Midnight Sun / Twilight Saga / 7. Melody

39

Category : Midnight Sun

.

.

Midnight Sun by Stephenie Meyer

.

Translation  by  ppompam

/

.

 Melody

.

.

ชั่วโมงสุดท้ายยังไม่เลิก เมื่อผมกลับมาถึงโรงเรียน  ผมก็เลยนั่งรอพวกพี่น้องอยู่ในรถ ซึ่งก็ดีแล้วล่ะ เพราะผมอยากอยู่เงียบๆคนเดียว .. ในหัวมีเรื่องให้คิดเยอะแยะมากมาย .. ผมปิดกระจกรถทุกด้าน ตั้งใจให้กลิ่นของเบลล่าที่ยังหอมลอยอ้อยอิ่งอยู่ในรถนั้นถาโถมเล่นงานผม  เผื่อว่าผมจะได้คุ้นเคยชาชินกับความแสบร้อนที่เผาผลาญอยู่ในคอ

ความเสน่หา … คือความรู้สึกอันเป็นปริศนาที่จะต้องใคร่ควรวญ  มีหลายแง่มุมที่ต้องตริตรอง มีความหมายที่หลากหลายแล้วแต่เราจะคิด  แตกต่างจาก ความรัก แต่ก็ถูกหล่อหลอมไว้ด้วยกันจนแยกไม่ออก

ไม่รู้ว่าตัวผมจะมีเสน่ห์ดึงดูดใจเบลล่าให้ชอบผมได้บ้างหรือเปล่า  (ความคิดของเธอ และจะเงียบแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ  ทำให้ผมหงุดหงิดมากขึ้น มากขึ้น จนบ้าตายไปเลยหรือเปล่า? หรือว่าท้ายที่สุดก็จะมีขีดจำกัดของความเงียบ ?)

ผมลองสังเกตกริยาอาการที่เธอตอบสนองมาเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ อย่างมิสซิสโคปป์ และ เจสสิก้า สแตนลีย์   แต่การเปรียบเทียบนั้นก็ยังหาบทสรุปไม่ได้  ทุกคนมีอาการเดียวกัน คือ หัวใจเต้นเร็วขึ้น และ หายใจกระชั้นมากขึ้น ซึ่งอ่านได้ง่ายมากๆ ถ้าไม่ใช่เพราะความกลัว ก็คงเป็นความตกใจหรือไม่ก็เป็นความวิตกทุกข์ร้อน แต่ดูไปแล้วผมไม่คิดว่าเบลล่าจะคิดถึงผมในแบบเดียวกันกับที่เจสสิก้าคิด  ยิ่งไปกว่านั้น เธอเคยสัมผัสโดนตัวที่เย็นเยียบของผมจนเธอดึงมือกลับแทบไม่ทันมาแล้ว  เบลล่ารู้ดีว่าตัวผมนั้นต้องมีอะไรสักอย่างที่ผิดแปลกออกไป แม้เธอจะยังไม่รู้แน่ว่ามันคืออะไรก็ตาม

ยังมีอีก… ผมยังจำจินตนาการที่น่ารังเกียจของเจสสิก้าได้ดี  แต่ถ้าเปลี่ยนให้เบลล่าคิดถึงผมแบบนั้นบ้างล่ะ …. ผมหายใจถี่ขึ้น  ไฟกำลังลามเลียอยู่ในคอของผม … จะเป็นอย่างไรถ้าเบลล่าจะจินตนาการถึงอ้อมแขนของผมที่กอดร่างอันบอบบางของเธอไว้ .. เธอจะรู้สึกอย่างไรเมื่อผมกระชับร่างของเธอไว้แนบอก และเชยคางเธอขึ้นมา ปัดผมหนานุ่มของเธอออกจากใบหน้าที่แดงระเรื่อเพราะความเอียงอาย แล้วใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามรอยหยักของริมฝีปากอันอวบอิ่ม ผมค่อยๆก้มหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าของเธอ  ใกล้จนผมรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆของเธอที่สัมผัสกับปากของผม

ค่อยๆใกล้มากขึ้น มากขึ้น…

แล้วผมก็สะดุ้งตื่นจากฝันกลางวัน เพราะผมตระหนักดีว่า  ถ้าผมเข้าใกล้เธอแล้วอะไรจะเกิดขึ้น เหมือนเมื่อครั้งที่เจสสิก้าคิดถึงผมแบบนี้

.

.

ความเสน่หา ทำให้ผมตกที่นั่งลำบากอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะผมหลงเสน่ห์เบลล่าเอามากๆ และเป็นไปในทางที่เลวร้ายอีกด้วย  ผมอยากให้เบลล่ารู้สึกชอบผมอย่างที่ผู้หญิงพึงมีกับผู้ชายใช่ไหมนั่น?

ผมตั้งคำถามผิด ที่ถูกต้องคือ สมควรแล้วหรือที่ผมต้องการให้เบลล่ารู้สึกกับผมอย่างนั้นน่ะ และคำตอบก็คือ ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะผมไม่ใช่มนุษย์ และมันไม่ยุติธรรมกับเธอเลย

ด้วยทุกสิ่งอย่างที่ทำให้ผมมีตัวตนอยู่  มันทำให้ผมปรารถนาเหลือเกินที่จะเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ให้ผมได้โอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขนโดยที่เธอไม่ต้องเสี่ยงชีวิต  ให้ผมคิดภาพวาดฝันถึงเธอได้อย่างอิสระ  เป็นจินตนาการที่ไม่ได้จบลงด้วยมือของผมที่เปื้อนเลือดของเธอ .. เลือดของเธอส่องประกายสะท้อนอยู่ในดวงตาของผม .. ความต้องการนี้รุมเร้าผมจนปวดร้าวไปทั้งตัว ผมไม่อาจต้านทานความต้องการที่จะอยู่ใกล้ๆเธอได้เลย  มีความสัมพันธ์แบบไหนบ้างหนอ ที่ผมกับเธอจะไปด้วยกันได้   ในเมื่อผมไม่อาจเสี่ยงแตะต้องตัวเธอได้ … ผมถึงกับต้องกุมขมับกันเลยทีเดียว

เรื่องทั้งหมดนี้ทำให้ผมสับสนมากขึ้น เพราะผมไม่เคยรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์แบบนี้มาก่อนในชีวิต ..ไม่เคยเลย..  แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่ผมเป็นมนุษย์ ผมนึกย้อนกลับไปไกลเท่าที่ทำได้  ตอนที่ผมยังเป็นมนุษย์นั้น ความคิดทั้งหมดของผมอยู่กับความภาคภูมิใจการในเป็นทหาร   สงครามโลกครั้งที่ 1 (The Great War : July 1914 – Nov 1918) ได้ดำเนินไปด้วยความรุนแรงตลอดช่วงชีวิตในวัยหนุ่มของผม  และอีกเพียงเก้าเดือนเท่านั้นผมก็จะอายุครบสิบแปด ตอนที่ไข้หวัดใหญ่ระบาด (Influenza Pandemic : Spanish  Flu 1918)  ความเป็นมนุษย์ในช่วงเวลานั้น มันประทับอยู่ในความทรงจำของผมอย่างลางเลือนเต็มที  และมันก็ค่อยๆจางหายไปตามกาลเวลาที่ผ่านไป  ผมจำแม่ได้ชัดเจนที่สุด และเมื่อผมนึกถึงหน้าของแม่ ความเจ็บปวดในสมัยนั้นก็ย้อนกลับมาให้รู้สึกได้ในวันนี้  ผมจำได้ลางๆ ว่าแม่เกลียดอนาคตมากแค่ไหน  ในขณะที่ผมกระตือรือร้นเร่งวันเร่งคืนให้มันมาถึง  แม่ภาวนาทุกคืนในยามสวดมนต์ก่อนอาหาร ให้สงครามอันเลวร้ายนี้จบลงเสียที …..ผมไม่มีความรักความปรารถนาแบบอื่นๆ ในความทรงจำ… นอกจากความรักของแม่แล้ว ก็ไม่มีความรักอื่นใดอีกแล้วที่ทำให้ผมต้องการมีชีวิตอยู่ .. ความรักที่ผมมีต่อเบลล่านั้นเป็นสิ่งใหม่ที่เข้ามาในชีวิต ไม่มีความรู้สึกใดที่ใกล้เคียงพอจะให้เปรียบเทียบได้เลย

เริ่มแรกนั้นผมรักเธอด้วยความบริสุทธิ์ใจ  แต่ตอนนี้ ความบริสุทธิ์นั้นได้มีความรู้สึกอื่นมาเจือปน .. ผมปรารถนาเหลือเกินที่จะแตะต้องสัมผัสตัวเบลล่า แล้วเธอล่ะ จะรู้สึกเหมือนผมหรือเปล่า? นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก ผมพยายามบอกให้ตัวเองเชื่ออย่างนั้น  .. ผมจ้องมองมือที่ขาวซีดของตัวเอง เกลียดที่มันแข็งกระด้าง  เย็นยะเยือก และแข็งแกร่งผิดมนุษย์

ผมสะดุ้งโหยงเมื่อประตูฝั่งผู้โดยสารถูกเปิดออก

ฮ่า ฮ่า ! ครั้งแรกนะเนี่ย ที่ทำให้นายตกใจได้  เอ็มเม็ตต์คิดขณะที่ เลื่อนตัวลงมานั่งในรถ

“พนันได้เลย มิสซิสกอฟฟ์ ต้องคิดว่านายติดยาแน่ๆ ที่หลังๆนี้นายไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยน่ะ แล้ววันนี้ไปไหนมาล่ะ”

“ก็….ไปทำความดีมาน่ะสิ”

หืออ ?

