Midnight Sun / Twilight Saga : 3. Phenomenon.

24

Category : Midnight Sun

.

.

.

Midnight Sun by Stephenie Meyer

.

Translation by ppompam

.

.

Phenomenon

.

  .

อันที่จริงแล้ว  ผมไม่ได้รู้สึกกระหายเลย แต่ผมตัดสินใจออกล่าอีกครั้งในคืนนั้น  แต่ป้องกันไว้ก่อน แม้ผมจะรู้ว่ามันช่วยได้แค่เล็กน้อยก็ตาม ผมออกล่ากับคาร์ไลส์ เราสองคนไม่ได้ออกล่าด้วยกันเลยตั้งแต่ผมกลับมาจากเดนาลี  ขณะที่เราวิ่งผ่านป่าที่มืดมิด ผมได้ยินเขาคิดถึงเรื่องการกล่าวคำอำลาอย่างรีบร้อนเมื่อสัปดาห์ก่อน

ในความทรงจำของคาร์ไลล์ ผมเห็นภาพของตัวเองที่กำลังปวดร้าวและสิ้นหวัง ผมรู้สึกถึงความรู้สึกแปลกใจและความห่วงกังวลที่เกิดขึ้นในทันทีที่เขาเห็นหน้าผม

“เอ็ดเวิร์ด?”

“ผมต้องไปแล้ว คาร์ไลล์ ต้องไปเดี๋ยวนี้ ”

“เกิดอะไรขึ้น?”

“ยัง.. ยังไม่มีอะไร แต่มันจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆถ้าผมยังอยู่ที่นี่ ”

เขาเอื้อมมือมาจะจับแขนผมไว้   ผมรู้ว่าเขาเจ็บปวดแค่ไหนเมื่อผมถอยห่างออกมาจากมือของเขา

“ฉันไม่เข้าใจ ”

“คุณเคยไหม….เคยไหมเวลาที่….”

ผมมองเห็นตัวเองกำลังสูดลมหายใจเข้าเต็มที่  มองเห็นบางสิ่งที่ยากจะควบคุมได้ผ่านความกังวลในแววตา

“เคยเจอมั้ย .. ใครสักคนที่มีกลิ่นหอมเหลือเกินสำหรับคุณ หอมกว่าใครๆทั้งหมด?  หอมกว่ามากๆ? ”

“โอว..”

เมื่อผมรู้ว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่ผมถาม สีหน้าผมบ่งบอกถึงความละอายใจ เขาเอื้อมมือออกมาแตะตัวผม ไม่ใส่ใจที่ผมเบี่ยงตัวหลบอีกครั้ง   มือเขาจับไหล่ผมไว้

“ไม่ว่าทำอะไรตามเธอจะต้องอดทนกับมันให้ได้นะลูก ฉันจะคิดถึงเธอ เอ้านี่ ..เอารถฉันไป มันเร็วกว่าเยอะ”

ในตอนนี้เขากำลังสงสัยว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันถูกต้องหรือเปล่า ที่ส่งผมไปแบบนั้น และมันเป็นการทำร้ายจิตใจผมหรือเปล่า ที่เขาขาดความเชื่อใจในตัวผมแบบนั้น

“ไม่เลยครับ”  ผมกระซิบบอกเขาขณะที่ยังวิ่งอยู่ “นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการ ผมอาจทรยศต่อความไว้วางใจนั่นได้ง่ายๆ ถ้าคุณบอกให้ผมอยู่ต่อ ”

“ฉันขอโทษที่ทำให้เธอต้องทุกข์ใจนะ เอ็ดเวิร์ด  แต่สิ่งที่เธอควรทำคือทำอะไรก็ได้ที่จะให้เด็กสวอน มีชีวิตอยู่ต่อไป แม้ว่าเธอจะต้องทิ้งพวกเราไปอีกครั้งก็ตาม”

“ผมรู้ครับ ผมรู้”

“แล้วทำไมเธอถึงกลับมาล่ะ?  เธอรู้มั้ยว่าฉันดีใจมากแค่ไหนที่เธออยู่ที่นี่ ตรงนี้แต่ถ้ามันหนักหนาเกินไปละก็…..”

