Midnight Sun / Twilight Saga : 5. Invitations.

27

Category : Midnight Sun

.

.

Midnight Sun by Stephenie Meyer

.

Translation  by ppompam

.

Invitations

 .

 .

โรงเรียนมัธยมปลาย  ไม่ได้เป็นสถานที่ชำระบาปสำหรับคนตายอีกต่อไปแล้ว  แต่ที่นี่คือนรกอย่างแท้จริง  ความทรมาณ และ เปลวไฟที่แผดเผา ..ใช่แล้วล่ะ  ทั้งสองอย่างนี้คือสิ่งที่ผมกำลังเผชิญ

ในตอนนี้ ทุกๆการกระทำของผมจะต้องไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว และจะต้องถูกต้องทุกรายละเอียด  จะไม่ให้ใครมาว่าเอาได้ว่าผมกำลังหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ

ผมยังอยู่ที่ฟอร์คส์ เพื่อความสบายใจของเอสเม่ และเพื่อปกป้องคนอื่นๆ  ชีวิตผมกลับเข้าสู่ตารางเวลาเดิมๆ  ผมออกล่าเหมือนกับทุกคนในครอบครัว   ทุกๆวันผมก็ไปโรงเรียน แสดงบทบาทของมนุษย์   ทุกๆวันผมจะคอยฟังเรื่องราวใหม่ๆของครอบครัวคัลเลน ด้วยความระแวดระวัง .. ซึ่งไม่เคยมีอะไรใหม่ๆเลย  เด็กผู้หญิงคนนั้นไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องที่เธอสงสัยเลยแม้แต่คำเดียว  เธอได้แต่เล่าเรื่องเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก .. ผมยืนอยู่ข้างๆเธอนั่นล่ะ แล้วก็ดึงตัวเธอออกมา … จนกระทั่งพวกอยากรู้อยากเห็นที่เข้ามาถามเธอเบื่อกันไปเอง  และเลิกอยากรู้อยากเห็น ถามหารายละเอียดเพิ่มเติมกันเสียที  ..  ไม่มีอันตรายใดๆเกิดขึ้น  การกระทำที่รีบร้อนผลีผลามของผมไม่ได้ทำร้ายใครๆเลย … ไม่ทำร้ายใครเลย นอกจากตัวผมเอง

ผมตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงอนาคต  ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำเรื่องสำคัญนี้ด้วยตัวเอง แต่ผมไม่มีทางเลือกอื่นที่ผมจะสามารถดำเนินชีวิตไปด้วยกันได้เลย อลิซบอกว่าผมไม่เข้มแข็งพอที่จะอยู่ห่างจากเบลล่า ผมจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอคิดผิด 

ผมคิดว่า วันแรกจะเป็นวันที่ยากที่สุด และแน่ใจว่าเมื่อหมดวันทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ด้วยดี  แต่ผมคาดการณ์ผิดผมรู้ตัวเองดีว่าได้ทำร้ายจิตใจเธอ  และทำร้ายใจผมเองด้วย  ผมได้แต่ปลอบตัวเองว่าจริงๆแล้ว ความเจ็บปวดของเธอนั้นเล็กน้อยเหมือนโดนเข็มตำ  ทิ้งไว้แค่รอยเข็มเล็กๆเท่านั้นเอง เมื่อเทียบกับรอยแผลของผม  เบลล่าเป็นมนุษย์ และเธอก็รู้ว่าผมเป็นอย่างอื่นที่แตกต่าง คืออย่างอื่นที่ผิดแปลกออกไป  เป็นบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว  เธอน่าจะรู้สึกโล่งใจมากกว่า จะเป็นทุกข์เมื่อผมไม่สนใจ ไม่หันไปมองเธอ ทำเสแสร้งว่าเธอไม่มีตัวตน

“สวัสดี  เอ็ดเวิร์ด” เธอเอ่ยทักทายผมในวันแรกที่เรากลับมาไปเรียนวิชาชีวะด้วยกัน เสียงของเธอฟังดูร่าเริงแจ่มใส  แสดงความเป็นมิตร  ต่างจากครั้งสุดท้ายที่ผมพูดกับเธอ ประมาณร้อยแปดสิบองศา หน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

ทำไม ? การเปลี่ยนไปของเธอหมายความว่ายังไง ?  เธอจำอะไรไม่ได้หรือไงกัน ?  ตกลงว่าเธอคิดสรุปเรื่องราวทั้งหมดเอาเองใช่มั้ย ?  แล้วจะเป็นไปได้ไหมว่าเธอไม่โกรธที่ผมไม่ทำตามสัญญา ?

.

คำถามทั้งหลายกำลังเผาผลาญผมเช่นเดียวกับความกระหายที่บุกโจมตีทุกครั้งที่ผมหายใจ ขอแค่ได้มองเข้าไปในดวงตาของเธอเพียงแว่บเดียว   เผื่อว่าผมจะอ่านคำตอบได้จากแววตาของเธอ  … ไม่ได้  ผมจะปล่อยให้ตัวเองทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้าผมต้องการจะเปลี่ยนแปลงอนาคต ผมจะทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด

ผมขยับคางไปทางเธอเล็กน้อย แต่ไม่ได้มองหน้าเธอหรอกนะ  พยักหน้าทีเดียวแล้วก็หันหน้าไปทางอื่น สายตามองตรงไปที่หน้าห้องเรียน … แล้วเธอก็ไม่พูดกับผมอีกเลย

บ่ายวันนั้น ทันทีที่โรงเรียนเลิก จบบทบาทสมมติของผม  .. ผมวิ่งไปซีแอทเทิลเช่นเดียวกับเมื่อวาน  ดูเหมือนว่าความรู้สึกปวดร้าวของผมจะดีขึ้นได้บ้างเมื่อผมโผทะยานอยู่เหนือพื้นดิน  เปลี่ยนทุกอย่างรอบๆตัวผมให้เป็นสีเขียวที่พร่ามัว การวิ่งกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของผมไปเสียแล้ว

 ผมรักเธอหรือเปล่า?  ผมคิดว่ายังไม่ใช่หรอก เพียงแต่ว่าภาพอนาคตที่ผมได้เห็นเพียงนิดจากความคิดของอลิซนั้น ยังติดแน่นอยู่ในหัวผม  และผมก็รู้ว่าช่างง่ายเหลือเกินที่จะตกหลุมรักเบลล่า ก็เหมือนการร่วงหล่นจากที่สูงที่ไม่ต้องใช้แรงต้านทานอะไรเลย แต่การหักห้ามใจไม่ให้รักเธอนี่สิ  มันตรงกันข้ามกันเลย เหมือนกับการดึงตัวเองขึ้นจากหน้าผาโดยใช้มือเหนี่ยวขึ้นไปทีละข้างปีนขึ้นไปเรื่อยๆ ทีละนิด ช่างยากเย็นเหลือเกิน งานนี้คงเหน็ดเหนื่อยปางตาย ถ้าผมไม่มีพลังที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดา

เวลาผ่านไปนานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว  กว่าจะผ่านแต่ละวันไปได้ก็ยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ  ทำให้ผมรู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย  ผมกำลังรอคอยให้ทุกอย่างลุล่วงไปได้ เพื่อให้มันง่ายขึ้น  นี่จะต้องเป็นสิ่งที่อลิซตั้งใจจะบอกตอนที่เธอทำนายว่าผมจะไม่สามารถ อยู่ห่างจากเบลล่าได้เลย  เธอมองเห็นความเจ็บปวดที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง  แต่ผมสามารถรับมือและจัดการกับมันได้ ผมจะไม่ทำลายอนาคตของเบลล่า ในเมื่อชะตากำหนดมาให้ผมรักเธอ ดังนั้นการอยู่ห่างจากเธอ ก็ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดที่ผมจะสามารถทำให้เธอได้

แต่ผมก็มีข้อจำกัดที่ผมจะสามารถทนได้เมื่อต้องอยู่ห่างจากเธอ  ผมแกล้งทำเมินเฉย หรือไม่มองเธอก็ทำได้  ให้ผมเสแสร้งว่าผมไม่สนใจเธออีกต่อไปก็ทำได้ แต่นั่นต้องมีขอบเขต เพราะนั่นไม่ใช่ความจริง นั่นเป็นสิ่งที่ผมเสแสร้งแกล้งทำ

ผมยังคงเฝ้าดูอยู่ทุกๆลมหายใจของเธอ คอยฟังทุกๆคำที่เธอเอ่ยออกมา ผมรวบรวม ลำดับความทรมาณที่ต้องพยายามหลีกห่างจากเบลล่าได้ สี่ ข้อ

สองข้อแรก เป็นสิ่งที่ผมคุ้นเคยอยู่แล้ว  ก็คือกลิ่นที่เชิญชวนและความเงียบของเธอนั่นเอง หรือถูกต้องก็คือ ความกระหาย และ ความอยากรู้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในตัวผมที่จะต้องรับผิดชอบ

ความกระหายเป็นความทรมาณอันดับแรกสุดของผม  ซึ่งทำให้การกลั้นหายใจในห้องเรียนวิชาชีวะกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ผมทำเป็นนิสัยไปเสียแล้ว  แน่นอนว่าย่อมจะมีข้อยกเว้นเสมอ .. เมื่อผมต้องตอบคำถาม หรือทำอะไรลักษณะเดียวกันนี้ ผมจำเป็นต้องหายใจก่อนที่จะพูด แล้วแต่ละครั้งที่ผมได้สัมผัสกับอากาศรอบๆตัวเธอ มันก็เหมือนได้กลับไปในวันแรกที่ได้เจอเธอนั่นแหละ  เปลวไฟ และความปรารถนาที่รุนแรงก็ร่ำร้องหาทางออก  ยากแสนยากที่จะยับยั้งความกระหายนี้ไว้ได้แม้จะเพียงชั่วขณะก็ตาม  และเจ้าปีศาจในตัวผมก็กู่ร้องคำรามจนแทบจะเผยโฉมของมันออกมาเลยทีเดียว

ความอยากรู้ ก็สร้างความทุรนทุรายให้ผมได้ตลอดเวลาไม่มีที่สิ้นสุด กับคำถามที่ยังค้างคาอยู่ในใจผม ; ตอนนี้  เธอกำลังคิดอะไรอยู่ ? เวลาที่ผมได้ยินเสียงเธอถอนหายใจเบาๆ  เวลาที่เธอใช้นิ้วม้วนผมเล่น เวลาที่เธอวางหนังสือลงมาแรงๆกว่าทุกครั้ง   เวลาที่เธอรีบร้อนมาเข้าห้องเรียนสาย   เวลาที่เธอเดินเสียงดังยามที่เธอหงุดหงิด  หรือเวลาที่พูดกับนักเรียนคนอื่นๆ  ผมวิเคราะห์ทุกคำพูด ทุกจังหวะและน้ำเสียงของเธออย่างละเอียด ฟังว่าเธอพูดความคิดของเธอออกมาหรือเปล่า หรือว่า เธอคิดว่าอะไรที่เธอควรพูด ?  บ่อยครั้งที่ผมได้ยินเหมือนว่าเธอพยายามจะพูดในสิ่งที่คนฟังต้องการจะได้ยินอยู่แล้ว และสิ่งนี้ทำให้ผมนึกถึงการดำเนินชีวิตประจำวันที่ครอบครัวผมสร้างขึ้นมาเป็นภาพลวงตามนุษย์ .. ซึ่งพวกเราทำได้ดีกว่าเธอ  เว้นแต่ว่าผมคิดผิด  นั่นเป็นเพียงแค่จินตนาการ  แล้วทำไมเธอจะต้องแสดงออกแบบนั้นด้วยล่ะ ?   เธอก็คงเป็นเหมือนพวกเด็กวัยรุ่นทั่วไปนั่นแหละ

ไมค์ นิวตัน เป็นความทรมาณที่ทำให้ผมประหลาดใจสุดๆ  ก็ใครจะไปคาดคิดล่ะว่าเด็กผู้ชายพื้นๆธรรมดาๆ เป็นมนุษย์ที่น่าเบื่อเอามากๆ จะทำให้ผมโมโหได้ขนาดนี้ ?  ว่ากันอย่างยุติธรรมแล้วนะ ผมควรจะรู้สึกขอบคุณเด็กที่น่ารำคาญคนนี้มากกว่า เขาชวนเบลล่าคุยได้มากกว่าคนอื่นๆ   ทำให้ผมได้รู้จักเธอมากขึ้นผ่านบทสนทนาของพวกเขา  และผมยังคงรวบรวมมันไว้ในรายการเหมือนเดิม … แต่ในทางตรงกันข้าม ความช่วยเหลือของไมค์แบบนี้กลับทำให้ผมยิ่งเหม็นขี้หน้าเขามากขึ้น ผมไม่ต้องการให้ไมค์เป็นคนไขปริศนาของเธอ  ผมอยากทำมันด้วยตัวเอง  โชคดีที่เขาไม่เคยสังเกตกริยาอาการที่เธอแสดงออกมาให้เห็น  หรือการหลุดอะไรเล็กๆน้อยๆออกมา  เขาไม่รู้จักเธอเลยแม้แต่นิดเดียว  เบลล่าที่เขาสร้างขึ้นมาในหัวน่ะ ไม่มีตัวตนหรอก .. เด็กผู้หญิงที่ธรรมดาๆเหมือนเขา  .. ไมค์ไม่เคยสังเกตเห็นว่าเธอไม่เคยเอาเปรียบใคร เธอทั้งอดทนและกล้าหาญ ซึ่งทำให้เธอต่างจากมนุษย์คนอื่นๆ   เขาไม่เคยได้ยินความคิดที่ถอดมาเป็นคำพูดซึ่งฟังดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัวของเธอ  เขาไม่เคยรู้ว่าเวลาที่เธอพูดกับแม่ของเธอน่ะ ฟังดูเหมือนพ่อแม่กำลังพูดกับลูกมากกว่าแทนที่จะเป็นในทางกลับกัน มีทั้งความรัก การยอมตามใจ มีอารมณ์ขันเล็กๆ แล้วก็มีความต้องการปกป้องที่รุนแรง  เขาไม่ได้ยินความอดกลั้นในน้ำเสียงของเธอ เมื่อเธอต้องทำเป็นฟังเรื่องราวน้ำท่วมทุ่งที่เขาเล่าให้ฟัง และเขาก็ไม่เคยเข้าใจถึงความรู้สึกเห็นใจและสงสารที่อยู่ภายใต้ความอดทนของเธอด้วยซ้ำ