ผมหัวเราะอยู่ในคอ  “ประมาณว่า ไปดูแลคนป่วยมาน่ะ”

นั่นยิ่งทำให้เขางงหนักขึ้นไปอีก  แต่หลังจากที่เขาสูดลมหายใจและได้กลิ่นที่หอมติดรถ

“อ้อ  เด็กผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว” เขาพูด

ผมทำหน้าหงิกใส่เขา

กลิ่นนี่แปลกมากเลยนะ

“บอกมาสิ แปลกยังไง” ผมพูดเสียงต่ำ

เขาสูดลมหายใจเข้าปอดอีกครั้ง  “อืมม ท่าทางเธอจะรสชาติดีนะเนี่ย นายว่ามั้ย”

ผมคำรามใส่เขาก่อนที่เขาจะทันพูดจบเสียอีก มันเป็นปฏิกริยาโต้ตอบที่ออกมาเองโดยอัตโนมัติ

“เฮ้ย  ใจเย็นๆ  ก็แค่พูดไปอย่างนั้นแหละ”

แล้วคนอื่นๆก็มาถึง  เมื่อโรซาลีได้กลิ่นในรถเธอก็ถลึงตาใส่ผม เธอยังโกรธผมอยู่ ผมสงสัยว่าเธอมีปัญหาข้องใจอะไรกับผม  แต่ตอนนี้ ผมได้ยินแต่วาจาที่หยาบคายแดกดันจากเธอ แล้วผมก็ไม่ชอบปฏิกริยาของแจสเปอร์ด้วยเหมือนกัน   เขารับรู้ถึงกลิ่นที่ดึงดูดใจของเบลล่าเช่นเดียวกับที่เอ็มเม็ตต์รู้สึก กลิ่นของเธอที่ดึงดูดพวกเขานั้นไม่ได้สักเศษหนึ่งส่วนพันที่กลิ่นนั้นเย้ายวนใจผม  ผมยังคงอารมณ์เสียที่พวกเขาคิดว่าเลือดของเธอนั้นหอมหวาน .. แจสเปอร์ควบคุมตัวเองได้ไม่ดีเลย .. อลิซกระโดดมายืนอยู่ข้างๆรถฝั่งผม แล้วแบมือขอกุญแจรถของเบลล่า

“ฉันเห็นว่ามันเป็นหน้าที่ของฉันน่ะ” เธอบอก.. คลุมเครือเข้าใจยาก อย่างที่เธอทำจนเป็นนิสัยนั่นล่ะ

“เธอต้องบอกฉันด้วยนะว่าเพราะอะไร”

“นี่ไม่ได้หมายความว่า… ”

“รู้แล้ว รู้แล้ว  ฉันจะรอ มันก็อีกไม่นานหรอกน่า”

ผมถอนหายใจ แล้วก็ยื่นกุญแจให้เธอ … ผมขับตามอลิซไปที่บ้านของเบลล่า ฝนยังกระหน่ำลงมาเสียงดังยังกับฆ้อนจิ๋วๆล้านๆอันกระทบกัน เสียงฝนคงกลบเสียงเครื่องยนต์จากรถของเธอ มันอาจเกินความสามารถในการได้ยินของมนุษย์  ผมมองขึ้นไปที่หน้าต่างห้องนอนของเธอ แต่เธอก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาดู  บางทีเธออาจจะไม่ได้อยู่ในห้อง ไม่มีเสียงความคิดใดๆให้ได้ยินเลย ผมรู้สึกเป็นทุกข์ ที่ไม่ได้ยินเสียงอะไรที่พอจะทำให้ผมแน่ใจว่า เธอสุขกายสบายใจ หรือ อย่างน้อยให้ได้รู้ว่าเธอปลอดภัยก็ยังดี … เมื่ออลิซขึ้นมานั่งเบาะหลัง ผมก็ขับมุ่งหน้ากลับบ้าน  ถนนโล่งมากไม่กี่นาทีเราก็ถึงบ้าน

เมื่อทุกคนเข้าบ้านแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปทำกิจกรรมส่วนตัวของแต่ละคน เอ็มเม็ตต์กับแจสเปอร์อยู่ท่ามกลางกระดานหมากรุกแปดอัน  ซึ่งกระจายขนานไปกับกำแพงกระจกด้านหลัง  เป็นเกมหมากรุกที่ซับซ้อน แล้วพวกเขาก็ตั้งกติกาขึ้นมาเองให้ยิ่งยากขึ้นไปอีก พวกเขาไม่ให้ผมเล่นด้วย ก็นั่นล่ะ มีแต่อลิซคนเดียวเท่านั้นแหละที่ยอมเล่นเกมกับผม

อลิซไปนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตรงมุมห้องใกล้ๆพวกเขา ผมได้ยินเสียงเครื่องคอมพ์เริ่มทำงาน  อลิซกำลังออกแบบเสื้อผ้าให้โรซาลี ซึ่งวันนี้เธอไม่ได้มายืนอยู่ข้างหลังอลิซ คอยบอกคอยสั่งเรื่องแบบและสี ขณะที่มือของอลิซก็ร่างแบบไปตามหน้าจอ (มันเป็นระบบสัมผัสความไวสูง ซึ่ง ผมกับคาร์ไลล์ได้ปรับแต่งระบบเล็กน้อย เพื่อให้ระบบตอบสนองกับอุณหภูมิของพวกเรา)  แต่วันนี้โรซาลีกลับนอนแผ่หน้าตาบอกบุญไม่รับอยู่บนโซฟาหน้าทีวีจอแบน เธอกดรีโมทเปลี่ยนช่องราวๆยี่สิบช่องในหนึ่งวินาที  โดยไม่ได้หยุดดูสักช่อง  ผมได้ยินเธอกำลังชั่งใจอยู่ว่าจะออกไปแต่งรถ BMW ของเธอที่โรงรถอีกดีไหม

เอสเม่อยู่ข้างบน กำลังวุ่นอยู่กับพิมพ์เขียวชิ้นใหม่ … แล้วอลิซก็ยื่นหน้ามาใกล้กำแพง ทำปากบอกแจสเปอร์ว่าเอ็มเม็ตต์ ซึ่งนั่งกับพื้นหันหลังให้เธอนั้น คิดจะเดินหมากอย่างไร  แจสเปอร์ก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ขณะที่จัดการกับอัศวินตัวโปรดของเอ็มเม็ตต์

นี่เป็นครั้งแรกในระยะเวลาอันยาวนานที่ผมรู้สึกละอายใจ เมื่อไปนั่งอยู่หน้าแกรนด์เปียโนหลังงาม ที่อยู่ใกล้ประตู   ผมไล่นิ้วลองฟังบันไดเสียง ทดสอบระดับเสียงที่ตั้งไว้  .. ไม่มีที่ติ

เอสเม่ วางมือจากงานที่กำลังทำอยู่  แล้วเอียงหัวตั้งใจฟัง .. ผมเริ่มเล่นบรรทัดแรกของท่วงทำนองที่ผมได้ยินอยู่ในหัวตอนที่นั่งอยู่ในรถวันนี้ … ไพเราะมาก … ผมดีใจเมื่อบรรเลงออกมาแล้วเพราะกว่าที่คิด

เอ็ดเวิร์ดเล่นเปียโนอีกครั้งแล้ว เอสเม่คิด ยิ้มพรายบนใบหน้าอย่างมีความสุข  เธอลุกออกมาจากโต๊ะ มาหยุดยืนฟังเงียบๆอยู่ที่บันได  ผมเพิ่มทำนองประสานเข้าไปให้เสียงนั้นกลมกลืนเข้าด้วยกันกับเมโลดี้หลัก เอสเม่ถอนหายใจด้วยความพึงพอใจ  ก่อนจะนั่งลงที่บันไดขั้นบนสุด เอียงศีรษะซบกับราวบันได  เพลงใหม่นี่นา ..นานแค่ไหนแล้วนะ เป็นเพลงที่เพราะเหลือเกิน

ผมให้เมโลดี้เป็นตัวนำเสียงหลัก แล้วค่อยตามด้วยเสียงเบสที่ทุ้มต่ำ

เอ็ดเวิร์ดแต่งเพลงอีกแล้วเหรอ ?  โรซาลีคิดพลางกัดฟันด้วยความขุ่นเคือง ในจังหวะนั้นเอง  ที่เธอผลาดเผลอให้ผมได้อ่านความคิดที่เธอซ่อนไว้ภายใต้ความโกรธ  ผมรู้แล้วว่าทำไมเธอถึงอารมณ์เสียกับผมง่ายเหลือเกิน  และทำไมเธอถึงไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไรเลยกับการฆ่า เบลล่า สวอน สำหรับโรซาลีแล้ว เธอก็มีแต่ความหลงตัวเองเป็นหลัก

เสียงเปียโนเงียบไปในทันทีเพราะผมหัวเราะออกมาอย่างหยุดตัวเองไม่ได้ มันช่วยไม่ได้จริงๆนะ ผมขำเสียจนต้องเอามือมาปิดปากตัวเองไว้  โรซาลีหันขวับมาจ้องผม สายตาเธอแผ่รังสีอำมหิตมาด้วยความเดือดดาล เอ็มเม็ตต์กับแจสเปอร์ก็หันมามองผมเหมือนกัน  แล้วก็ได้ยินความสงสัยจากความคิดของเอสเม่ ซึ่งลงบันไดมาที่พวกเราอย่างรวดเร็ว หันมามองผม แล้วหันไปมองโรซาลี

“เล่นต่อสิเอ็ดเวิร์ด” เอสเม่บอกผม หลังจากที่นิ่งอึ้งกันไปครู่หนึ่ง

ผมหันหลังให้โรซาลี แล้วเริ่มบรรเลงอีกครั้ง พยายามกลั้นเสียงหัวเราะ และความขบขันไว้ไม่ให้ออกนอกหน้า  โรซาลีเดินย่ำเท้าออกจากห้องไป ทั้งโกรธทั้งอับอาย แน่นอนอยู่แล้วว่าเธออายมากกว่าโกรธ

ถ้าหลุดอะไรออกมาสักคำล่ะก็ จะล่าให้เหมือนหมา

ผมต้องกลั้นเสียงหัวเราะไว้อีกรอบ

“เป็นอะไรไป โรส” เอ็มเม็ตต์ร้องถามตามหลังเธอไป  แต่เธอดินตัวตรงต่อไปไม่เหลียวหลัง เธอพุ่งไปที่โรงรถ ไถลตัวเข้าใต้ท้องรถ ถ้าทำได้เธอคงขุดหลุมฝังตัวเองอยู่ตรงนั้นไปแล้ว

