Midnight Sun / Twilight Saga / 6. Blood Type.

30

Category : Midnight Sun

,

 

.

Midnight Sun by Stephenie Meyer

.

Translation by ppompam

.

.

Blood Type

.

.

ผมคอยตามดูเบลล่าตลอดทั้งวัน ผ่านความคิดของคนโน้นทีคนนื้ที  จนแทบจะไม่ได้สนใจความเป็นไปรอบๆตัวผมเองเลย แต่ผมจะไม่มองผ่านสายตาของไมค์ นิวตันเป็นอันขาด  เพราะผมทนไม่ได้กับความเพ้อฝันฟุ้งซ่านที่น่ารังเกียจของเขา แล้วก็ยังมีเจสสิก้า สแตนลีย์อีกคน ความไม่พอใจที่เธอมีต่อเบลล่านั้น เริ่มทำให้ผมเริ่มโกรธเธอบ้างเหมือนกัน และนั่นจะทำให้ชีวิตของเด็กผู้หญิงที่จิตใจคับแคบคนนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง    แองเจลา เวเบอร์  เธอคือตัวเลือกที่ดีเยี่ยม เมื่อสายตาเธออยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นเบลล่าได้  ทำให้ผมรู้ว่าเธอเป็นคนดี อ่อนโยน.. ผมรู้สึกสบายใจที่จะมองผ่านความคิดของเธอ และบางครั้งผมก็มองผ่านความคิดพวกอาจารย์ซึ่งนำมุมมองที่ดีๆมาให้ผม

ผมแปลกใจเอามากๆ ที่เห็นเบลล่าเดินสะดุดโน่น ชนนี่ได้ทั้งวัน  รอยแตกของทางเดินบ้างล่ะ หนังสือที่ตกอยู่บนพื้นก็สะดุด และที่บ่อยที่สุดก็เห็นจะเป็นสะดุดเท้าตัวเธอเองนั่นแหละ   ความคิดของคนอื่นๆที่ผมไปแอบได้ยินมาเค้ามองว่าเบลล่าน่ะ ซุ่มซ่าม

 ผมยิ่งมองยิ่งคิดๆดูแล้วก็เห็นว่าใช่จริงๆด้วย  หลายๆครั้งที่ดูเหมือนเธอจะมีปัญหาในการทรงตัวให้ยืนตรงๆ  ผมยังจำภาพวันแรกที่เธอสะดุดจนเกือบล้มใส่โต๊ะได้ชัดเจน แล้วก็ตอนที่เธอลื่นพื้นน้ำแข็งก่อนจะเกิดอุบัติเหตุ  และเมื่อวานนี้ที่เธอสะดุดขอบประตูห้องเรียนอีกล่ะ …..แปลกมากๆ   พวกเขาคิดถูกแล้วล่ะ เธอน่ะจอมซุ่มซ่าม

ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้ถึงทำให้ผมขำได้ขนาดนี้  ผมหัวเราะเสียงดัง ขณะที่เดินจากห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์อเมริกาไปยังห้องเรียนภาษาอังกฤษ จนคนแถวนั้นหันมามองผมอย่างหวั่นๆ  ทำไมผมไม่เคยสังเกตเห็นเรื่องนี้มาก่อนนะ  บางทีอาจเพราะว่าเธอดูสวยสง่าเวลาที่อยู่นิ่งๆหรือกริยาที่เธอตั้งศีรษะตรงและ ส่วนโค้งของลำคอของเธอ  —  

แต่ตอนนี้เธอไม่สง่างามเอาเสียเลย อาจารย์แวร์เนอร์หันมามองพอดีกับที่ปลายรองเท้าบู๊ท ของเธอ สะดุดพรมล้มลงไปบนเก้าอี้ … เธอทำให้ผมหัวเราะอีกแล้ว

.

เวลาเดินผ่านไปช้าๆเอื่อยเฉื่อย อย่างเหลือเชื่อ   ในขณะที่ผมก็รอเวลาที่จะได้เห็นเธอด้วยตาตัวเอง   ในที่สุดเสียงระฆังก็ดังบอกหมดเวลา  ผมรีบก้าวยาวๆตรงไปที่โรงอาหารเพื่อจะจองที่นั่ง  … ผมมาถึงเป็นคนแรก ผมเลือกโต๊ะที่ปกติแล้วจะไม่มีใครนั่ง และแน่ใจว่าวันนี้มันก็ยังว่างอยู่  พวกพี่น้องผมไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร  เมื่อมาถึงแล้วเห็นผมนั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว อลิซคงบอกให้พวกเขารู้ก่อนแล้ว

โรซาลีเดินผ่านผมไปโดยไม่ได้ชายตามอง … ปัญญาอ่อน

สัมพันธภาพของผมกับโรซาลีนั้นเข้ากันไม่ได้เลย  ผมทำให้เธอไม่พอใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงผม  แล้วความสัมพันธ์ของเราก็ดิ่งลงเหวมาเรื่อย นับตั้งแต่นั้นมา … แต่ดูเหมือนว่าสองสามวันที่ผ่านมานี้เธอจะหงุดหงิดอารมณ์เสียกับผมมากกว่าที่เคยเป็น  ผมถอนหายใจ โรซาลีน่ะคิดถึงแต่ความต้องการของตัวเอง

แจสเปอร์ยิ้มให้ผมขณะที่เดินผ่านไป

โชคดีนะ  แต่ในใจเขายังคงสงสัยอยู่

เอ็มเม็ตต์กลอกตาแล้วส่ายหัว

ท่าทางจะเป็นเอามากนะ ไอ้หนุ่ม

 อลิซยิ้มร่า เห็นฟันส่องแสงประกาย

ฉันคุยกับเบลล่าตอนนี้เลยได้มั้ย ?

“ไปอยู่ห่างๆเลย” ผมพูดเสียงเข้ม

เธอจ๋อยไปแป๊บเดียวแล้วก็เปลี่ยนเป็นแช่มชื่นขึ้นมาอีก

ก็ได้   เชิญดื้อดึงไปเถอะ เดี๋ยวก็ถึงเวลาเองแหละ

ผมถอนหายใจอีกรอบ

แล้วอย่าลืมการทดลองวิชาชีวะวันนี้ล่ะ  เธอเตือน

ผมพยักหน้า –ไม่หรอก ผมไม่ลืมอยู่แล้ว

ระหว่างที่ผมนั่งรอเบลล่าอยู่นั้น ผมก็มองตามเธอผ่านสายตาของเด็กปีหนึ่งที่เดินอยู่ข้างหลังเจสสิก้ามายังโรงอาหาร เจสสิก้าก็ยังพล่ามเรื่องงานเต้นรำอย่างไม่มีทีท่าจะหยุด  แต่เบลล่าก็ไม่ได้พูดอะไร  ก็ใช่ว่าเจสสิก้าจะให้เธอมีโอกาสพูดสักเท่าไหร่ในจังหวะที่เบลล่าเดินผ่านประตูเข้ามาสายตาเธอก็พุ่งไปยังโต๊ะที่พวกพี่น้องผมนั่งอยู่ทันที เธอจ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเธอก็ขมวดคิ้วจนเห็นรอยย่นบนหน้าผาก สายตาหลุบต่ำลงมองพื้น เมื่อเธอไม่เห็นผมนั่งอยู่ตรงนั้น

เธอดู… เศร้า  ผมรู้สึกเหมือนมีแรงผลักดันให้ผมลุกขึ้นไปอยู่ข้างๆเธอ ทำอะไรก็ได้ให้เธอสบายใจขึ้น  เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าจะปลอบเธอเรื่องอะไร เพราะผมไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้เธอรู้สึกหม่นหมองแบบนี้  เจสสิก้ายังจ้อเรื่องงานเต้นรำไม่จบไม่สิ้น  หรือว่าเบลล่าเสียใจที่ไม่ได้ไปงานเต้นรำ ผมว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องนี้นะ …. แต่ถ้าเป็นเพราะเรื่องนี้ผมก็ช่วยได้ ถ้าเธอต้องการอย่างนั้นจริงๆ

เธอซื้อเครื่องดื่มมาอย่างเดียวเองสำหรับมื้อเที่ยง นั่นถูกต้องแล้วหรือ ? ผมว่าเธอต้องการอาหารที่มีประโยชน์มากกว่านี้นะ  ผมไม่ค่อยได้สนใจเรื่องอาหารการกินของมนุษย์มาก่อน  ก็มนุษย์น่ะช่างเปราะบางเสียจนน่าหงุดหงิดขนาดนั้น มีอะไรต่อมิอะไรเป็นล้านๆอย่างที่ต้องกังวล

“เอ็ดเวิร์ด คัลเลน จ้องเธออีกแล้ว” ผมได้ยินเสียงเจสสิก้าพูด  “สงสัยจังว่าทำไมวันนึ้เขานั่งคนเดียว”

ผมต้องขอบคุณเจสสิก้าจริงๆ  แม้ว่าตอนนี้เธอจะไม่พอใจเบลล่ามากขึ้นก็ตาม เพราะเธอทำให้เบลล่าเงยหน้าขึ้นมาทันที กวาดตามองมาจนกระทั่งสบสายตาของผม … ไม่เหลือร่องรอยของความเศร้าหมองอยู่บนใบหน้าของเธออีกแล้ว ผมปล่อยให้ตัวเองได้คาดหวังว่าที่เธอรู้สึกเศร้านั้นก็เพราะเธอคิดว่าผมเลิกเร็วขึ้นและกลับไปแล้ว ความหวังนี้ทำให้ผมยิ้มได้ ผมชี้ไปที่เธอแล้วชี้กลับมาที่ตัวผมเป็นสัญญาณเรียกเธอมาหา เธอดูตกใจมองผมแบบไม่อยากจะเชื่อ คงคิดว่าผมแกล้งแหย่เธออีกแล้ว  ผมก็เลยขยิบตาให้อีกที เล่นเอาเธออ้าปากค้าง

“เขาหมายถึงเธอ หรือเปล่า” เจสสิก้าถามน้ำเสียงดูแคลน

“บางทีเขาจะหาคนช่วยเรื่องการบ้านวิชาชีวะ” เสียงเธอพูดเบาๆ แบบไม่ค่อยแน่ใจ  “อืมม, ฉันไปดูหน่อยละกันว่าเขาต้องการอะไร”

นี่เป็นอีกหนึ่งความหมายของคำว่า  ตกลง

เธอสะดุดสองครั้ง ระหว่างทางที่เดินมาหาผม แม้ว่าจะไม่มีอะไรบนพื้นเลยนอกจากพื้นยางน้ำมันที่ราบเรียบ   นี่ผมคิดจริงๆเลยนะว่า ผมพลาดเรื่องนี้ไปได้ยังไง ? คงเพราะผมมัวแต่สนใจเรื่องความคิดที่เงียบกริบของเธอมากกว่า   ผมกำลังคิดอยู่ว่า… ผมได้พลาดอะไรไปอีกบ้าง ?