“ผมเกลียดที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนขี้ขลาด” ผมยอมรับ

.

ตอนนี้ เราลดความเร็วลง  จนเกือบจะเป็นการวิ่งเหยาะๆผ่านความมืด

“แต่นั่นก็ดีกว่าที่จะให้เด็กคนนั้นตกอยู่ในอันตราย   อีกปีหรือสองปีเธอก็จะจากไปอยู่แล้ว”

“คุณพูดถูก ผมรู้อยู่แล้วล่ะ”  แต่มันไม่เป็นเช่นนั้นน่ะสิ  ก็คำพูดของเขามันทำให้ผมคิดหนักกับการอยู่ที่นี่ …เด็กผู้หญิงคนนั้นจะจากไปภายในปี สองปี….ล่ะหรือ

เราหยุดวิ่ง คาร์ไลส์หันมาพิจารณาสีหน้าของผม

แต่เธอจะไม่วิ่งหนีมัน ใช่มั้ย?

ผมก้มหัวลงรู้สึกละอายใจ

เรื่องศักดิ์ศรีเหรอ เอ็ดเวิร์ด? ไม่มีอะไรที่จะต้องขายหน้า ..

“เปล่าครับ, ไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรีหรอกครับที่ทำให้ผมอยู่ที่นี่ ไม่ใช่ตอนนี้ ”

หรือไม่รู้จะไปไหนดี?

ผมหัวเราะห้วนๆ  “ไม่ใช่ครับ ถ้าผมตั้งใจจะไปจริงๆ เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา”

“แน่นอนว่าพวกเราจะไปด้วยกันกับเธอ ว่าถ้านั่นคือสิ่งที่เธอต้องการ ขอให้เธอบอกมาแค่นั้นเอง เธอต้องย้ายที่อยู่โดยไม่เคยบ่นเพื่อพวกเขามาแล้ว ไม่มีใครโกรธเธอหรอกที่เป็นแบบนี้”

ผมเลิกคิ้วข้างหนึ่งแทนคำถาม

เขาหัวเราะ  “แน่ล่ะ , อาจจะมีบางคน แต่โรซาลียังติดค้างเธออยู่  อย่างไรก็ตาม ถ้าพวกเราจากไปตอนนี้จะดีกว่า เพราะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดีกว่าจะไปกันหลังจากที่มีใครตายไปแล้ว”  ไม่มีอารมณ์ขันเหลืออยู่เลยในตอนท้าย

ผมผงะกับคำพูดของเขา

“ก็ใช่ครับ”  … เสียงผมแหบพร่า

แต่เธอก็ไม่ไปไหนใช่มั้ย?

ผมถอนหายใจ  “ผมควรไปเหรอครับ?”

“มีอะไรรั้งเธอไว้ที่นี่เหรอ เอ็ดเวิร์ด? ฉันมองไม่ออกว่า….”

“ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะบอกยังไงเหมือนกัน”  แม้กระทั่งกับตัวผมเอง มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย

เขาพิจารณาสีหน้าผมหยั่งความรู้สึกอยู่ครู่ใหญ่

ไม่รู้สิ ฉันเองก็บอกไม่ได้ แต่มันเป็นเรื่องส่วนตัว  ฉันให้เธอตัดสินใจเอง ถ้าเธอต้องการนะ

“ขอบคุณครับ คุณใจกว้างจริงๆ แต่ดูผมสิไม่ได้ให้ความส่วนตัวกับใครเลย”  ยกเว้นอยู่คนเดียว และผมก็พยามยามทำทุกอย่างที่จะแย่งมันมาจากเธอ ไม่ใช่หรือ?