“มันเรื่องอะไรกันน่ะ” เอ็มเม็ตต์ถามผม

“ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องอะไร” ผมโกหก

เอ็มเม็ตต์พึมพำคำรามด้วยความหงุดหงิด

“เล่นต่อสิ” เอสเม่กระตุ้นผม เมื่อเห็นมือผมยังชะงักอยู่  ผมเล่นต่อตามที่เธอบอก แล้วเธอก็มายืนอยู่ข้างหลัง  วางมือลงบนไหล่ของผม

บทเพลงไพเราะในระดับหนึ่งแต่มันยังไม่สมบูรณ์ดีนัก  ผมลองใส่เสียงเชื่อมต่อดูเล่นๆ แต่ดูเหมือนจะไม่เข้ากัน

“เป็นเพลงที่มีเสน่ห์ น่าฟังมากๆ ตั้งชื่อเพลงหรือยังล่ะ  เอสเม่ถาม

“ยังเลยครับ”

“เพลงนี้มีที่มาที่ไปหรือปล่าจ้ะ” เธอถาม อย่างอารมณ์ดี  การเล่นเปียโนของผมทำให้เธอมีความสุขมาก และยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิดที่ผมทิ้งเสียงดนตรีไปเสียนาน   ผมมองแต่ตัวเอง เห็นแก่ตัวจริงๆ

“ผมว่า…..จะให้เป็นเพลงกล่อมนอนน่ะครับ” แล้วผมก็ได้ทำนองเชื่อมประสานที่ลงตัวใส่ลงไป ทำให้ผมต่อท่อนถัดไปได้ง่ายขึ้นเหมือนเป็นบทเพลงที่มีชีวิต

“บทเพลงกล่อมนิทรา” เอสเม่พูดย้ำกับตัวเอง

มีเรื่องราวอยู่ในบทเพลงนี้  และเมื่อผมมองห็นภาพนั้นได้กระจ่างชัด ท่วงทำทองต่อจากนั้นลื่นไหลไปได้อย่างง่ายดาย .. เป็นเรื่องราวของสาวน้อยคนหนึ่ง ที่กำลังหลับไหลอยู่บนเตียงเล็กๆ  ผมสีเข้มที่หนานุ่มของเธอ ยุ่งพันกันเหมือนสาหร่ายแผ่ระจายอยู่บนหมอน… อลิซปล่อยให้แจสเปอร์คิดแก้เกมหมากรุกเอาเอง ส่วนตัวเธอก็เดินมานั่งบนเก้าอี้เปียโนข้างๆผม อลิซร้องคลอด้วยเสียงที่ใสดุจระฆังแก้ว เสียงของอลิซสูงกว่าเมโลดี้ของเพลงอยู่สองออคเทฟ

“ฉันชอบนะ แบบนี้” ผมพึมพำ  “แล้วถ้าอย่างนี้ล่ะ” ผมใส่เนื้อร้องของเธอเข้าไปประสานกัน  นิ้วผมพรมผ่านทุกคีย์เพื่อเก็บทุกรายละเอียด  ผมปรับแต่งอีกเล็กน้อย  และแล้วผมก็ได้บทเพลงบทใหม่ อลิซรับรู้ถึงอารมณ์ของบทเพลง เธอร้องคลอไปด้วยกัน

“นั่นล่ะ ลงตัวที่สุด” ผมบอกอย่างยินดี  เอสเม่บีบไหล่ผมเบาๆ

ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าท่อนจบของเพลงจะเป็นอย่างไร  ด้วยเสียงของอลิซที่สูงกว่าทำนอง และทำให้บทเพลงล่องลอยออกไปไกล เพราะสาวน้อยที่กำลังหลับไหลอยู่นี้ เธอสมบูรณ์งดงามอย่างที่เธอเป็นเธอ  น่าเศร้าใจถ้าจะมีอะไรมาเปลี่ยนแปลงเธอ  บทเพลงสื่อความหมายของความเป็นจริง … ท่วงทำนองเพลงเริ่มช้าลง เสียงร้องของอลิซก็ค่อยๆเบาลงไป   ฟังคล้ายเป็นบทเพลงที่สะท้อนอยู่ในโบสถ์ภายใต้แสงเทียน

ผมบรรเลงท่อนสุดท้ายของเพลงก่อนจะก้มหัวลงไปแทบจะแนบกับคีย์เปียโน เอสเม่ลูบหัวผม “ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี เอ็ดเวิร์ด  สิ่งที่ดีที่สุดกำลังจะเกิดขึ้น ถึงเวลาที่ลูกควรจะมีความสุขเสียที  โชคชะตายังติดค้างลูกอยู่จ้ะลูกรัก”

“ขอบคุณครับ” ผมกระซิบเบาๆ ผมปรารถนาที่จะเชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน

ความรักไม่ได้สำเร็จรูปเสมอไปหรอกนะลูก

ผมหัวเราะ ทั้งๆที่ไม่ได้ขำเลยสักนิด

บางทีลูกอาจเป็นคนที่รับมือและจัดการกับเรื่องที่ยากต่อการตัดสินใจแบบนี้ ได้ดีกว่าใครๆ ลูกเป็นคนดีที่สุดและฉลาดที่สุดสำหรับพวกเรา

ผมถอนหายใจ แม่ทุกคนก็คิดกับลูกตัวเองแบบนี้ทั้งนั้น เอสเม่ มีความสุขมาก ที่ผมมีความรักเข้ามาในหัวใจ แม้ว่าความรักของผมนั้นอาจจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมขึ้นมาก็ตาม เธอคิดว่าผมคงจะต้องอยู่คนเดียวไร้คู่ตลอดกาล…..

เธอจะต้องรักลูกด้วยเหมือนกัน  จู่ๆเธอมีความคิดนี้ขึ้นมา ทำเอาผมแปลกใจที่เธอเปลี่ยนเรื่องกระทันหัน ถ้าเธอเป็นเด็กฉลาดนะ เอสเม่ยิ้ม แต่แม่ก็ยังนึกไม่ออกว่า จะมีคนซื่อบื้อคนไหนที่มองผ่านลูกไปได้

“พอเถอะครับ แม่ แม่ทำผมอายจนหน้าแดงแล้วนะ” ผมพูดไปขำไป  คำพูดของเอสเม่ทำให้ผมรู้สึกชุ่มชื่นขึ้น แม้ว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยก็ตาม

อลิซหัวเราะ พร้อมๆกับเริ่มบรรเลงเพลง  “Heart and Soul”  ด้วยคีย์เสียงสูง ผมยิ้ม แล้วเล่นคีย์ปกติประสานไปด้วยกัน ผมแถมเพลง “Chopsticks” ให้เธออีกหนึ่งเพลง  อลิซหัวเราะคิกคัก แล้วก็ถอนหายใจ “นึกว่าเธอจะบอกฉันเสียอีก ว่าเธอหัวเราะอะไรโรซาลีเขาน่ะ”  เธอเอ่ยขึ้นมา   “แต่ฉันก็รู้อยู่แล้ว ว่าเธอคงไม่ยอมบอก”

“ไม่บอก” ผมตอบก่อนที่เธอจะยื่นมือมาดีดหูผม

“ทำตัวดีๆหน่อย อลิซ” เอสเม่เตือน “เอ็ดเวิร์ดเขาไม่บอก  ก็เพราะเขาเป็นสุภาพบุรุษ”

“แต่หนูอยากรู้นี่นา”

ผมหัวเราะน้ำเสียงเว้าวอนของเธอ   “นี่ครับ เอสเม่” ผมเอ่ยขึ้นมา พร้อมกับเริ่มบรรเลงเพลงโปรดของเธอ … ผมไม่ได้ตั้งชื่อให้เพลงเพลงนี้  ซึ่งเป็นบทเพลงที่ผมแต่งขึ้นมาด้วยความชื่นชมในความรักของเอสเม่กับคาร์ไลล์ ที่ผมได้เห็นมาตลอดหลายสิบปี

“ขอบใจจ้ะ ลูกรัก” เธอบีบไหล่ผมอีกครั้ง

ผมบรรเลงเพลงนี้ไปด้วยความเคยชินแบบไม่ต้องตั้งใจมากนัก  ผมก็เลยคิดถึงเรื่องของโรซาลี  ซึ่งเจ้าตัวยังคงรู้สึกอับอายหนีหน้าไปอยู่ในโรงรถ .. ผมยิ้มกับตัวเอง

ผมรู้ดีถึงพิษสงของความรู้สึกหึงหวงที่ผมเจอเข้ากับตัวเอง มันเป็นสิ่งที่น่าเวทนาเอามากๆ ผมก็เลยรู้สึกสงสารแล้วก็เห็นใจเธอนิดหน่อย  แต่แน่นอนว่าสิ่งที่เธอรู้สึกนั้นมันน้อยนิดกว่าที่ผมรู้สึกเป็นพันๆเท่า เปรียบได้กับนิทานเรื่อหมาในรางหญ้า … แบบที่ตัวเองไม่ได้กิน คนอื่นก็ต้องอดไปด้วย

