ฉันบอกถึงความคิดของฉัน เสียงดัง ฟังชัดถึงเรื่องนี้ มาตลอด เกือบ 5 ปี
ถ้าคิดต่าง .. ก็ไม่ต้องมาถาม … …
.
ย้ำว่า .. ฉันยังคงเชื่อมั่นในตัวของ Rob & Kristen
/
คุณไม่จำเป็นต้องคิด หรือ เชื่อตามฉัน ..
.
แต่ฉันเชื่อของฉันอย่างนี้ .. ..
.
.
ขอบอกว่า การเรียบเรียง เขียน Rambling นี่ สูญเสียพลังงานมากกว่าการแปล 100 เท่า !!!
.
และใครก็ตามที่มาคัดลอก หรือ เอาไปเล่าต่อ บอกต่อ เผยแพร่ต่อ .. กรุณาเคารพสิทธิของฉัน
/
เคารพตัวคุณเอง .. คุณไม่ได้แปลเอง ไม่ได้ติดตามข่าว รู้มาด้วยตัวเอง
/
เวลาไปเขียนต่อ บอกต่อ .. ช่วยลิงค์เครดิตกันสักนิด …
.
ว่าพี่แพมที่  www.paksiree.com บอกมา
.
เอาไปพูดต่อเล่าต่อตั้งยาว แค่ copy ลิงค์เครดิตอีกสองสามคำ ไม่ยากหนักหนา
.
อย่าทำเหมือน รู้มาด้วยตัวเอง …
.
คิดว่าทุกคนในเวปนี้รู้ดีว่า เจ้าของเวปจริง ตรง และ แรงมาก ในเรื่องนี้

./

.โอว ล่าสุด .. ข่าว Katy Parry  เลิกกับ John Meyer รอบที่ห้าสิบ ขนของออกจากบ้าน
/
และ มีคนมาดามหัวใจให้เธอแล้ว ใช่ใครที่ไหน … Robert Pattinson นั่นเอง …
.
ข่าวนี้มาจากที่ใด … ??
/
อย่าได้แปลกใจไป มาจาก Ken Baker จอมปลิ้นปล้อนแห่ง E! online นั่นเอง ..
/
คาดว่า สื่อไทยคง ‘คาบ’ มารายงานต่อผิดๆ ถูกๆ เรียบร้อยแล้ว

.

ppompam

.

.

ไปอัพเดทรูปจากกองถ่าย LIFE ประจำวันที่ 27 กันที่ กรุงโรม

… บ่ายๆ ค่ำๆ วันศุกร์ .. ..

TG 944 BKK – FCO

 /./

.

,

Share

Comments (17)

ขอบคุณค่ะคุณแพม

ขอบคุณมากค่ะ ท่านเจ้าบ้าน

สำหรับข้อมูลและคำแปลสัมภาษณ์คริส…ยาวมากเลย

…ต้องขอบคุณคุณแพมอย่างมากเลยค่ะ ที่กรุณาแปลบทสัมภาษณ์
และได้แจกแจงความคิดเห็นที่ไม่ถูกต้องของคนสัมภาษณ์เป็นข้อๆ
ก็พวกนี้น่ะ ต้องตีไข่ใส่สีเข้าไปเพื่อให้คนอ่านสนใจ น่ารังเกียจจริงๆ
…เชื่อมั่นในความคิดของคุณแพมค่ะ หนุ่มหล่อกับสาวสวยของเรานั้น
เค้ายังรักกันมั่นคงเสมอ แต่ก็อย่างว่าชีวิตรักของดาราระดับเมกะสตาร์
ก็ต้องมีสิ่งภายนอกมากระทบทั้งร้อนทั้งหนาว แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าความรัก
ที่เค้าทั้งสองมีต่อกันนั้นเป็นรักที่แท้จริง คงประคับประคองผ่านอุปสรรค
ต่างๆกันไปได้ตลอดรอดฝั่งแน่นอน เชื่อมั่นค่ะ
…ขอบพระคุณอีกครั้งนะคะและเดินทางไปกรุงโรมโดยสวัสดิภาพค่ะ