ผมสามารถเพิ่มลักษณะที่สำคัญที่สุดของเธอเข้าไปในรายการของผมได้ จากการได้ยินเธอกับไมค์คุยกันนั่นเอง  เป็นสิ่งเห็นได้ชัดมากกว่าอะไรทั้งหมด  คือสิ่งที่เรียบง่ายธรรมดาซึ่งหาได้ยาก  เบลล่าเป็นคนดี รวมทุกความเป็นเธอเข้าด้วยกันได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ .. ความอ่อนโยน  มีน้ำใจ  ขี้อายและถ่อมตัว ไม่เห็นแก่ตัว มีความรักให้คนอื่น แล้วก็กล้าหาญ … เธอเป็นคนดีครบถ้วนทุกประการ

อย่าคิดว่าความช่วยเหลือของไมค์ที่ทำให้ผมค้นพบตัวตนของเบลล่าจะทำให้ผมรู้สึกเป็นมิตรกับเขาได้นะ    สายตาที่มองเบลล่าราวกับว่าเขาเป็นเจ้าของเธอนั้น  มันกระตุ้นโทสะผมได้มากพอๆกับความเพ้อฝันที่หยาบโลนของเขาเลยทีเดียว   เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็มีความมั่นใจในเรื่องของเธอเพิ่มมากขึ้นด้วย เมื่อดูเหมือนว่าเธอจะเอนเอียงมาทางเขามากกว่าคนที่เขาคิดว่าเป็นคู่แข่ง เช่น ไทเลอร์ คราวลีย์ ,  อีริค ยอร์กี้ และแม้กระทั่งตัวผมเอง ที่บางครั้งบางทีเขาก็จัดให้ผมเป็นคู่แข่งกับเขาด้วยเหมือนกัน  ก่อนจะเริ่มเรียนเขาจะมาที่โต๊ะของเราแล้วนั่งอยู่ด้านข้างของเธอเป็นประจำ พูดเพ้อเจ้อไปเรื่อย รอยยิ้มของเธอทำให้เขามีกล้ามากขึ้น ..ก็แค่ยิ้มตามมารยาทเท่านั้นหรอกน่า  ผมบอกตัวเอง ..  เหมือนกับทุกครั้ง  ผมสร้างความสนุกสนานให้ตัวเองอยู่บ่อยๆ ด้วยการจินตนาการว่าไมค์โดนหลังมือผมตบกระเด็นข้ามห้องไปชนผนังอีกด้าน …ค่อนข้างแน่ใจว่าคงไม่ถึงตายแต่จะรักษาหายหรือเปล่านั่นยังน่าสงสัย….

ไมค์ไม่ค่อยนับผมเป็นคู่แข่งของเขาสักเท่าไหร่  แต่หลังเกิดอุบัติเหตุ เขากังวลว่าจากการมีประสบการณ์ร่วมกันนั้น จะทำให้ผมกับเบลล่าเกิดความผูกพันซึ่งกันและกัน  แต่เขาก็เห็นได้ชัดเจนว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง  ก่อนหน้านั้นการที่ผมเลือกคุยกับเบลล่าอย่างเฉพาะเจาะจงให้ความสนใจเธอเป็นพิเศษ อย่างที่ผมไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้เขาเดือดร้อนใจ แต่ตอนนี้ผมเมินเฉยไม่สนใจเธอเหมือนกับที่เป็นกับคนอื่นๆ   นั่นทำให้ใจเขาเบ่งบานด้วยความลิงโลด  … ตอนนี้เธอกำลังคิดอะไรอยู่นะ ?  เธอยินดีกับการเอาอกเอาใจของเขาหรือเปล่า ?

ท้ายที่สุดก็มาถึง ความทรมาณลำดับสุดท้ายของผม  เป็นที่สุดของความเจ็บปวดเลยทีเดียว : ความไม่สนใจของเบลล่า เมื่อผมเมินเฉยกับเธอ เธอก็ไม่แยแสผม  เธอไม่เคยพยายามพูดกับผมอีกเลย และเท่าที่ผมรู้  เธอไม่เคยคิดถึงผม ความทรมาณนี้อาจทำให้ผมเป็นบ้า หรือแม้แต่จะทำลายความแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนแปลงอนาคตของผมไปเลย.. นั่นก็เป็นไปได้  … นอกจากว่า บางครั้งเธอก็จ้องมองผมอย่างที่เธอเคยทำ  ผมไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองหรอกนะ เพราะผมห้ามตัวเองไว้ไม่ให้มองเธอเด็ดขาด  แต่เป็นอลิซ ที่จะคอยเตือนอยู่ตลอดว่าเมื่อไหร่เธอจะมองมาที่พวกเรา  พวกพี่น้องผมยังคอยระวังเรื่องที่เบลล่ารู้เกี่ยวกับพวกเรา ซึ่งยังคงเป็นปัญหาอยู่  ความเจ็บปวดของผมเบาบางลงเป็นครั้งคราวเมื่อเธอมองผมมาจากระยะไกล ไม่ต้องสงสัยเลย เธอคงงงว่าผมต้องเป็นโรคประสาทผิดปกติอย่างแน่นอน

“เบลล่าจะมองมาที่เอ็ดเวิร์ดในหนึ่งนาทีนี้ , ทำตัวให้เป็นปกตินะ” เสียงอลิซเตือนขึ้นในวันอังคารหนึ่งของเดือนมีนาคม  และคนอื่นๆก็คอยระวัง กระวนกระวายเหมือนคนอยู่ไม่สุข คอยจะขยับตัวไปมาให้เหมือนมนุษย์ แน่นอนที่สุดว่า ความนิ่งเป็นตัวบ่งชี้ ความเป็นพวกเรา ผมได้แต่จดจ่อว่าบ่อยแค่ไหนนะที่เธอมองมาที่ผม ซึ่งทำให้ผมรู้สึกสบายใจ แม้ว่าผมไม่ควรจะรู้สึกแบบนั้นก็เถอะ  เมื่อเวลาผ่านไปแต่ความถี่ที่เธอมองผมไม่ได้ลดลงไปด้วย ผมไม่รู้ว่ามันมีความหมายอะไรหรือเปล่า แต่นั่นทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมากๆ

อลิซถอนหายใจ ฉันหวังว่า… “อย่ามายุ่ง อลิซ” ผมพูดเสียงเข้ม “มันจะไม่เกิดขึ้น” เธอทำปากยื่นหน้ามุ่ยใส่ผม อลิซกังวลเรื่องความเป็นเพื่อนของเธอกับเบลล่า อลิซอยากทำความรู้จักกับเธอ  เป็นเรื่องซึ่งแปลกผิดปกติจริงๆ ที่อลิซคิดถึงเด็กผู้หญิงที่เธอไม่รู้จัก

ฉันยอมรับว่าเธอทำได้ดีกว่าที่ฉันคิด  เชิญพบกับอนาคตที่ยุ่งเหยิงสับสน และไร้ความหมายได้อีกครั้ง หวังว่าเธอจะมีความสุขกับมันนะ

“นั่นเป็นสิ่งที่มีความหมายกับฉันมาก”  เธอพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ดูเหมือนคนอ่อนแอ  ผมพยายามปิดกั้นกันเธอออกไป ผมไม่อดทนพอจะต่อปากต่อคำกับเธอ ผมอารมณ์ไม่ดี..เครียดมากกว่าที่ใครๆเห็น  มีแต่แจสเปอร์ที่รับรู้ถึงความอึดอัดที่พันธนาการผมไว้แน่นหนา   เขารู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่กระจายออกมาจากตัวผมด้วยความสามารถพิเศษที่ไม่มีใครเหมือน และมีอำนาจโน้มน้าวอารมณ์ของคนอื่นได้  แต่เขาก็ไม่เข้าใจถึงสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังอารมณ์ของผมอยู่ดี และหลายวันมานี้ตั้งแต่ผมสับสนมีอารมณ์ยุ่งเหยิง … เขาก็เลิกใส่ใจ

วันนี้คงจะเป็นวันที่หนักหนาสาหัสอีกวัน ซึ่งคงยากลำบากกว่าเมื่อวาน ที่เป็นไปตามรูปแบบเดิมๆเหมือนทุกๆวันไมค์ นิวตัน เด็กผู้ชายที่น่ารังเกียจ ซึ่งผมไม่ลดตัวเองลงไปเป็นคู่แข่งกับเขาแน่ๆ เขากำลังจะขอนัดเบลล่าไปงานเต้นรำ งานเต้นรำที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายเลือกคู่เต้นใกล้จะมาถึงในเร็วๆนี้   เขาคาดหวังไว้ว่าเบลล่าจะขอให้เขาเป็นคู่เต้น  แต่เธอก็ยังไม่มีทีท่าอะไรทำให้เขากังวลใจเอามากๆ และตอนนี้เขาก็กำลังอึดอัดใจแทบจะแย่อยู่แล้ว… ผมรู้สึกชอบใจเอามากๆ ก็มากกว่าที่ควรล่ะนะ … เพราะว่า เจสสิก้า สแตนลีย์ เพิ่งจะเอ่ยปากชวนเขาไปงาน เขายังไม่อยากตอบตกลง เพราะยังหวังว่าเบลล่าจะเลือกเขาเป็นคู่เต้น (และพิสูจน์ว่าเขาคือผู้ชนะเหนือกว่าคู่แข่ง)  แต่เขาก็ไม่อยากปฏิเสธเธอไปในทันทีเพราะกลัวว่าเขาจะพลาดหมด จนอดไปงานเต้นรำในที่สุด  อาการลังเลของไมค์ ทำให้เจสสิก้าเสียใจ เธอกำลังคาดเดาหาเหตุผล และพุ่งเป้ามาที่เบลล่า   อีกครั้งที่สัญชาตญาณเตือนว่าผมควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องเบลล่าจากความโกรธของเจสสิก้า ตอนนี้ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ได้ดีขึ้น  แต่นั่นยิ่งทำให้ผมยิ่งหงุดหงิดมากขึ้น  ก็เพราะว่าเวลานี้ผมทำอะไรไม่ได้เลยน่ะสิ

ผมคิด ..  เมื่อมาถึงจุดนี้.. นี่ผมกำลังสนใจเรื่องราวรักๆใคร่ๆในโรงเรียนมากผิดปกตินะ เรื่องน้ำเน่าที่ครั้งหนึ่งผมเคยรังเกียจมันเป็นที่สุด ไมค์พยายามรวบรวมความกล้าขณะที่กำลังเดินเป็นเพื่อนเบลล่ามาที่ห้องเรียนวิชาชีวะ  ผมฟังเสียงความพยายามดิ้นรนของไมค์ขณะที่นั่งรอให้พวกเขามาถึง เขาเป็นเด็กผู้ชายที่ไม่เข้มแข็ง  เขารองานเต้นรำนี้มาถึงอย่างใจจดใจจ่อ  แต่เขาก็กลัวที่จะให้ใครๆรู้ถึงความหลงไหลที่เขามีต่อเบลล่า ก่อนที่เธอจะแสดงให้เห็นว่าเธอก็สนใจเขาเป็นพิเศษเหมือนกัน เขาไม่อยากทำให้ตัวเองกลายเป็นคนอ่อนแอ เมื่อถูกปฏิเสธ  เขาจึงต้องการให้เบลล่าเป็นฝ่ายเริ่มก่อน .. ขี้ขลาด ..  เขาทำตัวตามสบาย มานั่งที่โต๊ะของเราอย่างคุ้นเคยเหมือนทุกครั้ง  ส่วนผมก็กำลังนั่งจินตนาการว่าจะเป็นเสียงแบบไหนกันนะ ถ้าร่างของเขาลอยไปกระแทกกำแพงฝั่งตรงข้ามด้วยความแรงที่จะทำให้กระดูกเขาแหลกไปทั้งตัว

“คือว่า” เขาพูดกับเบลล่า หลบสายตามองพื้น “เจสสิก้าชวนผมไปงานเต้นรำฤดูใบไม้ผลิน่ะ” 

“ยอดไปเลย” เบลล่าตอบออกไปทันที ด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น  ผมเกือบกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่  เมื่อไมค์ได้ยินเสียงที่สดใสแบบนั้น ซึ่งทำให้เขารู้สึกผิดหวัง  “คุณจะสนุกกับเจสสิก้ามากๆเลยล่ะ”  เขาพยายามตะกายหาคำตอบอื่นจากเธอ  “เอ่อ…”  เขาลังเล ไม่กล้าพูดเพราะกลัวคำตอบที่ไม่อยากได้ยิน  แล้วเขาก็พูดต่อ  “ผมบอกเธอไปว่าขอคิดดูก่อน”

“ทำไมคุณตอบอย่างนั้นล่ะ ?” เธอถาม น้ำเสียงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง  แต่มีความรู้สึกโล่งอกซ่อนอยู่ด้วย แล้ว อย่างนั้น ของเธอน่ะหมายถึงอะไรล่ะ ?  ความเดือดดาลที่โผล่ขึ้นมาโดยไม่คาดคิดทำให้ผมต้องกำหมัดไว้แน่น ไมค์ ไม่ได้รับรู้เสียงที่ผ่อนคลายขึ้นของเธอ เขาหน้าแดงก่ำรู้สึกโกรธ  เหมือนที่อยู่ดีๆผมเองก็รู้สึกโมโหขึ้นมา ราวกับว่าเป็นการเชิญชวน เขาก้มหน้ามองพื้นอีกครั้งขณะที่พูดกับเธอ  “ผมนึกว่า……เอ่อ….บางทีคุณอาจจะชวนผมน่ะ”

