Midnight Sun / Twilight Saga : 4. Vision.

21

Category : Midnight Sun

 

.

.

Midnight Sun by Stephenie Meyer

.

Translation by ppompam

.

.

Vision

.

.

ผมทำถูกต้องแล้วที่กลับไปที่โรงเรียน เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ควรทำที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต  ท้ายที่สุดแล้วนักเรียนเกือบทั้งหมดก็ต้องกลับเข้าห้องเรียน ยกเว้น ไทเลอร์ กับเบลล่า แล้วก็นักเรียนอีกสองสามคนที่ฉวยโอกาสจากอุบัติเหตุยุ่งๆนี้  โดดเรียนเสียเลย

จริงๆ แล้วก็ไม่น่ายากกับการทำในสิ่งที่ถูกต้อง  แต่กลับกลายป็นว่า ตลอดทั้งบ่าย ผมต้องนั่งกัดฟันสู้กับแรงกระตุ้นที่เร่งร้าให้ผมโดดเรียนเสียให้ได้ .. เพื่อจะไปหาเธออีกครั้ง เป็นเหมือนพวกคอยตามติดดาราคนดังที่จิตใจหมกมุ่นไม่คิดอะไรอื่นๆอีกแล้ว แล้วก็เป็นแวมไพร์ที่จิตใจหมกมุ่นเอามากๆเสียด้วย

คงมีอะไรสักอย่าง ที่ทำให้บรรยากาศในโรงเรียนวันนี้ช่างน่าเบื่อได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดูเหมือนจะแย่กว่าสัปดาห์ที่แล้วเสียอีก  น่าเบื่อเข้าขั้นโคม่าเลยทีเดียว  ราวกับว่าสีสันของสรรพสิ่งทั้งหลายได้หายไปหมด ทั้งก้อนอิฐ ต้นไม้ ท้องฟ้า และทุกๆใบหน้ารอบๆตัวผม ทุกอย่างช่างจืดชืดไร้สีสัน … ผมได้แต่นั่งจ้องรอยแตกที่ผนัง .. ยังมีอีกอย่างที่ผมควรทำ แต่ผมไม่ได้ทำ  แน่นอนว่ามันก็ไม่ถูกต้องนักหรอก แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรามองจากมุมไหน  ถ้าเป็นมุมมองของพวกคัลเลน ไม่ใช่แค่มุมมองของแวมไพร์นะ  แต่เป็นทัศนะของใครก็ได้ในครอบครัวคัลเลน ที่หาได้ยากยิ่งในโลกของเรา  สิ่งที่ถูกต้องซึ่งพวกเราจะทำก็คงเป็น ประมาณนี้  :

อาจารย์นึกว่าจะไม่เจอเธอในห้องเรียนเสียอีก  เอ็ดเวิร์ด ,  ได้ยินว่าเธออยู่ในอุบัติเหตุที่น่ากลัวเมื่อเช้านี้ด้วย

ใช่ครับ อาจารย์แบนเนอร์  แต่ว่าผมโชคดีน่ะครับ ผมยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

ผมไม่ได้รับบาดเจ็บเลยครับ ผมหวังจะได้พูดถึงเบลล่ากับไทเลอร์แบบนี้เหมือนกันนะครับ

พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง ?

ผมคิดว่าไทเลอร์คงจะไม่เป็นไร เขาแค่โดนเศษกระจกกันลมบาดเป็นแผลที่หน้าน่ะครับ  แต่สำหรับเบลล่า ผมเองก็ไม่แน่ใจ ผมทำเป็นขมวดคิ้วกังวล  สมองเธออาจกระทบกระเทือนน่ะครับ ผมได้ยินมาว่าเธอไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยสักเท่าไหร่ เธอเห็นภาพต่างๆขึ้นมาเองในหัวด้วยครับ ผมทราบมาว่าพวกหมอเค้าก็กำลังกังวลกันอยู่

เรื่องราวที่ถูกต้องควรจะเป็นเช่นนี้   นั่นคือสิ่งที่ผมติดค้างกับทุกคนในครอบครัว

“อาจารย์นึกว่าจะไม่เจอเธอในห้องเรียนเสียอีก  เอ็ดเวิร์ด , ได้ยินว่าเธออยู่ในอุบัติเหตุที่น่ากลัวเมื่อเช้านี้ด้วย”

“ผมไม่เป็นไรครับ ” ผมตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

เขายืนถ่ายน้ำหนักจากขาทั้งสองข้างสลับไปสลับมา รู้สึกได้เลยว่าเขากำลังอึดอัด

“เธอรู้ไหมว่า ไทเลอร์ โครวลีย์ กับเบลล่า สวอนเป็นอย่างไรบ้าง? ได้ยินมาว่ามีคนได้รับบาดเจ็บ …..”

ผมยักไหล่ “ผมยังไม่ทราบเลยครับ”

อาจารย์แบนเนอร์ กระแอม  “เอ่อ ใช่สินะ”  เขาบอก สายตาที่เย็นชาของผมทำให้เสียงของเขาตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย เขารีบเดินกลับไปที่หน้าชั้นเรียน และเริ่มต้นสอนอย่างรวดเร็ว

.ไม่ถูกต้องเลยที่ผมทำแบบนี้ เว้นแต่ว่าคุณจะมองจากมุมมองที่คลุมเครือกว่านี้ ผมเพียงแต่รู้สึกว่านั่นไม่ใช่การกระทำของสุภาพบุรุษที่ไปพูดจาใส่ร้ายผู้หญิงลับหลัง โดยเฉพาะขณะนี้เธอกำลังพิสูจน์ให้ผมเห็นว่าเธอรักษาคำพูดได้มากเกินกว่าที่ผมจะคิดฝัน  เธอไม่ได้แพร่งพรายเรื่องราวใดๆ ของผมเลย ทั้งๆ ที่ธอมีเหตุผลที่ดีที่จะทำเช่นนั้นก็ได้  แล้วจะให้ผมหักหลังเธอในขณะที่เธอไม่ได้ทำอะไรนอกจากการเก็บรักษาความลับให้ผมอย่างนั้นหรือ ? ผมเกือบจะพูดแบบเดียวกันนี้กับมิสซิสกอฟฟ์ไปแล้ว .. พูดภาษาสเปนนะ แทนที่จะเป็นภาษาอังกฤษ .. เอ็มเม็ตต์มองผมอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่นาน

หวังว่านายคงมีคำอธิบายดีๆสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้นะ โรสน่ะ พร้อมจะทำสงครามกับนายแล้วล่ะ

ผมกลอกตาโดยไม่มองไปทางเขา อันที่จริงผมได้พบคำอธิบายที่ดีสมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่งแล้วล่ะ   สมมติว่าถ้าผมไม่ทำอะไรเลยเพื่อจะหยุดรถตู้ไม่ให้พุ่งมาชนเธอ … ผมถอยหนีออกจากความคิดนั้นเล็กน้อย .. .. แล้วถ้าเธอถูกชนล่ะ  ถ้าร่างกายแหลกเหลว เลือดท่วมนองพื้นถนน กลิ่นเลือดสดๆตลบอบอวลกระจายไปในอากาศ ผมรู้สึกตัวสั่นสะท้านอีกครั้ง  แต่ไม่ใช่เพียงเพราะความหวาดกลัวเท่านั้น ยังมีความปรารถนา และความกระหายอยู่อีกด้านหนึ่งของตัวผมด้วย .. .. ผมทำไม่ได้หรอก .. ผมไม่สามารถมองดูเธอเลือดออกได้โดยไม่เปิดเผยตัวเอง ในสถานการณ์ที่มีแต่จะเลวร้ายมากขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดเจนขนาดนี้

ฟังดูเป็นข้อแก้ตัวที่มีน้ำหนักดีทีเดียว ..แต่ผมไม่ใช้มันแน่ๆ  เพราะมันน่าอายเกินไป  แล้วผมก็ปล่อยให้เวลาผ่านไปตั้งนานกว่าที่ผมจะคำนึงถึงเรื่องนี้