“พวกเราก็ทำตัวประหลาดๆ กันทุกคนนั่นล่ะ” เขาหัวเราะอีกครั้ง

“เริ่มกันเลยมั้ย?”

เขาเริ่มได้กลิ่นของกวางฝูงเล็กๆ   ตอนนี้เราไม่สนใจเรื่องอื่นๆแล้วนอกจากกลิ่นหอมหวลชวนให้กระหาย แล้วยังมีกลิ่นเลือดของเธอที่ยังติดอยู่ในความคิดผมอีก นั่นล่ะที่ทำให้ผมท้องร้อง ผมถอนหายใจ  …“ไปกันเลย” ผมไม่รีรอ แม้จะรู้ว่าดื่มไปมากขนาดไหนก็ช่วยได้แค่นิดหน่อยเท่านั้นเอง  เราสองคนอยู่ในท่าหมอบเตรียมกระโจนออกล่า ให้กลิ่นนำทางเราไป

อุณหภูมิลดลงอีกเมื่อเรากลับถึงบ้าน  หิมะที่ละลายไปแล้วก็เริ่มจับตัวกันเป็นน้ำแข็งอีกรอบ  เหมือนมีแผ่นกระจกบางๆห่อหุ้มคลุมทุกอย่างไว้ .. ใบสนที่เล็กแหลม..ใบเฟิร์นทุกใบ และ ยอดหญ้าเรียวยาว ต่างก็โดนเคลือบด้วยน้ำแข็งทั้งหมด

ขณะที่คาร์ไลส์แยกไปแต่งตัวเตรียมไปทำงานกะเช้าที่โรงพยาบาล ผมยังอยู่ที่ริมแม่น้ำ รอดูแสงแรกของดวงอาทิตย์จับขอบฟ้า  ผมรู้สึกเหมือนตัวบวมน้ำเพราะผมดื่มเลือดเข้าไปเยอะเหลือเกิน  แต่ผมก็รู้ว่าความกระหายจะเกิดขึ้นมาอีกเมื่อได้นั่งข้างๆเธอคนนั้น แม้ว่าผมจะยังอิ่มอยู่ก็ตาม

ผมนั่งตัวเย็นนิ่งแข็งเหมือนหิน  ผมจ้องไปที่แม่น้ำสีเข้มที่ไหลเลียบไปกับริ่มฝั่งที่กลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว  ผมนั่งมองไปเรื่อยๆ .. คาร์ไลส์พูดถูก ผมควรไปจากฟอร์คส์  พวกเขาสามารถอธิบายเรื่องการหายไปของผมได้อยู่แล้ว  ไปเรียนต่อในยุโรป ไปเยี่ยมญาติที่อยู่ไกลแสนไกล หรือจะเป็นวัยรุ่นมีปัญหาหนีออกจากบ้าน  พูดได้ทุกเรื่องไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร  ไม่มีใครจะมาซักถามอะไรจริงจังหรอก ก็แค่ปีหรือสองปี แล้วเด็กผู้หญิงคนนั้นจะจากไป  เพื่อดำเนินชีวิตของเธอต่อไป  เธอยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากมายในชีวิต  เรียนต่อในวิทยาลัยที่ไหนสักแห่ง  อายุมากขึ้น ทำงาน อาจเป็นไปได้ที่เธอจะแต่งงานกับใครสักคน ผมนึกภาพได้เลยว่าเธออยู่ในชุดสีขาว คล้องแขนพ่อของเธอ  ก้าวเป็นจังหวะมาตามทางเดินยาว… มันแปลกมากๆ   ภาพนั้นทำให้ผมรู้สึกเจ็บ   ผมไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ผมอิจฉาเหรอ?  เพราะเธอมีอนาคตที่ผมไม่สามารถมีได้ใช่มั้ย?  นั่นไร้สาระแล้วล่ะ ก็มนุษย์ทุกคนรอบๆตัวผมก่อนหน้านี้ ก็ดำเนินชีวิตแบบนี้เหมือนกันทั้งนั้น  และยากมากที่ผมจะรู้สึกอิจฉาใคร .. ผมควรปล่อยให้เธอได้มีอนาคต  หยุดเอาชีวิตเธอมาเสี่ยง นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง .. คาร์ไลส์เลือกหนทางที่ถูกต้องเสมอ  และตอนนี้ผมก็ควรเชื่อฟังเขา