เบลล่าอึ้ง ละล้าละลัง ในช่วงเวลาที่เธอลังเลอยู่นั้น  ผมมองเห็นภาพในอนาคตแจ่มชัดยิ่งกว่าที่อลิซเคยเห็น เธออาจจะตอบตกลงกับคำถามที่ไมค์ยังไม่ได้รับในตอนนี้  หรือเธออาจจะปฏิเสธ แต่จะตอบอย่างไรก็ได้  วันใดวันหนึ่งเร็วๆนี้แหละ เธอจะตอบตกลงกับใครบางคน ..  เธอน่ารัก มีสเน่ห์ อย่างน่าทึ่ง มนุษย์ผู้ชายย่อมมองเห็นความจริงข้อนี้ได้อย่างชัดเจน  ไม่ว่าเธอจะตัดสินใจเลือกใคร .. บางคนในกลุ่มคนที่ไม่น่าสนใจพวกนี้ หรือ รอจนเธอไปจากฟอร์คส์แล้วก็ตาม วันนั้นก็จะมาถึง วันที่เธอจะตอบ .. ตกลง

ผมมองเห็นชีวิตของเธออย่างที่เคยเห็น .. มหาวิทยาลัย , ทำงาน ….มีความรัก , แต่งงาน  ผมมองเห็นเธออยู่ในอ้อมแขนของพ่อ อีกครั้ง ..  เธอสวมชุดแพรลูกไม้โปร่งสีขาว เธอหน้าแดงเขินอายระบายด้วยรอยยิ้ม ขณะที่เดินไปตามเสียงเพลงมาร์ชของแวกเนอร์ ( Richard Wagner’s Bridal March)  ผมเจ็บปวดมากกว่าสิ่งใด ปวดร้าวมากกว่าครั้งไหนๆที่เคยรู้สึกมาก่อน  ถ้าเป็นมนุษย์ผมคงเจ็บปวดจนตายไปแล้ว .. มนุษย์จะไม่สามารถใช้ชีวิตผ่านความทุกข์ทรมาณนี้ไปได้เลย  และไม่ได้เป็นแค่เพียงความรวดร้าวเท่านั้น แต่ยังมีความโกรธเกรี้ยวที่รู้สึกได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ความโกรธนั้นถือเป็นการระบายออกของความเจ็บปวด  แต่ทว่าสำหรับเด็กผู้ชายที่ไม่มีความสำคัญอะไรและไม่คู่ควรที่จะได้รับคำตอบรับจากเบลล่านั้น ผมอยากจะบดกระโหลกเขาด้วยมือผมเอง แล้วให้เขายืนเป็นตัวอย่างไม่ว่าจะสำหรับใครก็ตาม

ผมไม่เข้าใจอารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้เลย มันผสมปนเปพันกันยุ่งเหยิง ทั้งความเจ็บปวด ความเกรี้ยวกราด มีความปรารถนา แล้วก็ความรู้สึกสิ้นหวัง ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน ผมไม่รู้ว่าจะเรียกอารมณ์แบบนี้ว่าอะไรดี

“ไมค์ ฉันคิดว่าคุณควรจะตอบตกลงกับเจสสิก้านะ” เบลล่าพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน  .. ความหวังของไมค์ ตกวูบลงไปเหมือนลูกดิ่ง ผมคงรู้สึกเบิกบานใจกว่านี้ถ้าอยู่ภายใต้สถานการณ์อื่น แต่ผมกำลังหลงอยู่กับอาการตกค้างของความปวดร้าวที่เกิดขึ้น และความรู้สึกผิดที่ความเจ็บปวดและความโกรธทำไว้กับผม อลิซพูดถูก ผมไม่แข็งแกร่งพอ  และตอนนี้อลิซก็คงเห็นภาพอนาคตที่หมุนวนเปลี่ยนไปกลายเป็นภาพที่ไม่ปะติดปะต่ออีกครั้ง  เรื่องนี้คงจะทำให้เธอดีใจ ?

“หรือว่าคุณชวนคนอื่นไว้แล้ว ?”  ไมค์ถามหน้าตาบูดบึ้ง เหลือบตามองมาทางผม เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกระแวงผมในหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา  ผมตระหนักดีแล้วว่าผมคงทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ  ผมเอนหัวไปทางเบลล่า มีความริษยาเกิดขึ้นในความคิดของไมค์ อิจฉาใครก็ตามที่เธอชอบมากกว่าเขา  ทันใดนั้นผมก็รู้ว่าอารมณ์แปลกใหม่ที่เกิดขึ้นนั้นคืออะไร ..ผม..หึง

“เปล่าเลย” เธอตอบ มีร่องรอยของความขบขันแฝงอยู่ในน้ำเสียง “ฉันจะไม่ไปงานเต้นรำเลยต่างหากล่ะ”

คำพูดของเธอทำให้ผมผ่อนคลายลง ท่ามกลางความโกรธและความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้น ผมกำลังพินิจพิจารณาดู  คู่แข่งของผม “ทำไมล่ะ ?” ไมค์ถามด้วยเสียงที่เกือบจะหยาบคาย ผมรู้สึกเคืองที่เขาใช้น้ำเสียงแบบนี้กับเธอ  ผมได้แต่คำรามอยู่ในใจ

“วันเสาร์นั้น  ฉันจะไปซีแอทเทิลน่ะ” เธอตอบ … เวลานี้ความอยากรู้ของผมไม่ได้มุ่งร้ายเหมือนกับที่ผ่านมา.. ตอนนี้ผมตั้งใจแล้วที่จะหาคำตอบให้กับทุกๆคำถาม  ในไม่ช้าผมก็จะรู้ว่าสิ่งที่เธอเพิ่งบอกออกมานั้นคือที่ไหน และ เพราะอะไร  น้ำเสียงของไมค์เปลี่ยนมาเป็นการโน้มน้าวที่ไม่น่าฟังสักเท่าไหร่  “คุณไปวันหยุดสุดสัปดาห์อื่นไม่ได้เหรอ ?”

“ขอโทษนะ  ไม่ได้จริง”  ตอนนี้เสียงของเธอห้วนขึ้น “เพราะฉะนั้นคุณไม่ควรให้เจสสิก้ารอนานนะ มันเสียมารยาทน่ะ”  ความกังวลของเธอเกี่ยวกับความรู้สึกของเจสสิก้า ได้กระพือความหึงหวงของผมให้ลุกโชนขึ้นมา  ชัดเจนว่าการไปซีแอทเทิลนั้นเป็นเพียงข้ออ้างที่จะปฏิเสธ  เธอบอกปัดไมค์เพราะเห็นแก่เพื่อนอย่างเดียวเท่านั้นหรือ ? เธอไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวอยู่แล้ว   จริงๆแล้วเธอคิดจะตอบตกลงไปกับเขาหรือเปล่า ?  หรือว่า ทั้งสองเรื่องที่ผมคาดเดานี้ผิดทั้งคู่ ?  เธอให้ความสนใจกับคนอื่นอีกหรือเปล่า ?

“ใช่ ใช่ ,  คุณพูดถูก” เขาพูดเสียงอู้อี้ฟังไม่ถนัด  ผมเองก็เกือบจะสงสารเขา เมื่อเห็นเขาสูญเสียความมั่นใจ แต่ก็เกือบจะเท่านั้นนะ  เขาถอนสายตาจากเธอ  ตัดภาพใบหน้าของเธอที่ผมมองผ่านความคิดของเขาออกไป ผมไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นหรอก ผมหน้าหันไปอ่านความรู้สึกจากใบหน้าของเธอด้วยตัวเอง นี่เป็นครั้งแรกนับจากเวลาที่ผ่านไปนานกว่าหนึ่งเดือน  ผมรู้สึกโล่งปลอดโปร่งขึ้นมากทีเดียวที่ได้ปลดปล่อยตัวเองอย่างนี้  เหมือนคนที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาจากน้ำแล้วได้เจออากาศบริสุทธิ์ อย่างนั้นเลยล่ะ

เธอกำลังหลับตา ใช้มือนวดขมับทั้งสองข้าง โน้มไหล่ไปข้างหน้าเหมือนปกป้องตัวเอง เธอส่ายหัวช้าๆ เบาๆ ราวกับเธอพยายามไล่ความรู้สึกบางอย่างออกไปจากหัว น่าหงุดหงิด  น่าทึ่ง เสียงของอาจารย์แบนเนอร์ ดึงเธอออกมาจากห้วงความคิด  เธอค่อยๆลืมตา แล้วจู่ๆก็หันมามองผมในทันทีทันใด เธอคงรู้สึกได้ว่าผมมองเธออยู่ .. เธอจ้องตอบผมด้วยสีหน้าที่สับสนและประหลาดใจ สีหน้าที่ตามหลอกหลอนผมมาตลอดนั่นเอง  ในวินาทีนั้นผมไม่มีความรู้สึกเสียใจ สำนึกผิด หรือ รู้สึกโกรธใดๆเลย ผมรู้ว่าอารมณ์เหล่านี้จะกลับมาอีกครั้งเร็วๆนี้แหละ  แต่ในขณะนี้ผมกำลังรู้สึกตื่นเต้นกระวนกระวายแปลกประหลาดมากๆ  ราวกับว่าผมนั้นเป็นผู้ชนะ แทนที่จะเป็นผู้แพ้

เธอยังคงมองผมอยู่  แม้ว่าผมจะจ้องเธอกลับไปตรงๆ อย่างไร้มารยาท ด้วยความพยามยามที่สูญเปล่าเพื่อจะอ่านความคิดผ่านดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายของเธอ ซึ่งกลับเต็มไปด้วยคำถามแทนที่ผมจะได้เจอคำตอบ ผมเห็นเงาสะท้อนดวงตาของผมเองจากดวงตาของเธอ  มองเห็นความกระหายในดวงตาสีดำของผม  ก็เกือบสองอาทิตย์แล้วล่ะจากการออกล่าครั้งสุดท้าย  นี่เป็นวันที่เสี่ยงที่สุดสำหรับการล้มเลิกความตั้งใจของผม  แต่ดูเหมือนว่าดวงตาสีดำของผมไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกกลัวแต่อย่างใด  เธอก็ยังจ้องผมอยู่  แล้วสีชมพูอ่อนจางก็เริ่มระบายไปทั่วผิวของเธอ

ตอนนี้เธอกำลังคิดอะไรอยู่ ?

ผมเกือบจะถามเธอออกไปตรงๆแล้วล่ะ แต่ในจังหวะนั้นอาจารย์แบนเนอร์ก็เรียกชื่อผม  ผมรีบดึงคำตอบที่ถูกต้องออกมาจากความคิดของเขา  ผมชำเลืองมองเขาแว่บหนึ่ง ผมรีบสูดลมหายใจ “วัฏจักรของเครปส์ ครับ”

ความกระหายเผาผลาญไปทั่วลำคอ กล้ามเนื้อเครียดตึง และพิษเอ่อล้นอยู่ในปากผม  ผมหลับตา พยามยามดับความกระหายเลือดของเธอซึ่งกำลังรุมเร้าอยู่ในตัวผม  ปีศาจมันแข็งแกร่งขึ้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา มันกำลังยินดีปรีดา อ้าแขนรับอนาคตที่ให้โอกาสมันขึ้นมาตีเสมอผม ห้าสิบ-ห้าสิบ  ด้วยความกระหายที่แสนจะชั่วร้ายของมันครั้งที่สามแล้ว  ที่อนาคตผมต้องสั่นสะเทือน ด้วยความพยายามที่จะสร้างมันขึ้นมาจากความตั้งใจที่แน่วแน่และความมีวินัยของผมเพียงลำพัง  และตอนนี้ได้พังทลายลงเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เพียงเพราะความหึงหวงธรรมดาๆนี่เอง  ด้วยเรื่องทั้งหลายเหล่านี้  .. ปีศาจร้ายกำลังใกล้จึงจุดหมายเข้าไปทุกที

ความเสียใจและความสำนีกผิดของผมโดนเผาไหม้ไปพร้อมกับความกระหายหมดแล้ว ถ้าผมสามารถร้องไห้ออกมาๆได้แล้วละก็  ตอนนี้ดวงตาผมก็คงท่วมท้นไปด้วยน้ำตาอย่างแน่นอน

ผมทำอะไรลงไป ? ผมรู้ว่าการต่อสู้ได้จบลงพร้อมกับความพ่ายแพ้ของผม  ดูเหมือนจะไม่มีเหตุผลข้อไหนจะมาคัดค้านความต้องการของผมได้แล้ว ผมหันไปจ้องมองเธออีกครั้ง

เบลล่าซ่อนใบหน้าอยู่หลังม่านผมของเธอ  แต่ผมก็สามารถมองผ่านเส้นผมเห็นว่าตอนนี้ใบหน้าของเธอแดงก่ำ ปีศาจมันชอบมากที่ได้เห็น เธอไม่สบตาผมอีกเลย แต่เธอกำลังใช้นิ้วพันเส้นผมของเธอด้วยความประหม่า นิ้วของเธอดูบอบบาง ข้อมือที่เหมือนจะแตกหักได้ง่ายแสนง่าย ..  ช่างเปราะบางเหลือเกิน มองดูแล้วเพียงแค่ลมหายใจของผมก็สามารทำให้เธอแตกสลายลงได้แล้ว

ไม่ ไม่ ไม่ได้ !! ผมทำอย่างนั้นไม่ได้  เธอเปราะบางเกินไป  เป็นคนดีและมีค่าเกินไป เธอไม่สมควรจะมีชะตากรรมแบบนี้ ผมไม่ยอมให้ชีวิตของผมมาชนเข้ากับเธอ แล้วทำให้มันพังทลายลง แต่ผมก็อยู่ห่างจากเธอไม่ได้เหมือนกัน  ที่อลิซพูดมานั้นถูกต้องแล้ว  ปีศาจร้ายในตัวผมกำลังขู่ฟ่อด้วยความหงุดหงิด เมื่อผมเปลี่ยนใจ โอนไปทางโน้นที เดี๋ยวก็เอนไปทางอื่นอีกแล้ว  ช่วงเวลาสั้นๆที่ผมได้อยู่กับเธอผ่านไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผมลังเลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่างทางเลือกสองทางที่เลวร้ายพอกันเลย  เสียงกระดิ่งหมดเวลาดังขึ้น เธอเริ่มเก็บข้าวของโดยไม่มองผมเลย ซึ่งทำให้ผมผิดหวัง แต่ผมยังจะคาดหวังอะไรได้อีกล่ะ  เพราะสิ่งที่ผมทำกับเธอนับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุนั้น มันเกินจะให้อภัยจริงๆ