ระวังแจสเปอร์ด้วยนะ เอ็มเม็ตต์พูดต่อ   เขาไม่ได้สนใจว่าผมฟังเขาอยู่หรือว่า

ผมจะใจลอยไปถึงไหนๆแล้ว

เขาไม่ได้โกรธหรอกนะ แต่เขาอยากจะจบปัญหานี้ไปมากกว่า

ผมรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร  และในขณะนั้นเองห้องก็หมุนคว้างรอบๆ ตัวผม โทสะเข้ามาครอบงำผมเหมือนมีหมอกหนามาบดบังจนแทบมองอะไรไม่เห็น  จนผมคิดว่าจะหายใจไม่ออกเสียแล้ว

จีซัสสส เอ็ดเวิร์ด ! ควบคุมอารมณ์หน่อย! ความคิดของเอ็มเม็ตต์ตะโกนก้องใส่ผม เขาวางน้ำหนักมือลงบนไหล่ของผม ตรึงผมไว้กับเก้าอี้ก่อนที่ผมจะกระโจนออกไป   ไม่บ่อยนักที่เขาจะใช้กำลังเต็มที่ .. เพราะสำหรับเขาซึ่งแข็งแกร่งกว่าแวมไพร์อื่นๆ ที่พวกเราเคยเผชิญหน้ากันมาแล้วนั้น  นานๆ อาจจะมีสักครั้งที่เขาจำเป็นต้องใช้ .. และเขาก็ใช้มันอยู่ในตอนนี้   เขายึดแขนผมไว้แน่น แทนที่จะกดตัวผมลงไป ถ้าเขาทำอย่างนั้น เก้าอี้ที่ผมนั่งอยู่ก็คงพังไปแล้ว

ใจเย็นๆ ! เขาสั่ง

ผมพยายามแล้ว  แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะระงับความเดือดดาลซึ่งกำลังโหมกระหน่ำอยู่ในหัวผม

แจสเปอร์จะยังไม่ทำอะไรจนกว่าเราทั้งหมดจะได้คุยกันก่อน ฉันแค่คิดว่านายควรจะรู้ว่าเขาจะมาแนวไหนน่ะ

ผมตั้งใจที่จะสงบสติอารมณ์ของตัวเองให้ผ่อนคลายลง แล้วก็รู้สึกได้ว่าเอ็มเม็ตต์เองก็คลายแรงบีบที่แขนผม

อย่าพยายามทำให้เป็นจุดสนใจมากกว่านี้เลย แค่นี้นายก็เดือดร้อนวุ่นวายมากพอแล้วนะ

ผมสูดลมหายใจยาวๆเข้าเต็มปอด แล้วเอ็มเม็ตต์ก็ปล่อยแขนผม  ผมตรวจสอบความคิดรอบๆห้องตามหน้าที่  แต่เราดึงดันขัดขืนกันเงียบๆ แล้วก็ไม่นานนัก ก็เลยมีแค่เด็กสองสามคนที่นั่งแถวหลังเอ็มเม็ตต์สังเกตเห็น แต่ก็ไม่มีใครเข้าใจว่าเราทำอะไรกัน  พวกเขายักไหล่ไม่ได้ติดใจอะไร .. ก็ทุกคนรู้กันอยู่แล้ว ว่าพวกคัลเลนน่ะประหลาด

เด็กบ้าเอ๊ย !! นายทำเรื่องยุ่งจริงๆ  เอ็มเม็ตต์พูดต่อ น้ำเสียงบ่งบอกถึงความเห็นใจ

“กัดผมสิ ” ผมบ่นพึมพำ  ผมได้ยินเขาหัวเราะเบาๆ เอ็มเม็ตต์เก็บความขุ่นเคืองไว้กับตัวได้ไม่นานนัก  และผมควรจะขอบคุณที่เขาเป็นคนสบายๆ ไม่เก็บเรื่องอะไรของใครมาเป็นกังวล  แต่ผมรู้ว่าเขาเข้าใจเจตนาของแจสเปอร์ได้อย่างชัดเจน นั่นทำให้เขากำลังพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเราจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรดี

ความโกรธคุกรุ่นขึ้นมาอีกรอบ ไม่ง่ายเลยที่จะควบคุมมันไว้  แน่ล่ะที่เอ็มเม็ตต์ แข็งแรงกว่าผม แต่เขายังไม่เคยแข่งมวยปล้ำชนะผมได้สักครั้ง  เขาหาว่าผมโกง เพราะผมรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่นั่นมันแค่ส่วนหนึ่งที่เป็นตัวผมนะ ก็เหมือนกับพละกำลังมหาศาลก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นตัวเขานั่นแหละ  ผลก็เลยออกมาเสมอกันตลอด

การต่อสู้ ?? นั่นจะนำเราไปทางไหน ?  แล้วนี่ผมกำลังจะต่อสู้กับครอบครัวตัวเองกับเรื่องของมนุษย์ที่ผมแทบจะไม่รู้จักหรืออย่างไร ?  .. ผมใช้เวลาคิดถึงเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง  คิดถึงร่างที่เปราะบางของเธอในอ้อมกอดของผม  เปรียบเทียบกับการอยู่กับแจสเปอร์ , โรส , และ เอ็มเม็ตต์ .. ที่แข็งแรงและรวดเร็วเหนือธรรมชาติ  เป็นเครื่องจักรสังหารโดยแท้จริง ..

ถูกต้องแล้วล่ะ  ผมจะสู้เพื่อเธอ ปกป้องเธอจากครอบครัวของผมเอง  ผมตัวสั่นด้วยความหวาดหวั่น แต่มันไม่ยุติธรรมเลยที่ทิ้งเธอไว้โดยไม่มีใครคุ้มครองในเมื่อผมเองที่เป็นคนนำเธอเข้ามาสู่อันตราย แต่ผมเพียงคนเดียวไม่สามารถเอาชนะได้แน่  ไม่ใช่สู้แบบสามต่อหนึ่ง และผมยังสงสัยว่าจะมีใครมาอยู่ข้างผม  คาร์ไลส์ -ไม่ต้องพูดถึง เขาจะไม่สู้กับใครเลย แต่เขาจะต่อต้านความคิดของแจสเปอร์ กับโรส อย่างถึงที่สุด  นั่นน่าจะเป็นทั้งหมดที่ผมต้องการ ผมจะรอดูท่าทีก่อน …

เอสเม่ – ผมยังไม่แน่ใจ  เธอจะไม่อยู่ข้างที่ต่อต้านผมด้วยเหมือนกัน และเธอก็จะเห็นพ้องกับความเห็นของคาร์ไลส์ เธอจะอยู่กับใครก็ตามที่จะรักษาครอบครัวของเธอให้คงอยู่อย่างปลอดภัย สิ่งสำคัญอันดับแรกของเธอจะไม่ใช่ความถูกต้อง  แต่สำหรับผมมันใช่  ถ้าเปรียบคาร์ไลส์เป็นจิตวิญญาณของครอบครัวแล้ว เอสเม่ก็คือหัวใจและความรู้สึกนั่นเอง  เขาคือผู้นำที่ควรค่าได้รับความชื่นชมนับถือจากพวกเรา เอสเม่ทำให้ความชมชอบนั้นกลายเป็นการแสดงออกถึงความรัก พวกเราทุกคนต่างก็รักซึ่งกันและกัน

แม้ว่าตอนนี้ผมจะรู้สึกโกรธแจสเปอร์และโรสมากแค่ไหนก็ตาม  แม้แต่ในขณะนี้ที่ผมกำลังวางแผนต่อสู้เพื่อปกป้องเด็กผู้หญิงคนนั้น  ผมก็รู้ว่าผมรักพวกเขา อลิซ – ผมเองก็คิดไม่ออก  น่าจะขึ้นอยู่กับว่าเธอเห็นอะไรที่กำลังจะเกิดขึ้น ผมคิดว่าเธอจะอยู่กับผู้ชนะ ซึ่งก็อาจเป็นอย่างนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมเห็นจะต้องสู้ด้วยตัวเองตามลำพังแล้วล่ะ  ผมคนเดียวไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขาหรอก แต่ผมจะปล่อยให้เธอต้องมาบาดเจ็บเพราะผมไม่ได้ บางทีคงต้องมีการวางแผนหลบหนีกันบ้างล่ะนะ .. ทันใดนั้นความโกรธเกรี้ยวของผมก็อ่อนแรงลงเล็กน้อย ,  ตลกร้ายจริงๆ  ผมมองเห็นภาพได้เลยว่าเธอจะมีปฏิกริยาอย่างไรเมื่อผมลักพาตัวเธอมา  ไม่บ่อยหรอกนะที่ผมจะเดาปฏิกริยาของเธอได้ถูกต้อง .. แต่เธอจะมีกริยาอาการอย่างอื่นได้อีกหรือ เมื่อต้องอยู่กับความหวาดกลัว ?