ผมอยากรู้ว่า ชีวิตของโรซาลีจะเป็นอย่างไร ถ้าเธอไม่ได้เป็นคนที่สวยมาก สวยที่สุดแบบนี้ เธอจะมีความสุขมากกว่านี้ไหม? ถ้าความสวยของเธอไม่ได้เป็นสิ่งที่โดดเด่นที่สุดอยู่ตลอดเวลา ความเห็นแก่ตัวของเธอจะลดลงไปไหม? เธอจะเห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้นหรือเปล่า?  ผมว่าเสียเวลาเปล่าที่จะคิดสงสัยในเรื่องพวกนี้ เพราะเรื่องมันก็เกิดขึ้นไปแล้ว แล้วเธอก็ยังเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดมาตลอด แม้กระทั่งตอนที่เป็นมนุษย์ โรซาลีก็มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความสนใจของผู้คนที่รักที่ชอบเธอ  อย่าคิดว่าเธอจะไม่ชอบนะ ตรงกันข้าม ..เธอรักที่จะเป็นอย่างนั้นเลยล่ะ  เธอชื่นชอบที่ตัวเองโดดเด่นเหนือกว่าใครๆทั้งหมด สิ่งนี้ก็ยังคงอยู่คู่กับความเป็นอมตะของเธอ ผมจึงไม่แปลกใจเลย เพราะเข้าใจความต้องการในข้อนี้ของเธอดี   เธอโกรธที่ผมไม่สนใจเธอเลยตั้งแต่แรกเห็น เธอหัวเสียที่ผมไม่ชื่นชมบูชาความงามของเธอ เหมือนกับผู้ชายคนอื่นๆ  ใช่ว่าเธอจะอยากได้ใคร่ดีอะไรกับผมหรอกนะ .. ไม่ใช่แบบนั้น  แต่การที่ผมไม่ต้องการเธอนั่นเองที่ทำให้เธอขุ่นเคืองใจ เพราะเธอเคยชินเสียแล้ว กับการเป็นที่ต้องการของใครๆ ซึ่งมันต่างกันกับกรณีของแจสเปอร์ และคาร์ไลล์  เพราะพวกเขาสองคนต่างก็มีคู่รักอยู่แล้ว ส่วนผมนั้นโสดสนิท แต่ก็ยังไม่สนใจเธออยู่ดี

ผมนึกว่าความไม่พอใจในเรื่องเก่าๆพวกนี้จะถูกฝังกลบหายไปหมดแล้วเสียอีก ก็เพราะเรื่องมันผ่านมานานมากแล้ว จนกระทั่งวันที่ผมได้พบกับผู้หญิงคนนี้ ที่ความงดงามของเธอได้เข้ามาอยู่ในใจผม ในแบบที่โรซาลีทำอะไรไม่ได้ โรซาลีเธอเชื่อของเธอว่า ถ้าผมไม่ชื่นชมกับความสวยของเธอแล้ว ก็คงไม่มีความงามของผู้หญิงคนไหนในโลกนี้ที่จะทำให้ผมสนใจได้  เธอถึงได้โกรธจัดตั้งแต่วันที่ผมช่วยชีวิตของเบลล่า เธอเดาได้ด้วยสัญชาติญาณที่เฉียบแหลมของผู้หญิง ว่าผมสนใจเบลล่า แต่ตอนนั้นผมยังไม่รู้ตัว และสิ่งที่ทำให้เธอโกรธมากก็คือ เมื่อผมพบว่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นมนุษย์ตัวเล็กๆคนนี้ดึงดูดความสนใจของผมได้มากกว่าเธอ … ผมต้องห้ามตัวเองไม่ให้หัวเราะออกมาอีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีบางอย่างที่รบกวนใจผม  เวลาที่ โรซาลีมองเบลล่า เธอคิดว่าสาวน้อยคนนี้ สุดแสนจะจืดชืดธรรมดาเสียเหลือเกิน  เธอคิดอย่างนั้นได้ยังไงกัน ? ผมไม่เข้าใจเธอจริงๆ ไม่ต้องสงสัยเลย ว่านั่นเป็นผลพวงของความความริษยา

“โอ”  จู่ อลิซก็โพล่งขึ้นมา  “แจสเปอร์ ดูอะไรนี่”

ผมเห็นในสิ่งที่เธอได้เห็นไป  ผมหยุดเล่นมือค้างนิ่งอยู่บนคีย์เปียโน

“อะไรเหรอ อลิซ” แจสปอร์ถาม

“ปีเตอร์กับ ชาร์ลอต จะมาเยี่ยมเราอาทิตย์หน้าน่ะสิ พวกเขากำลังจะมาแถวๆนี้ มันดีใช่มั้ยล่ะ”

“เป็นอะไรไป เอ็ดเวิร์ด”  เอสเม่ถาม เธอรู้สึกได้ถึงความเครียดเกร็งจากไหล่ของผม

“ปีเตอร์กับชาร์ลอต กำลังมาที่ฟอร์คส์เหรอ” ผมถามอลิซด้วยความไม่พอใจ เธอกรอกตามองมาที่ผม “ใจเย็นๆ เอ็ดเวิร์ด พวกเขาไม่ได้มาเป็นครั้งแรกเสียหน่อย”

ผมกัดฟันแน่น แต่เป็นการมาครั้งแรกตั้งแต่เบลล่ามาอยู่ที่นี่ และเลือดอันหอมหวานของเธอนั้นก็ไม่ได้เชิญชวนแค่ผมเพียงคนเดียว อลิซขมวดคิ้ว งงกับสีหน้าของผม “พวกเขาไม่เลยออกล่าที่นี่ เธอก็รู้”

แต่น้องชายของเจสเปอร์และแวมไพร์คู่รักของเขาน่ะ ไม่เหมือนพวกเรา พวกเขาล่าตามแบบปกติของแวมไพร์  ผมไม่สามารถวางใจให้พวกเขาอยู่ใกล้ๆเบลล่าได้เลย

“พวกเขาจะมาเมื่อไหร่” ผมเร่งถาม

อลิซเม้มปากด้วยความไม่สบายใจ  แต่ก็ตอบตามที่ผมถาม เช้าวันจันทร์ ไม่มีใครไปทำร้ายเบลล่าหรอกน่า

“ไม่มีอยู่แล้วล่ะ” ผมเห็นด้วย แล้วหันหน้าไปอีกทาง “นายพร้อมมั้ย เอ็มเม็ตต์”

“ฉันนึกว่าเราจะออกไปกันตอนเช้าเสียอีก”

“เราจะกลับมาตอนเที่ยงคืนวันอาทิตย์ แล้วแต่นายก็แล้วกัน ว่าอยากจะไปเมื่อไหร่ ”

“โอเค, ก็ได้ ก็ได้  เดี๋ยวให้ฉันไปลาโรสก่อน”

“ตามสบาย” ด้วยอารมณ์ของโรซาลีในตอนนี้ เอ็มเม็ตต์ใช้เวลาไม่นานหรอก

ท่าทางนายจะบ้าไปแล้วจริงๆนะนี่ เอ็ดเวิร์ด เขาคิดขณะที่เดินออกไปทางประตูด้านหลัง

“ฉันก็คิดว่าอย่างนั้นแหละ”

“เล่นเพลงใหม่ ให้แม่ฟังอีกครั้งสิ เอ็ดเวิร์ด” เอสเม่ร้องขอ

“ได้ครับ” ผมตอบตกลง แม้ว่าผมค่อนข้างลังเลไม่อยากเล่นไปให้ถึงท่อนจบที่เลี่ยงไม่ได้ ท่วงทำนองสุดท้ายของเพลงทำให้ผมรู้สึกปวดแปลบในใจอย่างบอกไม่ถูก  ผมหยุดคิดอยู่ชั่วอึดใจ  แล้วก็หยิบฝาขวดน้ำมะนาวออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้ววางมันไว้ตรงที่ว่างบนแท่นวางโน๊ต .. มันก็ช่วยได้นิดหน่อย  กับความรู้สึกดีๆของผมตอนที่เธอตอบ ตกลง

ผมพยักหน้ากับตัวเองแล้วเริ่มเล่นบทเพลงกล่อมนิทราอีกครั้ง .. อลิซกับเอสเม่สบตากัน แต่ก็ไม่มีใครถามอะไร

.

.

“ไม่เคยมีใครบอกนายหรือไงนะ ว่าอย่าเล่นกับของกิน” ผมร้องบอกเอ็มเม็ตต์

“เฮ้ ว่าไงนะ เอ็ดเวิร์ด” เขาตะโกนกลับมา ฉีกยิ้มแล้วโบกมือให้ผม หมีฉวยเอาจังหวะที่เอ็มเม็ตต์เผลอนี้ตะปปเข้ากลางหน้าอกเขาเต็มแรง กรงเล็บที่แหลมคมฉีกเสื้อของเขาขาดเป็นยาวเป็นทาง พร้อมกับเสียงแหลมๆของเล็บที่ครูดไปกับผิวของเขา

ซวยละสิ  โรสให้เสื้อตัวนี้มาเสียด้วย

เอ็มเม็ตต์แผดเสียงคำรามกลับใส่หมีที่กำลังโกรธจัด ผมถอนหายใจ แล้วนั่งลงบนก้อนหินแถวๆนั้น คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก แต่เอ็มเม็ตต์เองก็เกือบไปเหมือนกัน เขาปล่อยให้หมีใช้อุ้งเท้าอีกข้างตะปปเข้าที่หัว เขาหัวเราะแล้วกระโจนเข้าใส่จนหมีตัวเอียงเซไปข้างหลัง มันคำรามใส่เขา เขาก็แผดเสียงคำรามกลับไปพร้อมกับเสียงหัวเราะจากนั้นเขาก็พุ่งตัวเข้าใส่หมีตัวยักษ์ที่กำลังยืนด้วยสองขาหลัง จนล้มกลิ้งลงไปด้วยกันทั้งคู่ทำเอาต้นสนแถวนั้นโค่นลงไปพร้อมๆกับพวกเขา  แล้วเสียงคำรามของหมีก็เงียบหายไปกับเสียงน้ำที่ไหลปะทะกันครืนๆ

อีกไม่กี่นาทีต่อมา เอ็มเม็ตต์ก็วิ่งเหยาะๆตรงมาหาผม เสื้อเขาเปื้อนเลือดแล้วก็ขาดรุ่งริ่ง ยางไม้เหนียวๆติดตามตัวแล้วก็มีขนหมีติดเต็มไปหมด ผมหยักเป็นลอนสีเข้มของเขา ตอนนี้ก็พันกันยุ่งไม่เป็นทรง  แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

“ตัวนี้แข็งแรงเป็นบ้า ฉันเกือบรู้สึกเลยนะตอนโดนมันตะปป”