“เบลล่า ?” ผมเรียกเธอ ผมหยุดตัวเองไม่ได้จริงๆ ความตั้งใจที่เคยแน่วแน่ ของผมถูกฉีกขาดเป็นเศษเล็กเศษน้อยไปเรียบร้อยแล้ว  เธอมีท่าทางลังเลก่อนที่จะมองมาที่ผม  ตอนที่เธอหันมาหาผม สีหน้าเธอแสดงให้รู้ว่าไม่ไว้ใจผมและดูระแวดระวัง  ผมเตือนตัวเองว่าเธอมีสิทธิทุกอย่างที่จะระแวงผม นั่นเป็นสิ่งที่เธอควรทำด้วยซ้ำไป เธอรอว่าผมจะพูดอะไรต่อไป  ผมก็ได้แต่จ้องมองเธอ อ่านความรู้สึกของเธอ ผมหายใจเข้าทางปากสั้นๆ ทีละน้อย ทิ้งระยะสม่ำเสมอ  ต่อสู้กับความกระหายอยาก

“อะไร ?” ในที่สุดเธอก็พูด  “นี่คุณพูดกับฉันได้แล้วเหรอ ?” มีกระแสของความขุ่นเคืองในน้ำเสียงนั้น เหมือนเธอยังโกรธอยู่  ผมว่าน่ารักดีนะ ทำให้ผมต้องกลั้นยิ้มเอาไว้ ผมไม่แน่ใจว่าจะตอบเธอยังไงดี  นี่ผมกำลังจะพูดกับเธออีกครั้งใช่มั้ย  หมายความตามความรู้สึกของเธอนะ ?  ไม่ ไม่หรอกถ้าผมทำได้  ผมจะลองทำดูก็แล้วกัน

“เปล่าหรอก  ก็ไม่เชิงนะ” ผมบอกเธอ เธอหลับตาลง ซึ่งทำให้ผมหมดท่าไปเลย เพราะนั่นเป็นการปิดทางออกที่จะเข้าถึงความรู้สึกของเธอได้  เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ  โดยไม่ลืมตา กัดฟันแน่น  เธอพูดในขณะที่ยังหลับตาอยู่  ผมแน่ใจว่านี่ไม่ใช่วิธีสนทนาตามปกติที่มนุษย์ทั่วไปเค้าทำกัน แล้วเธอทำอย่างนี้ทำไม ?

“ถ้าอย่างนั้น คุณต้องการอะไรเหรอ เอ็ดเวิร์ด ?”

เสียงที่ผ่านริมฝีปากของเธอออกมา เอ่ยชื่อของผมนั้น ทำให้ร่างกายของผมรู้สึกแปลกๆบอกไม่ถูก ถ้าหัวใจของผมเต้นได้ มันคงรัวกระหน่ำให้ผมมีชีวิตชีวามากขึ้น แต่ว่าผมจะตอบเธอว่าอย่างไรดีล่ะ ?  บอกความจริง ผมตัดสินใจ  นับจากนี้ต่อไปผมจะจริงใจกับเธอเท่าที่จะสามารถทำได้  ผมอยากให้เธอเชื่อใจ ไว้ใจในตัวผม  แม้ว่าการได้รับความไว้วางใจจากเธอนั้นมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็ตาม

“ผมขอโทษ” นั่นเป็นความจริงยิ่งกว่าที่เธอเคยรู้  โชคร้าย,เรื่องที่ผมสามารถขอโทษเธอได้อย่างปลอดภัย ก็มีแต่เรื่องปลีกย่อยเล็กๆน้อยๆเท่านั้น  “ผมเสียมารยาทมาก ผมก็รู้ แต่ให้มันเป็นแบบนั้นจะดีกว่า  จริงๆนะ” และจะดีกับเธอมากกว่าถ้าผมสามารถทำต่อไปได้ แสดงกริยาหยาบคายกับเธอไปเรื่อยๆ  ผมทำได้มั้ยล่ะ?

เธอลืมตา แต่ก็ยังดูระมัดระวัง

“ฉันไม่เข้าใจว่าคุณหมายความว่ายังไง”

ผมพยายามที่จะเตือนเธอให้มากที่เท่าที่จะทำได้ “เราอย่าเป็นเพื่อนกันจะดีกว่า” แน่นอนว่าเธอจะต้องรู้สึกได้ เธอเป็นเด็กฉลาด “เชื่อผมเถอะ ”  เธอเขม่นตา  ผมจำได้ว่าผมเคยพูดประโยคนี้กับเธอมาแล้ว .. ก่อนที่ผมจะผิดสัญญากับเธอ ผมนิ่วหน้าถอยตัวออกมาเล็กน้อย เมื่อเธอกัดฟันอย่างแรง .. เธอเองก็จำได้เหมือนกัน

“แย่หน่อยนะ ที่คุณไม่นึกได้ให้เร็วกว่านี้ ” เธอพูดด้วยความโกรธ  “คุณจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจแบบนี้”

ผมจ้องหน้าเธอด้วยความตกใจ  เธอรู้เหรอว่าผมเสียใจเรื่องอะไร ?

“เสียใจ ? เสียใจเรื่องอะไร ?” ผมถามรุกเร้า

“ก็ที่ไม่ปล่อยให้รถตู้บ้านั่นบี้ฉันให้แบนไปเลยไงล่ะ” เธอพูดเสียงแหลม  ผมถึงกับตะลึง ยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น

เธอคิดแบบนั้นได้อย่างไร ?  การช่วยชีวิตเธอนั้นเป็นสิ่งเดียวที่ผมรู้สึกยินดีที่ได้ทำนับตั้งแต่ได้พบเธอ นั่นคือสิ่งเดียวที่ผมไม่รู้สึกละอาย นั่นคือสิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้ผมดีใจกับการดำรงอยู่ของผม  ผมได้ต่อสู้กับทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตของเธอไว้นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้สัมผัสกับกลิ่นหอมของเธอ เธอคิดแบบนั้นกับผมได้อย่างไร ?  กล้าดีอย่างไรถึงได้สงสัยในสิ่งดีๆสิ่งเดียวของผมที่มีอยู่ ท่ามกลางความยุ่งเหยิงเหล่านี้ ?

“นี่คุณคิดว่าผมเสียใจที่ช่วยชีวิตคุณไว้เรอะ ?”

“ฉันรู้ว่าคุณคิด” เธอตอบโต้  .. ผมเดือดพล่านที่เธอประเมินเจตนาของผมออกมาอย่างนั้น  “คุณไม่รู้อะไรหรอก” ทำไมความคิดของเธอถึงได้สับสนและเข้าใจยากขนาดนี้นะ เธอต้องคิดอะไรที่ไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไปแน่ๆ และนั่นต้องเป็นคำตอบสำหรับความคิดที่มีแต่ความเงียบของเธอ .. เธอนี่ไม่เหมือนใครเลยจริงๆ  เธอสะบัดหน้าหันไปทางอื่น ขบฟันไว้แน่น  ตอนนี้แก้มเธอแดงเพราะความโกรธ เธอกระแทกหนังสือซ้อนมันไว้ด้วยกัน เอาขึ้นมาอุ้มไว้ในแขน เดินตรงไปที่ประตูโดยไม่สบตาผม แม้ว่าผมจะโกรธเธอ แต่ก็ยังอุตส่าห์มองเห็นว่าอาการโกรธของเธอนี่ดูๆไปก็เพลินดีเหมือนกัน เธอเดินปั้นปึ่งออกไป ตาก็ไม่ได้มองทางที่เดินอยู่หรอกนะ แล้วเธอก็สะดุดเข้ากับขอบประตู ข้าวของร่วงหล่นพื้นกระจัดกระจาย แทนที่จะก้มลงไปเก็บเธอกลับยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ไม่แม้แต่จะก้มลงไปมองด้วยช้ำ เหมือนเธอไม่แน่ใจว่าสมควรที่จะเก็บหนังสือนั่นกลับขึ้นมาหรือเปล่า .. ผมต้องคุมตัวเองไม่ให้หัวเราะออกมา  ในห้องไม่มีใครที่กำลังมองผมอยู่  ผมโผไปอยู่ข้างๆเธออย่างรวดเร็ว เก็บหนังสือรวมเป็นตั้งเรียบร้อยก่อนที่เธอจะมองลงมา เธอก้มตัวลงมาได้ครึ่งเดียว ก็เห็นผม แล้วก็ยืนนิ่งแข็งอยู่อย่างนั้น  ขณะที่ยื่นหนังสือให้เธอผมก็ต้องคอยระวังไม่ให้มือที่เย็นเป็นน้ำแข็งของผมสัมผัสโดนเธอเข้า

“ขอบคุณ” เธอบอกเสียงเคร่งเครียดและเย็นชา น้ำเสียงของเธอเรียกความโกรธของผมกลับมาอีก

“ด้วยความยินดี” ผมพูดด้วยเสียงที่ไร้ความรู้สึกพอๆกัน  เธอยืดตัวขึ้นตรงแล้วเดินย่ำเท้าแรงๆไปที่ห้องเรียนวิชาถัดไป ผมมองตามร่างที่กำลังโมโหนั้นเดินจากไปจนลับตา

ผมนั่งเรียนวิชาภาษาสเปนแบบเบลอๆ  มิสซิสกอฟฟ์ไม่เคยมีปัญหากับกริยาอาการของผม .. เธอรู้ว่าภาษาสเปนของผมนั้นดีกว่าของเธอมากนัก  และเธอก็ให้อิสระกับผมเป็นพิเศษ  ให้ผมมีเวลาได้ใช้ความคิด เห็นได้ชัดว่า ผมไม่สามารถเมินเฉยเด็กผู้หญิงคนนี้ได้อีกแล้ว  แต่นั่นหมายถึงผมก็ไม่มีทางเลือกด้วยหรือเปล่า จะอย่างไรก็ต้องทำลายเธอใช่ไหม ?  นั่นไม่น่าจะเป็นเพียงทางออกเดียวที่ผมมีนะ จะต้องมีหนทางอื่นให้ผมเลือกอีก เป็นความสมดุลที่ซับซ้อน ผมพยายามคิดหาทาง ผมไม่ได้ให้ความสนใจเอ็มเม็ตต์มากนัก จนกระทั่งใกล้จะจบชั่วโมง ..  เขาอยากรู้ .. เอ็มเม็ตต์ไม่ใช่คนที่จะรับรู้ได้ด้วยตัวเองเกี่ยวกับลำดับชั้นความมากน้อยของอารมณ์อื่นๆ แต่เขาสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของตัวผม  เขาสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้ความแข็งกร้าวและการไม่ยอมผ่อนปรนนั้นได้เลือนหายไปจากใบหน้าของผม เขาพยายามที่จะนิยามความเปลี่ยนไปนั้นให้เด่นชัด สุดท้ายเขาก็ลงความเห็นว่าผมดูเหมือนคนที่มีความหวัง

ความหวัง ?  หรือว่าจากภายนอกแล้วผมดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น ?

ขณะที่เดินไปที่วอลโว่ ผมก็ครุ่นคิดถีงมุมมองของความหวัง  สงสัยว่าอะไรกันแน่ คือสิ่งที่ผมกำลังคาดหวัง ? แต่ผมก็ไม่มีเวลาให้คิดได้นานนักหรอก  ความรู้สึกผมไวเสมอกับความคิดที่เกี่ยวกับเธอคนนั้น  ชื่อของเบลล่าดังขึ้นมาในความคิดของ ..ของ…คู่แข่ง   ผมลองคิดดูแล้วว่า ผมคงต้องยอมรับความจริงข้อนี้แล้วล่ะ  เสียงนั่นดึงความสนใจของผม ..  อีริคกับไทเลอร์ ได้ยินเรื่องความล้มเหลวของไมค์  ซึ่งถูกใจพวกเขาสุดๆ .. แต่ละคนก็กำลังเตรียมตัวดำเนินการตามแผนของตัวเองกันอยู่  .. อีริคเข้าประจำที่เรียบร้อยแล้ว  ยืนพิงอยู่ที่รถของเธอซึ่งเธอจะหลบไปไหนไม่ได้แน่ๆ  ชั้นเรียนของไทเลอร์ กำลังมอบหมายงานกันอยู่ก็เลยปล่อยช้า   และเขาก็รีบอย่างที่สุดจะได้เจอเธอก่อนที่เธอจะกลับบ้านไปเสียก่อน … เรื่องนี้ผมพลาดไม่ได้เลยล่ะ

 “นายรอคนอื่นๆ อยู่ตรงนี้ก่อนนะ” ผมพึมพำบอกเอ็มเม็ตต์ เขามองผมด้วยความสงสัย แต่จากนั้นเขายักไหล่ แล้วก็พยักหน้า

ไอ้หนูนี่ท่าทางจะเสียสติ  เขาคิดแล้วก็ขำกับคำขอร้องแปลกๆของผม ผมเห็นเบลล่าเดินออกมาจากโรงยิม  ผมรออยู่ในที่ที่เธอจะมองไม่เห็นผมเวลาที่เธอเดินผ่าน  ขณะที่เธอเดินมาใกล้จะถึงจุดที่อีริคดักรอเธออยู่นั้น  ผมก้าวยาวๆไปข้างหน้า วัดระยะก้าวเพื่อผมจะได้เดินผ่านเธอให้ถูกจังหวะพอดี ผมมองเห็นเธอหยุดยืนตัวแข็ง เมื่อเธอเห็นอีริคยืนรออยู่  เธอนิ่งไปชั่วขณะจากนั้นก็ผ่อนคลายลงแล้วก็ก้าวเดินต่อ

“หวัดดี อีริค” เธอทักทายน้ำเสียงแจ่มใส อยู่ดีๆผมเกิดวิตกกังวลขึ้นมา ซึ่งผมเองก็ไม่ได้คาดคิด   ถ้าหากว่าเจ้าหนุ่มโย่งเก้งก้างแล้วก็ผิวไม่ดีคนนี้เกิดถูกใจเธอขึ้นมาล่ะ ?  อีริคกลืนน้ำลายเสียงดัง ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง  “เฮ้… เบลล่า”  ดูเหมือนเธอจะไม่รู้ว่าเขากำลังประหม่า