ต้องจริงใจ ทำตัวสบายๆ … ผมพร่ำท่องบอกกับตัวเอง เธอหยุดยืนอยู่หลังเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับผม ท่าทางลังเลไม่แน่ใจ  คราวนี้ผมสูดลมหายใจลึกๆเข้าทางจมูก แทนที่จะหายใจทางปาก

ให้มันรู้กันไปว่าจะแสบร้อนสักแค่ไหน ผมคิด ลำคอแห้งผาก

“วันนี้นั่งเป็นเพื่อนผมหน่อยได้มั้ย” ผมถามเธอ

เธอดึงเก้าอี้ออกมาแล้วก็นั่งลง จ้องหน้าผมอยู่อย่างนั้น ดูเหมือนเธอจะระแวงแล้วก็ประหม่า แต่กริยาอาการตอบรับของเธอนั่นคือ อีกความหมายของคำว่า ตกลง

ผมรอให้เธอพูดก่อน  รอไม่นานเท่าไหร่ แล้วเธอก็พูดออกมาได้ “วันนี้คุณดูแปลกไปนะ”

“เอ่อ…” ผมอึกอัก   “ผมตัดสินใจว่าไหนๆก็จะเดินลงนรกอยู่แล้ว ก็น่าจะเดินให้มันสวยๆไปเลยดีกว่า”

อะไรมาทำให้ผมพูดออกไปอย่างนั้นนะ ?  ผมคิดว่าอย่างน้อยนั่นก็เป็นความจริง  และอาจเป็นไปได้ว่าเธอได้ยินและเข้าใจคำเตือนที่แฝงอยู่ในคำพูดซึ่งผมบอกเป็นนัยๆ บางทีเมื่อรับรู้แล้วเธอก็ควรลุกขี้นเดินหนีผมไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่เธอยังคงนั่งอยู่และมองหน้าผม รอให้ผมพูดต่อราวกับว่าผมยังพูดไม่จบอย่างนั้นแหละ

“คุณคงรู้นะว่าฉันไม่เข้าใจเลยว่าคุณหมายความว่ายังไง” เธอพูด เมื่อเห็นว่าผมไม่พูดต่อ  นั่นทำให้ผมรู้สึกสบายใจ ผมยิ้มให้เธอ

“ผมรู้”

ไม่ง่ายเลยที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับความคิดที่มาจากคนที่อยู่ข้างหลังเธอ ซึ่งกำลังตะเบ็งแผดเสียงใส่ผม และผมเองก็อยากเปลี่ยนเรื่องคุยอยู่แล้วด้วย

“ผมว่าเพื่อนๆคุณคงโกรธผมที่ขโมยคุณมาอย่างนี้”

เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เธอกังวลอะไรเลย  “พวกเขาอยู่กันเองได้”

“ถึงยังไง ผมก็ไม่คืนคุณไปหรอกนะ”  ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ผมพยายามทำทุกอย่างให้ตรงกับใจ หรือว่าแค่แกล้งแหย่เธอเล่นกันแน่   การอยู่ใกล้ๆเธอมันทำให้ผมไม่ค่อยจะเข้าใจความคิดของตัวเองสักเท่าไหร่ … เบลล่ากลืนน้ำลายเสียงดัง ผมหัวเราะกับสีหน้าอาการของเธอ

“คุณดูกังวลนะ”  จริงๆแล้วผมไม่ควรหัวเราะเธอหรอกนะ    เธอควรจะกังวลกับมันน่ะถูกแล้ว

“ปล่าวนี่” เธอโกหกไม่เก่งเลย ก็เสียงเธอแตกพร่าขนาดนั้น “จริงๆแล้วแปลกใจมากกว่า  …ว่ามันเป็นแบบนี้ได้ยังไง”

“ก็ผมบอกคุณแล้ว”  ผมเตือนความจำ “ผมเหนื่อยที่จะต้องพยายามอยู่ห่างๆคุณ ผมก็เลยเลิก”  ผมต้องใช้ความพยายามนิดหน่อยที่จะยิ้มค้างอยู่อย่างนี้ .. .. ผมต้องจริงใจและแสดงออกกับเธอตรงๆ  แล้วในเวลาเดียวกันผมก็ต้องพยายามทำตัวเรื่อยๆเหมือนไม่ค่อยสนใจเธอสักเท่าไหร่ .. .. ซึ่งผมทำล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

“เลิกหรือ”  เธอทวนคำพูดของผมด้วยความงง

“ใช่ เลิกพยายามทำตัวเป็นคนดี”  เลิกพยายามทำเป็นไม่สนใจเธอด้วย  เอาให้เห็นกันชัดๆไปเลย  “ต่อจากนี้ผมจะทำในสิ่งที่ผมอยากทำ  อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด” อย่างนี้ตรงไปตรงมาพอมั้ย  ให้เธอได้รู้ถึงความเห็นแก่ตัวของผม    และจะได้เป็นการเตือนเธอไปด้วยเสียเลย

“คุณทำให้ฉันงง คิดตามคุณไม่ทันอีกแล้ว”

ผมยังมีความเห็นแก่ตัวมากพอที่จะดีใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้  “ผมพูดมากไปอยู่เรื่อยเลยเวลาที่อยู่กับคุณ นี่ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง”

ดูจะเป็นปัญหาที่เล็กน้อยเหลือเกิน  เมื่อเทียบกับความยุ่งยากอีกมากที่ยังรออยู่

“ไม่ต้องห่วงหรอก” เธอบอกให้ผมสบายใจ “ยังไงๆ ฉันก็ไม่เข้าใจที่คุณพูดมาสักนิด ”

ดีแล้วล่ะ ที่เธอไม่เข้าใจ  “ผมก็คิดว่าอย่างนั้นแหละ”

“เอาล่ะ ถ้าพูดกันตามความหมายของภาษามนุษย์ทั่วไป   เราเป็นเพื่อนกันแล้วใช่ไหม ”

ผมหยุดคิดไปหนึ่งอึดใจ  “เพื่อน …” ผมทวนคำพูดของเธอ  ผมไม่ชอบความหมายของคำๆนี้เลย  …ผมต้องการเป็นมากกว่านั้น

“หรือไม่ใช่” เธอพึมพำเบาๆ ดูท่าทางขวยเขิน

นี่เธอคิดว่า ผมไม่ชอบเธอหรืออย่างไร ?

ผมยิ้ม  “เอ้า , เรามาลองดูก็ได้  แต่ผมขอเตือนคุณก่อนว่า ผมคงไม่ใช่เพื่อนที่ดีของคุณหรอกนะ”

ผมรอฟังคำตอบของเธอ  สองจิตสองใจ .. ใจหนึ่งก็อยากให้เธอฟังและเข้าใจคำเตือนของผมได้ในที่สุด    แต่อีกใจกำลังคิดว่า  ผมเองก็อาจตายได้ถ้าเธอทำอย่างนั้น .. ฟังดูเหมือนละครรักประโลมโลกเสียจริงๆ  ผมนี่ใกล้จะเหมือนมนุษย์เขาไปทุกที ผมได้ยินเสียงหัวใจเธอเต้นเร็วขึ้น 

“คุณพูดอย่างนั้นบ่อยๆ”

“ใช่ เพราะคุณไม่ตั้งใจฟังผมน่ะสิ” ผมบอก  เป็นจริงเป็นจังเกินไปอีกแล้ว  “ผมกำลังรอให้คุณเชื่อที่ผมพูด ถ้าคุณฉลาดอยู่ให้ห่างๆผมไว้เป็นดี”

แล้วถ้าเธอจะลองทำอย่างที่ผมบอก  ผมจะยอมให้เธอทำหรือเปล่าล่ะ ?

เธอหรี่ตามองผม “ฉันคิดว่าคุณคงตัดสินระดับสติปัญญาของฉันเรียบร้อยแล้วสิ ใช่ไหม”

ผมไม่มั่นใจว่าจริงๆแล้วเธอหมายความว่าอย่างไร   ผมยิ้มให้เธอเป็นเชิงขอโทษ  คาดว่าผมต้องทำอะไรให้เธอขุ่นเคืองโดยไม่ได้ตั้งใจแน่ๆเลย

“ถ้าอย่างนั้น” เธอพูดช้าๆชัดๆ  “ตราบเท่าที่ฉันยัง….ไม่ฉลาด  เราจะพยายามเป็นเพื่อนกันใช่ไหม”

“ก็เกือบถูก”

เธอก้มลงเขม้นมองขวดน้ำมะนาวที่ถือไว้ในมือ  ความกระหายใคร่รู้เดิมๆ ทรมาณผมอีกแล้ว

“คุณกำลังคิดอะไรอยู่” ผมถาม .. รู้สึกโล่ง .. ในที่สุดก็ได้ถามคำถามนี้ออกไปดังๆเสียที เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม และหายใจเร็วขึ้น ขณะที่แก้มของเธอเปลี่ยนเป็นสีชมพู .. ผมสูดลมหายใจเข้า  ลิ้มลองความหอมหวานที่ลอยอยู่ในอากาศ

“ฉันพยายามหาคำตอบว่าคุณคืออะไรกันแน่”

ผมยังคงยิ้มให้เธอ ในขณะที่ความตื่นตระหนกได้บิดเกลียวแน่นจนผมเกร็งไปทั้งร่าง  แน่นอนว่าเธอต้องสงสัยอยู่แล้วล่ะ   เธอเป็นเด็กฉลาด   ผมไม่อาจคาดหวังให้เธอมองข้ามบางสิ่งบางอย่างที่มองเห็นได้เด่นชัดขนาดนี้

“แล้วหาได้บ้างมั้ยล่ะ” ผมถามเธอด้วยท่าทางสบายๆ เท่าที่จะทำได้

“ก็ไม่มากนักหรอก” เธอยอมรับ

ผมหัวเราะเบาๆ รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที  “บอกหน่อยซิ ทฤษฎีของคุณเป็นยังไง”

ไม่มีอะไรจะเลวร้ายไปกว่าความจริงได้อีกแล้ว  ไม่ว่าเธอจะค้นพบคำตอบเรื่องอะไรจากที่ไหนมาก็ตาม แก้มเธอเป็นสีแดงจัดขึ้น แต่เธอก็ยังไม่ได้พูดอะไร   ผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากแก้มสีสวยที่อบอวลอยู่ในอากาศ ผมพยายามพูดโน้มน้าวใจเธอด้วยน้ำเสียงที่ใช้ได้ผลดีกับมนุษย์ทั่วๆไป

“คุณจะไม่ยอมบอกผมเลยเหรอ” ผมยิ้มยั่วเธอ

เธอส่ายหัว  “มันน่าอายเกินไปน่ะ”

โอ๊ยยย !! การไม่รู้นี่มันแย่กว่าอะไรๆทั้งหมดเลยนะ  แล้วเพราะอะไรคำตอบที่เธอคาดเดา เอาไว้ถึงทำให้เธออายได้ล่ะ ?  ผมต้องรู้ให้ได้

“คุณรู้มั้ยว่า แบบนั้นน่ะทำให้ผมหงุดหงิดยิ่งอยากรู้เข้าไปใหญ่ ”

เสียงบ่นของผมคงไปจุดชนวนอะไรสักอย่างในตัวเธอเข้าให้   ดวงตาเธอเปล่งแสงวาบออกมา แล้วคำพูดของเธอก็พรั่งพรูออกมาอย่างรวดเร็วมากกว่าทุกครั้ง

“ผิดไปล่ะ  ฉันนึกไม่ออกสักนิดว่าเรื่องนี้มันน่าหงุดหงิดตรงไหน  กับอีแค่บางคนไม่ยอมบอกเรื่องที่เขากำลังคิดอยู่ ถึงเขาจะจงใจทำท่าทางเล็กๆน้อยๆ  หลอกให้เราสงสัยจนกลับใปนอนคิดทั้งคืนว่ามันหมายความว่ายังไง  ทีนี้คุณลองบอกซิว่ามันทำให้หงุดหงิดชวนให้อยากรู้ตรงไหน”

ผมทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองเธอ  ผมเสียใจและรู้ดีว่าที่เธอพูดมาน่ะถูกทุกอย่าง ที่ผิดน่ะคือตัวผมเอง ไม่ยุติธรรมกับเธอเลย  เธอยังพูดไม่จบ…..

“ยิ่งไปกว่านั้น  เขาคนนั้นก็ยังทำเรื่องแปลกประหลาดอีกตั้งหลายอย่าง .. วันหนึ่งเขาช่วยชีวิตเราไว้จากเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะรอดได้  แต่อีกวันกลับทำเหมือนเราเป็นตัวน่ารังเกียจ  แล้วก็ไม่เคยอธิบายเหตุผลให้รู้เลย  ทั้งๆที่สัญญาไว้แล้วด้วยซ้ำ  นี่ก็ไม่น่าหงุดหงิดเลยเหมือนกัน”

นี่เป็นถ้อยคำที่ยาวที่สุดของเธอที่ผมเคยได้ยินมา  มันเป็นคุณสมบัติข้อใหม่ของเธอที่ผมต้องเพิ่มเข้าไปในรายการ

“คุณคงโกรธมากเลยใช่มั้ย”

“ฉันแค่ไม่ชอบอะไรที่สองมาตรฐาน”

แน่นอนว่า เธอแสดงเหตุผลได้ดีเหมาะสมแล้วกับความขุ่นเคืองใจของเธอ ผมมองหน้าเบลล่า  อยากรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถทำอะไรดีๆที่ถูกต้องกับเธอได้บ้าง จนกระทั่งเสียงตะโกนที่ออกมาจากหัวของไมค์ นิวตันนั้นมาทำให้ผมเสียสมาธิ เขาโกรธผมจนแทบจะลุกเป็นไฟอยู่แล้ว ทำให้ผมต้องหัวเราะออกมา

“อะไร” เธออยากรู้

“แฟนคุณน่ะ ดูเหมือนเขาจะคิดว่าผมทำให้คุณไม่พอใจ  เขากำลังคิดว่าจะเข้ามาขวางการทะเลาะกันของเราดีหรือเปล่า”  ผมล่ะอยากให้เขามาลองดูจริงๆเลย   ผมหัวเราะอีกครั้ง

“ฉันไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงใคร”  เธอพูดด้วยเสียงที่เย็นชา  “แต่ฉันแน่ใจว่าคุณคงเข้าใจผิดแล้วล่ะ”

ถูกใจผมมากๆเลย กับวิธีการพูดหมิ่นๆของเธอที่ปฏิเสธไม่ยอมรับไมค์โดยสิ้นเชิง

“ไม่ผิดหรอก ผมบอกคุณแล้ว ว่าคนส่วนใหญ่น่ะอ่านง่ายจะตาย”

“แต่ไม่ใช่ฉันแน่ๆ”

“ใช่ ไม่ใช่คุณ”  นี่เธอจะเป็นข้อยกเว้นในทุกสิ่งอย่างเลยหรืออย่างไรกัน ?   น่าจะมีความเท่าเทียมกันให้ผมสักหน่อย  ก็ดูแต่ละเรื่องที่ผมต้องรับมือในตอนนี้สิ   ถ้าผมสามารถได้ยินเสียงจากความคิดของเธอได้บ้างแม้จะนิดๆหน่อยๆก็จะดีมากเลย ผมขอมากไปหรือเปล่า ?