ผมไม่แน่ใจว่าจะจัดการอย่างไรดีกับการลักพาตัวเธอ  ผมคงไม่สามารถอยู่ใกล้เธอได้นานๆ  บางทีผมก็แค่ส่งตัวเธอกลับไปหาแม่  แม้ว่ารอบตัวเธอจะเต็มไปด้วยอันตรายมากมายก็ตาม และสำหรับผมแล้ว ผมตระหนักได้ในทันทีว่า ถ้าผมพลาดพลั้งฆ่าเธอตายไปเพราะอุบัติเหตุ ไม่รู้ว่านั่นจะทำให้ผมต้องเจ็บปวดมากมายขนาดไหน  ผมรู้แต่ว่าความเศร้าเสียใจคงกระหน่ำเข้ามาหาผมทุกรูปแบบและอย่างรุนแรง

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วขณะที่ผมนั่งครุ่นคิดอยู่นานถึงเรื่องยุ่งยากทั้งหลายที่รออยู่ข้างหน้า : การปะทะคารมกำลังรอผมอยู่ที่บ้าน, ความขัดแย้งกับครอบครัวของตัวเอง, ระยะเวลาที่อาจทำให้ผมต้องจากไปภายหลัง .. ก็ดีแล้ว ต่อไปผมก็ไม่สามารถบ่นได้อีกว่าชีวิตข้างนอกโรงเรียนช่างน่าเบื่อซ้ำซากอย่างนั้นอย่างนี้ เธอได้เปลี่ยนมันไปเยอะเลยทีเดียว

เมื่อกระดิ่งหมดเวลาดังขึ้นผมกับเอ็มเม็ตต์ก็เดินไปที่รถกันเงียบๆ  เขาทั้งเป็นห่วงผม แล้วก็กังวลกับโรซาลีด้วย เขารู้ว่าตัวเขาจะเลือกยืนอยู่ข้างใครในความขัดแย้งครั้งนี้ ซึ่งมันทำให้เขาลำบากใจ คนอื่นๆนั่งรอเราสองคนกันอยู่ในรถเรียบร้อยแล้ว  ไม่มีใครพูดอะไรกันเลย .. เงียบกันไปหมด  พวกเราเป็นกลุ่มนักเรียนที่เงียบมากๆ   มีแต่ผมคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยินเสียงตะโกนดังเข้ามาในหัว

อีเดียต ! เสียสติ ! ปัญญาอ่อน ! ไร้สมอง ! เห็นแก่ตัว !โง่งี่เง่า ไม่รู้จักรับผิดชอบ

โรซาลี ยังพรั่งพรูคำบริภาษ วาจาแดกดันด้วยความโกรธเสียงดังลั่นต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ทำให้ยากที่จะได้ยินเสียงอย่างอื่น แต่ผมเพิกเฉยไม่ใส่ใจเธอเท่าที่จะทำได้ .. เอ็มเม็ตต์พูดถูกเรื่องแจสเปอร์ ซึ่งเขามั่นใจกับแนวความคิดของตัวเอง  ส่วนอลิซก็ไม่สบายใจ วิตกกังวลกับความคิดของแจสเปอร์  ภาพอนาคตในมโนภาพของเธอพลิกผ่านไปอย่างรวดเร็ว  ไม่สำคัญว่าเขาจะจัดการกับเบลล่าด้วยวิธีไหน อลิซก็จะเห็นผมคอยขัดขวางเขาทุกครั้งไป

น่าสนใจ….ทั้งโรซาลีและเอ็มเม็ตต์ไม่ได้อยู่กับเขาในภาพอนาคตเหล่านี้  แจสเปอร์วางแผนจะลงมือด้วยตัวเองคนเดียว  นั่นอาจทำให้ผมพอจะรับมือเขาได้ แน่นอนว่า แจสเปอร์มีฝีมือในการต่อสู้ดีที่สุดในหมู่พวกเรา เพราะเขาผ่านประสปการณ์ในการสู้รบมามากกว่าพวกเราทุกคน ข้อได้เปรียบเพียงหนึ่งเดียวที่ผมมี คือผมสามารถได้ยินการเคลื่อนไหวของเขาก่อนที่เขาจะลงมือจริงๆ ผมไม่เคยต่อสู้กับใครที่ไหนนอกจากการเล่นกันสนุกๆระหว่างเรา ผม เอ็มเม็ตต์และ แจสเปอร์ ก็แค่แข่งกันเล่นๆ ผมรู้สึกรังเกียจความคิดที่พยายามจะทำร้ายแจสเปอร์จริงๆ .. ไม่หรอกน่าผมไม่ทำแบบนั้นแน่ๆ ผมจะแค่ขัดขวางเขาเท่านั้นล่ะ  ผมเพ่งความสนใจไปที่อลิซ  พยายามจดจำวิธีการต่อสู้โจมตีต่างๆของแจสเปอร์  ขณะเดียวกันนั้นเอง ภาพที่อลิซเห็นนั้นก็เคลื่อนที่ห่างออกไป ไกลออกไปจากบ้านของครอบครัวสวอน  แสดงว่าผมตัดเขาออกไปได้ตั้งแต่เริ่มแรก …

หยุดนะ , เอ็ดเวิร์ด !! จะให้เป็นแบบนี้ไม่ได้นะ ฉันไม่ยอมแน่ๆ

ผมไม่ได้พูดอะไรกับเธอ แค่เฝ้าจับตาดูต่อไป เธอเริ่มมองหาภาพไกลออกไป มองเห็นอะไรไม่ชัดเหมือนมีหมอกมาบดบัง ไม่รู้ระยะเวลาที่จะเป็นไปได้  ทุกอย่างที่เห็นยังอยู่ในเงามืดและคลุมเครือ

พวกเราอยู่ในความเงียบกันตลอดเส้นทางจนถึงบ้าน  ผมจอดรถที่โรงรถใหญ่นอกตัวบ้าน เมอร์ซิดีสของคาร์ไลส์จอดอยู่ข้างๆ จี๊ปคันใหญ่ของเอ็มเม็ตต์   M3 ของโรส และ แอสตัน มาร์ติน แวนควิช ของผม  ผมดีใจที่คาร์ไลส์กลับมาแล้ว  ความเงียบจะจบลงด้วยการระเบิด และผมอยากให้เขาอยู่ด้วยเมื่อถึงตอนนั้น ..

พวกเราเดินตรงปที่ห้องกินข้าว  แน่นอนว่าเราไม่เคยใช้ห้องนี้ได้ตรงกับวัตถุประสงค์ ห้องนี้ตกแต่งด้วยโต๊ะไม้มะฮอกกานีตัวยาวทรงรูปไข่ ล้อมรอบด้วยเก้าอี้ เราระมัดระวังมากกับรายละเอียดที่เราต้องมีข้าวของเครื่องใช้ในการเป็นมนุษย์ให้ถูกต้อง คาร์ไลส์ชอบใช้ห้องนี้เป็นห้องประชุม  ในกลุ่มของสิ่งที่แข็งแรงและมีบุคลิกสักษณะที่ต่างกัน เช่นพวกเรานี้ บางครั้งเราก็จำเป็นต้องมีการนั่งปรึกษาหารือกันในความสงบ .. ผมรู้สึกได้ว่าฉากแวดล้อมเหล่านี้ไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่ในวันนี้

คาร์ไลส์นั่งที่ประจำของเขาด้านตะวันออกของห้อง ถัดมาก็เป็นเอสเม่พวกเขากุมมือกันวางบนโต๊ะ สายตาของเอสเม่จับจ้องอยู่ที่ผม แววตาลุ่มลึกสีทองบ่งบอกถึงความห่วงใย  อยู่ที่นี่เถอะนะ  คือความคิดของเธอคนเดียว ผมหวังว่าจะสามารถ ยิ้มให้ผู้หญิงซึ่งเสมือนแม่ที่แท้จริงของผม  แต่ผมไม่สามารถทำให้เธอสบายใจได้ในตอนนี้