“เล่นเป็นเด็กไปได้ เอ็มเม็ตต์”

เขามองเสื้อของผมที่ยังดูขาวสะอาดเรียบร้อย  “นายล่าสิงโตภูเขาไม่ได้สักตัวเลยเหรอ ”

“ได้สิ แต่ฉันไม่ได้กินรุนแรงอย่างนายนี่”

เอ็มเม็ตต์หัวเราะดังลั่น  “มันน่าจะแข็งแรงกว่านี้อีกหน่อยนะ  จะสนุกขึ้นอีกเยอะเลย”

“ก็ใครบอกให้นายต้องสู้กับของกินกันล่ะ”

“ ก็ใช่  แล้วจะให้ฉันไปสู้กับใครล่ะ นายกับอลิซก็ขี้โกง โรสก็ใม่อยากให้ผมเสียทรง แล้วเอสเม่ก็จะโกรธอีก ถ้าฉันสู้กับแจสเปอร์  นี่ฉันพูดจริงๆนะ ”

“ชีวิตก็ลำบากกันทั้งนั้นแหละ หรือไม่จริง”

เอ็มเม็ตต์ยิ้มยิงฟันใส่ผม เขาถ่ายน้ำหนักเพื่อทรงตัวเล็กน้อย ท่าทางเตรียมพร้อมจะจู่โจมผม  “เอาน่า เอ็ดเวิร์ด ปิดไอ้เจ้านั่นสักนาที แล้วมาสู้กันแฟร์ๆสักยก”

“มันปิดได้ที่ไหนกันเล่า” ผมเตือนเขา

“สงสัยจริงๆว่าเด็กคนนั้นทำยังไงถึงกันนายออกไปได้”  เอ็มเม็ตต์คิด “บางทีเธออาจจะมีคำแนะนำอะไรดีให้ฉัน ก็ได้นะ”

อารมณ์ขันของผมหายไปทันที “อย่าไปยุ่งกับเธอนะ” เสียงผมคำรามลอดไรฟันออกมา

“โดนเข้าเป้าเต็มๆ”

ผมถอนหายใจ เอ็มเม็ตต์เข้ามานั่งบนก้อนหินข้างๆผม

“ขอโทษ ฉันรู้ว่าเรื่องของนายมันหนักหนาสาหัส  จริงแล้วฉันเองก็พยายามทำตัวไม่ให้เป็นไอ้บ้าที่ไม่รู้จักเห็นใจคนอื่นนะ แต่ก็นั่นแหละ ฉันก็ยังเป็นฉันอยู่ดี”

เขารอให้ผมหัวเราะกับมุขตลกของเขา  แล้วสีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป

นายก็เครียดได้ตลอดเวลาจริงๆนะ  แล้วนี่มีเรื่องอะไรทำให้นายกังวลอีกล่ะ

“กำลังคิดถึงเธออยู่  อืมม จริงๆแล้วก็เป็นห่วงนั่นแหละ”

“เธออยู่ที่โน่นจะไปห่วงเรื่องอะไรอีกล่ะ นายเองก็อยู่ที่นี่ ” เขาหัวเราะ ดังลั่น

ผมไม่สนใจมุขขำขันของเขา  แต่ตอบในเรื่องที่เขาถาม  “นายเคยคิดบ้างไหมว่าพวกเขาน่ะเปราะบางขนาดไหน  มีอะไรร้ายๆมากมายแค่ไหนที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตพวกเขา”

“ก็…ไม่ค่อยหรอก แต่ฉันว่า ฉันพอจะเข้าใจแล้วล่ะว่านายหมายถึงอะไร  ตอนแรกๆฉันเองก็สู้กับหมีไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ”

“หมี เหรอ” ผมบ่นอุบอิบอยู่ในคอ มีความกลัวเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งอย่าง “นั่นมันอยู่ที่โชคชะตาของเธอ ใช่มั้ยล่ะ  ถ้ามีหมีหลงเข้าไปในเมืองจริงๆ มันจะต้องตรงไปหาเบลล่าก่อนใครแน่ๆเลย ”

เอ็มเม็ตต์หัวเราะเบาๆ “นายนี่ เหมือนคนบ้าเข้าไปทุกที รู้ตัวหรือเปล่า”

“นายหยุดคิดสักนิดนะ  ถ้าโรซาลีเป็นมนุษย์ล่ะ เอ็มเม็ตต์ เธออาจวิ่งไปเจอหมี หรือถูกรถชน ฟ้าผ่า ตกบันได หรือว่าป่วย ไม่สบาย ติดโรค” คำพูดพรั่งพรูออกมามากมาย มันอัดอั้นอยู่ในใจผมตลอดสุดสัปดาห์ ผมสบายใจขึ้นที่ได้ปลดปล่อยมันออกมา  “ ไฟไหม้ –แผ่นดินไหว—ทอร์นาโด  โอ๊ยย นี่นายดูข่าวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่น่ะ นายเห็นหรือเปล่าว่ามีอะไรบ้างที่กิดขึ้นกับมนุษย์น่ะ ทั้งปล้นทั้งฆ่า …”

ผมกัดฟันแน่น และรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที เมื่อคิดว่าจะมีใครคนไหนจะมาทำร้ายเบลล่า  .. ความโกรธมันพลุ่งพล่านจนผมหายใจไม่ออก

“โวว!  โวว!… เดี๋ยว…เดี๋ยวก่อน ไอ้น้อง  เธออยู่ที่ฟอร์คส์ นะ จำได้หรือเปล่า  เธอจะเจอก็แต่ฝนเท่านั้นล่ะน่า” เขายักไหล่

“ฉันคิดว่าเธอเป็นคนที่โชคร้ายเอามากๆ  จริงๆนะ เอ็มเม็ตต์  ก็ดูสิ เห็นอยู่ชัดๆ มีที่ให้ไปตั้งมากมาย ในโลกนี้ แต่เธอก็มาอยู่ที่นี่  เมืองที่มีแวมไพร์มาอาศัยตั้งหลักแหล่ง”

“ก็ใช่  แต่พวกเราป็นมังสวิรัตไม่กินเลือดมนุษย์อยู่แล้ว นั่นถือว่าเป็นโชคดีของเธอนะ มันไม่แย่ไปหมดหรอกน่า”

“แต่กลิ่นที่เชิญชวนของเธอล่ะ นั่นน่ะแย่เอามากๆ  แล้วที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือกลิ่นของเธอที่ทำให้ฉันเป็นอย่างนี้” ผมจ้องมองมือตัวเอง รู้สึกเกลียดมันขึ้นมาอีกครั้ง

“เว้นแต่ว่า นายน่ะควบคุมตัวเองได้ดีกว่าพวกเรา ไม่นับคาร์ไลล์นะ นั่นก็นับเป็นโชคดีอีกหนึ่งเรื่อง”

“แล้วรถตู้นั่นล่ะ”

“นั่นมันแค่อุบัติเหตุนะ”

“นายน่าจะเห็นตอนที่มันพุ่งมาหาเธอนะ เอ็ม มาแล้ว มาอีก สาบานได้ว่า เหมือนตัวเธอมีแม่เหล็กดูดมันเข้ามาเลยล่ะ”

“แต่เธอก็โชคดี ที่นายอยู่แถวนั้น”

“จริงๆเหรอ  มันไม่ใช่เรื่องที่โชคร้ายที่สุดเท่าที่มนุษย์จะมีได้หรอกเหรอ  ที่มีแวมไพร์มาหลงรัก”

เอ็มเม็ตต์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง  เขานึกถึงภาพของเบลล่า และพบว่าภาพนั้นไม่มีอะไรน่าสนใจ

“พูดกันตรงๆนะ ฉันไม่เห็นว่าเธอจะมีอะไรมาดึงดูดใจเลย”

“ก็นั่นแหละ ฉันก็มองไม่เห็นจริงๆว่า โรซาลีน่าสนใจตรงไหนเหมือนกัน” ผมพูดห้วนๆ “บอกตรงๆนะ  โรซาลีคงต้องพยายามมากกว่านี้เพื่อให้ดูมีค่า เหมาะสมกับหน้าสวยๆของเธอ”

เอ็มเม็ตต์หัวเราะเบาๆ “ไม่คิดจะเล่าให้ฟังบ้างเหรอ”

“ฉันไม่รู้หรอกว่าเธอมีปัญหาอะไร  เอ็มเม็ตต์” ผมโกหกออกไปทันที แล้วยิ้มให้เขา เขาพยามยามผลักผมให้ตกจากก้อนหิน แต่ผมเห็นความคิดเขาก่อนก็เลยก้มตัวหลบทันเสียงหินแตกดังมาจากก้อนหินที่เรานั่ง ซึ่งตอนนี้แตกออกเป็นสองเสี่ยงตรงที่เราสองคนนั่งอยู่พอดี

“โกงนี่หว่า” เขาบ่นอุบอิบ

ผมรอเผื่อว่าเขาจะลองอีกครั้ง  แต่เขาคิดถึงเรื่องอื่นไปเสียแล้ว   เขานึกถึงใบหน้าของเบลล่าอีกครั้ง แต่เขาจินตนาการว่าเธอผิวขาวเผือด วาดภาพเห็นดวงตาของเธอเป็นสีแดงสด ….

