Midnight Sun / Twilight Saga / 8. Ghost.

64

Category : Midnight Sun

/

/

Midnight Sun by Stephenie Meyer

.

Translation  by  ppompam

/

Ghost

.

ตลอดระยะเวลาสองวันนี้ ฟอร์คส์อากาศอบอุ่นและสดใสด้วยแสงแดด    และผมไม่ค่อยได้เจอกับแขกของแจสเปอร์สักเท่าไหร่  ที่ผมกลับบ้านมานี่ก็เพราะไม่อยากให้เอสเม่เป็นห่วงเท่านั้นเอง  ไม่เช่นนั้นแล้ว ตัวผมก็จะดูเหมือนเป็นวิญญาณที่ล่องลอยมากกว่าจะเป็นแวมไพร์    ผมได้แต่รีๆรอๆหลบอยู่ตามเงามืด ในที่ที่ผมสามารถตามผู้หญิงที่ผมหลงรักจนหมดหัวใจคนนี้ได้ตลอดเวลา  ในที่ที่ผมมองเห็นและได้ยินเสียงของเธอผ่านความคิดของมนุษย์ผู้โชคดี ที่สามารถเดินเคียงข้างเธอได้ท่ามกลางแสงแดด   แล้วก็มีบ้างบางครั้งที่  มือของเธอจะสะบัดไปโดนกัน แต่เธอก็ไม่ได้มีท่าทางรู้สึกผิดแปลกอะไร   ก็เพราะพวกเขาตัวอุ่นหมือนๆกันหมด

ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่า การไม่ได้ไปโรงเรียน จะเป็นการทดสอบตัวเองที่ยากเย็นอย่างนี้  แต่ดูเหมือนว่าเธอจะมีความสุขกับแสงแดดที่อบอุ่น ผมเองก็ไม่ได้ขุ่นเคืองใจกับมันสักเท่าไหร่ เพราะผมยินดีกับทุกสิ่งที่ทำให้เบลล่าพอใจอยู่แล้ว

เช้าวันจันทร์ – ผมแอบฟังการสนทนาที่ทำให้ผมแทบจะสูญเสียความมั่นใจไปเลยทีเดียว

และทำให้ผมยิ่งทรมาณมากขึ้นด้วยที่ต้องอยู่ห่างจากเบลล่าแบบนี้  แม้ว่าผลสุดท้ายแล้วมันค่อนข้างจะทำให้วันนี้เป็นวันที่ดีอีกวันของผมก็ตาม

ผมรู้สึกนับถือ ไมค์ นิวตัน นิดหน่อย ที่เขาไม่ยอมแพ้กันง่ายๆแล้วหลบไปเยียวยารักษาแผลใจ เขากล้ามากกว่าที่ผมให้เครดิตเขาไว้  แล้ววันนี้เขาก็กำลังจะลองดูอีกครั้ง

วันนี้เบลล่ามาถึงโรงเรียนเช้ากว่าทุกวัน ดูหมือนเธอจะตั้งใจรับแสงแดดไปอย่างนี้จนกว่าลำแสงสุดท้ายจะหมดลง  เธอนั่งรอเวลาเข้าเรียนอยู่บนม้านั่งยาวที่แทบจะไม่มีคนนั่ง  ผมของเธอยามต้องแสงแดดในบางมุม มองดูเป็นสีแดงในแบบที่ผมเองก็นึกไม่ถึง

ไมค์เดินหาเธอจนเจอ กระหยิ่มยิ้มย่องในความโชคดีของเขา กับความหวังลมๆแล้งๆ มันช่างทรมาณจริงๆที่ผมต้องหลบแดดอยู่ที่ชายป่านี้  ทำได้แค่มองดูเธอเท่านั้น ทำอะไรอย่างอื่นใดไม่ได้เลย

.

/

More Under The Cut

.

เบลล่าทักทายเขาด้วยความร่าเริงสดใส จนทำให้เขารู้สึกแช่มชื่นปลื้มใจ แต่ทำให้ผมห่อเหี่ยวมากขึ้น … ดูซิ  เธอชอบเรา ถ้าไม่ชอบก็คงไม่ยิ้มให้เราอย่างนี้หรอก พนันได้เลยว่าเธอต้องอยากไปงาน เต้นรำกับเรา  อยากรู้จริง ว่ามีอะไรสำคัญที่ซีแอทเทิล……

แล้วเขาก็เห็นว่าสีผมของเธอเปลี่ยนไป  “ผมไม่เคยสังเกตมาก่อนเลย ว่าผมคุณเหลือบสีแดงด้วย”

ผมกระชากต้นไม้เล็กๆต้นหนึ่งติดมือขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นเขาเอามือไปลูบผมของเธอและปล่อยให้มันไล้ผ่านร่องนิ้วของเขาไป

“ก็แค่ตอนโดนแดดเท่านั้นแหละ” เธอบอก  พลางเบี่ยงตัวหลบเมื่อเขาเอาผมมาทัดหูของเธอ นั่นทำให้ผมรู้สึกพอใจอยู่ลึกๆ เขาหยุดรวบรวมความกล้าอยู่สักนาที ที่เสียเวลาไปกับการคุยเรื่องสัพเพเหระ

เบลล่าเตือนเขาเรื่องเรียงความที่ต้องส่งวันพุธ ดูจากหน้าตาที่สบายอกสบายใจของเธอ แสดงว่าเธอทำเสร็จแล้ว  ส่วนไมค์นั้นลืมสนิท และนี่เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เวลาว่างของเขาต้องลดน้อยลง

บ้าชิบ—ไอ้เรียงความงี่เง่านี่

ในที่สุด เขาก็วกเข้าเรื่องสำคัญ – ผมกัดฟันแรงมากจนแทบจะบดหินแกรนิตได้เลยล่ะ—

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่กล้าถามเธอออกมาตรงๆ

“ผมกะจะถามคุณว่า  คุณอยากออกไปเที่ยวบ้างหรือเปล่าน่ะ”