ผมนั่งอีกด้านของคาร์ไลส์  เอสเม่เอื้อมมือข้างที่ว่างอ้อมตัวคาร์ไลล์มาจับไหล่ของผม เธอไม่รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น เธอมีแต่ความห่วงใยผมเท่านั้นเอง คาร์ไลส์มีสัมผัสและสังหรณ์ที่ดีกว่า เขารู้ว่าอะไรกำลังมาถึง เขาเม้มปากแน่น หน้าผากของเขามีรอยย่น สีหน้าของเขาทำให้เขาดูแก่เกินกว่าใบหน้าที่อ่อนเยาว์ เมื่อทุกคนนั่งกันพร้อมหน้าแล้ว ผมมองเห็นบทที่ผมจะต้องพูด

โรซาลีนั่งฝั่งตรงข้ามกับคาร์ไลล์อีกด้านหนึ่งของสุดขอบโต๊ะ เธอจ้องหน้าผมเขม็ง ไม่มองไปทางอื่นเลย  เอ็มเม็ตต์นั่งข้างๆเธอทั้งหน้าตาทั้งความคิดของเขาบอกให้รู้ว่าผิดหวัง  แจสเปอร์ดูลังเล และแล้วเขาก็เดินไปยืนพิงกำแพงอยู่ด้านหลังของโรซาลี เขาตัดสินใจแล้ว โดยไม่สนว่าการหารือกันครั้งนี้จะออกมาอย่างไร  ผมกัดฟันไว้แน่น

อลิซเข้ามาในห้องเป็นคนสุดท้าย  สายตาเธอยังจดจ่ออยู่กับบางอย่างที่ไกลออกไปในอนาคต ภาพยังคลุมเครือเกินกว่าจะใช้ประโยชน์ได้  ดูเหมือนคงไม่ต้องคิดถึงเรื่องนั้นแล้ว  เธอนั่งติดกับเอสเม่  เธอนวดหน้าผากราวกับว่าเธอปวดหัวอย่างนั้นแหละ แจสเปอร์กระตุกตัวขึ้นมาด้วยความกังวลที่ยังไม่ลงตัว และพิจารณาอย่างระมัดระวังที่จะไปนั่งกับเธอ แต่เขาก็ยังยืนอยู่ที่เดิม

ผมสูดลมหายใจเข้ายาวๆ ผมเป็นคนก่อเรื่องนี้ขึ้นมา ..  ผมควรเริ่มพูดก่อน

“ผมขอโทษ” ผมเริ่ม มองที่โรสเป็นคนแรก จากนั้นก็แจสเปอร์ และ เอ็มเม็ตต์

“ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้พวกเราต้องมาเสี่ยงเลย  ผมไม่ได้ไตร่ตรอง ไม่ได้คิดถึงคนอื่น และผมจะขอรับผิดชอบกับการกระทำที่ใจเร็วผลีผลามของผมเองอย่างเต็มที่”

โรซาลีจ้องหน้าผมด้วยสายตาคุกคาม  “เธอหมายความว่ายังไง จะขอรับผิดชอบอย่างเต็มที่เหรอ เธอจะแก้ปัญหายังไง ?”

“ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดหรอก”  ผมพยายามควบคุมตัวเองให้พูดเบาๆ และสม่ำเสมอ  “ผมพร้อมยินดีที่จะจากไปในตอนนี้ถ้าจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น”   ถ้าผมเชื่อได้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้จะปลอดภัย .. ถ้าผมเชื่อได้ว่าพวกเธอทุกคนจะไม่แตะต้องเธอ  ..ผมพูดเพิ่มเข้าไปในความคิด

“ไม่นะ” เอสเม่พึมพำ “ไม่ได้นะ เอ็ดเวิร์ด”

ผมตบมือเธอเบาๆ “ แค่สองสามปีเองครับ ”

“เอสเม่ พูดถูกแล้วล่ะ” เอ็มเม็ตต์กล่าวขึ้นมา  “นายจะไปไหนไม่ได้ในตอนนี้ นั่นมันไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นมา  ตอนนี้เราต้องรู้ว่าผู้คนคิดกันยังไงมากกว่าที่เคยเป็นนะ”

“ส่วนใหญ่อลิซก็ทำได้ทุกอย่างนะ” ผมค้าน

คาร์ไลส์ส่ายหน้า  “ฉันคิดว่าเอ็มเม็ตต์พูดถูกแล้วล่ะ เอ็ดเวิร์ด, เป็นไปได้ว่าเด็กคนนี้อาจจะพูดอะไรขึ้นมาถ้าเธอหายไป ถ้าจะต้องไปก็ไปกันทั้งหมด หรือไม่ก็ไม่มีใครต้องจากไป”

“เธอจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น” ผมรีบยืนยัน  โรสเตรียมตัวจะระเบิดอยู่แล้ว และผมต้องการให้ทุกคนรับรู้ความจริงข้อนี้ก่อน

“เธอไม่รู้ใจเด็กคนนี้นะ” คาร์ไลส์เตือนผม

“ผมรู้เรื่องนี้ดี  อลิซช่วยผมอยู่ครับ”

อลิซจ้องมาที่ผมอย่างอิดโรยหลังจากที่เธอเพ่งดูอนาคตอยู่นาน  “ฉันไม่เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราวางเฉยกับเรื่องนี้” เธอเหลือบตามองโรซาลีกับแจสเปอร์

ไม่ใช่สิ .. เธอไม่สามารถมองเห็นเป็นแบบนั้นได้ .. ในเมื่อโรซาลีกับแจสเปอร์ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ปล่อยให้อุบัติเหตุนี้ผ่านไปเฉยๆ

โรซาลีตบโต๊ะเสียงดังปัง  “เราจะไม่ปล่อยให้มนุษย์มีโอกาสได้พูดอะไรทั้งนั้น คาร์ไลล์  คุณต้องรู้สิ แม้ว่าเราตัดสินใจหายตัวกันไปหมดก็ตาม มันก็ไม่ปลอดภัยที่จะทิ้งเรื่องราวเอาไว้ข้างหลัง  เราใช้ชีวิตแตกต่างกับพวกเดียวกับเราที่เหลือ  คุณก็รู้ว่าที่นั่นมีพวกที่ชอบจับผิดพร้อมจะชี้นิ้วมาที่พวกเรา เราต้องระวังตัวมากกว่าใครๆทั้งนั้น !”

“แต่เราก็เคยทิ้งเสียงเล่าลือไว้ข้างหลังมาก่อน” ผมเตือนเธอ

“นั่นเป็นแค่เพียงคำเล่าลือ และความสงสัยนะเอ็ดเวิร์ด  ไม่ใช่ประจักษ์พยานและหลักฐาน!”

“หลักฐาน!”  ผมพูดเสียงเยาะหยัน

แต่แจสเปอร์พยักหน้า ดวงตาแข็งกร้าว

“โรส …” คาร์ไลส์ เริ่มเสียงเข้มขึ้น

“ขอฉันพูดให้จบ คาร์ไลส์,  ไม่ต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่หรอก  วันนี้เด็กคนนั้นหัวฟาดพื้น ดังนั้นอาการบาดเจ็บอาจจะรุนแรงกว่าที่เห็น”  โรซาลียักไหล่  “มนุษย์ทุกคนเข้านอนโดยมีโอกาสที่จะไม่ได้ตื่นอีกเลย คนอื่นๆ ก็คาดหวังว่าเราจะเก็บกวาดให้เรียบร้อยด้วยตัวเราเอง อันที่จริง นั่นควรจะเป็นหน้าที่ของเอ็ดเวิร์ด  แต่ก็เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าเขารับมือไม่ไหว  คุณก็รู้ว่าฉันสามารถควบคุมตัวเองได้  ฉันจะไม่ทิ้งหลักฐานไว้ให้เห็นเลย”

“ใช่แล้ว โรซาลี ,เราทุกคนรู้ว่าเธอน่ะมีทักษะในการลอบสังหารสูงมากแค่ไหน”