“ไม่นะ” ผมแทบจะต้องเค้นเสียงพูดออกมาบอกเขา

“มันก็แก้ปัญหาเรื่องความตาย ที่นายกังวลได้ไม่ใช่เหรอ  แล้วนายก็จะไม่อยากฆ่าเธอด้วยมันไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดหรือไง”

“สำหรับฉัน หรือสำหรับเบลล่า”

“สำหรับนาย” เขาตอบง่ายๆแบบไม่ต้องคิด น้ำสียงบวกเพิ่มความมั่นใจเข้าไปอีก

ผมหัวเราะ….ไม่ตลกเลยสักนิด   “ผิดแล้วล่ะ”

“ฉันไม่สนใจเท่าไหร่หรอก” เขาเตือนผม

“แต่โรซาลีสน”

เขาถอนหายใจ เราทั้งคู่รู้ดีว่า โรซาลียอมทำทุกอย่าง ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงให้เธอได้กลับมาเป็นมนุษย์ ยอมเสียทุกอย่างแม้กระทั่งเอ็มเม็ตต์

“ใช่ โรสสน” เขายอมรับ เบาๆ

“ฉันทำไม่ได้  ไม่ควรทำด้วย …. ฉันจะไม่ทำลายชีวิตของเบลล่า  แล้วถ้าเป็นโรซาลีล่ะ นายจะไม่รู้สึกเหมือนฉันหรอกเหรอ”

เอ็มเม็ตต์ครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง  “นี่นาย….รักเธอจริงๆเหรอ”

“ฉันไม่รู้จะบอกนายยังไง เอ็มเม็ตต์ อยู่ดีๆวันหนึ่ง โลกของฉันทั้งหมดก็คือเด็กผู้หญิงคนนี้ ฉันไม่สนใจเรื่องอื่นๆที่เหลืออยู่ในโลกได้อีกต่อไปถ้าไม่มีเธออยู่”

แต่นายจะไม่เปลี่ยนเธอ เธอจะไม่ได้อยู่กับนายไปตลอดกาลนะ เอ็ดเวิร์ด

“ฉันรู้” ผมครางเบาๆ

แล้วนายก็บอกเองว่า เธอน่ะเปราะบางแค่ไหน

“เชื่อฉันเถอะ….เรื่องนั้นฉันก็รู้ดี”

เอ็มเม็ตต์ไม่มีความอดทนพอ ที่จะมาพูดเรื่องของความรู้สึกซึ่งซับซ้อนและละเอียดอ่อนแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องที่เขาถนัด เขาก็เลยเริ่มอึดอัด พยายามอย่างมากที่จะข่มอารมณ์หงุดหงิดเอาไว้

“แค่จะแตะตัวเธอนายยังทำไม่ได้เลยไม่ใช่เหรอ ฉันหมายถึงว่า ถ้านายรักเธอ.. นายจะไม่อยาก…แบบว่า…. แตะต้องสัมผัสตัวเธอน่ะ”

ความรักของเอ็มเม็ตต์กับโรซาลีค่อนข้างจะเร่าร้อน และทั้งคู่ชอบที่จะแสดงความรักกันด้วยรสสัมผัส  เขาจึงไม่เข้าใจว่าคนเราจะรักกันโดยไม่ต้องมีเรื่องของความปารถนาได้อย่างไร 

ผมถอนหายใจ “แค่คิดก็ผิดแล้วล่ะ เอ็มเม็ตต์”

“ว้า… แล้วนายจะทำยังไงล่ะคราวนี้”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” เสียงผมเบาเหมือนเสียงกระซิบ “ฉันกำลังพยายามหาทางที่จะ …ที่จะ…ไปจากเธอ แต่แค่จะอยู่ให้ห่างจากเธอฉันยังไม่รู้จะทำยังไงเลย”

ผมรู้สึกพีงพอใจอยู่ลึกๆ เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่า ผมมีเหตุผลอันสมควรที่จะต้องอยู่ …อย่างน้อยก็ในเวลานี้   ในช่วงที่ปีเตอร์และชาร์ลอตมาที่นี่  เธอจะปลอดภัยเมื่อมีผมอยู่ด้วย ก็แค่ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้นเอง ปลอดภัยกว่าเวลาที่ผมจากไปแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะป็นไปได้  ที่ตอนนี้ผมคือผู้ปกป้องคุ้มครองเธอ ความคิดนี้ทำให้ผมเกิดความรู้สึกกังวลขึ้นมา  ผมอยากกลับไปทำหน้าที่ของผมให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

เอ็มเม็ตต์สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าผม  นายกำลังคิดอะไรอยู่

“ตอนนี้ เหรอ” ผมยอมรับ รู้สึกอายนิดๆ “ฉันอยากวิ่งกลับไปที่ฟอร์คส์จะตายอยู่แล้ว

ฉันอยากกลับไปดูเธอ ไม่รู้ว่าฉันอยู่จนถึงคืนวันอาทิตย์ก็ได้หรือเปล่านะ  ”

“โอว ไม่  นายจะกลับบ้านเร็วขึ้นไม่ได้นะ ให้โรซาลีอารมณ์เย็นลงกว่านี้สักหน่อยเถอะ ถือว่าเห็นแก่ฉัน นะ ได้โปรด”

“ฉันจะพยายามก็แล้วกัน” ผมตอบอย่างไม่แน่ใจ 

เอ็มเม็ตต์ตบโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อของผม “อลิซจะโทรมาเองถ้ามีอะไรก็ตามที่นายกลัวอยู่เกิดขึ้น อลิซก็ประสาทเรื่องเด็กคนนี้พอๆกับนายนั่นแหละ” 

ผมหน้าหงิกเมื่อได้ยินอย่างนั้น  “ก็ได้ แต่อย่าให้เกินวันอาทิตย์นะ”

“ไม่เห็นจะต้องรีบกลับเลย ถึงยังไงก็แดดออกอยู่ดี  อลิซบอกแล้วว่าเราไม่ต้องไปโรงเรียนจนถึงวันพุธ”

ผมส่ายหน้าไม่ยอม

“ปีเตอร์กับชาร์ลอตรู้หรอกน่าว่าต้องทำตัวยังไง”

“ฉันไม่สนจริงๆนะเอ็มเม็ตต์  คนโชคร้ายอย่างเบลล่าน่ะ เธออาจเดินหลงเข้าป่าไป ผิดจังหวะ ผิดเวลา ก็เป็นไปได้  แล้วก็ …… ” ผมชะงักไปเล็กน้อย  “ปีเตอร์ไม่รู้จักการควบคุมตัวเอง .. ฉันจะกลับไปวันอาทิตย์”

เอ็มเม็ตต์ถอนหายใจ นายนี่เหมือนคนบ้าไปแล้วจริงๆ

.

.

เบลล่าหลับสนิทตอนที่ผมปีนหน้าต่างเข้าไปในห้องของเธอ ในช่วงเช้ามืดของวันจันทร์ ผมไม่ลืมที่จะหยิบน้ำมันหยอดหน้าต่างติดตัวมาด้วย ตอนนี้หน้าต่างตรงหน้าผมก็เลื่อนเปิดได้ง่ายดายและเงียบกริบ  เบลล่าหลับสบายไม่กระสับกระส่ายเหมือนคราวที่แล้ว   มือของเธอรองอยู่ใต้แก้มเหมือนเด็กเล็กๆ ปากของเธอเผยอออกเล็กน้อย  ผมได้ยินเสียงลมหายใจเข้า ออก ช้าๆผ่านทางริมฝีปากของเธอ

น่าแปลกที่ผมรู้สึกโล่งและสบายใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อมาอยู่ที่นี่  ได้เห็นเธออีกครั้ง ผมรู้ดีว่า ผมไม่ได้รู้สึกสบายใจจริงๆหรอกถ้าไม่ได้มาเห็นหน้าเธอ  ทุกอย่างผิดไปหมดเมื่อผมต้องอยู่ห่างจากเบลล่า แต่ก็ไม่มีอะไรที่ถูกต้องเหมือนกันเมื่อผมมาอยู่กับเธอที่นี่ ผมถอนหายใจ ปล่อยให้ความกระหายผ่านเข้าไปเผาไหม้อยู่ภายในลำคอผม ผมห่างจากความรู้สึกนี้นานเกินไป ช่วงเวลาที่ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวด และไม่ได้รู้สึกกระหายจากกลิ่นที่เย้ายวนของเธอ ทำให้ผมได้รับผลที่รุนแรงมากขึ้นในตอนนี้ … แค่นี้ก็แย่พออยู่แล้ว นี่ผมยังต้องกลัวตัวเองจะไปนั่งลงข้างๆเตียงของเธอ เพื่อดูว่าเธออ่านหนังสืออะไรบ้าง ผมอยากรู้เรื่องที่อยู่ในหัวของเธอ แต่สิ่งที่ผมกลัวยิ่งกว่าความกระหาย ก็คือผมกลัวว่าเมื่อยอมให้ตัวเองเข้าไปอยู่ใกล้เธอแล้ว ผมก็จะยิ่งอยากอยู่ใกล้ๆ เธอมากขึ้น มากขึ้น เรื่อยๆ  ริมฝีปากของเธอดูอุ่นและอ่อนนุ่ม ผมจินตนาการว่า ผมกำลังไล้ริมฝีปากของเธอเบาๆ ด้วยปลายนิ้ว … นั่นเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ที่ผมจะต้องหลีกเลี่ยง

ผมมองดูใบหน้าของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า พินิจพิจารณาหาความเปลี่ยนแปลง มนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา   ผมรู้สึกเศร้าเมื่อคิดไปว่าผมพลาดอะไรไปบ้าง ผมคิดว่าเธอดูอ่อนเพลีย  เหมือนกับว่าเธอนอนไม่พอในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์  เธอออกไปเที่ยวมาหรือเปล่า

ผมหัวเราะเบาๆ นึกขำตัวเองว่าสิ่งที่ผมคิดน่ะมันทำให้ผมหงุดหงิดมากแค่ไหน ถ้าเธอออกไปเที่ยวมาแล้วผมจะทำอะไรได้  ผมไม่ได้เป็นเจ้าของเธอ และเธอก็ไม่ได้เป็นของผม … ถูกแล้ว เธอไม่ได้เป็นของผม  นั่นทำให้ผมรู้สึกเป็นทุกข์อีกแล้ว มือข้างหนึ่งของเธอกระตุก  ทำให้ผมสังเกตเห็นรอยถลอกตื้นๆที่เกือบหายแล้วบนเนินมือของเธอ เธอได้รับบาดเจ็บเหรอ? แม้จะเห็นได้ชัดว่าแผลของเธอไม่ได้หนักหนาอะไร แต่มันก็ยังรบกวนใจผมอยู่ดี ผมพิจารณาจากตำแหน่งของแผลแล้วคิดว่าเธอน่าจะสะดุดล้ม  นั่นน่าจะเป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุดเท่าที่ผมคิดได้นะ