“โอวว” เธอพูดออกมา

แล้วทั้งคู่ก็เงียบกันไปครู่หนึ่ง

“โอวว”  เหรอ … แล้วมันหมายความว่ายังไงล่ะ   เธอจะไปหรือเปล่า—เดี๋ยวซิ …เรายังไม่ได้ชวนเธอเลยนะ

เขากลืนน้ำลายอย่างยากเย็น

“เอ่อ—คือว่า เราอาจไปหาอะไรกินกัน หรืออย่างอื่นก็ได้ …แล้วผมค่อยทำการบ้านทีหลัง”

บื้อชะมัด—นั่นไม่ใช่คำชวนเสียหน่อย

“ไมค์……”

ความทรมาณใจและความเดือดดาลที่เกิดจากความหึงหวง มันมีอานุภาพรุนแรงพอๆกับความรู้สึกเจ็บปวดที่ผมได้รับเมื่ออาทิตย์ก่อนเลยทีเดียว

ผมหักต้นไม้ ไปอีกต้น พยายามตรึงตัวเองให้หยุดอยู่ตรงนี้  ผมอยากจะวิ่งเข้าไปในโรงเรียนเสียจริง วิ่งให้เร็วเกินกว่าที่สายตามนุษย์จะจับได้  แล้วคว้าตัวเธอออกมาให้ห่างจากไอ้หมอนั่น ที่ตอนนี้ผมเกลียดเขาเข้าไส้  ถ้าฆ่าเขาได้จะดีมากๆเลยล่ะ

แล้วนี่เธอจะตอบตกลงไปกับเขาหรือเปล่า

“ฉันไม่คิดว่านั่นจะเป็นความคิดที่ดีหรอกนะ”

นั่นล่ะผมถึงเริ่มหายใจได้อีกครั้ง ร่างกายที่เครียดตึงก็ค่อยๆผ่อนคลายขึ้น

ทั้งหมดทั้งสิ้น ทั้งซีแอทเทิล ทุกอย่างก็เป็นแค่ข้ออ้าง นี่เราคิดอะไรอยู่นะ ไม่น่าชวนเลยจริงๆ  เชื่อได้เลยว่าต้องเป็นเพราะ ไอ้ตัวประหลาด คัลเลนนั่นแน่ๆ

“ทำไมล่ะ” เขาถามเสียงขุ่น

“ฉันคิดว่า  —” เธอมีท่าทีลังเลก่อนจะพูดต่อ  “–-แต่ ถ้าคุณเอาเรื่องที่ฉํนพูดนี้ไปพูดต่อล่ะก็ฉันเอาคุณตายแน่ๆ”     ผมถึงกับต้องหัวเราะออกมาดังๆ เมื่อได้ยินคำขู่เล่นกันถึงตายออกจากปากของเธอ นกกาแถวนั้นตกใจเสียงหัวเราะของผม ส่งเสียงร้องบินหนีกันกระเจิดกระเจิง

“ฉันว่า มันจะเป็นการทำร้ายจิตใจของเจสสิก้าน่ะ”

“เจสสิก้า เหรอ — ” อะไรกันน่ะ  แต่ว่า……. อืมม โอเค…..อย่างนั้นก็…….

ความคิดของเขา สับสน เริ่มขัดแย้งกันเอง

“จริงๆนะ ไมค์ นี่คุณตาบอดหรือไงกัน”

ผมเองก็คิดเหมือนกับเธอ  แต่เบลล่าไม่ควรจะคาดหวังว่า ใครๆจะรับรู้ และเข้าอกเข้าใจคนอื่นได้ดี เหมือนอย่างที่เธอเป็น แต่จริงแล้วเรื่องนี้มันก็เห็นได้ชัดเจนเสียจนออกนอกหน้า  ไมค์เคยคิดหรือเปล่านะว่า ยากเย็นแค่ไหนที่เขาต้องรวบรวมความกล้าเพื่อจะชวนเบลล่าออกไปเที่ยว และมันจะง่ายกว่ามากๆ ถ้าเขาชวนเจสสิก้า นั่นเป็นเพราะความเห็นแก่ตัวที่ทำให้เขามองข้ามคนอื่นไป มองแต่ตัวเอง ต่างจากเบลล่า ที่มองเห็น รับรู้และเข้าใจทุกๆอย่าง  เพราะเธอให้ความสำคัญกับผู้คนรอบตัวนั่นเอง

เจสสิก้า…อืมมม –ว้าวว “โอ” แล้วเขาก็พูดออกมาจนได้

เบลล่า ฉวยโอกาสที่ไมค์กำลังสับสนนี้  เลี่ยงขอตัวออกมา

“ถึงเวลาเข้าเรียนแล้วล่ะ ฉันเข้าห้องสายไม่ได้อีกแล้วด้วย”

แล้วจากนั้น ผมก็ไม่สามารถมองเบลล่าผ่านไมค์ได้อีกต่อไป  ในหัวของเขามีแต่เรื่องของ เจสสิก้า วกไปวนมาเต็มไปหมด แล้วเขาก็พบว่าเขาออกจะชอบที่เจสสิก้ารู้สึกว่าเขาน่ะน่าสนใจ

เธอก็น่ารักดีนะ หุ่นก็ดีด้วย – เหมือนลูกไก่อยู่ในกำมือ ……

แล้วเขาก็หลุดโลก ฝันเฟื่องไปกับความคิดต่ำช้าลามก  อย่างที่เขาเคยคิดกับเบลล่า  แต่ตอนนี้แทนที่ผมจะรู้สึกเดือดดาล มันก็แค่ทำให้ผมหงุดหงิดรำคาญใจเท่านั้นเอง สำหรับเขาแล้วจะเป็นสาวๆคนไหนก็ได้ ต่อให้สลับหน้ากันมาก็ยังได้แลย  จากนั้นผมก็เลิกสนใจความคิดของเขา

เมื่อผมมองไม่เห็นเบลล่า ผมก็เลยนั่งลงพิงกับต้นไม้ใหญ่ที่เย็นเยียบ แล้วเข้าไปในความคิดคนโน้นที คนนี้ที  เพื่อจะมองหาเธอ  ผมดีใจเหมือนกับทุกๆครั้งที่พบว่า จะได้มองเบลล่าผ่านความคิดของแองเจล่า เวเบอร์  ผมหวังว่าคงจะมีโอกาส ได้ขอบคุณเธอ สำหรับการเป็นเพื่อนที่ดีด้วยใจจริง  เธอทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเมื่อคิดว่า เบลล่ายังมีเพื่อนอีกหนึ่งคน ที่ควรค่ากับการคบหา