ผมคำรามใส่เธอ

เธอส่งเสียงขู่ฟ่อด้วยความกราดเกรี้ยว

“เอ็ดเวิร์ด , ขอร้องล่ะ” คาร์ไลส์พูดกับผม แล้วหันไปทางโรซาลี  “โรซาลีฉันมองเรื่องโรเชสเตอร์ไปอีกแบบนะ เพราะนั่นมันไม่ยุติธรรมสำหรับเธอ ผู้ชายที่เธอฆ่าก็เป็นคนเลวที่ทำร้ายเธอ แต่เรื่องนี้สถานการณ์มันต่างกัน เด็กสวอนนั่นไม่มีความผิดอะไรเลย”

“นี่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวนะคาร์ไลล์”  โรซาลีพูดผ่านไรฟันออกมา  “ก็เพื่อปกป้องพวกเราทุกคน”

เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ทุกคนเงียบกันหมด ขณะที่คาร์ไลส์คิดเรื่องคำตอบของเขา และเมื่อเขาพยักหน้า  แววตาของโรซาลีเป็นประกาย  เธอควรจะรู้ดีกว่านี้นะ สมมติว่าผมไม่สามารถอ่านใจเขาได้ แต่ผมก็สามารถคาดหมายล่วงหน้าได้กับคำพูดที่เขาจะพูดต่อไป คาร์ไลส์ไม่เคยประนีประนอมกับเรื่องนี้

“ฉันรู้ว่าเธอปรารถนาดี โรซาลี  ฉันอยากให้ครอบครัวของเราควรค่าแก่การปกป้อง เหตุการณ์นี้จะเป็นอุบัติเหตุหรือความพลั้งเผลอในการควบคุมตัวเองก็ตาม  มันเป็นส่วนน่าเศร้าใจของความเป็นเรา”  นี่คือคาร์ไลล์จริงๆ เขารวมตัวเองเข้าไปในความผิดพลาดของผมด้วย แม้ว่าตัวเขาเองจะไม่เคยสูญเสียการควบคุมตัวเองเลยก็ตาม

“การฆ่าเด็กที่ไม่มีความผิดอย่างเลือดเย็นนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ฉันเชื่อว่าความเสี่ยงที่มาจากเธอ หรือไม่ว่าเธอจะพูดถึงสิ่งที่เธอสงสัยหรือไม่ก็ตาม มันไม่ใช่ความเสี่ยงที่สำคัญอะไรมากมายนัก แต่ถ้าเราสร้างข้อยกเว้นขึ้นมาเพื่อปกป้องพวกเราเอง เราต้องเสี่ยงกับอย่างอื่นที่สำคัญมากกว่า  เราจะเสี่ยงกับการสูญเสียหัวใจของความเป็นเราไปนะ โรส”

ผมระวังสีหน้าตัวเองไม่ให้ยิ้ม หรือปรบมือชอบใจอย่างที่อยากจะทำ ..

โรซาลีหน้าตาบึ้งตึง “ก็แค่แสดงความรับผิดชอบ”

“เหมือนคนไร้ความเมตตามากกว่า” เขาแก้ไขคำพูดให้อย่างนุ่มนวล

“ทุกชีวิตมีคุณค่านะ โรส”

โรซาลีถอนหายใจหนักๆ ริมฝีปากล่างยื่นออกมาเล็กน้อย  เอ็มเม็ตต์ตบไหล่เธอเบาๆ  “ทุกอย่างจะเรียบร้อยน่านะ โรส” เขาพูดให้กำลังใจเธอ

“คำถามก็คือ” คาร์ไลส์เดินเรื่องต่อ “เราควรจะย้ายไปจากที่นี่มั้ย?”

“ไม่นะ” โรซาลีร้องประท้วง  “เราเพิ่งจะตั้งหลักได้เองนะคะ ฉันไม่อยากเริ่มเรียนปีสองใหม่อีกแล้วนะ”

“แน่นอน .. เธอเรียนต่อไปตามอายุจริงได้เลย” คาร์ไลส์บอก

“แล้วก็ต้องย้ายกันอีกในเร็วๆ นี้ใช่มั้ย ?” เธอยังมีข้อโต้แย้ง

คาร์ไลล์ยักไหล่

“ฉันชอบที่นี่  ไม่ค่อยจะมีแดด  แล้วเราก็เกือบเหมือนคนธรรมดาแล้วด้วย”

“เอาล่ะ เราไม่ต้องตัดสินใจกันในตอนนี้ก็ได้  เราจะลองรอดูก่อน ถ้ามันจำเป็น ดูเหมือนเอ็ดเวิร์ด จะมั่นใจในความเงียบเด็กสวอน”

โรซาลีเป่าลมพรึ่ดออกทางจมูก … แต่ผมไม่กังวลเรื่องโรสแล้วล่ะ  ผมเห็นได้ว่าเธอจะทำตามอย่างที่คาร์ไลส์ได้ตัดสินใจไปแล้ว  ไม่สำคัญว่าเธอจะโกรธผมมากแค่ไหน  พวกเขาเริ่มเปลี่ยนมาคุยถึงรายละเอียดที่ไม่สำคัญกันแล้ว

แจสเปอร์ยังยืนอยู่ที่เดิม ผมเข้าใจว่าเป็นเพราะอะไร   ก่อนหน้าที่เขากับอลิซ จะมาเจอกัน  เขาใช้ชีวิตอยู่ในเขตที่มีการสู้รบ ต่อสู้กันเหมือนในหนังสงคราม  เขารู้ดีถึงผลของการละเมิดกฏ เขาได้เห็นผลที่ตามมาอย่างน่าสยดสยองด้วยตาตัวเอง ก็เห็นๆอยู่ว่าเขาไม่ได้ใช้ความสามารถพิเศษช่วยสงบอารมณ์ของโรซาลี  หรือไม่เขาอาจช่วยกวนน้ำให้ขุ่นมากขึ้นอีกเสียด้วยซ้ำ เขากันตัวเองออกห่างจากการถกเถียงของเรา .. ลอยอยู่เหนือปัญหา

“แจสเปอร์” ผมเอ่ยขึ้นก่อน

เขาหันมาสบตาผม สีหน้าไร้ความรู้สึก

“เธอจะไม่ชดใช้ให้กับความผิดของฉัน  ฉันไม่ยอมแน่ๆ”

“ให้เธอได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ไป อย่างนั้นเหรอ ? วันนี้ เธอควรตายไปแล้วด้วยซ้ำนะเอ็ดเวิร์ด  ฉันแค่จะทำให้มันถูกต้อง ”

ผมพูดซ้ำอีกครั้ง เน้นย้ำทีละคำ ฉัน จะ ไม่ ยอม แน่ๆ

เขาเลิกคิ้วแปลกใจ ไม่ได้คาดว่าจะเป็นอย่างนี้  ไม่คาดคิดว่าผมจะออกมาห้ามเขา เขาส่ายหน้า “ฉันจะไม่ยอมให้อลิซต้องอยู่ในอันตราย แม้แต่ปลายผม  นายไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครเหมือนที่ฉันรู้สึกกับอลิซ หรอกนะ เอ็ดเวิร์ด  และชีวิตนายก็ไม่เคยเจออย่างที่ฉันเจอ ไม่ว่านายจะเห็นความทรงจำของฉันหรือไม่ก็ตาม  นายไม่เข้าใจ”

“ข้อนั้นฉันไม่เถียงนายหรอกแจสเปอร์ แต่ตอนนี้ฉันกำลังบอกนายว่า  ฉันจะไม่ยอมให้นายทำร้าย อิซาเบลล่า สวอน เป็นอันขาด”

เราต่างก็จ้องหน้า ไม่ใช่เพราะความโกรธเคือง  แต่กำลังประเมิณกำลังของฝ่ายตรงข้ามต่างหาก  ผมรู้สึกได้ว่าเขากำลังหยั่งดูอารมณ์ทุกๆด้านของผม เพื่อตรวจสอบการตัดสินใจของผม

“แจส” เสียงเรียกของอลิซขัดจังหวะเราสองคน

เขาสบตาผมอยู่อีกครู่หนึ่ง แล้วก็หันไปหาเธอ  “ไม่ต้องเสียเวลามาบอกผมเลยว่าคุณดูแลตัวเองๆได้น่ะ อลิซ ผมรู้อยู่แล้ว  ผมยังคงต้อง .. .. ”