“ผมก็สงสัยอยู่ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้”

ผมมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ    ลองดูอีกสักครั้ง เธอหลบสายตาผม  เปิดฝาขวดน้ำมะนาวแล้วรีบดื่ม  สายตาจับจ้องอยู่ที่โต๊ะ

“คุณไม่หิวเหรอ ” ผมถาม

“ไม่หิว” สายตาของเธอยังอยู่ที่โต๊ะซึ่งคั่นกลางระหว่างเรา  “แล้วคุณล่ะ”

“ไม่หรอก ผมไม่หิว”  ผมตอบเธอ  รู้ๆกันอยู่ว่าผมไม่หิวอย่างแน่นอน เธอทำปากยื่น ขณะที่สายตายังจ้องอยู่ที่โต๊ะ  ผมรอดูนิ่งๆ

“ถ้าอย่างนั้น  คุณช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม” เธอถามในทันทีที่สบตาผมอีกกครั้ง  เธอต้องการอะไรจากผม ? หรือเธออยากจะรู้ความจริงซึ่งผมไม่สามารถตอบเธอได้  ความจริงที่ผมไม่อยากให้เธอรู้ ให้เธอรู้ไม่ได้เลย ?

“ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการอะไร”

“ไม่มีอะไรมากหรอก”  เธอรับรอง

ผมรอฟัง  เกิดความอยากรู้อีกแล้ว

“ฉันแค่อยากรู้ว่า ….”  เธอพูดช้าๆ  สายตามองที่ขวดน้ำมะนาว  ใช้นิ้วมือเล็กๆลูบวนไปตามปากขวด  “คุณจะช่วยเตือนฉันล่วงหน้าได้ไหม ถ้าคุณคิดจะเมินเฉยใส่ฉันเพื่อประโยชน์ของตัวฉันเองอีก…ฉันจะได้มีเวลาตั้งตัว”

เธอต้องการคำเตือนเหรอ ?  ถ้าเช่นนั้น การเมินเฉยของผมก็ต้องเป็นเรื่องไม่ดีสำหรับเธอน่ะสิ   ผมยิ้มดีใจที่ได้รู้

“ฟังดูยุติธรรมดี” ผมตอบตกลง

“ขอบคุณค่ะ” เธอบอกก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา สีหน้าเธอเหมือนยกภูเขาออกจากอก จนผมอยากจะหัวเราะด้วยความโล่งใจของผมเองบ้าง

“งั้นผมขอถามอะไรสักข้อเป็นการตอบแทนได้ไหม” ผมถามอย่างคาดหวัง

“ข้อเดียว”  เธอยอมตามคำขอ

“ผมขอฟังทฤษฎีของคุณสักเรื่องสิ”

เธออายหน้าแดง  “ไม่เอา ไม่ถามเรื่องนั้นสิ”

“คุณไม่ได้ห้ามไว้ก่อนนี่  คุณเพิ่งจะสัญญาเองนะว่าจะตอบผมหนึ่งข้อ”  ผมแย้ง

“แล้วคุณล่ะ คุณเองก็เคยผิดสัญญา” เธอย้อนผมกลับ เธอต้อนผมจนมุม

“แค่ทฤษฎีเดียวเอง ผมไม่หัวเราะหรอกน่า”

“ไม่เอา คุณหัวเราะแน่ๆ”  ดูเหมือนเธอจะแน่ใจเหลือเกิน  แต่ผมก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่า อะไรจะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องน่าขำไปได้  ผมลองโน้มน้าวเธอดูอีกรอบ  ผมส่งสายตามองสบตาเธอ .. เรื่องง่ายๆ .. มองลึกลงไปในดวงตาของเธอ .. แล้วก็กระซิบ  “นะ…ได้โปรด”

เธอกระพริบตาปริบๆ หน้าตาว่างเปล่าไม่บอกความรู้สึก .. อะไรกัน นี่ไม่ใช่ปฏิกริยาที่ผมคาดหวังไว้นะ

“เอ่ออ…อะไรนะ” เธอถาม ท่าทางมึนงง  เธอเป็นอะไรของเธอกันนี่ ?  แต่ผมยังไม่ยอมเลิกราง่ายๆหรอก

“บอกผมแค่ทฤษฎีเล็กๆก็ได้” ผมขอร้องด้วยสียงที่นุ่มนวล ไม่น่ากลัว  และสายตาผมก็ยังอยู่ที่ใบหน้าของเธอ ในที่สุดก็ได้ผล.. ทำให้ผมทั้งพอใจ แล้วก็แปลกใจพร้อมๆกัน

“เอ่อ..ประมาณว่าคงโดนแมงมุมอาบนิวเคลียร์กัดเอามั้ง”

หนังสือการ์ตูนเหรอ ??  หมดข้อข้องใจแล้วล่ะ ว่าทำไมเธอถึงคิดว่าผมจะหัวเราะ

“ไม่ค่อยสร้างสรรค์เลยนะ”  ผมทำเสียงดุ  พยายามซ่อนความโล่งอกโล่งใจที่เพิ่งเกิดขึ้น

“ขอโทษ ฉันคิดได้แค่นี้แหละ” เธอบอกเสียงขุ่น เหมือนจะโกรธ ท่าทางของเธอยิ่งทำให้ผมสบายใจมากขึ้น จนสามารถแกล้งแหย่เธอต่อได้อีก

“มันไม่แม้แต่จะเฉียดเลยนะคุณ”

“ไม่เกี่ยวกับแมงมุมเลยเหรอ”

“ไม่เลย ”

“แล้วพวกรังสีนิวเคลียร์ล่”

“ก็ไม่มี”

“เซ็ง” เธอถอนหายใจ

“แร่คริปโตไนท์ก็ทำอะไรผมไม่ได้เหมือนกัน ”  ผมรีบบอก ก่อนที่เธอจะถามเรื่อง กัด … แล้วผมก็หัวเราะจนได้ เพราะเธอคิดว่าผมเป็นพวกซูเปอร์ฮีโร่

“ไหนว่าจะไม่หัวเราะไง  ลืมแล้วเหรอ”

ผมรีบเม้มปากทันที

“ที่สุดแล้วฉันก็ต้องคิดออกจนได้นั่นแหละ” เธอเตือน … เมื่อถึงเวลานั้น เธอก็จะวิ่งหนีผมไป

“ผมไม่อยากให้คุณพยายามแล้วล่ะ” ผมบอกเธอ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไม่ล้อเล่นอีกแล้ว

“ เพราะ……”

ผมติดค้างเธอในเรื่องที่จะพูดกับเธอตรงๆ บอกความจริงกับเธอ  ถึงตอนนี้ผมพยายามยิ้มเพื่อไม่ให้คำพูดของผมฟังดูคุกคามจนเธอกลัว 

“ถ้าผมไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ ถ้าผมเป็นฝ่ายคนชั่วล่ะ ”

เธอทำตาโตขึ้นเล็กน้อย  ริมฝีปากค่อยๆเผยอขึ้น  “อ๋อ…”  เธอเอ่ยขึ้นมา และหลังจากนั้นอีกหนึ่งวินาที  “ฉันเข้าใจแล้ว”

ในที่สุดเธอก็ฟังที่ผมพูดเสียที

“คุณเข้าใจจริงๆหรือ” ผมถาม เพื่อจะปิดบังความทุกข์ทรมาณเอาไว้

“คุณเป็นตัวอันตรายหรือ”  เธอเดา เธอหายใจถี่ขึ้น หัวใจเต้นรัว  ผมตอบเธอไม่ได้ นี่จะเป็นช่วงสุดท้ายของเวลาที่ผมได้อยู่ด้วยกันกับเธอหรือเปล่า ?  แล้วเธอจะวิ่งหนีผมไปตอนนี้เลยไหม ?  ให้ผมได้บอกกับเธอว่า ผมรักเธอ ก่อนที่เธอจะจากไปได้ไหม?

หรือว่านั่นจะยิ่งทำให้เธอกลัวผมมากขึ้นไปอีก ?

“แต่คุณไม่ใช่คนชั่วหรอก” เธอกระซิบพลางส่ายหัว ไม่มีความหวาดกลัวในดวงตาของเธอ  “ไม่หรอก ฉันไม่เชื่อว่าคุณเป็นคนชั่ว”

“คุณคิดผิดแล้วล่ะ”  ผมสูดลมหายใจ ก็เห็นๆอยู่ว่าผมเป็นคนชั่วร้าย  ตอนนี้ผมควรจะยินดีไม่ใช่หรือ? ที่เธอคิดว่าผมนั้นเป็นคนดี ดีเกินกว่าคนอย่างผมสมควรจะได้รับ   ถ้าผมเป็นคนดีจริงๆแล้วละก็ ผมจะต้องไม่มาอยู่ใกล้ชิดกับเธอแบบนี้  ผมเอื้อมมือไปหยิบฝาขวดน้ำมะนาวของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะแก้เก้อเพราะไม่รู้ว่าจะทำหรือจะพูดอะไรดี  เธอไม่ได้ถอยหนีที่อยู่ๆผมก็เอื้อมมือเข้าไปใกล้  เธอไม่กลัวผมจริงๆด้วย  ยังก่อน ยังไม่ใช่ตอนนี้ ผมมองดูฝาขวดที่ผมหมุนมันเล่นเหมือนลูกข่าง  แทนที่จะมองหน้าเธอ  ความคิดของผม  กำลังขู่คำรามก้องอยู่ในหัว

วิ่งสิ  เบลล่า วิ่งหนีไป แต่ผมไม่สามารถสั่งตัวเอง ให้พูดออกมาดังๆ ได้เลย

เธอรีบลุกขึ้นยืน  “เราจะเข้าห้องเรียนสายนะ”  เธอบอก ขณะที่ผมเริ่มกังวลว่าด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทำให้เธอได้ยินเสียงเตือนจากความคิดของผมก็เป็นได้

“ผมไม่เข้าเรียนล่ะวันนี้”

“ทำไมล่ะ”

เพราะผมไม่อยากจะฆ่าคุณน่ะสิ   “การโดดเรียนเสียบ้างบางครั้งก็ดีต่อสุขภาพ”

พูดกันตรงๆก็คือ  จะดีต่อสุขภาพชีวิตมนุษย์ถ้าแวมไพร์โดดเรียนในวันที่เลือดมนุษย์จะพุ่งกระจาย  วันนี้อาจารย์แบนเนอร์จะตรวจกรุ๊ปเลือดของทุกคน  ซึ่งอลิซก็โดดเรียนไปเรียบร้อยแล้วในชั่วโมงเรียนตอนช่วงเช้า

“ถ้าอย่างนั้น ฉันไปก่อนล่ะ” เธอบอก ซึ่งผมก็ไม่แปลกใจเลย เธอมีความรับผิดชอบ เธอทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ตรงกันข้ามกับผม

“เอาไว้ค่อยเจอกัน”  ผมบอก พยายามทำตัวตามสบายอีกครั้ง  ก้มมองฝาขวดที่หมุนเล่นอยู่ในมือ — และอีกอย่างหนึ่ง  ผมรักคุณในแบบที่เป็นอันตรายและน่าหวาดกลัว

เธอดูละล้าละลัง  ในจังหวะนี้เองที่ผมหวังว่าเธอจะอยู่กับผม แต่เมื่อเสียงระฆังดังขึ้นเธอก็รีบวิ่งจากไป  ผมรอจนกระทั่งเธอลับตาไปแล้ว ผมเก็บฝาขวดใส่กระเป๋าไว้ .. ของที่ระลึกจากบทสนทนาที่สำคัญที่สุดสำหรับผม ..แล้วเดินฝ่าสายฝนไปที่รถ