ผมมองใบหน้าของเบลล่า จากทุกๆมุมไม่ว่าจะเป็นมุมมองไหนก็ตาม  แล้วผมก็เห็นว่าเธอดูหม่นหมองอีกแล้ว ซึ่งทำให้ผมประหลาดใจมากๆ —— เพราะผมคิดว่าแสงแดดจะทำให้เธอยิ้มได้ทั้งวันเสียอีก  เมื่อตอนพักกลางวัน ผมเห็นว่าเธอชำเลืองมองโต๊ะที่ว่างเปล่าของพวกผม ครั้งแล้วครั้งเล่า  ทำให้ผมรู้สึกดีมากๆ และทำให้ผมมีความหวัง —- บางที  เธอก็คงคิดถึงผมด้วยเหมือนกัน

เบลล่ากับเพื่อนๆผู้หญิงมีแผนจะออกไปเที่ยวกัน —– สมองผมก็รีบคิดวางแผนที่จะตามไปดูแลเธอทันที  แต่แล้วการไปเที่ยวกันครั้งนี้ก็ต้องเลื่อนออกไป เพราะไมค์มาชวนเจสสิก้าไปออกเดท ตามแผนการเดิมของเขาที่จะชวนเบลล่าในตอนแรกนั่นเหละ

ดังนั้นผมก็เลยตรงไปที่บ้านของเบลล่าแทน กวาดตามองเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็วเพื่อให้แน่ใจได้ว่า ไม่มีอันตรายใดหลงหูหลงตาเข้ามาใกล้เธอ  ผมรู้ว่าแจสเปอร์ได้เตือนพี่น้องของเขาแล้วว่า ให้หลีกเลี่ยงเมืองนี้ — อ้างไปว่าผมน่ะ กำลังเป็นโรคประสาทบ้าไปแล้ว ก็ถือเสียว่าคือคำอธิบายที่เป็นคำเตือนไปด้วยในตัว   แต่ผมก็จะประมาทไม่ได้   ปีเตอร์และชาร์ลอต ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ทำอะไรให้ครอบครัวของผมขุ่นเคือง  แต่ความมุ่งมั่นตั้งใจใดๆก็เปลี่ยนแปลงกันได้ทั้งนั้น

เอาเถอะ ผมเองก็รู้ว่าสิ่งที่ผมทำน่ะ มันดูจะมากเกินไปหน่อย

ราวกับว่า เธอจะรู้ว่าผมมองเธออยู่ และ เหมือนเธอจะสงสารเห็นใจที่ผมต้องทรมาณเมื่อมองไม่เห็นเธอตลอดชั่วโมงที่ยาวนานตอนที่เธออยู่ในบ้าน เธอก็เลยเดินออกมาที่สวนหลังบ้าน พร้อมกับหนังสือในมือ แล้วยังหนีบผ้าห่มไว้ใต้แขนอีกด้วย

ผมค่อยๆปีนขึ้นไปบนกิ่งไม้ที่อยู่สูงขึ้นไปอีกของต้นไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุด เพื่อให้มองเข้าไปเห็นสวนหลังบ้าน  เบลล่าปูผ้าห่มลงบนสนามหญ้าชื้นๆ แล้วล้มตัวลงนอนคว่ำหน้า  แล้วเริ่มเปิดหนังสือเก่าๆเล่มนั้นผ่านๆ พลิกไปหน้าแล้วหน้าเล่า  ดูเหมือนเธอพลิกหาหน้าที่อยากจะอ่าน

ผมอ่านหนังสือนั้น ข้ามไหล่ของเธอ

อา… เป็นหนังสือคลาสสิคที่มาก เธอเป็นแฟนของ เจน ออสเตน

(Jane Austen ( 16 December 1775- 16 July 1817) นักเขียนนวนิยายแนวชีวิตชื่อดังชาวอังกฤษ เธอเรียนหนังสือกับพ่อและพี่ชายผ่านหนังสือที่เธออ่าน เธอเริ่มลองเขียนหนังสือหลายๆแนวในช่วงวัยรุ่น จนถึงช่วงอายุ 35 ปี ในปี 1811-1816 เธอเขียนนวนิยายคลาสสิคที่เป็นอมตะมาจนถึงปัจจุบัน คือ Sense and Sensibility ( 1811 )  Pride and Prejudice ( 1813 )  Mansfield Park ( 1814 ) Emma ( 1816 ) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และในปี 1816 เธอเขียนเพิ่มมาอีก สองเรื่อง คือ Northanger Abbey และ Persuasion และ เธอได้สิ้นชีวิตลงในขณะที่กำลังเขียนเรื่อง Sandition ในปี 1817  หนังสือของเธอทุกเล่มได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ Hollywood และ ทาง BBC ก็นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ และหาซื้อได้ทั่วไปในรูปแบบ DVD/ ppompam )

.

 เบลล่าอ่านอย่างรวดเร็ว สลับเท้าที่ยกขึ้นไขว้กันไว้ในอากาศไปมา  ผมมองแสงแดด และสายลมที่ เล็มไล้ผมของเธอ แล้วอยู่ดีๆ เธอก็หยุดนิ่งขึง มือค้างอยู่ที่หน้าหนังสือที่เธอกำลังอ่านอยู่  ที่ผมเห็นก็คือ เธออ่านถึงบทที่สามแล้วตอนที่เธอเปิดข้ามไปเป็นปึก แล้วก็ดันหนังสือออกไปจากตัว

ผมเหลือบตามองชื่อเรื่องในหน้านั้นได้ทันพอดี Mansfield Park หนังสือเล่มนี้เป็นฉบับรวมเรื่องของ เจน ออสเตน แล้วเธอก็เริ่มอ่านเรื่องใหม่ ผมนึกสงสัยว่าทำไมเธอถึงเปลี่ยนเรื่องอ่านในทันทีทันใดอย่างนั้น