“ฉันไม่ได้จะบอกอย่างนี้นเสียหน่อย” เธอบอก “ฉันกำลังจะขอร้องเธอต่างหากล่ะ”

เมื่อผมเห็นภาพในหัวของอลิซ ผมถึงกับอ้าปากค้าง รีบหอบหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ผมจ้องเธอด้วยความประหลาดใจสุดขีด รับรู้เพียงลางๆว่านอกจากอลิซและแจสเปอร์แล้ว ทุกคนกำลังจ้องมองผมอยู่อย่างระแวดระวัง

“ฉันรู้ว่าเธอรักฉัน ขอบคุณมากๆ  แต่ฉันจะรู้สึกซาบซึ้งมากขึ้นถ้าเธอไม่พยายามฆ่าเบลล่า ข้อแรกเพราะ เอ็ดเวิร์ดเอาจริง แล้วฉันก็ไม่อยากให้พวกเธอสองคนสู้กันเอง ข้อสอง เบลล่าเป็นเพื่อนของฉัน  อย่างน้อยเธอก็กำลังจะเป็น”

ภาพในหัวของเธอกระจ่างชัดเหมือนแก้วใส : อลิซกำลังยิ้ม แขนซีดขาวของเธอโอบกระชับไหล่อุ่นๆที่เปราะบางของเบลล่า และเบลล่าเองก็กำลังยิ้มเช่นเดียวกัน แขนของเธอเกี่ยวไว้รอบเอวของอลิซ มโนภาพนั้นชัดเจนแน่นอน เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

“แต่ .. อลิซ” เสียงแจสเปอร์กระหืดกระหอบ  ผมไม่สามารถบังคับตัวเองให้หันไปดูสีหน้าของเขาได้ และผมก็ไม่สามารถผละจากภาพในหัวของอลิซเพื่อที่จะฟังความคิดของเขาได้เช่นกัน

“แจส ฉันจะรักเธอคนนี้ในวันใดวันหนึ่ง  และฉันจะผิดหวังในตัวเธอมากๆ ถ้าเธอไม่ยอมให้มันเป็นอย่างนั้น”

ผมยังติดอยู่ในความคิดของอลิซ  ผมมองเห็นความลังเลใจของแจสเปอร์ฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเธอ ซึ่งกำลังขอร้องในสิ่งที่เขาไม่คาดคิดมาก่อน

  อาา …” อลิซถอนหายใจอย่างโล่งอก  ความละล้าละลังของแจสเปอร์ทำให้มองเห็นภาพใหม่ๆ ในอนาคตได้ชัดเจน  “เห็นมั้ยล่ะ ?  เบลล่าจะไม่พูดอะไรเลย  ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอกน่า” ฟังจากเสียงที่เธอเอ่ยชื่อเด็กผู้หญิงคนนั้น ราวกับว่าพวกเธอรักใคร่สนิทสนมกันมานานแล้ว

“อลิซ …” เสียงผมเหมือนคนกำลังสำลัก “นี่มัน …อะไรกัน….?”

“ฉันก็บอกเธอแล้วงัย ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะเอ็ดเวิร์ด ”

แต่เธอขบฟันแน่น ทำให้ผมรู้ว่ายังมีอะไรมากกว่านี้  ที่เธอพยายามจะไม่คิดถึงมัน โดยการเพ่งความสนใจไปที่แจสเปอร์ในทันที  แม้ว่าเขายังงงๆ  สับสนเกินกว่าจะตัดสินใจอะไรได้  เธอมักจะทำแบบนี้เวลาที่เธอพยายามซ่อนความคิดไว้ไม่ให้ผมรู้

“อะไร ? อลิซ ? เธอซ่อนอะไรเอาไว้ ?”

ผมได้ยินเสียงเอ็มเม็ตต์บ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจ  เขาหงุดหงิดทุกครั้งที่ผมกับอลิซคุยกันแบบนี้ เธอส่ายศีรษะ พยายามกันไม่ให้ผมเข้าไปอ่านความคิดของเธอ

“เรื่องเกี่ยวกับเด็กคนนั้นใช่มั้ย ?” ผมเรียกร้อง “เกี่ยวกับเบลล่าใช่มั้ย ?”

เธอกัดฟันตั้งใจอดกลั้นไว้ แต่เมื่อผมเอ่ยชื่อเบลล่าออกมาเธอก็พลาด ความคิดเธอหลุดออกมาให้ผมเห็นเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น แต่นั่นก็นานพอแล้วล่ะ

“ไม่ !! ” ผมตะโกนลั่น ผมได้ยินเสียงเก้าอี้ล้ม รู้ตัวอีกทีผมก็ยืนขึ้นแล้ว

“เอ็ดเวิร์ด !” คาร์ไลส์ก็ลุกขึ้นยืน จับไหล่ผมไว้ ผมแทบจะไม่รู้ตัวเลยว่าเขากำลังจับตัวผมอยู่

“มันชัดเจนมากขึ้น” อลิซบอกเบาๆ  “ทุกๆนาทีที่เธอตัดสินใจ ก็จะมีเพียงสองทางเลือกเท่านั้นสำหรับเบลล่า ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เอ็ดเวิร์ด”

ผมก็เห็นเหมือนที่เธอเห็น .. แต่ผมยอมรับสิ่งที่เห็นนั้นไม่ได้

“ไม่ใช่” เสียงผมหายไปพร้อมกับคำปฏิเสธ  รู้สึกเหมือนยืนอยู่บนปากหลุมลึกจนผมต้องยึดตัวเองไว้กับโต๊ะ

“ใครก็ได้ช่วยบอกให้พวกเราที่เหลือรู้หน่อยได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น ?” เอ็มเม็ตต์ร้องหาคำอธิบาย

“ฉันต้องไปจากที่นี่” ผมกระซิบบอกอลิซ ไม่สนใจเอ็มเม็ตต์

“เอ็ดเวิร์ด เราคุยเรื่องนั้นจบไปแล้วนะ”  เอ็มเม็ตต์พูดเสียงดัง  “นั่นน่ะ จะยิ่งทำให้เด็กคนนั้นเริ่มพูดเรื่องนี้   นอกจากนี้ ถ้าหากนายไปแล้วเราก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะพูดหรือเปล่า  นายต้องอยู่จัดการเรื่องนี้ด้วย”

“ฉันมองไม่เห็นว่าเธอจะไปไหนนะ เอ็ดเวิร์ด” อลิซบอกผม “ฉันไม่รู้ว่าเธอจะไปไหนได้อีก”  ลองคิดดูสิ, เธอบอกผมผ่านความคิด ลองคิดว่าเธอจะไปสิ

ผมรู้ว่าเธอหมายถึงอะไร  ใช่แล้วล่ะ ความคิดที่จะไม่ได้เจอเธอคนนั้นอีกต่อไป … มันทรมานผมเหลือเกิน  แต่นั่นคือสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ ผมไม่ยอมให้เธอต้องมารับผลร้ายใดๆในอนาคตเพราะตัวผมเป็นอันขาด

ฉันยังไม่วางใจแจสเปอร์สักเท่าไหร่นะ เอ็ดเวิร์ด  , อลิซกล่าวต่อ หากว่าเธอจากไปแล้ว  ต่อมาเขาคิดว่าเบลล่าเป็นอันตรายกับพวกเราล่ะ ….

“ฉันไม่ได้ยินว่าอย่างนั้นเลยนะ” ผมแย้งเธอ ผมยังไม่สนใจคนอื่นๆที่ฟังอยู่ แจสเปอร์ยังลังเลใจ  เขาจะไม่ทำอะไรที่เป็นการทำร้ายอลิซอย่างแน่นอน

ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอก เธอจะเอาชีวิตของเบลล่ามาเสี่ยงเหรอ จะทิ้งเธอให้อยู่โดยไม่มีใครคุ้มครองหรือไง ?