ผมใส่แผ่นซีดีเพลงโปรดของ เดอ บุซซี่ ที่ฟังแล้วช่วยให้ผมใจเย็นและผ่อนคลายมากขึ้น  .. แผ่นเดียวกับแผ่นที่ผมฟังอยู่วันแรกที่ได้เจอเบลล่า .. แต่ผมฟังได้ไม่นานเท่าไหร่ ก็มีตัวโน๊ทอื่นๆผ่านเข้ามาในหัว ท่วงทำนองบางส่วนนั้นไพเราะดึงดูดความสนใจผมมาก จนผมต้องหรี่เสียงเพลงจากแผ่น แล้วตั้งใจฟังบทเพลงที่บรรเลงอยู่ในหัวของผมแทน   ผมค่อยๆนำทำนองของตัวโน๊ทที่เกิดขึ้นแต่ละช่วงแต่ละตอนมาเรียบเรียงประสานกันได้อย่างไพเราะกลมกลืนจนเป็นบทเพลงที่เสร็จสมบูรณ์  นิ้วมือของผมเคลื่อนไหวไปเองในอากาศโดยไม่รู้ตัว  ราวกับว่าผมกำลังพรมนิ้วอยู่บนคีย์เปียโนจริงๆ   … จะว่าไปแล้วบทเพลงใหม่นี้เกิดขึ้นมา ในขณะที่ความห่วงหาที่ผมมีให้กับเบลล่ากำลังโดนความทุกข์ทรมาณถาโถมเข้าใส่จนปวดร้าวไปทั้งใจ … ผมกำลังเผชิญกับความจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

*** ***

นี่เธอกำลังจะเป็นลมหรือเปล่า ?  แล้วจะทำยังไงดีล่ะ? เสียงของไมค์ ตื่นตระหนกได้ยินห่างออกไปประมาณหนึ่งร้อยหลา  ไมค์ นิวตัน กำลังพยุงร่างที่อ่อนปวกเปียกของเบลล่าให้นั่งลงบนทางเดิน ร่างเธอทรุดร่วงลงไปนอนอยู่กับพื้นซีเมนต์เปียกๆ  ไม่มีอาการรับรู้ใดๆ  เธอไม่ลืมตา ผิวเธอขาวซีดเหมือนศพ ผมแทบจะกระชากประตูหลุดออกจากตัวรถ

“เบลล่า”  ผมร้องตะโกน

ไม่มีปฏิกริยาใดจากใบหน้าที่ซีดเผือดเหมือนไร้ชีวิต เมื่อผมตะโกนเรียกชื่อเธอ ผมรู้สึกเย็นวาบกลายเป็นน้ำแข็งไปทั้งร่างเมื่อผมเข้าไปอ่านความคิดของไมค์  ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เขามีแต่ความประหลาดใจแล้วก็เอาแต่คิดโกรธผมอยู่อย่างเดียว นั่นยิ่งทำให้ผมโมโหหนักเข้าไปอีก  ผมก็เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเบลล่า ถ้าเขาเป็นคนทำให้เธอแบบนี้ละก็ ผมเล่นเขาถึงตายแน่ๆ

“เกิดอะไรขึ้น .. เธอบาดเจ็บหรือเปล่า”  ผมถามเร่งเร้า พยายามตั้งใจอ่านความคิดของเขา ผมแทบบ้าที่ต้องเดินช้าๆให้เหมือนมนุษย์แบบนี้ แต่ผมก็ไม่ควรให้สังเกตเห็นได้ว่าผมเดินมาหาเธอได้เร็วแค่ไหน จากนั้นผมก็ได้ยินเสียงหัวใจเต้นและ เสียงลมหายที่สม่ำเสมอของเธอ และเมื่อผมเห็นว่าเธอกำลังหลับตาปี๋ผมก็สบายใจขึ้นทันที ผมมองเข้าไปในความทรงจำที่วูบวาบไปมาของไมค์ เห็นเป็นภาพห้องเรียนวิชาชีวะ … … เบลล่าเอาหัวซบอยู่บนโต๊ะของเรา ผิวสีสวยของเธอกลับซีดเผือด  มีหยดเลือดอยู่บนแผ่นการ์ดสีขาว…. ทดสอบกรุ๊ปเลือด

ผมหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น กลั้นหายใจ กลิ่นของเธอนั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเป็นหยดเลือดของเธอนี่คนละเรื่องกันเลยนะ ต่างกันด้วยประการทั้งปวง

“ฉันคิดว่า เธอคงจะเป็นลม” ไมค์บอก ทั้งกังวลทั้งขุ่นเคืองผมไปพร้อมๆกัน “ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เธอยังไม่ได้แม้แต่จะเจาะนิ้วตัวเองเลยด้วยซ้ำ”

นั่นทำให้ผมหายใจได้ทั่วท้อง  ผมสูดลมหายใจเข้าให้ปอดได้สัมผัสกับอากาศอีกครั้ง … อาา…ผมได้กลิ่นเลือดจากแผลที่โดนเจาะเล็กๆของไมค์   ซึ่งครั้งหนึ่ง มันอาจจะดึงดูดความสนใจของผม  ผมคุกเข่าอยู่ข้างๆเธอ ในขณะที่ไมค์ยังป้วนเปี้ยนรีๆรอๆอยู่ข้างๆผม  กำลังโกรธจัดที่เห็นผมเข้ามาแทรก

“เบลล่า คุณได้ยินผมหรือเปล่า”

“ไม่ได้ยิน” เธอคราง “ไปไกลๆเลย ไป” .. .. แบบนี้ เธอก็ไม่เป็นไรแล้วล่ะ ผมรู้สึกสบายใจมากขึ้นจนต้องหัวเราะออกมา

“ฉันกำลังพาเธอไปห้องพยาบาล” ไมค์บอก “แต่เธอไม่ยอมเดินต่อ”

“ฉันจะพาเธอไปเอง  นายกลับไปเรียนเถอะ” ผมบอกเขาอย่างไม่ใส่ใจ .. ไมค์กัดฟันกรอด “ไม่มีทาง ฉันจะเป็นคนพาเธอไปเอง” ผมไม่เสียเวลาเถียงกับคนที่น่าสมเพทอย่างเขาหรอก

มีความรู้สึกหวาดหวั่นแฝงอยู่ในความตื่นเต้นที่เต็มเปี่ยมด้วยความพอใจ ก้ำกึ่งระหว่างความทุกข์ใจและความปิติยินดี กับสถานการณ์ที่บังคับให้ผมต้องสัมผัสเนื้อตัวของเธอ  .. .. ผมค่อยๆอุ้มเบลล่าขึ้นมาจากพื้นทางเดินด้วยความนุ่มนวล  กระชับเธอไว้ในอ้อมแขน ระวังไม่ให้ตัวผมแตะต้องโดนตัวเธอเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมสัมผัสเฉพาะเสื้อผ้าของเธอเท่านั้น ผมรักษาจังหวะการก้าวเดินไม่ให้ตัวผมแกว่งมากนัก รีบพาเธอไปในที่ปลอดภัย หรือจะบอกว่า ให้เธออยู่ห่างๆจากผม นั่นก็ไม่ผิดอะไร

เธอลืมตาพรึ่บ ด้วยความตกใจ

“ปล่อยฉันลงนะ” เธอสั่งทั้งๆที่ไม่มีแรงจะพูดอยู่แล้ว ..  เธอเขินอายอีกแล้ว ผมเดาเอาจากสีหน้าอาการของเธอนะ  เธอไม่ชอบให้ใครๆมาเห็นว่าเธออ่อนแอ .. ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงทักท้วงของไมค์ที่ร้องตะโกนอยู่ด้านหลังของเราสองคน

“คุณดูแย่มากๆเลย” ผมบอกพลางยิ้มให้เธอ เพราะว่าเธอไม่ได้เป็นอะไรหรอก แค่เวียนหัวเพราะท้องว่างเท่านั้นเอง

“วางฉันลงเถอะ” เธอบอก ริมฝีปากของเธอซีดเผือด

“ตกลงคุณเป็นลมเพราะเห็นเลือดหรือ”  มีอะไรที่น่าขำกว่านี้อีกมั้ย?  เธอหลับตาลงแล้วเม้มปากแน่น

“แถมยังไม่ใช่เลือดของตัวเองอีกต่างหาก” ผมพูดต่อ แล้วยังยิ้มกว้างมากขึ้นอีกด้วย  เรามาอยู่หน้าห้องธุรการแล้ว ประตูแง้มอยู่เล็กน้อย ผมเตะให้มันเปิดออกแล้วเดินเข้าไป

มิสซิสโคปป์ สะดุ้งลุกขึ้นด้วยความตกใจ  “โอ ตายแล้ว”  เธออ้าปากค้างเมื่อเห็นเด็กผู้หญิงตัวซีดเผือดที่อยู่ในอ้อมแขนของผม

“เธอเป็นลมในวิชาชีวะครับ” ผมรีบอธิบาย ก่อนที่เธอจะจินตนาการไปถึงไหนต่อไหน เบลล่าลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอกำลังมองมิสซิสโคปป์ที่รีบไปเปิดประตูห้องพยาบาลให้ผม  ผมได้ยินเสียงแสดงความประหลาดใจดังมาจากความคิดของพยาบาลสูงอายุ  เมื่อเห็นผมค่อยๆวางเธอลงบนเตียงเก่าๆอย่างนุ่มนวลและระมัดระวัง  ในทันทีที่วางเบลล่าลงบนเตียง ผมก็ถอยไปยืนให้ไกลจากเธอที่สุดเท่าที่ความกว้างของห้องจะอำนวย  ร่างกายผมตื่นเต้นเกินไปแล้ว ปรารถนารุ่มร้อนมากไป กล้ามเนื้อทุกส่วนเครียดเกร็ง และพิษกำลังท่วมท้น .. ตัวเธออุ่นและหอมเย้ายวนเหลือเกิน

“เธอหน้ามืดนิดหน่อยครับ” ผมยืนยันให้ความมั่นใจกับมิสซิสแฮมมอนด์  “พวกเขาทดสอบกรุ๊ปเลือดกันในวิชาชีวะน่ะครับ”

เธอพยักหน้ารับรู้ และเข้าใจ “ต้องมีเด็กเป็นลมอย่างนี้เสมอแหละ”

ผมกลั้นหัวเราะ  เชื่อเลยว่า เบลล่าก็เป็นหนึ่งในนั้น

“นอนพักสักหน่อยนะจ๊ะ สาวน้อย” มิสซิสแฮมมอนด์พูดกับเธอ “เดี๋ยวก็หายจ้ะ”

“หนูรู้ค่ะ ” เบลล่าบอก

“หนูเป็นแบบนี้บ่อยหรือเปล่าจ้ะ” นางพยาบาลถาม

“เป็นบางครั้งค่ะ” เธอยอมรับ

ผมแกล้งทำเป็นไอเพื่อกลบเกลื่อนเสียงหัวเราะ  แต่มันกลับเรียกความสนใจจากคุณพยาบาลให้หันมาที่ผมแทน  “เธอกลับไปเรียนได้แล้วนะ” เธอบอกผม

ผมสบตากับเธอตรงๆ แล้วก็พูดด้วยความมั่นใจเต็มร้อย  “ผมต้องอยู่กับเธอครับ”

อืมมม สงสัยว่า………..ก็ได้…ช่างเถอะ แล้วเธอก็พยักหน้า  .. … ผมทำได้ง่ายมากๆกับเธอ แต่กับเบลล่าทำไมถึงได้ยากเย็นนักนะ ?