อีกไม่กี่อึดใจ  เธอก็กระแทกปิดหนังสือ หน้าตาบูดบึ้ง เหมือนจะหงุดหงิดกับอะไรสักอย่าง  เธอผลักหนังสือออกไปข้างๆ พลิกตัวขึ้นมานอนหงาย แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดูคล้ายจะพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเอง   เธอดึงแขนเสื้อขึ้นมาแล้วก็หลับตาลง ผมจำนวนิยายเรื่องนี้ได้ แต่ก็คิดไม่ออกว่ามีอะไร ในเรื่องนี้ ที่ทำให้เธออารมณ์เสีย  — ผมถอนหายใจ กับอีกหนึ่งปริศนาของเธอ

เธอนอนนิ่งไม่ไหวติง ขยับตัวแค่ครั้งเดียวเพื่อปัดเส้นผมออกจากใบหน้า ผมของเธอแผ่สยายอยู่เหนือศีรษะ ดูเหมือนสายน้ำสีน้ำตาลอมแดง แล้วเธอก็นอนสงบนิ่งไปอีกครั้ง

เธอหายใจช้าลงเรื่อยๆ  เวลาผ่านไปนานหลายนาที ริมฝีปากเธอเริ่มขยับ พูดพีมพำทั้งที่ยังหลับอยู่ เบลล่ากำลังละเมอ  ผมไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป ผมฟังเสียงต่างๆรอบตัวจากที่ที่ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ คอยฟังเสียงจากบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง

แป้งสองช้อนโต๊ะ…. นม หนึ่งถ้วย……

เอาน่า … เอามันผ่านห่วงออกมา… อ้าววว … โธ่!เอ๊ยยย

สีแดง หรือ สีน้ำเงินดี….หรือว่าฉันควรจะสวมอะไรที่ดูลำลองกว่านี้ …..

ไม่มีใครอยู่ใกล้ๆแถวนี้ ผมกระโดดลงมาจากต้นไม้ แล้วใช้ปลายเท้าแตะพื้นอย่างเงียบกริบ  ผิดมาก-มาก และเสี่ยงที่สุด ที่ผมทำแบบนี้ — แล้วจะคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นได้อย่างไรกัน  ครั้งหนึ่ง ผม ซึ่งเคยเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ ได้อวดดีไปตัดสินว่า เอ็มเม็ตต์ว่าเป็นคนที่ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง — มองว่าแจสเปอร์ว่าเป็นคนขาดระเบียบวินัย —  แล้วดูสิ่งที่ผมทำลงไป ด้วยอารมณ์และความต้องการ ในตอนนี้สิ ผมจงใจฝ่าฝืนกฏทุกข้อ ทำให้สิ่งที่พวกเขาทำนั้น หมดความหมายไปเลยทีเดียว

ผมถอนหายใจ  แล้วค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปหาแสงแดด อย่างไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมเลี่ยงที่จะมองตัวเองภายใต้แสงแดด ที่เป็นอยู่นี้ก็เลวร้ายพอแล้ว กับผิวที่แข็งเหมือนหิน และความเป็นอมนุษย์ที่แฝงเร้นอยู่ในตัวผม  ผมไม่ต้องการเห็นภาพของเบลล่ากับผมอยู่เคียงข้างกันภายใต้แสงอาทิตย์  แค่ความแตกต่างของเราสองคนที่ไม่อาจก้าวข้ามไปได้นั้น  มันก็ทุกข์ทรมาณพออยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีภาพนั้นเข้ามาอยู่ในหัวผม

แต่เมื่อผมเข้าไปใกล้ มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเห็นแสงสีรุ้งส่องประกายระยิบระยับสะท้อนอยู่บนผิวของเธอ ผมกัดกรามแน่นกับภาพที่เห็น จะมีอะไรที่แปลกประหลาดมากไปกว่านี้อีกไหม   ผมจินตนาการถึงความหวาดกลัวของเธอ  ถ้าหากว่าเธอเกิดลืมตาขึ้นมาตอนนี้ ……

ผมกำลังจะถอยหลังกลับ แต่เสียงพึมพำของเธอที่ดังขึ้นมาอีกครั้ง ตรึงผมให้หยุดอยู่กับที่

“อืมม…. อืมมม” ยังคงฟังไม่ได้ศัพท์ ผมต้องรออีกสักหน่อย  ผมค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบหนังสือของเธอมา พร้อมกับกลั้นหายใจไปด้วย ป้องกันไว้ก่อนเมื่อถอยห่างออกมาสักสองสามหลาแล้ว ผมจึงเริ่มหายใจอีกครั้ง เพื่อลองรับรสสัมผัสกลิ่นของเธอในที่โล่งท่ามกลางแสงแดดแบบนี้ดูว่าจะเป็นอย่างไร ดูเหมือนความร้อนจะยิ่งทำให้กลิ่นของเธอหอมหวานมากขึ้นไปอีก ไฟของความกระหายอยากที่เผาผลาญอยู่ในลำคอของผม มันช่างรุนแรงเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆ คงเป็นเพราะ ผมอยู่ห่างจากเบลล่านานเกินไปนั่นเอง

ผมต้องใช้เวลาควบคุมความกระหายนั้นอยู่ครู่หนึ่ง  จากนั้นก็บังคับตัวเองให้สูดลมหายใจผ่านทางจมูก —  ผมเริ่มเปิดดูหนังสือที่อยู่ในมือ  เธอเริ่มอ่านจากเรื่องแรก—- ผมพลิกหน้าหนังสือผ่านๆไปถึงเรื่องที่สามอย่างรวดเร็ว Sense and Sensibility ผมมองหาว่ามีอะไร ในเรื่องราวที่แสนอ่อนโยน ของ เจน ออสเตน เรื่องนี้ที่ทำให้เบลล่าขุ่นเคืองใจ

จังหวะที่สายตาของผมต้องหยุดชะงักอยู่กับชื่อของตัวเองนั้น  —  ในฉากแรกที่มีการ แนะนำตัว เอ็ดเวิร์ด เฟอราร์ส —-  เบลล่า ก็ พึมพำออกมาอีก

“อืมมม…. เอ็ดเวิร์ด” เธอถอนหายใจ

ถึงตอนนี้ ผมไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว ว่าเธอจะตื่นขึ้นมาหรือไม่ เสียงพึมพำเบาๆของเธอนั้นเปี่ยมไปด้วยความโหยหา  ไม่ใช่เสียงกรีดร้องด้วยความกลัว เมื่อลืมตาตื่นมาเจอผมในตอนนี้ ความรู้สึกอิ่มเอมใจ ได้เข้ามาแทนที่ความรู้สึกรังเกียจตัวเองของผม  อย่างน้อยที่สุด เธอก็ยังคงฝันถึงผม

“เอ็ดมุนด์ … ..อือออ.. ใกล้….เกินไป”

เอ็ดมุนด์ เหรอ ??