ตอนแรกที่อ่านบทสัมภาษณ์นี้สิ่งแรกที่คิดสงสัยเลยก็คือ คริสให้คนสัมภาษณ์มาสัมภาษณ์ที่บ้าน LF2 เลยจริงๆเหรอ ?? แต่พอได้อ่านที่พี่แพมอธิบายในช่วงท้ายโดยมีเหตุผลประกอบอย่างชัดเจนก็เลยเข้าใจเลยค่ะ .. คริสดูเปิดเผยมากขึ้นจริงๆพูดถึงเรื่องราวต่างๆของตัวเองมากขึ้นเรื่องราวความสนุกที่คริสทำร่วมกับเพื่อนๆ
ขอบคุณพี่แพมมากๆๆๆนะคะที่เสียสละเวลามาแปลแล้วยังช่วยอธิบายอะไรหลายๆอย่างที่เราได้จากบทสัมภาษณ์ครั้งนี้แถมยังมีคำอธิายสีชมพูให้นึกย้อนกลับไปเตือนความทรงจำแล้วก็ทำให้อ่านไปยิ้มไปด้วย :)
ยังเชื่อในสิ่งที่รับรู้และเห็นมาตลอดเช่นกันค่ะ .. ” ไม่ว่าหมาของผมจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ที่นั่นก็เหมือนเป็นบ้านของผม ” <3
ขอบคุณมากๆๆอีกครั้งค่าพี่แพมมม เดินทางปลอดภัยทำงานอย่างมีความสุขที่สุดเลยนะค้าาา ^__^

อ่านกันจุใจเลย น้องคริสของเราเจ๋งสุดๆๆๆๆๆๆ ขอบคุณมากค่ะพี่แพม

อ่านแบบเต็มอิ่มและจุใจมากๆค่ะ ต้องค่อยๆอ่านเลยค่ะบทสัมภาษณ์บทนี้ ขอบคุณแพมที่สุดเลยค่ะ ที่เสียสละเวลาพักผ่อน มานั่งแปลมานั่งเรียบเรียงอธิบายรายละเอียดของแต่ละหัวข้อให้เราได้อ่านและเข้าใจตรงกัน อยากเขียนอะไรมากมายมากกว่านี้ แต่ตัวเองไม่ค่อยถนัดเขียนอธิบายเรียบเรียงคำพูดตัวเองอ่ะค่ะ จะถนัดพูดมากกว่าเขียน ส่วนตัวก็เชื่อมั่นในความรักของสองหนุ่มสาวคู่นี้ ไม่มีข้อสงสัยข้องใจใดๆ ขอบคุณอีกครั้งค่ะคุณแพม เดินทางปลอดภัยคุณพระคุ้มครองนะคะ^_^

อ่านจบ..อยากขอบคุณคุณแพมมากๆๆๆๆๆค่ะจะไม่ลืมพระคุณเลยค่ะคุณแพม..ทั้งแปลสัมภาษณ์เสียสละเวลาพักผ่อนมาเขียนไห้ได้อ่านอธิบายไห้เข้าใจ..ชอบมากค่ะน้องคริสเป็นเด็กฉลาดตอบเวลาไห้สัมภาษณ์ตัวเขียนสีชมพูชอบอ่านค่ะถูกใจมีความสุขเคยอ่านค่ะไม่เคยลืมเลยค่ะจดจำตลอดเพราะว่า..คิดถึงทั้งคู่มาก..รักมากค่ะ..เชื่อค่ะขอไปด้วยคนค่ะ เชื่อมาตลอดค่ะ ชอบข่าวคุณแพมมาก ขอไห้คุณแพมเดินทางปลอดภัยความดีคุ้มครองนะคะ ขอบคุณค่ะ