“มีอะไรหรือ ?” เธอถาม ปลดล็อคประตูรถโดยที่ไม่ได้หันไปมองใบหน้าที่หวาดหวั่นของเขา

“เอ่อ…ผมอยากรู้ว่า… คุณจะไปงานเต้นรำฤดูใบไม้ผลิกับผมได้ไหม ?” เสียงของเขาแตกพร่า ที่สุดแล้วเธอก็เงยหน้าขึ้นมา ดูเธอตกใจ หรือว่า ยินดีกันแน่นะ ? เขาไม่ได้สบตาเธอ ผมก็เลยมองไม่เห็นหน้าเธอจากความคิดของเขา

“อ้าว!ฉันนึกว่างานนี้เขาให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายชวน” เสียงเธอเอะอะตกใจ

“เอ่อ…ก็ใช่นะ” เขาเห็นด้วย เสียงเศร้าเชียวล่ะ  เด็กผู้ชายที่น่าสงสารคนนี้ ไม่ทำให้ผมหงุดหงิดได้มากเท่าไมค์ นิวตัน  แต่ผมก็ไม่ได้มีความรู้สึกเห็นใจในความทุกข์ของเขาเลย จนกระทั่งเบลล่าตอบเขาไปด้วยเสียงที่อ่อนโยน

“ขอบคุณ ที่ชวนนะ แต่ว่าฉันต้องไปซีแอทเทิลวันนั้นพอดีเลยน่ะ”  เขาได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว  แต่ก็ยังคงผิดหวัง

“อ๋อ” เขาพูดอุบอิบ แทบจะไม่กล้าเงยหน้ามองให้สูงกว่าจมูกของเธอ

“บางที ไว้คราวหน้า” เขาบอก

“ได้เลยจ้ะ” เธอตกลง ก่อนจะกัดริมฝีปาก คล้ายกับว่าเธอเสียใจที่ไปให้โอกาสเขา  ผมชอบที่เป็นแบบนั้น อีริคคอตก เดินจากไป แต่ไม่ได้เดินไปที่รถตัวเอง เขาคิดอยู่อย่างเดียวว่าขอหลบไปให้พ้นๆ  .. ผมเดินผ่านเธอในจังหวะนี้เอง ผมได้ยินเธอถอนหายใจอย่างโล่งอก ผมหัวเราะออกมา เธอหมุนตัวอย่างรวดเร็วเพื่อหาที่มาของเสียง แต่ผมมองตรงไปข้างหน้า เม้มปากไว้ไม่ให้ส่งเสียงหัวเราะออกมา  ไทเลอร์อยู่ข้างหลังผม   เขาเกือบจะวิ่งอยู่แล้วเพราะความรีบร้อนเพื่อจะมาให้ทันก่อนที่เธอจะขับรถออกไป  เขากล้าแล้วก็มั่นใจมากกว่าสองคนนั้น  ที่เขารอนานอย่างนี้กว่าจะเข้ามาชวนเธอ ก็เพราะเขาคำนึงถึงไมค์ ที่อ้างว่าเขาต้องได้ชวนเธอก่อนใคร มีสองเหตุผลที่ผมอยากให้เขาตามเบลล่าทัน  ถ้าเป็นอย่างที่ผมเริ่มสงสัย …  การได้รับความสนใจทั้งหลายเหล่านี้ทำให้เธอรำคาญ ผมชอบที่จะดูปฏิกริยาของเธอ ก็ดูเพลินดีนะ  แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ .. ถ้าคำชวนของไทเลอร์เป็นสิ่งที่เธอหวังไว้อยู่แล้วล่ะ ..  ผมเองก็อยากจะรู้เรื่องนั้นด้วยเหมือนกัน

ผมจัด ไทเลอร์ คราวลีย์ ไว้เป็นคู่แข่ง ผมก็รู้ล่ะว่าผิดที่คิดอย่างนั้น  เขาดูพื้นๆ ธรรมดามากๆ จนน่าเบื่อ แล้วก็ไม่มีอะไรโดดเด่นน่าสนใจสำหรับผมเลย  แต่ผมจะไปรู้ได้อย่างไรล่ะว่าเบลล่าชอบแบบไหน ?  บางทีเธออาจชอบเด็กผู้ชายที่ดูธรรมดาๆ ก็เป็นได้  ผมสะดุดอยู่กับความคิดนั้น ผมไม่มีทางเป็นเด็กผู้ชายที่ดูธรรมดาได้เลย  ผมนี่ทึ่มจริงๆ ที่จัดตัวเองเข้าแข่งขันเพื่อจะเป็นผู้ชายที่เธอชอบ  เธอจะมาสนใจกับคนที่ไม่ว่าจะดูมุมไหนก็คือปีศาจ ได้อย่างไรกัน ?  เธอดีเกินไปสำหรับปีศาจอย่างผม ผมน่าจะให้ปล่อยให้เธอหนีไปได้ แต่เป็นเพราะความอยากรู้ที่เกินจะให้อภัยของผมอีกแล้ว ที่ไม่ให้ผมได้ทำในสิ่งที่ถูกที่ควร  แต่ถ้าไทเลอร์พลาดโอกาสในครั้งนี้  แล้วไปชวนเธอทีหลังโดยที่ผมจะไม่มีทางรู้ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไรล่ะ ?  ผมก็เลยถอยวอลโว่ออกมาจอดในช่องแคบๆ ขวางทางออกของเธอเสียเลย

เอ็มเม็ตต์กับคนอื่นๆกำลังเดินมา  แต่เขาได้บรรยายถึงพฤติกรรมแปลกประหลาดให้พวกเขารู้กันแล้ว ตอนนี้ทุกคนก็เลยเดินกันช้าๆ  จับตาดูผม พยายามถอดความหมายว่าผมกำลังทำอะไรอยู่  ผมมองเบลล่าทางกระจกส่องหลัง  ไม่ได้สบตากับเธอหรอก เพราะว่าเธอกำลังถลึงตาโตๆของเธอใส่ท้ายรถของผมอยู่  มองดูราวกับว่าเธอกำลังอธิษฐานขอให้เธอกำลังขับรถถังอยู่แทนที่จะเป็นเชฟวี่สนิมเกาะคันนี้

ไทเลอร์รีบขึ้นรถของเขาแล้วขับมาต่อแถวถัดจากเธอ เขาต้องขอบคุณพฤติกรรมที่ไม่อาจอธิบายได้ของผมแล้วล่ะ  เขาโบกมือให้เธอพยายามทำให้เธอเห็น  แต่ก็ไม่ได้ผล เขารออยู่สักครู่ แล้วก็ลงจากรถเดินเตร่มาเคาะกระจกรถฝั่งผู้โดยสารของเธอ  เธอสะดุ้งโหยง แล้วจ้องไปที่เขางงๆ สักหนึ่งวินาที  แล้วก็ใช้มือหมุนกระจกหน้าต่างลง ดูเหมือนจะมีปัญหาอะไรสักอย่างกับกระจกนั่น

“ขอโทษนะ ไทเลอร์ ” เธอบอกเขา เสียงขุ่นๆ   “พอดีฉันติดอยู่หลังนายคัลเลนน่ะ” เธอเรียกนามสกุลผมเสียงแข็งๆ .. เธอยังโกรธผมอยู่เลย

“อ๋อ ผมรู้”  เขาบอก ท่าทางไม่รับรู้อารมณ์ของเธอ  “ฉันแค่อยากจะถามอะไรเธอบางอย่างระหว่างที่เรายังติดอยู่ที่นี่” รอยยิ้มเขาดูมั่นใจเหลือเกิน  อีกอย่างหนึ่งคือผมชอบใจมากที่เห็นเธอทำหน้าเซ็งซีดสลด เมื่อเห็นความตั้งใจอย่างชัดแจ้งของเขา

“คุณจะชวนผมไปงานเต้นรำใบไม้ผลิหรือเปล่า ?” เขาถาม  ในหัวเขาไม่ได้เผื่อที่ไว้สำหรับความผิดหวังเลย

“วันนั้นฉันจะไม่อยู่ในเมืองน่ะ ไทเลอร์” เสียงเธอฟังดูหงุดหงิดอย่างชัดเจน

“ใช่ ใช่ ไมค์ก็บอกอย่างนั้น”

“อ้าว แล้ว …. ทำไม” เธอจ้องหน้าเขาแล้วถาม  เขายักไหล่  “ผมแค่คิดว่าคุณคงอยากหาข้ออ้างปฏิเสธเขา”  มีแสงวาบขึ้นมาในดวงตาของเธอ  ก่อนที่จะตอบเขาน้ำเสียงที่เย็นชา   “ขอโทษด้วยนะ  ไทเลอร์” เธอบอก– แต่น้ำเสียงเธอไม่ได้เสียใจเลยสักนิด  “ฉันต้องออกไปนอกเมืองจริงๆ”

เขาตอบรับคำขอโทษของเธอ ความมั่นใจของเขาก็ยังเหมือนเดิม  “ไม่เป็นไร  เรายังมีงานพรอมอีกงาน” แล้วก็เดินวางมาดกลับไปที่รถของเขา  .. ผมทำถูกแล้วล่ะที่รอดู  จากสีหน้าตกใจของเธอที่ประเมิณค่าไม่ได้สำหรับผมนั้น  ได้บอกผมว่าสิ่งที่ผมไม่ควรต้องอยากรู้   คือเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับมนุษย์ผู้ชายที่หวังจะจีบเธอพวกนี้เลย  ยิ่งไปกว่านั้น สีหน้าของเธอตอนนี้อาจจะตลกที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา พวกพี่น้องของผมมาถึงกันแล้ว พากันงงกับการเปลี่ยนแปลง ที่เห็นผมกำลัง หัวเราะแทบจะกลิ้งแทนที่จะเห็นใบหน้าบึ้งตึงราวกับจะฆ่าทุกอย่างที่ขวางหน้าเสียให้ได้

นายขำอะไรนักหนา ? เอ็มเม็ตต์อยากรู้  ขณะที่ผมเพิ่งส่ายหน้าตอบเขา ผมก็ต้องส่ายหน้าไปหัวเราะไปด้วยอีกรอบเมื่อเห็นเบลล่าเร่งเครื่องยนต์เสียงดังสนั่น ทำท่าเหมือนกำลังขับรถถังอีกครั้ง

“ไปได้แล้ว” โรซาลีบอกอย่างหมดความอดทน  “เลิกปัญญาอ่อนเสียที ถ้าเธอทำได้น่ะนะ”  ผมไม่สนใจคำพูดของเธอหรอก  ก็ผมกำลังสนุกอยู่เลย แต่ผมก็ทำตามที่เธอบอก  ตลอดทางกลับบ้านไม่มีใครพูดกับผมเลย  ผมยังหัวเราะเบาๆ ได้ต่ออีกทุกครั้งที่นึกถึงหน้าของเบลล่า  เมื่อมาถึง ทางแยกเข้าบ้าน ผมก็ขับเร็วขึ้นเพราะไม่มีใครที่ไหนจะมาเห็นเราได้  แล้วอลิซก็ทำให้ผมอารมณ์เสีย

“ตอนนี้ฉันก็พูดกับเบลล่าได้แล้วใช่ไหม ?”  จู่ๆ เธอก็โพล่งทะลุกลางปล้องขึ้นมา  จะพูดอะไรก็ไม่คิดให้ดีเสียก่อน แล้วก็ไม่ส่งสัญญานเตือนผมเลย

“ไม่ได้” ผมตอบเสียงสูง

“ไม่ยุติธรรมนี่นา  จะให้ฉันรออะไรหรือ ?”

“ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลย  อลิซ”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ   เอ็ดเวิร์ด”

ผมเห็นภาพชะตากรรมของเบลล่ากับทางอออกทั้งสองทางของเธอได้ชัดเจน จากความคิดของอลิซอีกครั้ง

“เธอจะอยากรู้จักเบลล่าไปทำไมกัน ?” ผมบ่นพึมพำ อารมณ์เสียขึ้นมาทันที  “ถ้าฉันกำลังจะฆ่าเธออยู่แล้วในตอนนี้”  อลิซชะงักไปหนึ่งวินาที “ก็ถูกของเธอนะ” เธอยอมรับ

ผมเร่งความเร็วไปที่ เก้าสิบไมล์ต่อชั่วโมง แล้วก็เบรคห้ามล้อเสียงแหลม ก่อนจะจอดสนิท  เหลืออีกแค่หนึ่งนิ้ว ก็จะชนกำแพงด้านหลังของโรงรถอยู่แล้ว

“วิ่งให้สนุกนะ” โรซาลีแขวะ เมื่อเห็นผมพุ่งตัว ออกจากรถ วันนี้ผมไม่ได้วิ่ง แต่จะออกล่าแทน  คนอื่นวางแผนไว้ว่าจะออกล่ากันพรุ่งนี้  แต่ผมไม่สามารถจัดการกับความกระหายได้ในตอนนี้   ผมดื่มเยอะมากจนเกินความต้องการ แต่ก็ยังดื่มเข้าไปอีก  กวางเอลค์ฝูงเล็กๆ กับหมีดำอีกหนึ่งตัว ที่ผมโชคดีไปเจอเข้าโดยบังเอิญก่อนจะถึงฤดูของมันในปีนี้  ผมอิ่มจนอึดอัดแน่นไปหมด  แต่ทำไมถึงรู้สึกว่ายังไม่พอนะ ?   ทำไมกลิ่นของเธอถึงได้มีอานุภาพรุนแรงเหนือกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ?