“ทำไมเธอถึงทำกับฉันอย่างนี้ ?” ผมโอดครวญ ก้มหน้าลงซบกับฝ่ามือ ผมไม่ใช่ผู้ปกป้องคุ้มครองเบลล่า ผมไม่สามารถจะเป็นได้  อนาคตส่วนที่อลิซมองเห็นนั้นยังไม่มากพอที่จะยืนยันเรื่องนี้ได้อีกหรือ ?

ฉันเองก็รักเบลล่าเหมือนกัน  หรือไม่ก็  ฉันจะรักเธอ  ถึงจะไม่เหมือนกัน แต่ฉันก็อยากให้เบลล่าอยู่ใกล้ๆฉันนะ

“รักเธอเหมือนกันเหรอ ?”  เสียงผมกระซิบ ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

อลิซถอนหายใจ นี่เธอตาบอดจริงๆหรือไงนะ เอ็ดเวิร์ด  , ไม่เห็นหรือไงว่าความคิดของเธออยู่ที่ไหน ? มองไม่เห็นเหรอว่าตัวเธอเองน่ะอยู่ตรงไหนแล้ว ? มันชัดเจนเสียยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ขึ้นทางตะวันออกเสียอีก   ดูนี่สิ ดูว่าฉันเห็นอะไร ….

ผมส่ายหน้าอย่างหวาดหวั่น “ไม่” ผมพยายามปิดกั้นภาพที่เธอแสดงให้ผมเห็นออกไป “ฉันไม่ต้องทำตามนั้นก็ได้ ฉันจะไป ฉันจะเปลี่ยนอนาคต”

“จะลองดูก็ได้” เธอบอกด้วยน้ำเสียงที่ไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูดออกไป

โอ๊ยยย !! นี่มันอะไรกันนักหนา” เอ็มเม็ตต์ส่งเสียงดัง

“ตั้งใจฟังดีๆสิ”  โรสขู่ฟ่อให้เขาเงียบ “อลิซมองเห็นเขาหลงรักมนุษย์ล่ะ ช่างคลาสสิคอะไรอย่างนี้นะ เอ็ดเวิร์ด” เธอทำเสียงแดกดันผม  ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงเธอ

“อะไรนะ?” เอ็มเม็ตต์ ถามเสียงตกอกตกใจ  แล้วเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นไปทั้งห้อง “นี่น่ะเหรอเรื่องที่กำลังคุยกันอยู่ ?” แล้วเขาก็หัวเราะอีก “นายแย่แน่ๆ เอ็ดเวิร์ด”

ผมรู้สึกว่าเขาวางมือบนไหล่ผม  ผมปัดออกไปโดยไม่ได้ใส่ใจ ผมไม่สามารถสนใจเขาได้ในตอนนี้

“ตกหลุมรักมนุษย์เหรอ ?”  เสียงของเอสเม่ พูดซ้ำกับตัวเอง ฟังดูเหมือนแปลกใจและงุนงง  “เด็กผู้หญิงที่เขาช่วยชีวิตไว้วันนี้น่ะเหรอ ?  ตกหลุมรักเธอ ?”

“เธอมองเห็นอะไร, อลิซ ? บอกมาตรงๆ” แจสเปอร์คาดคั้น

เธอหันไปหาเขา ผมยังจ้องใบหน้าด้านข้างของเธออย่างไร้ความรู้สึก

“ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับเขาว่าจะแข็งแกร่งพอหรือเปล่าน่ะ , เขาอาจจะฆ่าเธอด้วยก็ได้”  อลิซหันมาสบตาผมด้วยประกายตาที่เจิดจ้าอีกครั้ง  “ซึ่งจะทำให้ฉันโกรธมาก เอ็ดเวิร์ด  นั่นยังไม่ได้พูดถึงว่าตัวเธอเองจะเป็นยังไงเลยนะ ..”  เธอหันไปหาแจสเปอร์อีกครั้ง  “หรือไม่ก็ เธอจะเป็นหนึ่งในพวกเรา ไม่วันใดก็วันหนึ่ง”

มีใครสักคนอุทานด้วยความตกใจ ผมไม่ได้มองว่าใคร

“นั่นจะไม่มีทางเกิดขึ้นหรอก !” ผมตะโกนอีกครั้ง

“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง !”

ดูเหมือนอลิซจะไม่ได้ยินเสียงผม “ก็ขึ้นอยู่กับเขา” เธอพูดเหมือนเดิม

“เขาอาจเข้มแข็งพอที่จะไม่ฆ่าเธอ .. แต่มันก็เกือบๆจะเลยล่ะ เพราะเขาต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งหนักแน่นอย่างสูงเพื่อควบคุมตัวเอง” เธอพูดอย่างครุ่นคิด

“แข็งแกร่งมากกว่าที่คาร์ไลส์มี   เขาอาจจะแค่เข้มแข็งพอ แต่อย่างเดียวที่เขาไม่มีพลังเพียงพอก็คือ การไปจากเธอ  นั่นคือสิ่งที่เขาไม่มีทางทำได้เลย”

ผมนิ่งงันเหมือนเป็นใบ้ พูดไม่ได้ ดูเหมือนทุกคนก็พูดไม่ออกเหมือนกัน ทั้งห้องนิ่ง .. ไม่ไหวติง

ผมมองจ้องไปที่อลิซ และทุกคนที่เหลือก็จ้องมาที่ผม  ผมสามารถมองเห็นสีหน้าที่หวาดกลัวของผมผ่านห้ามุมมอง ที่ต่างกันออกไป

คาร์ไลส์ถอนหายใจ เมื่อเวลาผ่านไปครู่ใหญ่

“เอาล่ะ ..เรื่องนี้ค่อนข้างจะซับซ้อน”

“ผมก็ว่างั้นแหละ” เอ็มเม็ตต์เห็นด้วย น้ำเสียงเขาใกล้จะระเบิดหัวเราะเต็มที .. เชื่อเขาเลยจริงๆ  ที่ยังสามารถหามุขตลกได้จากชีวิตที่กำลังจะพินาศลงของผม

“ฉันคิดว่า แผนการของเรายังคงเหมือนเดิม”  เขาพูดอย่างไตร่ตรอง “พวกเราจะอยู่ที่นี่  คอยเฝ้าดู  และ เข้าใจกันให้ชัดเจนนะว่า จะไม่มีใคร .. ทำร้ายเด็กคนนั้น”

ผมยืนนิ่งเป็นศพ

“ไม่” แจสเปอร์ค้านเบาๆ “ผมจะเห็นด้วย ถ้าอลิซมองเห็นว่ามีแค่สองทางเท่านั้น”

“ไม่ได้ !” เสียงผมแยกไม่ออกว่าจะตะโกน หรือขู่คำราม หรือจะเป็นเสียงร่ำร้องอย่างสิ้นหวัง  มันปนเปกันไปหมดแล้ว  “ไม่ได้ !”

ผมต้องไปให้ไกลจากเสียงความคิดของพวกเขา

โรซาลี ที่คิดเข้าข้างตัวเองเสมอ น่าขยะแขยง .. เอ็มเม็ตต์ ก็เห็นเป็นเรื่องขบขัน .. คาร์ไลส์ มีแต่ความอดทนที่ไม่มีวันสิ้นสุด .. ที่แย่กว่านั้นก็คือ ความมั่นใจของอลิซ และ แจสเปอร์ที่เชื่อมั่นในความมั่นใจของอลิซ

แย่ที่สุด คือ ความคิดของเอสเม่ ..มีความสุข

ผมเดินออกจากห้องไปเงียบๆ  เอสเม่แตะแขนผมเมื่อผมเดินผ่านเธอไป แต่ผมไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว .. ผมเริ่มวิ่งตั้งแต่ก่อนจะออกจากบ้านเสียอีก กระโดดทีเดียวก็ถึงแม่น้ำ วิ่งเข้าไปในป่า .. ฝนตกอีกครั้ง ตกหนักมาก จนผมเปียกโชกในชั่วอึดใจ ผมชอบม่านน้ำหนาๆ ที่กั้นเป็นกำแพงงระหว่างตัวผมและโลกอีกด้าน ห่อหุ้มผมไว้ให้ได้อยู่ตามลำพัง ผมวิ่งไปทางตะวันออก วิ่งตรงไปไม่หยุด ข้ามผ่านภูเขา จนกระทั่งผมเห็นแสงสว่างของซีแอทเทิลจากอีกฟากฝั่งของเสียงที่ได้ยิน ผมหยุดวิ่งก่อนที่จะถึงเส้นแบ่งเขตความศิวิไลซ์ของมนุษย์  .. ผมขังตัวเองไว้ในสายฝนตามลำพัง   ในที่สุดผมก็ทบทวนดูตัวเองว่าผมได้ทำอะไรลงไป .. ด้วยการทำร้ายอนาคตของตัวเองจนพิกลพิการแบบนี้