ผมสบายใจมากขึ้นเมื่อคิดว่า ผมไม่ต้องมาปะติดปะต่อปริศนาเล็กๆน้อยๆของเธอตลอดไป ก็ตอนนี้เราเป็น เพื่อน กันแล้ว หรือ อย่างน้อยเราก็พยายามที่จะเป็นเพื่อนกัน ผมสามารถที่จะถามถึงเรื่องวันหยุดสุดสัปดาห์ได้   ถามเรื่องที่ชายหาดก็ได้ และอะไรก็ตามที่เธอทำดึกๆจนทำให้เธอดูอิดโรย ผมจะถามเรื่องแผลของเธอก็ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วผมก็สามารถจะหัวเราะได้อีกเมื่อเธอยืนยันทฤษฏีของผม

ผมอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกสงสัยว่าเธอตกลงไปในทะเลบ้างหรือเปล่า ผมอยากรู้ว่าเธอสนุกไหมที่ได้ออกไปเที่ยว และอยากรู้ว่าเธอคิดถึงผมบ้างหรือเปล่า แม้สักเศษเสี้ยวที่เล็กที่สุดเทียบกับที่ผมคิดถึงเธอ ผมพยายามนึกภาพของเธอที่ชายหาดภายใต้แสงอาทิตย์ แต่ก็เห็นได้ไม่ชัดเจน เพราะผมเองก็ไม่เคยไปที่ เฟิร์สบีช มาก่อน ผมรู้เท่าที่ผมเคยเห็นจากในรูปเท่านั้นเอง

ผมรู้สึกหวั่นใจนิดหน่อยเมื่อคิดถึงสาเหตุที่ผมไม่เคยไปเที่ยวชายหาดที่สวยงามแห่งนี้ ทั้งๆที่ผมวิ่งจากบ้านไปสองสามนาทีก็ถึงแล้ว  เบลล่าไปเที่ยวกับเพื่อนๆที่ ลาพุช สถานที่ต้องห้ามตามพันธะสัญญาสำหรับผม  สถานที่ที่คนแก่บางคน ยังจำเรื่องราวของสมาชิกบ้านคัลเลน ๆได้อย่างดี  พวกเขาจำได้และเชื่ออย่างนั้นด้วย สถานที่ที่ความลับของพวกคัลเลน ไม่ได้เป็นความลับ

ผมส่ายศีรษะเบาๆ ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลในเรื่องนั้น พวกควิลิวท์ยังยึดมั่นในข้อตกลง ต่อให้เบลล่าไปเจอกับผู้เฒ่าเหล่านั้น พวกเขาก็จะไม่ปริปากแม้แต่น้อย  แล้วทำไมจะต้องยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกันด้วยล่ะ  ทำไมเบลล่าถึงคิดจะถามเรื่องที่เธออยากรู้ที่นั่นด้วย …  ไม่มีอะไรหรอก เรื่องพวกควิลิวท์นี่เป็นหนึ่งเรื่องที่ผมไม่ต้องเป็นกังวล

ผมรู้สึกโกรธเมื่อดวงอาทิตย์กำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาแล้ว เป็นการเตือนผมว่าผมจะไม่ได้รู้ในสิ่งที่อยากรู้ในวันสองวันนี้แน่ๆ  ทำไมจะต้องมีแดดในช่วงนี้ด้วยนะ .. ผมถอนหายใจ แล้วก้มตัวลอดหน้าต่างห้องของเธอออกไปก่อนที่จะสว่างจนมีใครสักคนมาเห็นผมเข้า ผมตั้งใจจะเข้าไปอยู่ในป่าใกล้ๆบ้านของเบลล่า และรอดูเธอไปโรงเรียน แต่เมื่อผมเข้าไปใต้ต้นไม้ ผมประหลาดใจมากที่ได้กลิ่นของเธอตามทางเดินในป่า ผมรีบตามกลิ่นไปทันทีด้วยความอยากรู้  และความกังวลก็เพิ่มมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกลิ่นของเธอยังคงอยู่ลึกเข้าไปในป่า  เบลล่ามาทำอะไรที่นี่ ? แล้วจู่ๆกลิ่นของเบลล่าหายไป กลางป่าซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน  เธอออกจากเส้นทางเดินไปเล็กน้อย เข้าไปในป่าเฟิร์น  ที่ตรงนี้เธอแตะลำต้นของต้นไม้ที่ล้มอยู่ บางทีเธออาจจะนั่งตรงนี้ ผมนั่งลงตรงที่ๆเธอนั่ง แล้วมองไปรอบๆมองทุกอย่างที่เธอจะมองเห็นได้ ซึ่งก็มีแต่เฟิร์นกับป่า เป็นไปได้ว่าตอนนั้นฝนคงจะตก  กลิ่นของเธอก็เลยโดนฝนชะล้างไปหมด กลิ่นของเธอจึงไม่ติดลึกอยู่กับต้นไม้ ทำไมเบลล่าถึงได้มานั่งอยู่ที่นี่ตามลำพัง  ไม่ต้องสงสัยเลย เธอมาคนเดียวแน่ๆ  .. กลางป่าที่ชื้นแฉะ และมืดครึ้ม

มันไม่สมเหตุสมผล และ ยากที่จะยกเรื่องนี้ขึ้นมาคุยกับเธอ ไม่เหมือนกับเรื่องอื่นที่ผมอยากรู้      เอ่อ…เบลล่าฉันตามกลิ่นของเธอเข้ามาในป่า หลังจากที่ ฉันออกมาจากห้องนอนของเธอ ซึ่งฉันเข้าไปแอบบดูเธอนอนหลับ อย่างนี้คงจะสร้างมิตรภาพได้หรอกนะ ผมไม่มีทางรู้เลยว่า เธอคิดอะไรและมาทำอะไรที่นี่  ผมขบฟันแน่นด้วยความหงุดหงิด แย่มากที่เป็นแบบนี้ มันเหมือนกับที่ผมคุยกับเอ็มเม็ตต์ว่า  เบลล่าอาจจะหลงเข้าไปในป่า และกลิ่นของเธอก็จะดึงดูดใครก็ตามให้เข้ามาตามรอยเธอ ..ผมคราง ..เธอไม่ได้โชคร้ายเพียงอย่างเดียวเท่านั่น  แต่เธอช่างหาเรื่องใส่ต้วๆได้แบบสุดๆด้วย

ในตอนนี้ผมเป็นผู้ที่คอยปกป้องคุ้มครองเธอ ต้องดูแลเธอไม่ให้เธอได้รับอันตราย ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ .. ในตอนนี้ผมเกิดความคิดขึ้นมาว่าอยากให้ ปีเตอร์ กับชาร์ลอต อยู่กับเรานานขึ้นอีกนิดเสียจริงๆ

 .

.

Translation by ppompam

.

 

.

 

Share

Comments (39)

พี่แพมคะ น้องอ่านจบแล้วนะคะ ขอบคุณพี่แพมพี่สละเวลามาแปลให้น้องๆ อ่านกัน (ปอลอ น้องจะไม่คิดว่าตัวเองโชคร้ายเลยค่ะ ถ้ามีแวมไพร์แบบเอ็ดเวิร์ด มาหลงรัก ^^)

ขอบคุณมากค่ะ รออ่านอยู่นะคะ ความจริงอ่านที่อีกคนแปลไว้แล้วถึงบทที่ 12 แต่ชอบสำนวนของพี่แพมมากกว่า อิอิ รัก เอ็ดเวิร์ด จังเลย

เย้ ดีใจจังมีให้อ่านแล้ว ขอบคุณมาก ๆ นะคะที่สละเวลาช่วยแปลให้

อีกซักล้านปีแสงแฝดถึงจะแปลได้แบบพี่แพม

*- *

ขอบคุณมากมายค่าพี่แพม ^^

ดอกไม้ ดอกไม้ ชมกันเองอีกแล้วค่ะ

พี่ก้มือสมัครเล่นจ้า—งานนี้งานแรก

ขอบคุณความใจดีของเจ้าบ้านนะคะ ยิ่งอ่านก็ยิ่งชอบเอ็ดเวิร์ด..น่ารักจริงๆ

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก น่ารักมากมายเลยค่า จุ๊ฟๆๆๆๆ

ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากๆ

คุณ นุท

ขอบคุณนะคะ คุณนุทเป็นกำลังใจแรกที่เข้ามาเยี่ยมชม

ตั้งแต่ first sight

ยังจำได้ดีค่ะ

ขอบคุณค่ะ

จริงๆอ่านจบ 12 บทแล้วแต่ สำนวนพี่แพมดีมากๆเลยค่ะ จะรออ่านบทต่อๆไปนะคะ

สมกับที่รอคอยมานาน

ขอบคุณพี่แพมมากๆค่ะ

ค่ะ ^^

คงพบเวปนี้ด้วย Destiny แน่นอนเลย 55+ เพราะว่าตอนนั้นค้น เวปไซต์ฟิคทไวไลท์อยู่ แล้วค้นไปมันเจอนะคะ แต่ไม่น่าอ่าน แล้วจะค้นหนังสือที่เวปนานมีบุ๊คส์แล้วก็ไปเจอกระทู้ของพี่น่ะคะ

ตอนอ่านที่นานมีบุ๊คส์ก็รู้สึกสนใจแล้ว ก็เลยเข้ามา แล้วรู้สึกติดค่ะ 55+ เป็นกำลังใจให้มากมายเลยนะคะ ^^

ขอบคุณที่นำความสุขอย่างนึงเข้ามาในชีวิตค่ะ

ป้าเเพม คิดถึงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
พอมาเปิดคอมทำงาน
เข้าเวบป้าก่อนเลย
โหหหหหหหห
หนูตามอ่านไม่ทันเลย
เเต่ที่เเน่ๆดีใจมาก
ตอน 7 ได้อ่านเเล้ว
เจอภาพจูบของrobstenเเล้วกรี๊ดดดด
เฮ้อเรียนหนักงานเยอะ
อีกไม่กี่อาทิต final เเล้ว