“ฉันจะไปเอาน้ำแข็งมาประคบหน้าผากให้เธอนะ” นางพยาบาลบอกกับเบลล่า  การสบตากับผมทำให้เธอรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย .. นี่คือกริยาอาการของมนุษย์ที่ควรจะเป็น .. แล้วเธอก็เดิน ออกจากห้องไป

“คุณพูดถูก” เธอพูดเหมือนคราง ทั้งๆที่ยังหลับตาอยู่  เธอหมายถึงอะไร ? ผมคิดไปถึงสิ่งสุดท้ายที่เลวร้ายที่สุด : เธอเชื่อในคำเตือนของผม

“ปกติผมก็พูดถูกอยู่แล้ว” ผมพยายามทำเสียงให้ฟังดูสนุกสนาน แต่ฟังแล้วเหมือนคนกำลังจะร้องไห้เสียมากกว่า  “ว่าแต่คราวนี้เรื่องอะไรล่ะ”

“ก็โดดเรียนแล้วดีต่อสุขภาพไงล่ะ” เธอถอนหายใจ

อาา  ….ค่อยยังชั่วขึ้นหน่อย .. แล้วเธอก็เงียบไป แค่หายใจเข้าออกช้าๆสม่ำเสมอ ริมฝีปากของเธอเริ่มกลับมาเป็นสีชมพู ดูๆไปริมฝีปากล่างของเธออิ่มเกินไปนิดไม่ค่อยได้สัดส่วนกับริมฝีปากบน จ้องมองปากของเธออยู่อย่างนี้ทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ ทำให้ผมอยากเข้าไปอยู่ใกล้ๆเธอ –นั่นไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย

“คุณทำเอาผมตกใจแทบแย่ตอนอยู่ตรงโน้นน่ะ” ผมบอกเธอ .. ผมเริ่มบทสนทนาเพื่อจะได้ยินเสียงของเธออีก  “ผมนึกว่านิวตัน กำลังลากศพคุณเข้าไปฝังในป่าเสียอีก”

“ฮ่า ฮ่า” เธอทำเป็นขำ

“บอกตรงๆนะ ผมเคยเห็นศพหลายศพที่สีหน้าดีกว่าคุณเยอะเลย” มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

“นึกว่าต้องมาล้างแค้นให้คุณเสียแล้ว” และผมจะทำอย่างแน่นอน

“น่าสงสารไมค์” เธอถอนหายใจ “พนันได้เลยว่าเขาต้องโกรธแน่ๆ”

โทสะเริ่มเดือดปุดๆขึ้นมาอีกแล้ว แต่ก็รีบยับยั้งเอาไว้ก่อน เธอเป็นห่วงก็เพราะสงสารเขาหรอกน่า  เพราะว่าเธอเป็นคนใจดี ก็แค่นั้นเอง

“เขาเกลียดหน้าผมสุดๆเลยล่ะ” ผมบอกเธอ อารมณ์ดีขึ้นกับความคิดนี้

“คุณจะไปรู้ได้ยังไง”

“ดูหน้าเขาก็รู้แล้ว” อาจเป็นไปได้ว่า จริงๆแล้วแค่อ่านสีหน้าเขาผมก็ได้ข้อมูลมากพอที่จะบอกได้แล้วว่าเขาคิดอะไร   นี่เป็นเพราะการฝึกอ่านสีหน้าเบลล่านั่นล่ะ ที่ทำให้ผมอ่านสีหน้าคนอื่นได้ขาดมากขึ้น

“แล้วคุณเห็นฉันได้ยังไง ฉันคิดว่าคุณโดดเรียนไปไหนๆแล้วเสียอีก” หน้าตาเธอดูดีมากขึ้น  ผิวที่ซีดจนเขียวคล้ำจางหายไปแล้ว กลับมาเป็นผิวสวยใสเหมือนเดิม

“ผมนั่งฟังซีดีอยู่ในรถน่ะ” สีหน้าเธอสะดุดเล็กน้อย ราวกับคำตอบธรรมดาๆของผมนั้น ทำให้เธอประหลาดใจ เธอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อมิสซิสแฮมมอนด์กลับมาพร้อมกับถุงน้ำแข็ง

“เอ้า นี่จ้ะ” นางพยาบาลพูดในขณะที่กำลังวางถุงน้ำแข็งบนหน้าผากของเบลล่า “เธอดูดีขึ้นแล้วนะจ้ะ”

“หนูคิดว่าหนูไม่เป็นไรแล้วค่ะ”  เธอบอก แล้วก็ลุกขึ้นนั่งพร้อมกับดึงถุงน้ำแข็งออกไป แน่อยู่แล้ว ว่าเธอไม่ชอบให้ใครๆมาดูแล มิสซิสแฮมมอนด์เอื้อมมือย่นๆมาทางเบลล่า เหมือนจะผลักตัวเธอให้นอนลงไปอีกรอบ แต่มิสซิสโคปป์เปิดประตูห้องธุรการเข้ามาพอดี  เธอเอนตัวเข้ามาในห้องนี้พร้อมกับกลิ่นเลือดสดๆ  แต่ก็แค่กลิ่นจางๆที่โชยเข้ามาที่ยังมองไม่เห็นในตอนนี้คือไมค์ นิวตัน ซึ่งอยู่ในห้องธุรการด้านหลังของเธอ  เขายังโกรธผมอยู่  เขากำลังนึกอยากเปลี่ยนให้เด็กผู้ชายตัวใหญ่ ที่เขาลากมาด้วยนั้น คือเด็กผู้หญิงซึ่งอยู่กับผมที่นี่

“เรามีคนป่วยมาอีกรายแล้ว” มิสซิสโคปป์บอก

เบลล่ากระโดดลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว  อยากออกไปให้พ้นๆ จากการเป็นจุดสนใจเต็มที

“นี่ค่ะ” เธอบอกพลางยื่นถุงน้ำแข็งคืนให้กับมิสซิสแฮมมอนด์ “หนูไม่ต้องใช้แล้ว”

ไมค์ส่งเสียงฟึดฟัด เมื่อเขาทั้งพยุงทั้งดัน ลี สตีเฟนส์ ผ่านประตูเข้ามา เลือดยังหยดจากมือเขาอยู่เลย พอเขายกมือขึ้นไปที่หน้า เลือดก็ไหลลงมาที่ข้อมือ

“ไม่นะ” ถึงเวลาที่ผมต้องออกไปแล้วล่ะ  ดูท่าทางเบลล่าก็ด้วยเหมือนกัน  “ออกไปข้างนอก เบลล่า”

เธอเงยขึ้นมามองหน้าผมงงๆ

“เชื่อผม ออกไป” เธอหมุนตัว คว้าประตูไว้ก่อนที่มันจะปิด รีบเดินเข้าไปในห้องธุรการ ผมเดินตามหลังเธอไปติดๆ ผมของเธอสะบัดมาโดนมือของผม….. เธอหันกลับมามองผม  ยังมีความงุนงงอยู่ภายในดวงตากลมโต

“คราวนี้คุณยอมฟังผม”  นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ เธอย่นจมูกเล็กๆของเธอใส่ผม

“ฉันได้กลิ่นเลือด” ผมจ้องหน้าเธอด้วยความประหลาดใจ  “มนุษย์ไม่มีทางได้กลิ่นเลือดหรอก”

“ก็ฉันได้กลิ่นนี่นา  ฉันถึงได้คลื่นไส้ไงล่ะ กลิ่นมันเหมือนสนิม…..กับเกลือ”  ใบหน้าผมนิ่งเหมือนถูกแช่แข็ง แต่ยังจ้องมองเธออยู่  จริงๆแล้วเธอเป็นมนุษย์หรือเปล่า ? เธอดูเหมือนมนุษย์ ตัวเธอก็นุ่มนิ่มเหมือนมนุษย์ กลิ่นของเธอก็เหมือนมนุษย์.. อันที่จริงแล้ว…หอมกว่ามาก  ท่าทางเธอก็เหมือนมนุษย์…ในแบบของเธอน่ะแต่เธอคิดไม่เหมือนมนุษย์ หรือตอบสนองไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป  แล้วยังมีอะไรอย่างอื่นอีกหรือเปล่า ?

“มีอะไรเหรอ”  เธออยากรู้

“เปล่า ไม่มีอะไร”

แล้วไมค์ นิวตันก็เข้ามาขัดจังหวะ เข้ามาในห้องด้วยความเดือดดาล กับความคิดที่ดุเดือด

“คุณหายแล้วนี่” เขาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง มือผมกระตุกเกร็ง อยากจะสั่งสอนเรื่องมารยาทกับเขาจริงๆเลย  ผมจะต้องควบคุมตัวเองไว้ให้ได้ หรือจะให้จบลงที่การฆ่าเด็กผู้ชายที่น่ารังเกียจคนนี้จริงๆ

“อย่าได้เอามือออกมาจากกระเป๋าเชียวนะ” เธอบอก แว่บแรกนั้นผมคิดว่าเธอพูดกับผมเสียอีก

“เลือดหยุดไหลแล้วล่ะ ” เขาตอบเธอ ด้วยหน้าตาบูดบึ้ง “คุณจะกลับเข้าห้องเรียนไหม”

“ พูดเป็นเล่นไปได้  พอเข้าไปปุ๊บฉันก็ต้องกลับหลังหัน  แล้วมาอยู่ที่นี่อีกรอบน่ะสิ”

ช่างเป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆ ตอนแรกผมคิดว่าต้องสูญเสียเวลาชั่วโมงนี้ที่จะได้อยู่กับเธอไปแล้วเสียอีก แต่ตอนนี้ผมกลับได้ใช้เวลาอยู่กับเธอเพิ่มมากขึ้นมาทดแทน  ผมเหมือนคนโลภมากไม่รู้จักพอ อยากได้ทุกๆนาทีที่อยู่ด้วยกัน

“ใช่ๆ ผมก็ว่างั้นแหละ” ไมค์พึมพำ “ถ้าอย่างนั้น สุดสัปดาห์นี้ล่ะคุณว่าไง  จะไปทะเลกับเรามั้ย”

พวกเขามีแผนจะไปเที่ยวกัน  ความโมโหทำให้ผมนิ่งงันอยู่กับที่ แต่ก็ยังดีที่พวกเขาไปกันเป็นกลุ่มล่ะน่า  ผมเห็นเรื่องนี้ผ่านความคิดของเด็กนักเรียนคนอื่นๆ ไม่ได้ไปกันแค่สองคนเสียหน่อย  ความโกรธยังกรุ่นอยู่ไม่ได้ลดน้อยลงเลย  ผมยืนนิ่งพิงเคาท์เตอร์เอาไว้ พยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมตัวเอง

“ไปสิ ฉันก็บอกไปแล้วนี่” เธอยืนยัน  ถ้าอย่างนั้น เธอก็ตอบ-ตกลง-กับเขาด้วยน่ะสิ

ความหึงหวงกำลังแผดเผาจนผมร้อนรุ่มไป ภายในใจเจ็บร้าวมากกว่าที่ความกระหายเคยทำไว้หลายเท่า เอาเถอะ  ก็แค่ไปเที่ยวกันเป็นกลุ่ม ผมพยายามกล่อมตัวเองให้สงบลง ก็แค่ใช้เวลาวันหยุดร่วมกับเพื่อนๆ  ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นหรอกน่า

“เจอกันที่ร้านพ่อผม สิบโมงเช้านะ” แล้วพวกคัลเลน ไม่ต้องเสนอหน้ามานะ

“ฉันไปแน่ๆจ้ะ” เธอบอกให้เขามั่นใจ

“งั้นเดี๋ยวเจอกันที่โรงยิมนะ”

“ แล้วเจอกัน ” เธอตอบ

เขาเดินลากเท้ากลับไปห้องเรียน  ในหัวมีแต่ความกริ้วโกรธ  เธอเห็นไอ้คนประหลาดนี่มีอไรดีนะ ? ก็คงรวยแหละ เดาเอานะ ?  พวกสาวๆคิดว่าเขาหล่อเร้าใจ ก็ไม่เห็นจะสักเท่าไหร่   แบบว่า…ดูเลอเลิศทุกสิ่งอย่างเกินไปหน่อยมั้ง พนันได้เลยว่าพ่อพวกเขาต้องทดลองทำศัลยกรรมพลาสติกให้ลูกๆทุกคน พวกเขาถึงได้ทั้งขาวทั้งสวยทั้งหล่อกันขนาดนี้ มันดูไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย   แล้วตัวเขาน่ะ… ดูน่าขนลุกจะตาย   บางทีเวลาโดนเขาจ้องนะ—ให้ตายเถอะ ฉันคิดว่าจะโดนเขาฆ่าเอาเสียแล้ว—ประหลาดสิ้นดี—  ใช่ว่าไมค์จะไม่รู้ไม่เห็นอะไรเสียเลยนะ

“โรงยิมเหรอ”  เบลล่าคราง ทวนคำพูดของไมค์เบาๆ

ผมมองดูเธอ  ก็รู้ว่าเธอกำลังทุกข์ใจกับอะไรสักอย่างอีกแล้ว แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไรแต่เห็นได้ชัดว่าเธอไม่อยากเข้าเรียนวิชาต่อไปไปกับไมค์แน่ๆ   ผมมีแผนการแล้วล่ะ ผมขยับเข้าไปอยู่ข้างๆเบลล่า    ก้มหน้าลงไปชิดกับใบหน้าของเธอ ผมรู้สึกได้ถึงความร้อนจากผิวของเธอซึ่งแผ่มาสัมผัสกับริมฝีปากของผม … จนไม่กล้าหายใจ