โธ่ เอ๊ย !!  แล้วผมก็ตาสว่าง เธอไม่ได้ฝันถึงผมเสียหน่อย  ความรู้สึกชิงชังตัวเองกลับเข้ามาอีกครั้ง  เธอฝันถึงตัวละครในเรื่อง แมนฟิลด์ พาร์ค ต่างหากล่ะ  คิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไปหน่อยแล้ว ผมเอาหนังสือไปวางไว้ที่เดิม  แล้วพาตัวเองกลับไปอยู่ในที่ร่มอีกครั้ง …ในที่ทางของผม

ช่วงเวลาในยามบ่าย ที่ผมเฝ้าดูเธอผ่านไปแล้ว — ผมรู้สึกเหมือนคนอับจนหนทางอีกครั้ง เมื่อดวงอาทิตย์ เริ่มคล้อยต่ำ และร่มเงาก็เริ่มคืบคลานผ่านสนามหญ้าเข้าไปหาเธอ ผมอยากจะผลักมันกลับไปเหลือเกิน แต่ก็มิอาจหลีกลี่ยงรัตติกาลที่กำลังจะมาถึงได้ แล้วเงามืดก็ทาบทับตัวเธอ ผิวของเธอดูซีดเผือดภายใต้ความมืดมิด – คล้ายภูติผี    ผมสีเข้มของเบลล่าแทบจะกลายเป็นเป็นสีดำสนิท เมื่อเทียบกับใบหน้าที่ขาวซีดของเธอ ภาพที่เห็นมันน่าหวาดผวาจนผมไม่อยากจะมอง — ราวกับว่าภาพนิมิตของอลิซนั้นกลายเป็นความจริง  มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นยังดังชัดเจนและสม่ำเสมอของเธอเท่านั้น ที่ทำให้มั่นใจได้ว่าผมไม่ได้ตกอยู่ในความฝันที่น่าสะพรึงกลัว

ผมรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อพ่อของเธอกลับมาถึงบ้าน ผมได้ยินเสียงความคิดของเขาได้ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ในขณะที่เขากำลังขับรถกลับบ้าน  ฟังดูคล้ายๆ จะรำคาญใจ กับอะไรสักอย่างจากที่ทำงานในวันนี้ —

ผมเดาเอาว่าเขาคงทั้งหิว ทั้งตั้งความหวังไว้ สำหรับมื้อค่ำน่ะ — เขาควบคุมความรู้สึกของตัวเอง ทำให้เสียงความคิดของเขาเบามากๆ ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าตัวเองคิดถูกหรือเปล่า จับได้เฉพาะใจความสำคัญเท่านั้นเอง

ผมสงสัยว่าเสียงแม่ของเบลล่าจะเป็นอย่างไร– เป็นส่วนผสมของพันธุกรรมตัวไหนกันนะ เบลล่าถึงได้ แปลกพิเศษ ไม่เหมือนใครแบบนี้ เบลล่ารู้สึกตัวตื่น สะดุ้งขึ้นมานั่ง เมื่อได้ยินเสียงล้อรถบดก้อนอิฐบนถนน เธอเหลียวมองไปรอบๆตัว เหมือนจะยังงุนงง กับความมืดที่รายล้อมเธออยู่ แค่ช่วงเสี้ยวนาทีที่สายตาเธอมองตรงมายังเงามืดตรงที่ผมซ่อนตัวอยู่  ก่อนจะกระพริบตาถี่ๆ แล้วมองไปทางอื่น

“ชาร์ลี เหรอ”  เธอเอ่ยออกมาเบาๆ  แต่ยังคงมองไปรอบๆบริเวณสนามหญ้าเล็กๆนั่น

สารวัตรสวอน กระแทกปิดประตูรถเสียงดัง ทำให้เธอมองไปทางต้นเสียง แล้วรีบคว้าข้าวของลุกขึ้นยืน  แต่ยังมองมาที่พุ่มไม้อีกครั้งก่อนจากไป ผมย้ายตัวเองไปยังต้นไม้ที่อยู่ใกล้หน้าต่างด้านหลัง ซึ่งอยู่ใกล้กับห้องครัวเล็กๆนั่นมากกว่า และตั้งใจฟังบทสนทนาในยามค่ำคืนของพ่อกับลูก ที่ผมสนใจคือการนำคำพูดของชาร์ลี มาเปรียบเทียบกับ ความคิดที่มีเปลือกนอกห่อหุ้มอยู่ของเขา ความรัก และ ความห่วงใยที่เขามีให้เบลล่า นั้นแทบจะท่วมท้นออกมาให้สัมผัสได้ แต่ก็ยังแฝงอยู่ภายใต้วาจาที่กระชับรวบรัด ด้วยท่าทีสบายๆ  ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันในความเงียบเป็นส่วนใหญ่