ไงถ้าเปิดคอมเมื่อไหร่จะรีบเข้ามาหาป้าทันที
ดูเเลตัวเองด้วยน่ะ
Take care *

เคยเข้ามาอ่านหลายครั้งแล้วค่ะ
แต่ไม่เคยได้คอมเม้น
ขอโทษด้วยค่ะ
โชคดีจังที่มีคนแปลให้
ไม่ได้ชมเกินไปนะคะ
แต่ว่าพี่แพมแปลได้ดีกว่าสำนักพิมพ์ซะอีก
อ่านแล้วรู้สึกถึง Stephenie เลยค่ะ

คิดถึงหนู oil ด้วยค่ะ

นึกถึงอยู่เสมอเลยค่ะ

สู้ๆ ขยันๆนะคะ ตั้งใจ-มุ่งมั่นเข้าไว้ค่ะ

เปิดหน้าต่างทีไร ก้อได้ยินแต่เสียง สนิม

ห้าๆๆ

ฮ่า

อ่านจบแล้วนะค่ะพี่แพม อ๋า

วันพรุ่งนี่มสอบ อ่านหนังสือเครียดจัดแอบมาเปิดู เลยแอบอ่านคลายเครียดก่อน
โอ้ววโล่งเลย เดี่ยวจะไปอ่าน ต่อละ อิอิอิ

รอพาร์ท ต่อไปน้าคร่าพี่แพม ขอบคุณนะค่ะที่พี่แพม สละเวลาแปลให้น้ำได้อ่านน

ปลื่มๆๆๆ

ขอบคุณจากใจอีกครั้งค่ะ

ขอบคุณเจ้าของเว้บนี้มาก ๆ เลยนะคะ ที่มาแชร์ความสุขให้กัน…ดีใจมากเลยค่ะที่ได้อ่านภาคนี้…

วันนี้วันเกิดหนูแหละ พี่แพม

ครบ 14 แร้วว ~~ อีก 1 ปีทำบัตรแระอ่ะ T T

วันเกิดปีนี้ วิเศษมาก 55+ รักเพื่อนทุกคนเล้ยย

สวัสดีค่ะ คุณผู้แปลที่น่ารัก

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณมากๆนะคะ สำหรับเรื่องราวที่สละสลวยผ่านตัวอักษรจากงานแปลของคุณ มันดีเยี่ยมจริงๆค่ะ

ใบเฟิร์นเอง พึ่งได้อ่าน นิวมูน ฉบับภาษาไทยจบไป กำลังพยามมากๆในการหาเล่มที่สามมาไว้ในครอบครอง

อยู่ต่างจังหวัดนี่ หาหนังสือยากมากจริงๆค่ะ

ดีใจมากๆเลยนะคะ ที่มีผู้หญิงใจดีมาแปลเรื่องราวให้ไดอ่านกัน

ขอบคุณมากๆนะคะ ^^

ขอบคุณ และน้อมรับคำชมด้วยความถ่อมตัวเป็นอย่างยิ่งค่ะ

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ความรักของ เอ็ดเวิร์ดและเบลล่า ควบคู่ไปกับ RobPatz & Kristen ค่ะ

สุขสันต์วันเกิดค่ะนุท ( แรงใจแแรกที่มาเยี่ยมเยียน )
หนูเป็นลูกสาวพี่ได้เลยนะคะ ได้ป่าวเนี่ย!!!

ขอโทษที่เข้ามาตอบช้าไปนิด พี่เพิ่งถึง แอล เอ เมื่อไม่กี่ช.ม.นี่เองค่ะ
พี่ขออวยพรให้หนูมีสุขภาพแข็งแรง เป็นเด็กดีของทุกคนตลอดไปค่ะ

ยินดีที่ได้มอบความสุขให้ค่ะ คุณ Aey

ขอบคุณสำหรับคำอวยพรค่า พี่แพม ^^

ขอเป็นลูกสาวที่พี่แพมเอ็นดูสักคนนะค้ะ ฮา..

ขอบคุณนะคะที่แปลให้ได้อ่าน

ชอบจังเลยค่ะ

เเต่สงสัยค่ะว่า Midnight Sun นี้

มีขายเเล้วหรือคะ

ตอบคุณปูนะคะ

ยินดีมากๆที่ทุกคนชอบ MS นะคะ

ยังไม่มีขายนะคะ MS รั่วออกมาจาก เว็บ ของ

Stephanie ค่ะ มีแค่ 12 บท —ซึ่งตอนนี้เธองอน

ไม่ทราบว่าจะแต่งต่อหรือเปล่าค่ะ

ขอเป็นกำลังใจ ให้แปล ต่อไป จนจบนะจ๊ะ
อ่านแล้ว สนุกมาก ค่ะ

ขอบพระคุณมาก ๆ จริง ๆ นะคะ สำหรับการแปลที่เยี่ยมยอดมาก ๆ อ่านแล้วรู้สึกเพลินมากเลยค่ะ ต้องขอขอบคุณมาก ๆ อีกครั้งนะคะ

เป็นกำลังใจให้เรื่อยๆไปเลยนะคะ นี่ขนาดแปลครั้งแรกนะเนี่ย เก่งจังเลยค่ะ ^^

ขอบคุุณมากๆ นะคะ ค่อยหายคิดถึงทั้ง edwerd bella and jacob ก่อนจะได้ดูหนังจิงๆ

น่าเสียดายนะค่ะ ถ้า Stephenie ไม่แต่งให้จบ เพราะหลงรัก EW มากมาย จริง ๆ หลงรักจินตนาการของเธอมาก ๆ น่าเสียดายอีกเหมือนกันที่ไม่สามารถบอกให้เธอได้รู้ เพราะดู ๆ แล้วเธอน่าจะเป็นคนใจดีที่ไม่ทำให้แฟนคลับอกหัก สุดท้ายนี้ขอบคุณ คุณแพมนะค่ะ ที่แปลได้ดีเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ทราบรับลูกศิษย์ ใหมค่ะ

สนุกมากเรยคะ

ได้ยินมาเหมือนกันว่าStephanieงอนจะไม่แต่งต่อ

ถึงอ่านไปแล้วก้จะซื้อเก็บไว้คะ

เอ็ดเวร์ดน่ารักที่สุด

ขอขอบคุณจากใจจริงๆ ค่ะ สำหรับทุกคนที่ติดตามอ่าน Midnight Sun เพราะ ความรักที่มีให้ Robsten เราจึงตั้งใจแปล MS ออกมาแบ่งปันกัน แต่เป็นการแปลครั้งแรก

จึงขอน้อมรับคำติชมไว้ ด้วยความถ่่อมตัวยิ่ง — และขอโทษอย่างสูงที่ไม่สามารถแปลบทที่ 9-12 ให้สำเร็จตามเวลาได้อย่างใจปรารถนา เพราะ เวลาและหน้าที่การงานอันจำกัด และ

เรื่องราวความรักของ Robsten ก็กำลังผลิบานเต็็มที่ มีทั้งรูป ทั้งข่าว และ บทความ ที่ต้องแปล –จึงทำให้แปล MS ได้ช้ามาก — กำลังแบ่งเวลาแปลบทที่ 9 อยู่นะคะ — ขอบคุณทุกกำลังใจค่ะ

*** คุณ ann มิบังอาจรับลูกศิษย์ค่ะ เพราะตัวเองบางทีก็ติดอยู่กับบางประโยคเป็นชั่วโมงเลยค่ะ มือใหม่จริงๆค่ะ

วัยยี้ก็ตามมาอ่านอีกแล้วละค๊า

เสียใจถ้าจะมีเเค่ 12 ตอนจิงๆ

ขอบคุณมากๆนะคะ ที่แปลให้อ่าน แปลได้น่ารักมากๆๆๆๆๆๆๆๆเลยค๊า

เป็นอีกคนหนึ่งที่ชื่นชอบถึงขั้งหลงไหลกับบทนิยายและตัวละครในหนังสือชุด Twilight นี้ และขอเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ขอขอบคุณ คุณแพมที่ได้เสียสละเวลามาแปล MS ให้กับทุก ๆ ที่ได้อ่าน อ่านแล้วมีความสุขมากค่ะ และเห็นด้วยกับอีกหลายๆ คนว่าคุณแพมแปลได้ดีกว่าของสำนักพิมพ์มาก ขอเป็นกำลังใจให้มีผลงานดี ๆ อย่างนี้เรื่อย ๆ นะคะ ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ

รักคนแปลมากที่สุดในโลก
คือ…มันแก่แล้วอ่ะ (40ปี)
ภาษาอังกฤษก็ไม่แข็งแรง
ขอบใจมาก ๆ นะ ที่แปลมาให้อ่าน
ไม่งั้น…
อีกชาตินึงคงอ่านจบ

ขอบคุณมากนะคะสำหรับการแปลที่สวยงามค่ะ
ชอบจัง อยากนึกภาพ เอ็ดเวิร์ดเอาน้ำมันมาหยอดหน้าต่าง อิอิ

ขอบคุณค่ะคุณแพม

หนูยังไม่ได้ขอบคุณพี่แพมสำหรับแปล MS เลยค่ะ
ขอบคุณนะค่ะขอบคุณมากๆที่แปลให้อ่านจริงๆค่ะ พี่แพมเป็นมือใหม่ที่สุดยอดมากค่ะ
จำได้ว่าอ่านน้ำตาซึมบนรถตู้เลยทีเดียว
เพราะ MS นี่แหละค่ะที่ทำให้หนูติดเว็ปนี้แบบสุดๆค่ะ เซฟไว้ในมือถือทุกตอนอ่านแล้วอ่านอีก ไม่เบื่อเลยค่ะกับความคิดความรู้สึกของเอ็ดเวิร์ดจนทุกวันนี้อยากให้MSจบสมบูรณ์มากๆค่ะ อยากอ่านต่อ..
ขอบคุณพี่แพมมากๆนะค่ะ

Post a comment

This site is protected by WP-CopyRightPro