“เดี๋ยวจัดการให้” ผมพึมพำชิดริมหูของเธอ  “คุณไปนั่งทำหน้าซีดๆนะ”

เธอทำตามที่ผมสั่ง ไปนั่งที่เก้าอี้พับแล้วเอาหัวพิงกับผนังห้อง  ในขณะนั้นที่ด้านหลังผม มิสโคปป์เดินออกมาจากห้องพยาบาลเพื่อจะกลับไปที่โต๊ะของเธอ   เบลล่าหลับตาลง ดูเหมือนเธอกำลังจะเป็นลมไปอีกรอบ ผิวของเธอยังดูซีดๆอยู่เลย ผมหันกลับมาที่มิสโคปป์ หวังว่าเบลล่าจะตั้งใจดูการแสดงของผม ผมคิดอย่างเย้ยหยัน  ให้เธอรู้ว่าที่เธอจะได้เห็นนี้  คือกริยาอาการตอบสนองที่มนุษย์ทั่วๆไปเขาทำกัน

“มิสซิสโคปป์ฮะ” ผมถาม ด้วยน้ำเสียงที่ชวนเชิญโน้มน้าวใจ

ขนตาของเธอกระพริบถี่ หัวใจเต้นเร็วขึ้น เด็กเกินไป ควมคุมตัวเองหน่อยสิ

“ว่าไงจ้ะ”

เป็นเรื่องที่น่าสนใจจริงๆ  ชีพจรของ แซลลี่ โคปป์ เต้นเร็วขึ้นเมื่อเธอได้เห็นรูปร่าง หน้าตาที่ดึงดูดใจของผม  ไม่ใช่เพราะเธอกลัวผมหรอกนะ ผมชินแล้วล่ะกับปฏิกริยาแบบนี้ของมนุษย์ผู้หญิง …..แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่คิดว่านี่จะเป็นคำอธิบายถึงเสียงหัวใจของเบลล่าที่กำลังแข่งกันเต้นระรัว ผมออกจะชอบให้เป็นอย่างนั้น อันที่จริงชอบมากเกินไปด้วยซ้ำ  ผมยิ้ม และมิสซิสโคปป์ก็หายใจดังขึ้น

“เบลล่าต้องเรียนพละต่อ แต่ผมว่าเธอยังคงเล่นไม่ไหว จริงๆแล้ว ผมว่าผมควรจะพาเธอกลับบ้านเลย  คุณจะช่วยทำเรื่องลาชั่วโมงพละให้เธอได้ไหมครับ” ผมจ้องเข้าไปในดวงตาของเธอ

สนุกดีที่เห็นความวุ่นวายยุ่งเหยิงในขั้นตอนการคิดของเธอ จะ เป็นไปได้ไหมที่เบลล่า ……..?

มิสซิสโคปป์ต้องกลืนน้ำลายเสียงดัง ก่อนจะตอบผม  “แล้วเธอต้องทำเรื่องลาด้วยไหมล่ะจ้ะ เอ็ดเวิร์ด”

“ไม่ต้องครับ  ผมมีเรียนกับอาจารย์กอฟฟ์ต่อ เธอไม่ว่าอะไรหรอกครับ”

ตอนนี้ผมไม่ได้สนใจเธอสักเท่าไหร่  ผมกำลังมองหาโอกาสที่เป็นไปได้ใหม่ๆ อืมม ผมอยากจะเชื่อว่าเบลล่าเองก็เห็นว่า รูปลักษณ์ของผมนั้นดึงดูดใจเหมือนที่มนุษย์คนอื่นๆเขาคิดกัน — แต่เมื่อไหร่ล่ะ ที่เบลล่าจะมีการตอบสนองเหมือนกับคนอื่นๆเขา  ?  ผมไม่ควรหวังอะไรมากนัก

“โอเค เดี๋ยวฉันจัดการให้   เธอรู้สึกดีขึ้นแล้วนะจ้ะ  เบลล่า”

เบลล่าพยักหน้า อย่างไม่มีแรง .. สมจริงสมจังมากไปนิดนึง

“คุณเดินไหวหรือเปล่า หรือจะให้ผมอุ้มอีกรอบ” ผมถาม ศิลปะการแสดงอันน้อยนิดของเธอทำให้ผมอดขำไม่ได้  ผมรู้ว่าเธอต้องการจะเดินไปเองอยู่แล้วล่ะ .. เธอไม่อยากเป็นคนอ่อนแอ

“ฉันเดินเองได้”  เธอบอก

ผมถูกอีกแล้ว  ผมเริ่มอ่านเธอได้มากขึ้นเรื่อยๆ เธอลุกขึ้นยืน ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนทดสอบการทรงตัวของเธอเอง ผมเปิดประตูรอเธอ แล้วเราก็เดินออกไปท่ามกลางฝนที่เริ่มตกปรอยๆ … ผมมองดูเธอเงยหน้าขึ้นปิดตา ริมฝีปากยิ้มน้อยๆ แล้วปล่อยให้ละอองฝนสัมผัสกับใบหน้าของเธอ ; เธอกำลังคิดอะไรอยู่ ? มีอะไรบางอย่างในอากัปกริยานี้ที่ดูแตกต่าง  และผมก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าเหตุใดผมถึงไม่คุ้นกับท่าทางของเธอ เพราะพวกมนุษย์ผู้หญิงทั่วไปน่ะจะไม่เงยหน้ารับสายฝนที่โปรยปราย แบบนี้หรอก  ปกติแล้วเด็กผู้หญิงก็แต่งหน้ากันทั้งนั้น  แม้กระทั่งที่นี่ เมืองที่ฝนตกได้ทุกวัน เบลล่าไม่เคยแต่งหน้า—ไม่ต้องเลยด้วย—อุตสาหกรรมเครื่องสำอางค์โกยเงินไปไม่รู้จะเท่าไหร่จากสาวๆที่พยายามจะมีผิวพรรณให้เหมือนเบลล่านั่นเอง

“ ขอบคุณนะคะ” เธอบอกและยิ้มให้ผม  “ป่วยแล้วได้โดดเรียนพละนี่ คุ้มจริงๆ”

ผมมองข้ามไปทางตึกเรียน กำลังคิดว่าจะยืดเวลาที่อยู่กับเธอให้นานขึ้นได้อย่างไร ?

“ได้ทุกเวลาครับ” ผมตอบรับ

“แล้วคุณจะไปด้วยกันไหม  ฉันหมายถึงวันเสาร์นี้น่ะ” เหมือนเธอหวังจะให้ผมไปด้วย ความหวังของเธอชโลมใจผมให้สงบลงได้  เธออยากให้ผมไปกับเธอ ไม่ใช่ไมค์ นิวตัน ผมอยากตอบตกลงไปกับเธอเหลือเกิน  แต่ยังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องคำนึงถึง เรื่องแรกก็ วันเสาร์นี้อากาศดีมีแสงแดดอย่างแน่นอน ….

“พวกคุณจะไปที่ไหนกันเหรอ” ผมพยายามพูดเสียงราบเรียบ เฉยๆ ราวกับว่าไม่ใช่เรื่องที่สำคัญอะไรนักหนา  ไมค์บอกว่าไปชายทะเล  ถ้าอย่างนั้นคงไม่ง่ายเลยที่จะหลบเลี่ยงแสงแดด

“ลงไปที่ลาพุช ตรงชายหาดน่ะ”

บ้าจริง !  มันไม่มีทางเป็นไปได้เลย  อีกอย่าง เอ็มเม็ตต์ต้องโกรธแน่ๆถ้าผมยกเลิกแผนของเรา ผมก้มลงชำเลืองมองเธอ ยิ้มอย่างประชดประชัน

“ผมว่า ผมไม่ได้รับเชิญนะ”

เธอถอนหายใจ  “ก็ฉันเชิญคุณอยู่นี่ไงล่ะ ”

“คุณกับผม เราอย่าไปกดดันไมค์ที่น่าสงสารมากไปกว่านี้เลย พอแล้วล่ะสำหรับอาทิตย์นี้ เราคงไม่อยากให้เขากัดเอาหรอกนะ”  ผมสนุกมากกับการเห็นภาพตัวเองกำลังกัดไมค์ที่น่าสงสาร อยู่ในจินตนาการ

“โธ่เอ๊ย…ไมค์หนอไมค์” เธอพูด ด้วยความเวทนาอีกครั้ง  ผมยิ้มกว้างด้วยความชอบใจ  แล้วจากนั้นเธอก็เริ่มเดินแยกไปจากผม .. ผมไม่คิดอะไรทั้งนั้นรีบยื่นมือออกไปคว้าเธอไว้ทันที ผมดึงด้านหลังเสื้อกันฝนของเธอเอาไว้จนเธอต้องหยุดเดิน

“คุณคิดจะไปไหนของคุณน่ะ”  ผมแทบโมโหที่เธอทิ้งผมไป ผมยังอยากใช้เวลาอยู่กับเธออีก มันยังไม่พอเลย เธอจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น

“ก็จะกลับบ้านน่ะสิ”  เธอบอกงงๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมผมต้องอารมณ์เสียด้วย

“คุณไม่ได้ยินหรือไง ว่าผมจะไปส่งคุณให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัย  คุณคิดว่าผมจะปล่อยให้คุณขับรถทั้งๆที่อยู่ในสภาพแบบนี้เหรอ”   ผมรู้ว่าเธอจะต้องฉุนกับคำพูดของผมที่ทำให้เธอดูเป็นคนอ่อนแอ   แต่ถึงอย่างไรผมก็จำเป็นต้องซ้อมไว้ก่อนสำหรับการไปซีแอทเทิล  ลองดูสิว่าผมจะทำอย่างไรเมื่อต้องอยู่ใกล้ชิดกับเธอในพื้นที่ปิดเล็กๆแคบๆ  แต่วันนี้เป็นการเดินทางที่สั้นกว่าเยอะ

“สภาพนั้นน่ะ สภาพไหนเหรอ” เธออยากรู้ “แล้วรถฉันล่ะจะทำยังไง”

“ผมจะให้อลิซขับไปส่งให้คุณที่บ้านหลังเลิกเรียน” ผมดึงเธอกลับมาที่รถของผมอย่างระมัดระวัง  ก็ผมรู้ว่าแค่การเดินไปข้างหน้าอย่างเดียวนี่ ก็เป็นการท้าทายเธอมากพออยู่แล้ว

“ปล่อยฉันนะ” เธอบอก แล้วบิดตัวไปด้านข้างจนเกือบล้ม ผมยื่นมือออกไปจับเธอไว้ แต่เธอตั้งหลักได้ก่อนที่ผมจะโดนตัวเธอ ผมไม่ควรหาข้ออ้างให้ตัวเองเพื่อจะได้สัมผัสตัวเธอ  มันทำให้ผมเริ่มนึกถึงการตอบสนองของมิสซิสโคปป์ที่มีต่อผม แต่ผมปัดมันออกไปก่อนค่อยคุยกันทีหลัง เพราะตอนนี้มีเรื่องให้คิดอยู่ตรงหน้ามากพออยู่แล้ว ผมปล่อยเธอไว้ข้างๆรถ แล้วเธอก็สะดุดไปโดนประตูด้านคนนั่ง  ผมจะต้องระวังให้มากกว่านี้ ผมต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าการทรงตัวของเธอน่ะมันแย่มากขนาดไหน

 ”คุณน่ะ เผด็จการที่สุด”

“ไม่ได้ล็อค” ผมขึ้นนั่งด้านคนขับแล้วสตาร์ทรถ เธอยังยืนนิ่งอยู่นอกรถ แม้ว่าฝนจะตกหนักขึ้น และผมก็รู้ว่าเธอไม่ชอบความเย็นและ เปียกชื้น  น้ำฝนไหลผ่านเส้นผม หนาๆของเธอ  ทำให้สีเข้มขึ้นจนเกือบจะเป็นสีดำ

“ฉันขับรถกลับบ้านเองได้สบายมาก ” แน่อยู่แล้วว่าเธอทำได้ แต่ผมเองที่ทำไม่ได้ ที่จะยอมให้เธอจากไป ผมเลื่อนกระจกด้านของเธอลง แล้วเอนตัวไปหาเธอ