ผมล่าเพื่อเตรียมตัวรับมือกับวันพรุ่งนี้  ผมไล่ล่าสัตว์จนไม่รู้จะล่าอะไรแล้ว  อีกหลายชั่วโมงกว่าดวงอาทิตย์จะลับปลายฟ้า  ผมรู้ว่ายังมีเวลาอีกนานกว่าวันรุ่งขึ้นจะมาถึง ความว้าวุ่นกระวนกระวายใจผ่านเข้ามาอีกครั้ง  เมื่อผมตระหนักได้ว่า ผมกำลังจะไปหาเธอ  ผมถกเถียงอ้างเหตุผลโต้แย้งกับตัวเองมาตลอดเส้นทางที่กลับเข้าเข้าตัวเมืองฟอร์คส์   แต่แล้วความต้องการของจิตใจก็มีพลังเหนือเหตุผลและความถูกต้อง ผมเริ่มลงมือ ตามแผนการที่ไม่อาจจะแก้ตัวได้เลย  เจ้าปีศาจยังคงตื่นอยู่ตลอดเวลา แต่ผมได้ล่ามโซ่ตรวนมัดมันไว้อย่างแน่นหนา  ผมรู้ว่าผมต้องรักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยของเธอ  ผมแค่ต้องการจะรู้ว่าเธออยู่ที่ไหนเท่านั้น ขอเพียงได้เห็นหน้าเธอก็พอแล้ว

ตอนนี้เที่ยงคืนกว่าแล้ว  บ้านของเบลล่าตกอยู่ในความมืดและความเงียบสงัด  เชฟวี่ของเธอจอดชิดอยู่กับขอบถนน ส่วนรถตำรวจของพ่อเธอนั้นครอบครองที่จอดตรงทางเข้าหน้าบ้าน ทุกความคิดในละแวกนั้นต่างพากันหลับไหล ไม่มีวี่แววของการมีสติรับรู้ใดๆเลย  ผมมองตัวบ้านผ่านความมืดจากชายป่าที่มีอาณาเขตติดต่อกับบ้านของเธอทางทิศตะวันออก  ประตูด้านหน้าต้องล็อคกุญแจอย่างแน่นอน ซึ่งไม่เป็นปัญหาสำหรับผมอยู่แล้ว เว้นแต่ว่าตัวผมเองแหละที่ไม่อยากทิ้งซากประตูที่พังยับเยินไว้เป็นหลักฐานก็เท่านั้น  ผมตัดสินใจลองหน้าต่างชั้นบนดูก่อน  ไม่ค่อยมีใครจะเป็นธุระใส่ใจติดตั้งกลอนล็อคตรงจุดนั้นสักเท่าไหร่  ผมใช้เวลาครึ่งวินาทีข้ามสนามโล่งๆแล้วก็ปีนตัวบ้านขึ้นไปชั้นสองโหนชายคาเหนือหน้าต่างด้วยมือข้างเดียว ผมมองผ่านกระจกเข้าไป แล้วผมก็หยุดหายใจ

เป็นห้องของเธอพอดี ผมมองเห็นเธอนอนอยู่บนเตียงขนาดเล็ก ผ้าห่มกองอยู่บนพื้น ส่วนผ้าปูที่นอนก็พันอยู่รอบขาของเธอ ขณะที่ผมมองอยู่นั้น ตัวเธอกระตุก กระสับกระส่าย แล้วเหวี่ยงแขนข้างหนึ่งขึ้นไปพาดอยู่เหนือศีรษะ เธอนอนหลับไม่สนิท อย่างน้อยก็ในคืนนี้ หรือว่าเธอรับรู้ถึงอันตรายที่เข้ามาอยู่ใกล้ๆ ?

ผมนึกรังเกียจตัวเอง อยากไล่ความรู้สึกนี้ออกไป ขณะที่มองเธอพลิกตัวไปมาอีกครั้ง นี่ผมดีไปกว่าพวกโรคจิตชอบถ้ำมองตรงไหนกัน ? ไม่ใช่แค่ไม่ดีไปกว่านะ ผมน่ะเลว เลวมากด้วย ผมคลายนิ้ว คิดจะปล่อยตัวเองให้หล่นลงไป  แต่ก่อนอื่นผมยอมให้ตัวเองได้มองดูใบหน้าเธออีกสักครั้ง เธอนอนไม่นิ่งเพราะหลับไม่สนิท มีรอยย่นเล็กๆระหว่างคิ้ว มุมปากเธอบิดลงเล็กน้อย ริมฝีปากของเธอสั่นขยุกขยิก แล้วก็ค่อยแยกออกจากกัน

“ตกลงค่ะ แม่” เสียงเธอพึมพำอยู่ในลำคอ  เบลล่านอนละเมอ ความอยากรู้ลุกโชนขึ้นมาในใจผม มีพลังเหนือกว่าความรังเกียจขยะแขยงตัวเอง ความยั่วยวนใจที่เกิดขึ้นในยามที่เธอไม่ได้ระวังตัวนั้นดึงดูดผม  ยิ่งคิดถึงคำพูดในยามที่เธอไม่รู้สึกตัว ก็ยิ่งกระตุ้นให้ผมอยากรู้ อยากได้ยินมากขึ้นไปอีก

ผมลองเปิดหน้าต่าง  ไม่ได้ล็อคจริงๆด้วย แต่ว่ามันฝืดเพราะไม่ได้เปิดเป็นเวลานาน ผมค่อยๆเลื่อนไปด้านข้างช้าๆ  ผมหดตัวหวาดเสียวทุกครั้ง  ที่ได้ยินเสียงกรอบหน้าต่างโลหะครูดกันเบาๆ  คราวหน้าผมจะต้องหาน้ำมันมาหยอดแล้วล่ะ  คราวหน้า…?  ผมส่ายหน้า ด้วยความเกลียดตัวเองอีกครั้ง

ผมก้าวผ่านบานหน้าต่างที่เปิดได้ครึ่งเดียวเข้าไปในห้องเธอได้อย่างเงียบเชียบและง่ายดาย  ห้องของเธอเล็ก สะอาดแต่ไม่เป็นระเบียบ มีหนังสือกองเป็นตั้งอยู่ข้างๆเตียง สันปกที่บอกชื่อเรื่องหันออกไปอีกด้าน แผ่นซีดี แผ่กระจายอยู่ข้างๆเครื่องเล่นราคาประหยัด มีกล่องซีดีเปล่าใสๆหนึ่งกล่อง วางอยู่บนเครื่อง—มีกองกระดาษวางซ้อนๆกันรอบๆ คอมพิวเตอร์ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในพิพิธภัณฑ์แสดงอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ตกรุ่นไปแล้วมากกว่า และรอยรองเท้าเป็นจุดๆบนพื้นไม้

ผมอยากเข้าไปดูหน้าปกหนังสือมากๆว่าเธออ่านเรื่องอะไร แล้วก็เพลงอะไรที่เธอฟังอยู่ แต่ผมได้สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะรักษาระยะห่างของเราไว้ ผมก็เลยไปนั่งบนเก้าอี้โยกที่อยู่อีกมุมของห้อง

ครั้งหนึ่งผมเคยคิดว่าเบลล่าหน้าตาธรรมดาๆทั่วๆไป ใช่ไหม? ผมคิดอย่างนั้นในวันแรก  และผมยังรู้สึกขยะแขยงพวกเด็กผู้ชายที่พากันสนใจเธอในทันทีที่ได้เจอ แต่ตอนนี้เมื่อผมนึกถึงใบหน้าของเธอในความคิดของพวกเขา ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงมองไม่เห็นความงามของเธอ ในครั้งแรกที่ได้เจอ ทั้งๆที่นั่นคือสิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุด

เวลานี้ .. ผมสีเข้มของเบลล่ากระจายรอบใบหน้าสีซีดของเธอ  เสื้อยืดเก่าๆที่ขาดเป็นรูเต็มไปหมดกับกางเกงกีฬาเก่าๆนิ่มๆ  ภาพของเธอดูผ่อนคลายในยามที่เธอนอนหลับ ริมฝีปากเต็มอิ่ม เผยอขึ้นเล็กน้อย ทำเอาผมแทบหยุดหายใจ หรือ จะเป็นเช่นนั้น ผมคิดขำๆ ถ้าผมหายใจได้นะ

เธอหยุดพูดไปแล้ว อาจเป็นไปได้ว่าความฝันของเธอก็จบลงเหมีอนกัน  ผมจ้องมองใบหน้าของเธอ และพยายามคิดหาทางที่จะรับมือกับอนาคต  ผมทนไม่ได้ที่จะทำร้ายเธอ  นั่นหมายความว่าทางเลือกเดียวของผมคือการพยายามไปจากเธออีกครั้งใช่ไหม ?  คราวนี้พวกพี่น้องผมคงไม่คัดค้านผมอีกแล้วล่ะ   เมื่อผมไม่อยู่ทุกคนก็จะปลอดภัย ไม่มีความหวาดระแวงสงสัย  ไม่มีอะไรเป็นสิ่งเชื่อมโยงความคิดของใครๆกลับไปที่เรื่องอุบัติเหตุได้อีก ความคิดผมยังไม่นิ่ง  โอนไปเอนมาเหมือนเมื่อตอนบ่าย และดูเหมือนว่าไม่มีทางไหนที่จะเป็นไปได้เลย ผมไม่สามารถแข่งกับเด็กหนุ่มพวกนั้นได้เลย  ไม่ว่าพวกเขาจะมีอะไรพิเศษ จนทำให้เบลล่าสนใจพวกเขาได้หรือไม่ก็ตาม  ผมเป็นปีศาจ แล้วจะให้เธอเห็นผมเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร ?  ถ้าเธอรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวผม  มันคงทำให้เธอหวาดกลัว และรังเกียจผม เหมือนกับเหยื่อที่โดนตามล่าในหนังสยองขวัญ  เธอคงวิ่ง-วิ่งไปให้ไกลจากผม กรีดเสียงร้องด้วยความกลัวอย่างสยดสยอง

ผมจำวันแรกของเธอในห้องเรียนวิชาชีวะได้ดี ….ผมรู้ว่านั่นคือปฏิกริยาตอบสนองที่ถูกต้องชัดเจนที่เธอจะทำ  .. น่าอายมากๆที่ผมจินตนาการว่าผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชวนเธอไปงานเต้นรำงี่เง่านั่น และเธอก็จะยกเลิกแผนการที่รีบร้อนคิดขึ้นมานั้น แล้วตอบตกลงไปกับผม ผมไม่ใช่คนที่ถูกกำหนดมาให้เธอตอบตกลงด้วยหรอก  นั่นต้องเป็นคนอื่น ใครสักคนที่เป็นมนุษย์ และอบอุ่นในวันใดวันหนึ่ง เมื่อเธอได้ตอบตกลงไปกับใครคนนั้น ผมต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองไปไล่ล่า และฆ่าเขา เพราะเธอนั้นควรค่ากับเขาแล้ว ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม .. เธอสมควรที่จะมีความสุขและได้รับความรักจากคนที่เธอเลือก  ตอนนี้ผมยังติดค้างเธอที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง  ผมไม่สามารถเสแสร้งได้อีกต่อไปว่าผมก็แค่มีอันตรายที่จะรักเธอ  ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มันก็ไม่มีความหมายอะไรถ้าผมจะไปจากเธอ เพราะเบลล่าจะไม่มีทางเห็นผมในแบบที่ผมปรารถนาจะให้เธอเห็น   เธอไม่เคยมองเห็นผมเป็นเหมือนใครสักคนซึ่งมีคุณค่าพอที่เธอจะรัก … ไม่มีทาง

 ให้ตายเถอะ ! หัวใจผมหยุดเต้นแล้วตอนนี้ — ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

“เอ็ดเวิร์ด” เบลล่าพูด

ผมยืนตัวแข็งทื่อ จ้องไปที่ดวงตาของเธอ .. ยังปิดสนิท  .. เธอตื่นอยู่หรือเปล่า แล้วรู้ไหมว่าผมอยู่ที่นี่ ?  ดูเหมือนว่าเธอจะยังหลับอยู่นะ  แต่เสียงของเธอได้ยินชัดเจน …. เธอถอนหายใจเบาๆ   จากนั้นก็นอนต่ออย่างกระสับกระส่าย พลิกตัวไปอีกด้าน .. เธอยังคงหลับสนิท และกำลังฝัน

“เอ็ดเวิร์ด ” เธอพึมพำเบาๆ อย่างอ่อนโยน เธอกำลังฝันถึงผม  .. ให้ตายเถอะ.!…หัวใจผมกลับมาเต้นอีกครั้ง .. ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

“อยู่เถอะ” เธอถอนหายใจ   “อย่าไปนะ  ได้โปรด…อย่าไป”  เธอกำลังฝันถึงผม แล้วก็ไม่ใช่ฝันร้ายด้วย เธอต้องการให้ผมอยู่กับเธอ ที่นั่น .. อยู่ในความฝันของเธอ ผมพยายามหาคำนิยามความรู้สึกที่ท่วมท้นตัวผมอยู่ในขณะนี้  แต่ไม่มีคำไหนที่จะสื่อความหมายได้อย่างชัดเจน  ผมจมอยู่กับความรู้สึกที่หลั่งไหลออกมาอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อผมโผล่ขึ้นมา ผมก็ไม่ใช่คนเดิมที่เคยเป็นอีกต่อไป

ชีวิตของผม คือการเป็นนิรันดร์  ชีวิตในรัตติกาลที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ช่วงเวลาที่ราตรีนี้จะล่วงผ่านเข้าสู่วันใหม่  ช่วงเวลาที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน นั่นคือชีวิตของผมที่ผ่านมา แล้วเป็นไปได้อย่างไรที่แสงแห่งอรุโณทัยกำลังมาเยือนชีวิตผมในเวลานี้ ?