ประการแรก  ภาพของอลิซและเธอคนนั้นที่วงแขนของพวกเธอต่างก็กอดเกี่ยวซึ่งกันและกันไว้ .. ความเชื่อมั่นและมิตรภาพ โดดเด่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด จนเหมือนจะตะโกนก้องออกมาจากภาพนั้น ไม่มีความสงสัยแปลกใจให้เห็นในดวงตาสีชอคโกแลตของเบลล่า  แต่ก็ยังคงเต็มไปด้วยความลับและปริศนา .. ในช่วงเวลานี้ ดูเหมือนจะเป็นความลึกลับที่แสนจะมีความสุข เธอไม่ได้อยู่ห่างจากวงแขนที่เย็นยะเยือกของอลิซเลย

นี่หมายความว่าอย่างไร ? เธอรู้อะไรมากแค่ไหน ?  ในภาพนั้นยังเป็นช่วงชีวิตในอนาคต  แล้วเธอคิดยังไงกับผมบ้างนะ ?

จากนั้นก็เป็นอีกภาพ ที่แทบจะเหมือนกัน แต่มีสีสันที่น่าขนลุก อลิซกับเบลล่ายังคงกอดเกี่ยวกันด้วยความไว้วางใจในมิตรภาพ  แต่ในตอนนี้สีผิวของพวกเธอไม่ต่างกันอีกแล้ว ผิวของทั้งคู่ขาว เรียบเหมือนหินอ่อน แข็งประดุจเหล็กกล้า  ไม่มีดวงตากลมโตสีชอคโกแลตของเบลล่าอีกต่อไปแล้ว   ม่านตาเป็นสีแดงก่ำชัดเจน จนน่าตกใจ  ปริศนาในดวงตาคู่นั้นลึกลับจนไม่อาจหยั่งถึง .. เป็นการยอมรับเข้ากลุ่ม หรือ เป็นความหดหู่สิ้นหวัง  กันแน่นะ ? ตอบยากเหลือเกิน ใบหน้าของเธอดูเย็นชา และ เป็นนิรันดร์

ผมตัวสั่นด้วยความกลัว ผมไม่สามารถยับยั้งความสงสัย ในความเหมือนที่มีความแตกต่างนี้ได้ .. หมายความว่าอย่างไร ? เกิดขึ้นได้ยังไง ?  และตอนนี้เธอคิดยังไงกับผม ?

ข้อสุดท้ายน่ะผมตอบได้  ถ้าผมบีบบังคับให้เธอเข้ามาสู่อีกครึ่งชีวิตที่ว่างเปล่า เนื่องจากความอ่อนแอและเห็นแก่ตัวของผม, เธอต้องเกลียดผมอย่างแน่นอน

แต่ยังมีอีกภาพของความสยดสยอง เลวร้ายกว่าทุกภาพที่ผมเคยเห็น ดวงตาของผมแดงก่ำด้วยเลือดมนุษย์  ดวงตาของปีศาจ ร่างที่แตกหักของเบลล่าอยู่ในอ้อมแขนของผม ตัวซีดเผือด เลือดในตัวเหือดแห้งไม่มีเหลือ และ ไร้ชีวิต  ดูกระจ่างชัดจนแทบจะจับต้องได้ในความเป็นจริง

ผมทนดูต่อไปไม่ได้แล้ว..  ผมทนไม่ไหวอีกต่อไป ผมพยายามลบมันออกจากความคิด พยายามนึกถึงอย่างอื่น อะไรก็ได้  พยายามมองใบหน้าที่ยังมีชีวิตของเธออีกครั้ง ใบหน้าที่ขวางคั่นการมองเห็นของผมในบทสุดท้ายของการดำรงอยู่  แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย .. ..

ในหัวผมเต็มไปด้วยมโนภาพที่อ้างว้างและสิ้นหวังของอลิซ  ภายในใจผมกำลังกระเสือกกระสนจากความเจ็บปวดทรมาณแสนสาหัสจากการมองเห็นภาพเหล่านั้น  ในขณะที่ปีศาจในตัวผมกำลังยินดีปรีดาอย่างเต็มที่  ดีอกดีใจกับความสำเร็จที่ใกล้จะเป็นจริง ทำเอาผมคลื่นไส้ .. ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น  จะต้องมีหนทางที่จะหลีกเลี่ยงไปได้  ผมจะไม่ยอมให้ภาพอนาคตที่อลิซมองเห็นนี้มาชี้นำผมเด็ดขาด  ผมสามารถเลือกเส้นทางอื่นได้

.. ทุกอย่างต้องมีทางเลือกเสมอ  ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ..

.

Translation by ppompam

.

.

Share

Comments (21)

ขอบคุงคร๊าบบบบบบ…..

สุดยอดแล้วจิง…จิง…

ท่านคือยอดมนุษย์…..

คุณ join ขา
ผู้ใดคือ ยอดมนุษย์คะ
ป้าคนแปล
หรือว่า เอ็ดเวิร์ด
ขอบคุณที่เข้ามาเยี่่ยมชม
เป็นกำลังใจให้ Robsten นะคะ

คุณคือเทพธิดาแห่งการถ่ายทอดวรรณกรรม

ขอบคุณค่ะ

แปลเก่งมากเลย

นั่งอ่านละ คลายเครียดมากๆๆค่ะ

ขอบคุณค่ะ makarina

รุ้สึกผิดจังค่ะที่ค้างบทที่ 7 ไว้

มัวแต่ระเริงรัก Robsten

หนุกหนานจังเลยค่ะ

แปลเก่งจังเลย

หนูเวลาอ่านเล่มอังกฤษนี่เลือดตาเเทบกระเด็น

เป็นกำลังใจให้นะคะ

ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังมีความรัก

น่่าสงสารเอ็ดเวร์ด

ทรมานดีแท้ รักนี้ของ EW Y_Y
สงสารจริง
แต่เพราะพวกเรารู้จาก twilight แล้ว
ต่อไปก็จะ happy จ้ะ ใจเย็นนะ พ่อแวมไพร์กระหายรัก อิอิ

ขอบคุณนะคะ อ่านสนุกมากๆๆๆๆ

สนุกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

หยุดไม่อยู่แล้วค่ะ ชอบมากค่ะ ขอบคุณที่แปลให้อ่านนะคะ

ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงคะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด

แปลดีจังค่ะ..^^

อยากอ่านบทต่อไปๆๆๆค่ะ

ภายใต้ท่าทีทีดูเหมือนจะเย็นชา แต่ซ้อนอะไรมากมายเกินกว่าที่คนทั่วไปจะคิดถึง นอกจากคุณแพม ขอบคุณนับพัน ๆ ครั้งค่ะ สำหรับความสุขที่มอบให้ในทุกตัวอักษร

ขอบคุณมากๆๆๆๆเลยค๊า

เพิ่งเข้ามาอ่านเป็นครั้งเเรกอ่านติดกัน 4 ตอนรวดเลย ปลาบปลื้มมากๆ

เสียใจที่เพิ่งเจอที่นี่เอาตอนนี้

ช่วงนี้เข้ามาอยู่ในนี้ทุกวันเลย ติดงอมแงมแล้วค๊า

ปล.ขอบคุณข่าวrobsten ด้วยนะคะ

คุนแปลได้เก่งมากเรยค่ะ

อ่านแร้วสนุกมากกกก เรยค่ะ ^^

สุดยอดค่ะ เขียนได้จับใจมาก ขอบคุณมากมากค่ะ

อ่านแล้วลุ้นๆๆๆเลยค่ะ
คุณแปลเก่งมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!

อ่านกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ

ขอบคุณค่ะคุณแพม

อ่านแล้วจินตนาการถึงสองคน ปลื้มมมมมมม

Post a comment

This site is protected by WP-CopyRightPro