“ขึ้นรถ เบลล่า” เธอหรี่ตา และผมเดาเอาว่าเธอกำลังชั่งใจว่าจะวิ่งกลับไปดีหรือเปล่า

“เดี๋ยวผมก็ไปลากคุณกลับมาอยู่ดี” ผมยืนยัน ผมชอบใจที่เห็นสีหน้ารำคาญกึ่งผิดหวังเมื่อตระหนักว่าผมจะทำอย่างที่พูดแน่ๆ เธอเชิดคางขึ้น ขณะที่เปิดประตูขึ้นมาบนรถ น้ำจากผมเธอหยดลงบนเบาะ และรองเท้า บู๊ทของเธอก็เสียดสีกันเสียงแฉะๆ

“ไม่เห็นจำเป็นต้องทำแบบนี้เลย” เธอพูดเสียงเย็นชา ผมว่าผมเห็นความเขินอายซ่อนอยู่ภายใต้ความไม่พอใจของเธอ ผมไม่พูดอะไร เปิดฮีทเตอร์เพื่อให้เธอรู้สึกสบายขึ้น แล้วก็เบาเสียงดนตรีลงให้ได้ยินเบาๆ ผมขับตรงไปที่ทางออก แอบมองเธอด้วยหางตา เธอยื่นริมฝีปากล่างออกมาเหมือนเด็กดื้อที่โดนขัดใจ ผมมองดูเธอ  แล้วย้อนถามตัวเองว่าเธอทำให้ผมรู้สึกอย่างไร…..นึกไปถึงปฏิกริยาของมิสซิสโคปป์อีกครั้ง…

แล้วจู่ๆเธอก็มองไปที่เครื่องเสียง ยิ้มออกมาแล้วทำตาโต “ แคลร์ เดอ ลูน เหรอ ” เธอถาม

( Clair de Lune-บทเพลงคลาสิค บรรเลงเปียโน ที่มีชื่อเสียงของ Claude Debussy นักประพันธ์เพลงชาวฝรั่งเศส 1862-1918 เป็นบทเพลงที่เขาประพันธ์ขึ้นมาในปี 1888 ขณะที่ มีอายุได้ 26 ปี )

เธอชอบฟังเพลงคลาสสิคด้วย  ? “คุณรู้จัก เดอ บุซซี่ ด้วยเหรอ”

“ไม่มากหรอกค่ะ ” เธอบอก “แม่ฉันชอบเปิดเพลงคลาสสิคดังลั่นบ้าน ฉันรู้จักแต่เพลงที่ฉันชอบเท่านั้นเอง”

“นี่ก็เป็นเพลงโปรดของผมเหมือนกัน” ผมมองผ่านสายฝน กำลังคิดพินิจพิเคราะห็ถึงเรื่องนี้   อันที่จริงผมกับเธอก็มีอะไรบางอย่างที่เหมือนกัน จากเริ่มแรกที่ผมคิดว่า เราต่างกันโดยสิ้นเชิง ดูเหมือนว่าเธอจะผ่อนคลายมากขึ้นและกำลังจ้องมองม่านฝนเช่นเดียวกับผม  ผมมองไม่เห็นดวงตาของเธอ ผมใช้ช่วงเวลานี้ลองทดสอบการหายใจของผมกับกลิ่นของเธอ ผมค่อยๆสูดลมหายใจผ่านเข้าจมูกอย่างระมัดระวัง .. รุนแรงทีเดียว.. ผมกำพวงมาลัยแน่น สายฝนทำให้ลิ่นของเธอหอมมากยิ่งขึ้น ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้ 

โง่เง่าที่สุด ! อยู่ดีๆผมก็นึกถึงรสชาติของเธอขึ้นมา ผมพยายามกลืนความกระหายผ่านความร้อนที่กำลังแผดเผาลำคอของผม  ต้องคิดถึงเรื่องอื่น

“แม่ของคุณเป็นคนยังไง” ผมถาม หันเหความสนใจของตัวเอง

เบลล่ายิ้ม  “แม่เหมือนฉันมาก แต่แม่สวยกว่า”

เรื่องนี้ผมยังไม่แน่ใจเท่าไหร่นะ

“ฉันเหมือนชาร์ลีมากเกินไปน่ะ  แม่อัธยาศัยดี ชอบพบปะผู้คนมากกว่า แล้วก็กล้าหาญกว่าฉันด้วย ”

เรื่องนี้ก็ยังน่าสงสัยอยู่เหมือนกัน

“แม่ไม่ค่อยมีความรับผิดชอบเท่าไหร่ เป็นคนประหลาดนิดหน่อย แล้วก็มีฝีมือในการทำอาหารแบบที่คุณคาดไม่ถึงเลยล่ะ  แม่เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของฉัน”  เธอขมวดคิ้ว เสียงของเธอคล้ายจะหม่นหมองลงเล็กน้อย  อีกครั้ง ที่ฟังดูเหมือนเธอเป็นแม่มากกว่าจะเป็นลูก

ผมจอดรถที่หน้าบ้านของเธอ  สายไปแล้วล่ะถ้าจะเธอสงสัยว่าผมรู้จักบ้านเธอได้อย่างไร  ไม่หรอกน่า  มันเป็นเรื่องธรรมดาในเมืองเล็กๆอย่างฟอร์คส์ และ สารวัตรสวอน ก็เป็นบุคคลสาธาณะที่ใครๆก็รู้จัก

“คุณอายุเท่าไหร่น่ะ เบลล่า”  เธอต้องแก่กว่าพวกเพื่อนๆแน่ๆเลย  บางทีเธออาจจะเริ่ม เข้าโรงเรียนช้าก็ได้  หรือว่า มีอะไรมาหยุดอายุเธอไว้..แต่ดูจะไม่ใช่อย่างนั้นหรอก

“ก็สิบเจ็ดไง” เธอตอบ

“แต่เธอดูไม่เหมือนคนอายุสิบเจ็ดเลย”

เธอหัวเราะ

“หัวเราะทำไม”

“ก็แม่ฉันชอบบอกว่าฉันน่ะเกิดมาก็อายุสามสิบห้าเลย แล้วก็เข้าใกล้วัยกลางคนขึ้นทุกปี”

เธอหัวเราะอีกรอบ แล้วก็ถอนหายใจ  “ก็นะ  ต้องมีสักคนสิ ที่เป็นผู้ใหญ่”

ที่เธอพูดมาทำให้ผมเข้าใจและได้คำตอบแล้วว่า การที่แม่ของเธอไม่ค่อยมีความรับผิดชอบนั่นล่ะ ที่ทำให้เบลล่าดูเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ  เธอโตไวกว่าเพื่อนๆก็เพื่อจะเป็นคอยดูแลแม่ นี่เป็นสาเหตุที่เธอไม่ชอบให้ใครมาดูแลเอาใจใส่ .. เธอรู้สึกว่านั่นเป็นหน้าที่ของเธอ

“คุณเองก็ดูไม่ค่อยเหมือนเด็กมัธยมปลายสักเท่าไหร่” เธอพูดขึ้นมา ดึงผมออกมาจากภวังค์ความคิด  ผมหน้าตึงขึ้นมาทันที ทุกอย่างที่ผมรับรู้เกี่ยวกับเธอ เธอเองก็รับรู้เรื่องของผมไปมากพอๆกัน ผมเปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า

“แล้วทำไมแม่คุณถึงแต่งงานกับฟิลล่ะ”

เธอลังเลอยู่ประมาณหนึ่งนาที ก่อนจะตอบผม “แม่…ยังดูสาวมากสำหรับคนอายุเท่าแม่ ฉันคิดว่าฟิลทำให้แม่รู้สึกเหมือนเป็นสาวขึ้น แล้วแม่ก็หลงเขามากๆด้วยในทุกๆเรื่อง” เธอส่ายหัวเหมือนผู้ใหญ่ที่ตามใจเด็ก

“แล้วคุณเห็นด้วยหรือเปล่าล่ะ” ผมอยากรู้

“มันสำคัญด้วยหรือ” เธอย้อนถามผม “ฉันอยากให้แม่มีความสุข …และฟิลเป็นคนที่แม่ต้องการ”

ความเห็นของเธอทำให้รู้ว่าเธอจะคิดถึงแม่ก่อนเสมอ ไม่มีความเห็นแก่ตัวเลย นั่นคงจะทำให้ผมประหลาดใจมาก เว้นแต่ว่า สิ่งที่เธอพูดมานั้นมันลงตัวที่สุดกับบุคลิกและความเป็นตัวเธอที่ผมรู้จัก

“คุณใจกว้างมากนะ…ผมสงสัยว่า”

“ว่าอะไร”

“คิดว่าแม่ของคุณจะคิดกับคุณแบบเดียวกันหรือเปล่าน่ะ  คุณคิดว่าแม่คุณจะยอมรับเหมือนคุณหรือเปล่า  ไม่ว่าคุณจะเลือกใครก็ตาม” ..  ช่างเป็นคำถามที่โง่แสนโง่จริงๆ  เสียงของผมแสดงความอยากรู้ออกมาให้เห็น งี่เง่ามากๆที่คิดว่าจะมีใครยอมรับ ผม สำหรับลูกสาวของพวกเขา  แล้วยังโง่ได้อีกที่คิดไปได้ว่าเบลล่า จะเลือกผม

“ฉัน-ฉัน คิดว่าอย่างนั้นนะ”  เธอตะกุกตะกัก ผมมองเห็นกริยาอาการบางอย่างของเธอ  คือความกลัว….หรือความสนใจกันแน่ ?

“แต่คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ต้องคิดอย่างนั้นอยู่แล้ว  อาจต่างออกไปบ้างนิดๆหน่อยๆ”

ผมยิ้มขื่นๆ  “ยังไม่มีใครน่ากลัวพอล่ะสิ ”

เธอยิ้มยิงฟันใส่ผม  “คำว่าน่ากลัว ของคุณหมายความว่ายังไงล่ะ   หน้าตาเจาะรูใส่ห่วงเต็มไปหมด หรือว่า มีรอยสักทั้งตัว”

“นั่นก็เป็นความหมายหนึ่ง ที่ผมพูดถึง” สำหรับผม นั่นเป็นคำจำกัดความที่ไม่มีความน่ากลัวอะไรแม้แต่น้อย

“แล้วในความหมายของคุณล่ะ”  เธอตั้งคำถามที่ผิดพลาดได้ตลอดเวลาจริงๆ  หรือบางทีจริงๆแล้ว นั่นคือคำถามที่ถูกต้องแล้วล่ะ แต่เป็นคำถามที่ไม่ว่าอย่างไรผมก็ไม่อยากจะตอบเลย

“คุณคิดบ้างไหมว่าผมอาจเป็นคนน่ากลัว” ผมถาม พยามยิ้มให้เธอ นิดๆ

เธอคิดก่อนจะตอบผมด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เอ่อ..ฉันคิดว่าคุณเป็นได้ ถ้าคุณอยากจะเป็น”

ผมเองก็ถามเธออย่างจริงจังด้วยเหมือนกัน “แล้วตอนนี้คุณกลัวผมหรือเปล่า”

เธอตอบผมทันที ไม่มีแม้แต่จะหยุดคิดสักนิดเดียว “ไม่กลัว”

ผมยิ้มอย่างสบายใจ ผมไม่คิดว่าเธอจะบอกความจริงทั้งหมดหรอก แต่เธอก็ไม่ได้โกหกเช่นกัน  อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้กลัวผมจนไม่อยากอยู่ใกล้ ผมอยากรู้ว่าเธอจะรู้สึกอย่างไรถ้าผมบอกเธอว่า เธอกำลังนั่งคุยอยู่กับแวมไพร์ ผมนึกหวั่นเมื่อคิดถึงปฏิกริยาตอบสนองของเธออยู่ในใจ

“เอาล่ะ คราวนี้คุณก็เล่าเรื่องครอบครัวของคุณให้ฉันฟังบ้างสิ  ต้องน่าสนใจกว่าเรื่องของฉันเยอะเลยล่ะ”

อย่างน้อยก็เขย่าขวัญกว่าแน่ๆ

“คุณอยากรู้เรื่องอะไรล่ะ” ผมถาม ระแวดระวัง

“ครอบครัวคัลเลนรับอุปการะคุณเหรอ”

“ใช่”

เธอลังเลก่อนจะถามผมเบาๆ “เกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ของคุณคะ”

ไม่ยากเลยสำหรับคำถามนี้ ผมไม่ต้องโกหกเธอด้วย “พวกเขาตายไปนานแล้วล่ะ”