ผมได้ยินเธอคุยกับพ่อถึงเรื่องที่จะไป พอร์ต แองเจลลิส ในค่ำวันพรุ่งนี้  เมื่อได้ยินอย่างนั้นผมก็เลยต้องคิดเรื่องแผนการตามไปดูแลเธออีกครั้ง แจสเปอร์ยังไม่ได้บอกปีเตอร์กับชาร์ลอตว่าให้อยู่ห่างๆ พอร์ต แองเจลลิส  แม้ผมจะรู้ว่าพวกเขาเพิ่งจะอิ่มกันมา และไม่ต้องการจะออกล่าในละแวกใกล้เคียงบ้านของเราก็ตามที แต่ผมก็จะต้องดูแลเธออยู่ดี ประมาทไม่ได้หรอก เพราะถึงอย่างไรก็ยังมีแวมไพร์กลุ่มอื่นๆอีกที่อยู่ข้างนอกนั่น  แล้วยังจะอันตรายทั้งหลายแหล่ของมนุษย์เองอีกล่ะ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเองก็ไม่ค่อยคิดถึงเรื่องสักเท่าไหร่

ผมได้ยินเสียงเธอพูดถึงอาหารเย็นของพ่อ ด้วยความกังวล และเป็นห่วงที่เขาต้องเตรียมมื้อเย็นตามลำพังในวันพรุ่งนี้  ผมยิ้มกับข้อพิสูจน์ในทฤษฎีของผม— ใช่แล้วล่ะ เธอเป็นคนประเภทที่ต้องการ ดูแลเอาใจใส่คนอื่น นั่นเอง

ผมออกจากบ้านเบลล่ามาหลังจากนั้น  แต่แน่นอนว่าผมจะกลับมาอีกครั้งหลังจากที่เธอหลับแล้ว

ผมจะไม่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของเธอ อย่างที่พวกถ้ำมองทำกัน ผมมาที่นี่เพื่อปกป้องคุ้มครองเธอ ไม่ใช่มาด้อมๆมองๆกระลิ้มกระเหลี่ย ซึ่งเป็นสิ่งที่ ไมค์ นิวตัน จะต้องทำแน่ๆ

ถ้าเขาสามารถเคลื่อนไหวผ่านยอดไม้ได้อย่างแคล่วคล่องเหมือนผม ผมจะไม่ปฏิบัติกัเบลล่าด้วยกริยางี่เง่าต่ำๆแบบนั้นแน่    ไม่มีใครอยู่บ้านเลยตอนที่ผมกลับไปถึง ซึ่งผมก็พอใจที่เป็นแบบนั้น  ผมไม่อยากนึกถึงความคิดความรู้สึกที่มองผมอย่าง งุนงง สงสัย แล้วมาวิพากษ์วิจารณ์ หาว่าผมเพี้ยนไปแล้วหรือเปล่า

เอ็มเม็ตต์ แปะกระดาษฝากข้อความไว้ที่เสาค้ำบันได

เตะฟุตบอลกันที่ทุ่งหญ้าเรนเนียร์ — มานะ — มาเถอะ

ผมหยิบปากกามาเขียนหวัดๆ ว่า ขอโทษ ใต้คำชวนนั้น ถ้าผมไม่ไปเสียคน พวกเขาก็จะแบ่งเป็นทีมได้เท่ากันพอดี    ผมออกล่า โดยใช้เวลาน้อยที่สุดเท่าที่เคยทำมา ตั้งใจว่าจะล่าเฉพาะสัตว์เล็ก  สัตว์ที่อ่อนแอรสชาติไม่ดีเท่ากับสัตว์ที่เป็นผู้ล่า   หลังจากนั้นผมก็เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่  ก่อนจะวิ่งกลับเข้าไปในฟอร์คส์

เบลล่านอนหลับอย่างกระสับกระส่ายในคืนนี้  เธอนอนดิ้นไปมาอยู่ในผ้าห่ม สีหน้าวิตกกังวล  ในบางทีก็ดูหม่นเศร้า  อยากรู้จริงว่าฝันร้ายอะไรกันที่หลอกหลอนเธออยู่ —- แล้วผมก็ตระหนักว่าบางทีผมไม่ได้อยากรู้จริงๆหรอก  ว่าฝันร้ายนั้นคืออะไร ในยามที่เธอละเมอบ่นพึมพำเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่หดหู่นั้น ส่วนมากก็เป็นเรื่องแย่ๆทั้งหลายในฟอร์คส์    มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ที่เธอพูดออกมาว่า    “กลับมา” แล้วก็แบมือออก — เสมือนการขอร้องโดยไม่ต้องร้องขอ —  อยากจะหวังเหลือเกินว่า เบลล่ากำลังฝันถึงผม

.

ที่โรงเรียนในวันรุ่งขี้น ก็เป็นเหมือนๆกับทุกวันที่ผ่านมา และวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายแล้วที่ผมจะได้หลุดพ้นจากการกักขังของแสงแดดเสียที   ดูเหมือนว่าเบลล่าจะซึมเศร้ามากกว่าเมื่อวานเสียอีก ผมสงสัยว่า เธอจะบอกยกเลิกการไปเที่ยวในวันนี้หรือเปล่า  เพราะดูเธอไม่มีอารมณ์อยากเที่ยวสักเท่าไหร่

แต่ เบลล่า ก็คือเบลล่า เธอย่อมเห็นแก่ความสนุกสนานของเพื่อนๆมากกว่าตัวเองอยู่แล้ว วันนี้เธอสวมเสื้อสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งขับผิวเธอให้ยิ่งสวยผุดผ่อง คล้ายกับสีขาวนวลละออตา

เมื่อโรงเรียนเลิก เจสสิก้าบอกว่าเธอจะเป็นคนไปรับเพื่อนๆคนอื่นๆ – แองเจล่าก็ไปด้วย นั่นทำให้ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ผมกลับไปเอารถที่บ้าน แล้วผมก็ได้เจอปีเตอร์กับชาร์ลอตที่นั่น  ผมก็เลยตัดสินใจให้พวกสาวๆล่วงหน้าไปกันก่อนสักหนึ่งชั่วโมง ผมคงทนไม่ได้ที่จะขับตามหลังพวกเธอไปด้วยความเร็ว ที่จำกัดขนาดนั้น — แค่คิดก็ขนลุกแล้วล่ะ

ผมเดินเข้าบ้านทางด้านห้องครัว พยักหน้ารับคำทักทายของเอ็มเม็ตต์กับเอสเม่ ตอนที่ผมเดินผ่านทุกคนในห้องด้านหน้า แล้วก็เดินตรงไปที่เปียโน