ดวงอาทิตย์กำลังทอแสงทาบทับชีวิตผมในเวลาเที่ยงคืน …  ในวันเวลาที่ผมได้กลายมาเป็นแวมไพร์นั้น  แลกจิตวิญญาณและความตาย กับความเป็นอมตะ ที่ต้องผ่านขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงที่ทรมาณ  ผมถูกแช่แข็งอย่างแท้จริง ร่างกายของผมกลายเป็นอะไรบางอย่างที่แข็งเหมือนหิน มากกว่าจะเป็นผิวเนื้อของมนุษย์ ทนทาน และ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ชีวิต และตัวตน ของผมก็เช่นกัน บุคลิกลักษณะ ความชอบ หรือ ไม่ชอบ อารมณ์ และความปรารถนา ทุกอย่างหยุดนิ่งอยู่กับที่นับแต่นั้นมา

เช่นเดียวกับพวกเราที่เหลือ  เราทุกคนถูกแช่แข็ง เป็นหินที่มีชีวิต เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับใครสักคนในพวกเรา  ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ และจะคงอยู่อย่างถาวร  ผมได้เห็นมันเกิดขึ้นกับคาร์ไลล์  และอีกทศวรรษให้หลังก็เกิดกับโรซาลี ความรักเปลี่ยนแปลงพวกเขาไปชั่วนิรันดร์  และไม่มีวันจืดจาง  ผ่านมานานกว่าแปดสิบปีแล้ว นับแต่คาร์ไลล์ได้พบกับเอสเม่ และไม่น่าเชื่อว่าทุกวันนี้เขายังคงมองเธอด้วยสายตาของความรัก เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันแรกเจอ และพวกเขาก็จะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

และผมเองก็จะเป็นเช่นนั้นตลอดไปด้วยเหมือนกัน ผมจะรักเด็กผู้หญิงที่แสนจะเปราะบางคนนี้ตลอดไป  ตลอดการดำรงอยู่ที่ไม่มีวันสิ้นสุดของผม ผมเพ่งมองใบหน้าในยามนิทราของเธอ  ผมรู้สึกได้ถึงความรักที่แผ่ซ่านไปทุกส่วนของร่างกายที่แข็งดุจศิลาของผม  ความรักที่ผมมีให้กับเธอ ตอนนี้เธอหลับสนิทอย่างมีความสุข ริมฝีปากเธอมีรอยยิ้มบางๆ ตลอดเวลาที่ผมมองเธอ ผมก็เริ่มคิดถึงแผนการต่อไป

ผมรักเธอ .. ดังนั้นผมจึงพยายามทำตัวให้เข้มแข็งพอที่จะจากเธอไปได้ ผมรู้ว่าผมยังไม่เข้มแข็งพอ ผมจะทำให้สำเร็จให้ได้  แต่อาจเป็นไปได้ว่าผมเข้มแข็งพอที่จะเปลี่ยนอนาคตไปสู่อีกทางเลือกหนึ่ง

อลิซมองเห็นว่าเบลล่ามีทางเลือกสองทางสำหรับอนาคต และตอนนี้ผมข้าใจทั้งสองอย่างนี้ดีแล้ว ถ้าผมปล่อยให้ตัวเองทำอะไรพลั้งพลาดไป ผมก็อาจจะฆ่าเธอได้แม้ว่าผมจะรักเธอก็ตาม … ยังหรอก ตอนนี้ผมยังไม่รู้สึกถึงปีศาจในตัวผม ผมยังหามันไม่เจอสักที่เดียว .. บางที ความรักอาจทำให้มันหายไปตลอดกาล ถ้าผมเกิดฆ่าเธอในตอนนี้ นั่นไม่ใช่เพราะความตั้งใจ อย่างแน่นอน   แต่จะเกิดขึ้นได้จากอุบัติเหตุที่น่ากลัวเท่านั้น ผมจะต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากกว่าปกติ  ต้องไม่พลั้งเผลอเป็นอันขาด ต้องควบคุมตัวเองทุกลมหายใจเข้าออก  และผมจะต้องระวังเรื่องการรักษาระยะห่างอยู่ตลอดเวลา  ผมจะต้องไม่ทำให้เกิดความผิดพลาด

ในที่สุดผมก็เข้าใจความหมายของอีกทางเลือก  ทำเอาผมงงและสับสนกับภาพอนาคตของเบลล่าในข้อนี้  .. อะไรที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ตั้งใจแล้วทำให้เบลล่าต้องกลายมาเป็นนักโทษที่ติดอยู่ในความเป็นอมตะอีกตลอดครึ่งชีวิตที่เหลืออยู่ ?  ตอนนี้ .. ความเสียหายอย่างรุนแรงเกิดขึ้น เมื่อผมปรารถนาในตัวเบลล่ามากขึ้น .. ผมเข้าใจแล้วว่ามันจะเป็นอย่างไร…  ความเห็นแก่ตัวของผมที่ไม่อาจให้อภัย ผมอาจเข้าไปขอร้องพ่อให้ช่วยกำจัดชีวิตและจิตวิญญาณของเธอออกไป เพื่อให้ผมจะได้อยู่กับเธอชั่วนิรันดร์

… เธอควรค่ากับสิ่งที่ดีกว่านี้  แต่ผมมองเห็นอีกหนึ่งตัวเลือก  เป็นอนาคตที่ผมต้องเสี่ยงเดินบนเส้นลวดบางๆซึ่งผมอาจจะเดินข้ามมันไปได้ถ้าผมสามารถรักษาความสมดุลของตัวเอง  ผมจะทำได้ไหม ?  อยู่กับเธอ ทั้งๆที่เธอยังเป็นมนุษย์ ด้วยความสุขุมรอบคอบ  ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วทำซ้ำอีกครั้ง ให้กลิ่นของเธอกรีดผ่านร่างของผมไปแล้วเผาผลาญผมอย่างรุนแรงเหมือนไฟป่า กลิ่นของเธอหอมอบอวลไปทั่วทั้งห้อง ข้าวของทุกชิ้นถูกเคลือบด้วยกลิ่นหอมนี้  เล่นงานผมจนเวียนหัวตาลาย แต่ผมก็พยายามต้านทานมันไว้  ผมต้องชินกับกลิ่นของเธอให้ได้ ถ้าผมยังพยายามสานต่อความสัมพันธ์กับเธอไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบไหนก็ตาม  ผมลูดลมหายใจเอาความร้อนเข้าไปเผาผลาญตัวเองอีกครั้ง

ผมนั่งมองเธอนอนหลับ จนกระทั่งแสงยามเช้าส่องผ่านม่านเมฆมาทางทิศตะวันออก  ผมหายใจไปด้วยแล้วก็คิดวางแผนไปด้วย ผมถึงบ้านหลังจากที่คนอื่นๆออกไปโรงเรียนกันแล้ว  ผมรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า หลบสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเอสเม่ เธอเห็นความตื่นเต้นที่ร้อนรุ่มบนใบหน้าผม เธอทั้งเป็นห่วงผมแล้วก็โล่งใจไปพร้อมๆกัน ภาวะจิตใจห่อเหี่ยวที่ยาวนานของผมทำให้เธอหดหู่ไปด้วย เธอดีใจมากที่ดูเหมือนโรคนี้ของผมจะหายไปเสียทีผมวิ่งตามพวกพี่น้องไปถึงโรงเรียนหลังพวกเขาไม่กี่วินาที  แต่พวกเขาไม่ได้หันมามอง  อย่างน้อยก็มี อลิซ ที่รู้ว่าผมยืนอยู่ตรงนี้ ในป่าที่มีอาณาเขตติดกับทางเดินของโรงเรียน ผมรอจนกระทั่งไม่มีใครมองมาแล้ว จึงเดินทอดน่องสบายๆมาที่ลานจอดรถซึ่งมีรถมาจอดกันเยอะแล้ว

ผมได้ยินเสียงรถของเบลล่า ส่งเสียงก้องคำรามดังใกล้เข้ามา  ผมหยุดชะงัก หลบอยู่หลังรถซับเบอร์บัน ทำเลดีที่ผมมองเห็นเธอได้แต่ไม่มีใครเห็นผม เธอขับเข้ามาในลานแล้ว  เธอชายตามองวอลโว่ของผมอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่เธอจะจอดเสียไกลสุดกู่  เธอทำหน้านิ่วคิ้วขมวด  ก็แปลกดีที่ผมจำได้ว่าเธอน่าจะยังโกรธผมอยู่ เธอมีเหตุผลสมควรที่จะโกรธ ผมไม่รู้จะหัวเราะ หรือ จะเตะตัวเองสักทีดี  ทั้งแผนการและโครงเรื่องที่ผมคิดไว้ อาจจะใช้ไม่ได้ทั้งหมดถ้าเธอไม่ได้สนใจไยดีผม ใช่มั้ยล่ะ ?  ความฝันของเธออาจเป็นอะไรที่เกิดขึ้น เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีความหมายอะไร  ผมนี่โง่แล้วอวดฉลาดจริงๆเลย

ก็ดี  มันจะดีกว่าสำหรับเธอถ้าเธอไม่ได้สนใจอะไรกับผม  และมันก็หยุดไม่ให้ผมติดตามเธอไม่ได้หรอกนะ  แต่ว่าผมจะเตือนเธออย่างยุติธรรมในเมื่อผมยังตามเธอไปเรื่อยๆ เพราะ ผมยังติดค้างเธออยุ่ ผมเดินต่อไปเงียบๆ  กำลังคิดหาวิธีดีๆที่จะเข้าใกล้เธอ  แล้วเธอเองก็หาวิธีง่ายๆให้ผม  กุญแจรถของเธอลื่นหลุดมือตอนที่ก้าวลงจากรถแล้วก็ตกลงไปในก้นแอ่งน้ำ เธอก้มลงไปเก็บ แต่ผมหยิบมันขึ้นมาได้ ก่อนที่เธอจะเอานิ้วจุ่มลงไปในน้ำเย็นๆ ผมยืนพิงรถของเธอ เมื่อเธอสะดุ้งพรวดยืดตัวตรง

“คุณทำอย่างนั้นได้ยังไงน่ะ ?” เธอถามอย่างแปลกใจ  … ใช่แล้ว  เธอยังโกรธผมอยู่

ผมยื่นกุญแจคืนให้เธอ  “ทำอะไรรึ ?”  เธอยื่นมือออกมารับกุญแจ ผมหย่อนกุญแจลงบนผ่ามือของเธอ ผมสูดลมหายเข้าไปพร้อมกับกลิ่นหอมของเธอ “อยู่ดีๆ ก็ๆโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ ” เธอแจกแจง

“เบลล่า มันไม่ใช่ความผิดของผมสักหน่อย ถ้าคุณจะไม่ช่างสังเกตเอาเสียเลย” ผมพูดขำๆ ก็มันตลกดี  มีอะไรบ้างล่ะที่เธอไม่ได้แห็น ? เธอได้ยินหรือเปล่านะ ว่าผมเอ่ยชื่อเธอด้วยความห่วงใยมากแค่ไหน ? เธอจ้องหน้าผม ไม่สนุกกับอารมณ์ขำของผม  หัวใจเธอเต้นเร็วขึ้น เพราะความโกรธหรือเปล่า ?  หรือว่า เพราะความกลัว ? ผ่านไปครู่หนื่งเธอก็ก้มหน้าหลบตา

“ทำไมต้องทำให้รถติดด้วย เมื่อวานนี้” เธอถามแต่ไม่ยอมสบตาผม “ฉันคิดว่าคุณทำเหมือนฉันไม่มีตัวตน  จะได้ไม่ต้องเสียแรงยั่วฉันให้ตายๆไปเสียที”  เธอยังคงโกรธผมอยู่  ผมคงต้องใช้ความพยายามมากว่าปกติเพื่อทำสิ่งที่ถูกต้องกับเธอ ผมยังจำได้ว่าผมตั้งใจที่จะพูดความจริงกับเธอ

“นั่นผมทำเพื่อไทเลอร์นะ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง  ผมต้องให้โอกาสเขาด้วยสิ”  แล้วผมก็หัวเราะ ช่วยไม่ได้จริงๆ เมื่อคิดถึงสีหน้าของเธอเมื่อวานนี้

“คุณนี่….”  เธอพูดหอบๆแล้วก็หยุด ดูเหมือนเธอจะเดือดมากเกินกว่าจะพูดต่อให้จบได้ ด้วยสีหน้าเดียวกันกับเมื่อวานเลย  ผมพยายามกลั้นไว้แล้วนะแต่ผมเริ่มหัวเราะอีกครั้งจนได้   ตอนนี้เธอโมโหสุดๆ

“แล้วผมก็ไม่ได้ทำเหมือนคุณไม่มีตัวตนด้วย” ผมพูดต่อจนจบ ก็ถูกต้องแล้วที่ทำให้บรรยากาศดูง่ายๆสบายๆ  เธอคงไม่เข้าใจหรอกถ้าผมยอมให้เธอได้เห็นว่าจริงๆแล้วผมรู้สึกอย่างไรกับเธอ  ผมจะทำให้เธอหวาดกลัว  ผมต้องซ่อนความรู้สึกตัวเองไว้  ให้ทุกอย่างดำเนินไปช้าๆ สบายๆ “ถ้าอย่างนั้นคุณก็คงกำลังทำให้ฉันโมโหจนเส้นเลือดแตกตาย หลังจากที่รถตู้ของไทเลอร์ทำไม่สำเร็จสินะ”  ความโกรธสว่างวาบไปทั้งตัว นี่เธอเชื่ออย่างนั้นจริงๆหรือ?  ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยที่ผมถูกเธอสบประมาทแบบนี้  — เธอไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีที่เกิดขึ้นกับผมเมื่อคืนนี้ แต่ผมก็ยังโกรธเธออยู่เหมือนเดิม

“เบลล่า  คุณนี่งี่เง่าอย่างที่สุด” ผมพูดเสียงเย็นชา

เธอเองก็โมโหผมจนหน้าแดงเหมือนกัน  เธอหันหลังให้ผมแล้วเดินจากไป ความรู้สึกผิด และเสียใจโถมเข้ามาหาผม ผมไม่มีสิทธิที่จะไปโกรธเธอ

“เดี๋ยว รอผมก่อน” เสียงผมฟังเหมือนกำลังอ้อนวอน  เธอยังเดินต่อ ไม่ยอมหยุด ผมก็เลยตามไปอยู่ข้างเธออย่างรวดเร็ว

“ผมขอโทษ ที่หยาบคาย  ผมไม่ได้บอกนะว่าผมพูดผิดไป”  ช่างไร้สาระสิ้นดี ที่คิดว่าผมจะทำอันตรายเธอ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม  “แต่ผมก็ไม่ควรพูดหยาบคายกับคุณจริงๆ”

“ทำไมคุณไม่เลิกยุ่งกับฉันเสียที ?” เธอคำรามใส่ผม

เชื่อผมเถอะ  ผมได้พยายามแล้ว โอ! ยิ่งไปกว่านั้น ผมรักคุณอย่างที่สุด

ทำทุกอย่างช้าๆ สบายๆ ผมบอกตัวเอง

“ผมอยากจะถามอะไรคุณสักหน่อย แต่คุณก็ชอบชวนผมออกนอกเรื่องอยู่เรื่อยเลย” ความคิดดีๆเนี้พิ่งจะเกิดขึ้นมากับผม    ทำให้ผมหัวเราะออกมา

“นี่คุณเป็นพวกโรคจิตมีหลายบุคลิกหรืออย่างไรกันนะ ?” เธอถาม ดูเหมือนว่ามันจะเป็นอย่างนั้นล่ะ  อารมณ์ผมขึ้นๆลงๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้ ความรู้สึกที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน ความรู้สึกและอารมณ์ใหม่ๆที่เพิ่งเกิดขึ้น

“คุณชวนออกนอกเรื่อง อีกแล้วนะ” ผมชี้ให้เธอเห็น  เธอถอนหายใจ  “ก็ได้  เอาล่ะ   คุณอยากถามอะไร”

“ผมอยากรู้ว่า อาทิตย์หน้า…วันเสาร์” ผมมองใบหน้าที่กำลังตกใจ และพยายามกลั้นเสียงหัวเราะที่จะตามออกมาอีก “คุณรู้นะ วันงานเต้นรำฤดูใบไม้ผลิน่ะ”

เธอขัดจังหวะ ในที่สุดเธอก็หันมามองหน้าผม “คุณจะเล่นตลกหรือไง?”