อ่านจบแล้ว ก็หาเวลามาอ่านใหม่อีก จุใจค่ะ แม้ไม่ได้ติดตามหนุ่มสาวตั้งแต่ต้น แต่พอได้รู้จักบ้านหลังนี้แล้ว ทำให้รู้จักหนุ่มสาวที่น่ารักของเราดีขึ้น ยิ่งรู้จักยิ่งรักพวกเขาจริงๆๆ ขอบคุณนะคะคุณแพม เดินทางปลอดภัยนะคะ

ใช้เวลาอ่านเมื่อเช้า พอกลับเข้าบ้าน-ตอนนี้อ่านจนจบ
ทั้งเรื่องจริง เรื่องเท็จ ขอบคุณมากค่ะคุณแพม

สุดยอดค่ะพี่แพม เป็นโพสต์ที่สุดยอดมากแปลได้ยอดเยี่ยมเสมอ
แล้วตอนท้ายๆที่พี่แพมกล่าวมาทั้งหมดน้ัน เป็นความจริงทั้งหมดทั้งสิ้น
แต่ไม่รู้หล่ะ ใครเกลียดคริสเกลียดไป หนูรักคริสเสมอ รักยิ่งกว่าเดิม
รักคริส และตัวตนของคริส
ขอบคุณพี่แพมนะคะ เสียเวลานั่งแปลให้พวกเรา ขอบคุณมากๆค่ะ

หนังสือ Marie Claireหนูซื้อมาแล้วนะคะ เล่มสุดท้ายในร้าน ดีใจมาก
แต่หนูซื้อได้แค่ปกเดียวเองอ่ะค่ะ อีกปกจะพยายามหาต่อไป..

สัมภาษณ์นี้ชอบตรงที่ได้รู้ว่าลูกรักของทั้งคู่มีกิจกรรมน่ารัก ๆ อะไรทำกัน มีเพื่อน ๆ มาระหว่างการสัมภาษณ์ สถานที่สัมภาษณ์ก็พิเศษกว่าทุกครั้ง และคริสเต็นได้แชร์บทกลอนของเธอด้วย! ส่วนการที่ไม่ปรากฏคำถามและความเห็นส่วนตัวอันมากมายก็พยายามสูดลมหายใจลึก ๆ แล้วทำใจอ่าน
แล้ว rambling ของคุณแพมก็คุ้มค่ากับพลังงานที่เสียไปจริง ๆ ค่ะ คอนเฟิร์ม!!!

อีกอย่างนึงที่ชอบคือคนเขียนให้นิยามว่าเธอคือ นักแสดง นักกวี นักเดินทางโรดทริป และ สาวแคลิฟอร์เนียนหัวกบฏ ^^
อ่าน Rambling แล้วพยักหน้าหงึกตามด้วยทุกทีเลย มันใช่ๆ ค่ะ
ขอบคุณพี่แพมมากๆๆๆๆ ค่ะที่สละเวลามาแปลและเรียบเรียง บวกใส่ความรู้และข้อสังเกตให้พวกเราได้อ่านกัน ^___^

ชอบกวีที่คริสเขียนขึ้นจังค่ะ และมีความสุขทุกครั้งที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของเธอคนนี้
ต้องขอบคุณพี่แพมมากค่ะที่สละเวลาแปลให้อ่านกันง่ายขึ้น รวมถึงเรื่องราวต่างๆด้วยค่ะ :)

[...] June 2013 / (HERE & HERE) และ สัมภาษณ์ใน  Marie Claire  US : March 2014  ก็ยังกล่าวถึง จำได้ไหมคะ [...]

[...] คือคนที่สัมภาษณ์ Kristen Stewart สำหรับ  Marie Claire US : March 2014 [...]

[...] รูป Outtake ของ Kristen จาก  Marie Claire US [...]

[...] อวพรวันเกิดของ Kristen ด้วยรูปที่เขาทำผมให้ Kristen จาก Marie Claire : March 2014 [...]

Post a comment

This site is protected by WP-CopyRightPro