เชอะ— กลับมาแล้วเหรอ เป็นเสียงของโรซาลีอย่างไม่ต้องสงสัย

โอว!! เอ็ดเวิร์ด  ไม่ชอบเลยจริงๆที่เห็นลูกต้องเจ็บปวดแบบนี้ ความสนุกสนานของเอสเม่ต้องถูกบั่นทอนลงด้วยความเป็นห่วงผม  ซึ่งก็น่าเป็นห่วงจริงๆด้วย เพราะเรื่องราวความรักของผมในสายตาของเอสเม่นั้น  มันโน้มเอียงจนจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมมากขึ้นทุกขณะ

ขอให้สนุกใน พอร์ท แองเจลลิสนะคืนนี้น่ะ อลิซคิดอย่างร่าเริงยินดี  จะให้ฉันคุยกับเบลล่าได้เมื่อไหร่ ก็บอกด้วยนะ

นายนี่น่าสมเพชจริงๆ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายไม่ไปเตะฟุตบอลกับพวกเรา เพราะต้องไปนั่งเฝ้าคนหลับ แค่เนี้ย?? เอ็มเม็ตต์บ่นอย่างอารมณ์เสีย

แจสเปอร์ไม่ได้สนใจเรื่องของผม แม้ว่าเพลงที่ผมเล่นจะฟังดูกระแทกกระทั้น  โดยที่ผมไม่ได้ตั้งใจก็ตาม เพลงนี้เป็นบทเพลงเก่า ท่วงทำนองของความร้อนรน จนแทบจะทนไม่ได้ — แจสเปอร์กำลังบอกลาเพื่อนของเขา ซึ่งมองมาที่ผมด้วยความสงสัย เขาแปลกไปจริงๆ เป็นความคิดของ ชาร์ลอต ที่ตัวเท่าๆกับอลิซ และมีผมสีบลอนด์ซีดๆ เจอกันคราวที่แล้วเขาก็ดูเป็นมิตรดี นี่นา ปีเตอร์ก็คิดคล้ายๆกับเธอ ซึ่งก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วล่ะ ต้องเป็นเพราะกินแต่เลือดสัตว์แน่ๆเลย การไม่ได้กินเลือดมนุษย์นานๆเข้า สุดท้ายก็เพี้ยนอย่างนี้แหละ ผมของปีเตอร์สีอ่อนจางเหมือนกับผมของชาร์ลอต แล้วก็ยาวเกือบเท่ากันด้วย  พวกเขาดูคล้ายกันมาก ยกเว้นแต่ขนาดตัวที่ปีเตอร์สูงเกือบเท่ากับแจสเปอร์ นอกนั้นก็เหมือนกันหมดทั้งรูปร่างหน้าตาและความคิด ผมคิดมาเสมอว่าทั้งสองคนนี้เป็นคู่ที่เหมาะสมลงตัวมากๆ

ไม่มีใครคิดเรื่องของผมกันแล้วตอนนี้  ยกเว้นเอสเม่   และผมก็ผมบรรเลงเพลงด้วยท่วงทำนองที่นุมนวลขึ้น จะได้ไม่ไปดึงความสนใจของพวกเขาอีก ผมไม่ได้สนใจพวกเขาอยู่ครู่ใหญ่ ปล่อยให้เสียงเพลงดึงผมออกมาจากความกังวลทั้งหลาย ยากเหลือเกินที่จะไม่เห็นภาพของเธอหรือไม่คิดถึงเธอ  ผมทำได้แค่เพียงหันมาสนใจบทสนทนาของพวกเขาที่ร่ำลากันจวนจะจบอยู่แล้ว

“ถ้าเธอเจอมาเรียอีก” เสียงของแจสเปอร์ฟังดูค่อนข้างระมัดระวัง “บอกเธอว่า ฉันฝากความปรารถนาดีไปให้”

มาเรีย คือแวมไพร์ผู้สร้างทั้งแจสเปอร์ และ ปีเตอร์  — เธอสร้างแจสเปอร์ในช่วงหลังของศตวรรษที่สิบเก้า ส่วนปีเตอร์ นั้นถูกสร้างขี้นมาเมื่อไม่นานนี้เอง ในช่วงปี 1940 เธอเคยมาเยี่ยมแจสเปอร์ครั้งหนึ่ง  ในตอนนั้นพวกเราอาศัยอยู่ที่ คาลการี และการมาเยือนในครั้งนั้นมีผลสำคัญ ทำให้พวกเราต้องรีบย้ายออกมาในทันที  แจสเปอร์ขอร้องเธออย่างสุภาพ นับจากนี้ไปในอนาคต ขอให้เธออยู่ห่างๆจากพวกเรา

“ฉันไม่คิดว่าจะได้เจอเธอในเร็วๆนี้หรอกนะ” ปีเตอร์บอกเสียงกลั้วหัวเราะ — ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มาเรียนั้น เป็นบุคคลอันตราย และ ทั้งเธอและปีเตอร์ก็ไม่ได้มีความรักให้กันสักเท่าไหร่  ก็เพราะปีเตอร์นี่แหละ เป็นคนที่ทำให้แจสเปอร์หนีจากเธอมา  แจสเปอร์ยังเป็นคนโปรดของมาเรียตลอดมา  เธอคิดว่าเขาเป็นเบี้ยรองบ่อน ที่เธอจะฆ่าเขาเมื่อไหร่ก็ได้

“แต่ถ้าฉันได้เจอ ฉันจะบอกให้อย่างแน่นอน”

หลังจากนั้นพวกเขาก็จับมือกัน เตรียมตัวออกเดินทาง  ผมปล่อยให้บทเพลงที่กำลังบรรเลงอยู่ค่อยๆเบาลง เบาลงจนเงียบหายไปเอง แล้วผมก็รีบลุกขึ้นยืน   “ชาร์ลอต  ปีเตอร์” ผมพูดกับพวกเขา แล้วพยักหน้า    “ดีใจที่ได้เจอคุณอีกครั้งนะ เอ็ดเวิร์ด” ชาร์ลอตพูดกับผมด้วยความงุนงง ส่วนปีเตอร์ก็แค่พยักหน้ารับเท่านั้น