ใช่แล้ว “คุณช่วยรอให้ผมพูดจบก่อนได้มั้ย ?”  เธอรอนิ่งเงียบ  ใช้ฟันกัดริมฝีปากล่างเอาไว้   ผมไขว้เขวไปชั่วอึดใจกับภาพที่เห็น ..  ความรู้สึกแปลกๆ ปฏิกริยาที่ไม่คุ้นเคยนี้ ได้ปลุกเร้าส่วนลึกที่สำคัญของความเป็นมนุษย์ที่ผมลืมมันไปแล้ว  ผมพยายามสกัดมันเอาไว้  เพื่อให้ผมได้แสดงบทบาทต่อไป

“ผมได้ยินว่าวันนั้นคุณจะไปซีแอทเทิล ผมก็เลยจะถามคุณว่า คุณอยากได้คนขับรถไปส่งไหม ?”  ผมเสนอ .. ผมคิดดูแล้วว่าคงจะดีกว่าการถามตอบเรื่องราวเกี่ยวกับตารางชีวิตของเธอ   น่าจะดีถ้าผมได้มีส่วนร่วมไปกับเธอด้วย  เธอมองหน้าผมเหมือนไม่เข้าใจ “อะไรนะ ? ”

“คุณอยากได้คนขับรถไปซีแอทเทิลไหม ?”  ในรถ– เพียงลำพังสองคนกับเธอ  ความร้อนกำลังแผดเผาความคิดนั้นผ่านลำคอของผม   แล้วหายใจเข้าเต็มที่ ต้องชินกับมันให้ได้

“ใครขับ ?” เธอถาม ทำตาโตด้วยความงุนงงอีกครั้ง

“ก็ผมน่ะสิ ” ผมพูดช้าๆ

“ทำไม  ?”

นี่เป็นเรื่องที่ต้องตกใจกันขนาดนี้จริงๆหรือ ที่ผมอยากให้เธอนั่งรถไปเป็นเพื่อน เธอต้องนึกไปถึงพฤติกรรมที่อาจป็นไปได้ว่าเลวร้ายที่สุดของผมในอดีต

“ก็คือว่า”  ผมพูดด้วยความรู้สึกและน้ำเสียงที่ผ่อนคลายเท่าที่ทำได้  “ผมคิดจะไปซีแอททิลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้อยู่แล้ว และพูดกันตรงๆนะผมไม่แน่ใจว่ารถของคุณจะไปถึงซีแอทเทิลไหว”  ฟังดูเหมือนผมกำลังล้อเล่นซึ่งจะดีกว่าปล่อยให้ผมดูเป็นคนเอาจริงเอาจัง

“รถของฉันใช้การได้ดี  ขอบคุณนะที่เป็นห่วง” น้ำเสียงของเธอยังแสดงความประหลาดใจ แล้วเธอก็เริ่มเดินต่อไปอีก  ผมก็ตามไปติดๆ เธอยังไม่ได้ปฏิเสธผมมาชัดๆ ดังนั้น ผมก็ยังมีโอกาส  เธอจะปฏิเสธผมหรือเปล่า ? แล้วผมจะทำอย่างไรถ้าเธอไม่ไปกับผม ?

“แต่รถคุณจะมีน้ำมันพอไปถึงที่นั่นเหรอ ?”

“แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับคุณ ?” เธอบ่นไม่พอใจ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า  ไม่ และหัวใจของเธอก็เต้นเร็วขึ้นอีกครั้ง แล้วเธอก็หายใจถี่ขึ้นด้วย

“การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่หายากอย่างสิ้นเปลืองเป็นเรื่องของทุกคน” ผมบอก

“พูดตรงๆนะ เอ็ดเวิร์ด  ฉันตามคุณไม่ทันจริงๆ ฉันคิดว่าคุณไม่อยากเป็นเพื่อนกับฉัน” เหมือนผมโดนยิงด้วยความตื่นเต้นและความสุขก็อาบไปทั่วร่างผมเมื่อได้ยินเสียงของเธอเรียกชื่อผม  ทำอย่างไรที่จะรักษาบรรยากาศระหว่างเราให้ผ่อนคลายแล้วผมก็ยังสามารถพูดความจริงกับเธอได้ด้วยในเวลาเดียวกัน ?   สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือความจริงใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผมเดินทางมาถึงขั้นนี้แล้ว

“ผมบอกว่าเราอย่าเป็นเพื่อนกันจะดีกว่า  แต่ไม่ได้บอกว่าไม่อยากเป็น”

“อ๋อ เหรอ  ขอบคุณมากๆ  ตกลงว่าทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้วงั้นสิ” เธอบอก ด้วยน้ำเสียงกระแนะกระแหน เธอหยุดชะงัก เราอยู่ใต้หลังคาของโรงอาหาร เธอหันมาสบตาผมอีกครั้ง เสียงหัวใจของเธอเต้นรัว  เธอกลัวผมหรือเปล่า ?  ผมเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง  ไม่ได้ , ผมไปจากเธอไม่ได้ แต่บางที เธออาจจะฉลาดพอที่จะเดินไปจากผม  ก่อนที่ จะสายเกินไป

“มันคงฉลาดกว่าสำหรับคุณที่จะไม่เป็นเพื่อนกับผม” ผมมองเข้าไปในดวงตาสีชอคโกแลตที่หลอมละลาย  ผมลืมความผ่อนคลายไปแล้ว  “แต่ผมเหนื่อยที่จะต้องอยู่ให้ห่างจากคุณแล้วล่ะ เบลล่า”  คำพูดนั้นรุ่มร้อนด้วยความรู้สึก-รัก-ที่ท่วมท้น

เธอหยุดหายใจในหนึ่งวินาที แล้วเธอก็เริ่มสูดลมหายใจได้อีกครั้ง ทำเอาผมกังวล ผมทำให้เธอกลัวมากแค่ไหน ?  งั้น เรามาลองหาคำตอบกัน ….

“คุณจะไปซีแอทเทิลกับผมไหม ?” ผมถาม สายตาจ้องเขม็ง  เธอพยักหน้า  เสียงหัวใจของเธอเต้นกระหน่ำสียงดังป็นกลองรัว

ตกลง เธอตอบตกลง กับ ผม

จากนั้น สติและความตระหนักรู้ก็ ฟาดผมเข้าเต็มแรง เธอต้องเสี่ยงที่จะสูญเสียอะไรบ้าง ?

“คุณน่าจะอยู่ให้ห่างจากผมไว้ จริงๆนะ” ผมเตือนเธอ เธอได้ยินผมพูดไหม?  เธอจะหลีกหนีจากอนาคตที่ผมขู่คุกคามเธอไว้หรือเปล่า ?

ผมจะทำอะไรได้บ้างเพื่อรักษาชีวิตเธอไว้ให้ปลอดภัยจาก ผม ?  ทำทุกอย่างให้ผ่อนคลายเข้าไว้  ผมตะโกนบอกตัวเอง

“แล้วเจอกันในห้องเรียน” ผมบอกเธอ

ผมต้องตั้งใจมากที่จะห้ามตัวเองไว้ไม่ให้วิ่ง ขณะที่เดินจากไป …..

 

.

Translation by ppompam

.

 

 .

 

 .

Share

Comments (27)

อ๊ากกก น่ารักจิงๆๆ เลย

แอบรักก็บอกไปเล้ยย เอ็ดเวิร์ด 55+ (ตอนนี้เศร้าจิงๆ ชีวิจจิงอ่ะ)
ขอบคุณนะค้า~

น่ารักใช่มั้ยล่ะ คุณนุท คนแปลน่ะ แปลไปยิ้มไปเลยนะคะ
ขอให้ผ่านเรื่องเศร้าๆไปได้ด้วยดีนะคะ สู้ๆ

คนแปลก็น่าร้ากกกค่า 55+
ขอบคุณค่ะ ที่อวยพร ^^

เอดเวิด น่ารักกที่สุด อ่านไปเเล้วยิ้มไม่หุบบบเลยยยยยย
รอตอนที่ 6 อย่างใจจดใจจ่อน่ะคะ

^^

สนุกมากเลยคะ แปลได้เยี่ยมจริงๆ

P.S. เอ็ดเวิร์ดน่ารักสุดๆ เลยยยยย

คุณเจน ขา……..
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและติชมนะคะ
เอ็ดเวิร์ดน่ารักสุดๆ เนอะ เนอะ

อยากเป็นเบลล่าเนอะ สนุกมากเลยค่ะ อยากอ่านต่อแล้ว ไม่รู้ว่าจะ Up อีกครั้งเมื่อไหร่ค่ะ

คุณหนู ขา

จะพยายามภายในวันนี้หรือ พรุ่งนี้ล่ะคะ
อยากเป็นเบลล่าด้วยคน

แก่ไปป่าวเนี่ย ป้า
ยังไงก็ Robsten อยู่แล้วเนอะ

อยากอ่านต่อเร็วๆ จังค่ะ ชอบมากๆๆ ชอบ Edward ม๊ากกกกก

ขอบคุณมากๆ นะคะ ที่แปล ^ ^

คุณ May ขา
ขอบคุณเช่นกันที่เข้ามาติชมนะคะ
ขอไป up date Robsten ก่อนนะคะ

กรี๊ดด

แบบ เอ๊ดเวิร์ด รัก มากอ่ะ

อยากได้แบบนี่มะเงจังเลย อิอิ

ขอบคุณนะค่ะ

เพิ่งอ่าน BREAKING DAWN ฉบับภาษาไทยที่ออกเล่ม 2 มาจบ
รู้สึกว่าคนแปลทำให้เนื้อเรื่องราบเรียบ ไม่มีมิติเลย ไม่ feel เหมือน
ที่เราอ่านแรกรัตติกาล ซื้อฉบับภาษาอังกฤษมา อ่านไปได้แค่กลางๆ
เล่ม พอถึงช่วงของจาคอบก็ปิดเลยคะ

เฮ้อ คิดไม่ออกว่า Edward เป็นพ่อแล้วเป็นอย่างงี้ แต่เบลล่าเธอเป็น
แม่ได้เยี่ยมมากคะ

ยิ่งอ่านก็ยิ่งชอบ ^0^ขอบคุณมากๆค่ะ อยากแปลได้บ้างจังแต่พอเจอภาษาอังกฤษก็จอดเลย แฮะแฮะ สู้ๆนะคะ

ขอบคุณเช่นกันค่ะ แวะมาอ่านข่าวได้นะคะ

เมื่อไหร่จะมีกะเค้าบ้าง

เอ็ดเวิร์ดน่ารักดี

เพิ่งเข้ามาครั้งแรกค่ะ ต้องขอชมเลยค่ะว่าคุณแปลได้ยอดเยี่ยมจิงๆ
ค่ะ และต่อไปนี้จะขอเข้ามาอ่านอีกบ่อยๆนะค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

ยินดีต้อนรับ คุณ Airika ค่ะ

ขอน้อมรับคำชมด้วยความถ่อมตัวยิ่ง

มาเยี่ยมกันได้บ่อยๆค่ะ

อ่านแล้วยิ้มจริงๆด้วยค่ะ นั่งยิ้มหน้าคอมเหมือนคนบ้า แต่มีความสุขเนอะ ขอบคุณนะคะ

อ่านไปยิ้มไป แปลได้อารมณ์มากค่ะ

ลุ้นจนตัวโก่งแล้วค่ะ :)

หลงรักเอ็ดเวร์ดเข้าเต็มเปา

ไม่ได้แค่อ่านแล้วยิ้มนะคะ

มีหัวเราะด้วย ตอนที่เอ็ดเวร์ดปีนหน้าต่างอ่ะคะ

ขอบคุนมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกคะ

อ๊ายน่าร๊ากกกกกกกกกก
อยากมีอย่างนี้บ้าง

คำพูดนั้นรุ่มร้อนด้วยความรู้สึก รัก ที่ท่วมท้น โอ้ Edward อยากเป็นเบลล่า ,อยากเป็นนู๋คริสด้วย

ขอบคุณค่ะคุณแพม

ยิ่งหลงรัก เอ็ดเวิร์ด ขึ้นทุกวัน ทุกวัน ว่าแต่ว่า เมื่อไหร่ พี่แพมที่น่ารัก จะว่างพอ มาแปลให้เราอ่านกันอีก รอนะค่ะ

แปลได้น่ารักมากเลยค่ะ อ่านแล้วเคลิ้ม เขิล หวานนน มีความสุขมากเลยค่ะ

ขอบคุณนะคะ

อ่านแล้ว ใจมันสั่นๆ ใจเต้นตึกๆ แล้วก็กรี๊ดดดดดๆๆ จินตนาการพาเพลินจริงๆ ขอบคุณมากนะค่ะ

Post a comment

This site is protected by WP-CopyRightPro