“โอว..ฉันขอโทษ” เธอพึมพำ เห็นได้ชัดเจนว่าเธอกังวลกลัวทำให้ผมเสียใจ

เธอเป็นห่วงความรู้สึกผมหรือนี่

“ผมเองก็จำพวกท่านไม่ค่อยได้แล้ว” ผมย้ำกับเธอ “คาร์ไลล์กับเอสเม่ เป็นพ่อแม่ของผมมานานมากแล้ว”

“และคุณก็รักพวกเขา ” เธอสรุป

ผมยิ้ม “ครับ ผมนึกไม่ออกว่าจะมีใครที่ดีกว่าสองคนนี้”

“คุณโชคดีจัง”

“ใช่ ผมรู้” พูดถึงเรื่องของพ่อแม่ผมแล้ว กับสถานการณ์ในตอนนั้น ความโชคดีของผมเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลย

“แล้วพวกพี่น้องของคุณล่ะคะ”

ถ้าผมปล่อยให้เธอถามมากเกินไปละก็  ผมต้องโกหกเธอเข้าสักเรื่องแน่ๆ  ผมเหลือบมองนาฬิกา น่าท้อใจไหมล่ะ เวลาที่ผมได้อยู่กับเธอหมดลงแล้ว

“พี่น้องของผม แจสเปอร์กับโรซาลี คงอารมณ์ไม่ดีแน่ๆ ถ้าต้องยืนตากฝนรอผม”

“อุ๊ย ขอโทษค่ะ คุณต้องไปแล้วสิ”

เธอยังนั่งอยู่อย่างนั้น  เธอเองก็ไม่อยากให้เวลาของเราหมดลงด้วยเหมือนกัน ผมชอบความรู้สึกนี้มาก–มาก

“ถ้าจะเป็นไปได้ คุณคงอยากได้รถของคุณคืนมาก่อนที่สารวัตรสวอนจะกลับมาถึงบ้าน คุณจะได้ไม่ต้องเล่าให้พ่อคุณฟังเรื่องในชั่วโมงชีวะ” ผมยิ้มกับภาพของเธอที่เขินอายอยู่ในอ้อมแขน ซึ่งติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผม

“ฉันแน่ใจว่าเขาคงรู้เรื่องแล้วล่ะ ไม่มีความลับในฟอร์คส์อยู่แล้วนี่” เธอออกเสียงชื่อเมือง ด้วยความไม่ชอบใจอย่างชัดเจนผมหัวเราะกับคำพูดของเธอ ไม่มีความลับ จริงๆหรือ

“ขอให้คุณสนุกที่ชายหาดนะ”

ผมเหลือบมองสายฝนที่ยังตกอยู่ รู้ว่ามันยังคงตกต่อไปเรื่อยๆ  ผมหวังว่ามันจะตกหนักมากขึ้นกว่าที่เคย

“อากาศคงดีเหมาะแก่การอาบแดด” อากาศจะดีในวันเสาร์ เธอคงมีความสุข

“พรุ่งนี้ฉันจะไม่ได้เจอคุณหรือคะ” ความกังวลในน้ำเสียงของเธอทำให้ผมมีความสุข

“ใช่ ผมกับเอ็มเม็ตต์ จะเริ่มวันสุดสัปดาห์กันเร็วขึ้นน่ะ”  ตอนนี้ผมก็ได้แต่โมโหตัวเอง ที่ไปวางแผนล่าสัตว์กับเขาไว้ก่อน  จะให้ผมยกเลิกก็ได้…แต่แถวนี้ไม่ค่อยมีอะไรให้ล่ามากนัก และครอบครัวของผมก็เป็นห่วงกังวลพฤติกรรมของผมมากอยู่แล้ว โดยที่ผมไม่ต้องบอกให้เขารู้ว่าผมหมกมุ่นกับเบลล่ามากแค่ไหน

“แล้วพวกคุณจะทำอะไรกัน” เธอถาม น้ำเสียงของเธอฟังดูไม่ได้ยินดีกับสิ่งที่ผมบอกไป ดีจริงที่ได้รู้

“เราจะไปปีนเขาเดินป่ากันที่ป่าโกธร็อคซ์ ทางใต้ของป่าสงวนเมาท์เรเนียร์น่ะ” เอ็มเม็ตต์แทบจะรอไม่ไหวอยู่แล้วกับฤดูล่าหมี

“อ๋อ ดีจัง งั้นก็ขอให้สนุกนะคะ” เธอพูดเหมือนไม่เต็มใจจะพูดงั้นแหละ เสียงที่ขาดแรงกระตุ้นแบบนี้ ทำให้ผมชื่นใจได้อีกครั้งเมื่อผมจ้องมองเธอตรงๆ ผมก็เริ่มรู้สึกถึงความทรมาณใจเมื่อคิดว่าจะต้องกล่าวลาเธอแม้จะเพียงแค่ช่วงเวลานี้เท่านั้นก็ตาม  เธอดูนุ่มนวลและบอบบางเหลือเกิน  ดูเหมือนว่าผมจะประมาทไปหน่อยแล้วที่ปล่อยให้เธออยู่ห่างสายตาในสถานที่ซึ่งอะไรๆก็เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ  ถึงอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับเธอนั้น มันคงจะเป็นผลจากการกระทำของผมเอง

“สุดสัปดาห์นี้คุณจะทำอะไรให้ผมสักอย่างได้มั้ย” ผมถามน้ำเสียงจริงจัง

เธอพยักหน้ามองผมตาโตด้วยความไม่เข้าใจ ที่ผมต้องเอาจริงเอาจังขนาดนี้ ทำตัวให้ผ่อนคลาย  สบายๆ– ผมบอกตัวเอง

“อย่าโกรธผมนะ แต่ดูเหมือนว่าคุณคล้ายจะเป็นแม่เหล็กคอยดึงดูดอุบัติเหตุใส่ตัวเอง ดังนั้น …ช่วยพยายามอย่าตกลงไปในทะเล หรือ ไปสะดุดอะไรเข้า หรือชนอะไรล้ม ทุกอย่างนั่นแหละ ทำได้มั้ย ”

ผมยิ้มให้เธอด้วยความโหยหา และหวังว่าเธอคงมองไม่เห็นร่องรอยของความเศร้าในดวงตาผม  ไม่รู้ว่ามากแค่ไหนที่ผมหวังไว้ไม่ให้เธอรู้สึกดีกว่า เมื่ออยู่ห่างจากผม ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอที่นั่นก็ตาม

วิ่ง วิ่งไปสิเบลล่า วิ่ง…. ผมรักคุณมากเหลือเกิน มากเกินกว่าจะเป็นผลดีกับคุณหรือกับตัวผมเอง

เธอโกรธที่ผมแกล้งแหย่เธอแบบนั้น  เธอถลึงตาใส่ผม “จะทำเท่าที่ทำได้ละกัน” เธอเหมือนจะงับผมเข้าให้ แล้วกระโดดลงจากรถ กระแทกประตูรถดังปัง แรงเท่าที่เธอจะทำได้ เหมือนลูกแมวตัวน้อยที่กำลังโกรธแล้วคิดว่าตัวเองเป็นเสือ ประมาณนั้นน่ะ ผมหมุนกุญแจในมือ  กุญแจรถของเธอที่ผมเพิ่งหยิบจากกระเป๋าแจ็คเก็ตของเธอนั่นเอง

ผมยิ้ม แล้วเคลื่อนรถออกไป …..

.

Translation by ppompam

 

 

.

 


 

 

Share

Comments (30)

how wonderful. i do really enjoy every of your single word. thank you so much

K Jubjang ka,

Are u K Luersak ?

All i did with my pleasure ka, So I’d like to say

thank you for your commemts , that made my day.

thanx.

คุณสวยงามกว่าเบลล่าอีกนะ

โอ๊ยยยย จาลาลายยย

จุ๊ฟๆคนแปล พิมพ์ สักสิบที 555+

สนุกมากมายเลยจ้า

ha ha คุณนุท ขา
ชอบใช่มั้ยล่า
แปลไป ก็ต้องใช้ผ้าเย็นซับตาไปด้วย
อิจฉาเบลล่า ตาร้อนมากๆ
แต่อยากเป็น Krist มากกว่า
พฤหัสนี้เรามาดูกัน
ว่า Robsten จะเป็นยังไง
ขอบคุณนะคะ

สนุกมากๆ เลยค่ะ แปลเก่งจังเลย

นับถือๆ เป็นกำลังใจให้นะค่ะ

ขอบคุณที่แปลให้ได้อ่านกันค่ะ

คุณ Mint
ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ
อยู่เป็นเพื่อนกันจนจบ 12 บทเลยนะคะ

แปลได้ดีจ้า เป็นกำลังใจให้นะคะ รอออ่านทุกตอนเลยจ้าาา

ขอบคุณมากค่ะ คุณ peachy

ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ที่ช่วยแปลให้ เข้ามาเปิดดูทุก ๆ วันเลยค่ะ ชอบความนึกคิดของเอ็ดเวิร์ดมาก อ่านแล้วอ่านอีกหลายรอบเลย ให้กำลังใจและรอติดตามผลงานอยู่นะคะ

จะรออ่านตอนต่อไปด้วยใจจดจ่อ
ขอบคุณค่ะ

คุณsu กับ Khunnaikhem

ขอบคุณที่เขามาเป็นกำลังใจ
ตอนนี้ก็จดจ่ออยู่กับ Comic Con-Robsten ค่ะ
แล้วเจอกันนะคะ

อยากอ่านตอนต่อเร็วๆๆจังเลยย

รอตอนต่อไปนะค่ะ

ตอนนี่ดีใจจังที่ มา คุยกะเบลล่าแล้ว เฮ้ออ สุดหล่อต้องอดทนตเองนานแหนะ
อิอิ

ขอบคุณนะค่ะ

makarina พี่จะรีบค่ะ อยากมีคนรักแบบนี้ใช่ป่าว

ใช่เลยค่ะ

อยากมีคนรักแบบนี่เลย

กรี๊ดกร๊าดดดด

สาวๆ Blog นี้ กรี๊ดเก่งทุกคนเลยนะคะ

มีmakarina แล้วก็ หนูกี้อีกคน

ได้ใจจริงๆ

พยายามเข้าค่า สู้ๆ 55+

^____^

ขอบคุณและเป็นกำลังใจอีกหนึ่งเสียงค่ะ

** เพิ่งมาเจอ Blog นี้แล้วแอบน้ำตาซึม (เวอร์ได้อีกนะเรา)

ในที่สุดก็ได้อ่านแล้ว

ขอบคุณจริงๆ ค่ะ

แปลดีจังคะ สำนวนดี ถ่ายทอดสิ่งที่ Edward คิด รู้สึก ออกมาได้
เข้ากับบุคลิกของเขาจริงๆ ชอบมากคะ จะติดตามต่อไปนะคะ

โอ๊ยยยย

จะหวานกันไปถึงไหนนนน

วันนี้ว่างทั้งวัน และอ่านทั้งวันแต่ยังไม่จบอีกนะดิฉัน555

สนุกจังเลยค่ะ

ขอบคุณคนแปลมากๆค่ะ

ภาษาลื่นและได้อารมณ์มากๆ ขอให้เวปนี้อยู่นานๆนะคะ

สนุกมากๆๆเรย

ขอบคุณนะคะ

อ่านมาถึงตอนนี้รู้สึกประทับใจมาก ขอบคุณสำหรับสำนวนแปลที่ดีและถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครได้ชัดมากม๊าก ^0^

“แน่อยู่แล้วว่าเธอทำได้-แต่ผมเองที่ทำไม่ได้ ที่จะยอมให้เธอจากไป”

อยากเป็น เบลล่า ค่ะ

ชอบมากๆ เลยค่ะ
ทำไมชีวิตจริงไม่มีผู้ชายอย่างเอ็ดเวิร์ดบ้างน้า
รักตายเลย
(>///<)

ผมเมหือนคนโลภมาก อยากได้ทุกนาทีที่อยู่ด้วยกัน

ฮ่าๆ

คำพูดนี้เหมาะกับชีวิตจริงด้วยนะร็อบ

ขอบคุณค่ะ พี่แพม สนุกมาก

ได้เข้าใจซักที ว่าทำไมเบลล่าถึงได้รักเอ็ดเวิร์ด

ขอบคุณอีกครั้ง

ขอบคุณค่ะคุณแพม

แอบเข้ามาอ่านบ่อยๆแต่ยังไม่ได้ขอบคุณพี่แพมอย่างเป็นทางการ

ขอบคุณนะคะ:)

แปลได้เคลิ้มมากเลยค่ะ อ่านจนลืมนอนเลย

Post a comment

This site is protected by WP-CopyRightPro