บ้าไปแล้ว เอ็มเม็ตต์ ว่าตามหลังผมมา

ปัญญาอ่อน โรซาลีก็คิดขึ้นมาพร้อมๆกับเขา

โถ น่าสงสาร เอสเม่คิดเป็นห่วงผม

พวกเขาจะไปทางตะวันออก ไปซีแอทเทิล ไม่ได้ไปใกล้ พอร์ต แองเจลลิสหรอกน่า — อลิซบอกเสียงเข้ม ตำหนิผมด้วยความไม่พอใจ  แล้วเธอก็ให้ผมดูมโนภาพเพื่อยืนยัน ผมแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน ก็คำแก้ตัวของผมมันไม่มีน้ำหนักอยู่แล้วนี่

ผมผ่อนคลายมากขึ้น เมื่อได้เข้ามาอยู่ในรถ ได้ฟังเสียงเครื่องยนต์กำลังแรง ที่โรซาลีปรับแต่งให้ผมเมื่อปีที่แล้ว ตอนที่เธออารมณ์ดีกว่านี้น่ะ—  ช่วยได้เยอะทีเดียว ผมรู้สึกสบายใจมากขึ้นทุกขณะ ด้วยรับรู้ว่าทุกไมล์ที่รถพุ่งทะยานไปข้างหน้า นั่นหมายถึงผมก็ได้เข้าใกล้เบลล่ามากขึ้นเช่นกัน.

/

 

.

.

Share

Comments (64)

เมื่อไหร่จะแปลตอนที่ 9-12 คะอยากอ่านเร็วๆ น่ารักมากๆๆๆๆคะ
ข่าวRobsten ก็ติดตามตลอดเลยคะ ขอบคุณพี่ที่หาข่าวดีๆๆมาฝากนะค่ะ

อยากบอกว่ายังรอบทที่ 9-12 ของคุณแพมอยู่นะคะ เพราะว่าจริง ๆ มีไปตามอ่านจาก blog อื่นมาเหมือนกันที่เค้าแปลถึงบทที่ 12 แล้ว แต่อ่านไปแล้วก็ไม่ค่อยรู้สึกอินน์เหมือนกับที่อ่านจากสำนวนของคุณแพมจริง ๆ ค่ะ เป็นกำลังใจให้และจะคอยเข้ามาติดตามอ่านเรื่อย ๆ อย่าเพิ่งเปลี่ยนใจไม่แปลเลยนะคะ….เสียดายแย่เลย แปลได้ดีขนาดนี้……ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ อิอิ

midnight sun ฉบับสมบูรณ์จบเมื่อไหร่ พี่แพม รับแปลให้สำนักพิมพ์ ในเมืองไทยได้มั้ยค่ะ (อิอิ) จากที่อ่านมาก ชอบเฉพาะเล่มแรกเท่านั้นแหละค่ะ รู้สึกเล่มอื่น สำนวน ไม่พริ้ว เหมือนที่พี่แพม เลยค่ะ
คิดถึงจัง อยากอ่านเร็ว ๆ
รอ
คอย
รอย
คอ
นานแล้วค่ะ

อยากอ่่านต่อเ็ร็วๆจังค่ะ

ขอบคุณค่ะสำหรับการแปลนิยายเรื่องนี้ แปลได้ดีมาก

จะคอยติดตามต่อไปค่่ะ

ยอดเยี่ยมมากจริงๆค่ะ แปลได้ดีสุดๆ ขอบคุณมากค่ะ อยากอ่านต่อจริงๆ เมื่อไหร่ meyer จะเขียนต่อนะอยากอ่านต่อ ถ้าหนังสือออกช่วยบอกด้วยนะคะ

อ่านจบแล้วค่ะ เยี่ยมสุด ๆ
จะรออ่านตอนต่อไปนะค่ะ

ตั้งหน้าตั้งตารอฉบับสมบูรณ์อยู่ค่ะ
คุณแพมใจดี น่ารัก ที่สุดได้แปลมา ยั่วใจได้ขนาดนี้
ขอบคุณแบบหลาย ๆ ๆ ๆ

ขอบคุณมากๆนะค่ะ
สำนวนดีเยี่ยมสุดๆไปเลย

รออ่านตอนต่อไปอยู่นะค่ะ อิอิ

ตอนแรกก็สงสัยตัวเองอยู่ว่าทำไมถึงชอบทไวไลท์
ชอบเพราะโรเบิรืตรึเปล่า
แต่ตอนนี้หาคำตอบได้แล้วว่า
รักสเตฟานี่ เอ็ดเวิร์ด เบลล่า เจคอบ คริสเทน ร็อบ และทุกอย่างที่เป็นทไวไล์

อาการเข้าขั้นโคม่าจริง 555+

ขอบคุณจริงๆจากใจอีกครั้งนะค่ะ

สำนวนดี อ่านง่ายได้อรรถรสมากเลยค่ะ ขอบคุณมากๆเลยนะคะที่อุตส่าห์แปลให้อ่านกัน เอ็ดเวิร์ดก็น่ารักจริงๆเล๊ยยยย อิอิ

ขอบคุณมาก ๆ นะค่ะ เพิ่มเข้ามาอ่านค่ะ อ่านแล้วยิ้มไปเขินไปเลยค่ะ

เข้ามาอ่านเป็นรอบที่ 3แล้วค่ะ อ่านทีไร ก็อมยิ้มในความน่ารักของพระเอกของเราทุกที รออ่านบทต่อๆไปอยู่นะคะ

เอ็ดเวิร์ดน่ารักมาก
อิจฉาเบลล่าสุดๆ !!
เห็นแบบนี้แล้ว
เจคอบก็แค่คนที่เข้ามาแทรกทำให้เรื่องเสียเท่านั้นแหละ

ขอบคุณค่ะ พี่แพม

มาอ่านเอาปี 2012 ก่อนที่ twilight จะตอนจบ

555+

ขอบคุณค่ะคุณแพม

Post a comment

This site is protected by WP-CopyRightPro