แสงอาทิตย์ยามอรุณรุ่งสาดส่องอยู่หลังม่านเมฆสะท้อนแวววาวกับพื้นน้ำแข็ง  ผมตัดสินใจแล้วว่า  อีกแค่วันเดียวเท่านั้น ผมจะเจอเธออีกสักครั้ง ผมสามารถจัดการกับตัวเองได้แน่  บางทีผมอาจจะเอ่ยถึงเรื่องที่ผมจะหายไปสักระยะหนึ่ง ก็คงต้องแต่งเรื่องขึ้นมาสักเรื่องนั่นแหละ  … แบบนี้ยิ่งจะทำให้เรื่องยากขึ้นน่ะสิ  ผมรู้สึกได้ว่าผมลังเลอย่างหนักและนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ผมกำลังคิดข้ออ้างที่จะอยู่ต่อ เพื่อยืดเวลาออกไปอีกสักสองวัน อาจเป็นสาม หรือ สี่วัน .. แต่ผมจะต้องทำสิ่งที่ถูกต้อง  ผมรู้ว่าผมสามารถวางใจได้ในคำแนะนำของคาร์ไลส์ และผมก็รู้ดีว่า ความคิดผมขัดแย้งกันเกินกว่าจะตัดสินใจด้วยตัวเองคนเดียวได้ .. มันขัดแย้งกันมากเกินไปจริงๆ   ความลังเลของผมนั้นมาจากความหมกมุ่นที่อยากจะรู้ความคิดของเธอมากแค่ไหน หรือจะมาจากความกระหาย ..  ข้อไหนกันแน่?

ผมเข้าบ้านเพื่อจะเปลี่ยนเสื้อผ้าไปโรงเรียน … อลิซกำลังนั่งรอผมอยู่บนบันไดขั้นบนสุดของทางขึ้นชั้นสาม

เธอกำลังจะไปอีกแล้ว  .. เธอตั้งข้อกล่าวหา

ผมถอนหายใจ แล้วพยักหน้า

คราวนี้ฉันมองไม่เห็นล่ะ ว่าเธอจะไปไหน

“ฉันเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะไปไหน” ผมบอกเธอเบาๆเหมือนเสียงกระซิบ

ฉันไม่อยากให้เธอไปเลย

ผมส่ายหน้าตอบเธอ

ให้ฉันกับแจสไปกับเธอด้วยนะ?

“ถ้าฉันไม่อยู่คอยระวังให้แล้ว  พวกเขาจำเป็นต้องมีเธออย่างยิ่งเลยล่ะ แล้วก็นึกถึงเอสเม่ด้วยสิ  จะให้เธอถูกพรากครอบครัวไปครึ่งหนึ่งในคราวเดียวเลยเหรอ?”

เอสเม่เศร้าแน่ๆที่เธอจากไปแบบนี้

“ฉันรู้ เธอถึงต้องอยู่ที่นี่ไงล่ะ”

มันก็ไม่เหมือนมีเธออยู่ที่นี่หรอก เธอก็รู้

“มันก็ใช่ แต่ฉันต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

“แต่ก็มีวิธีที่ถูกต้องอีกตั้งเยอะแยะ แล้วอีกหลายวิธีก็ผิด ไม่ใช่เหรอ?”

ในช่วงเวลาสั้นๆนั้นเองที่ท่าทางเธอเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เหมือนเข้าไปอยู่ในมโนภาพที่ผิดแปลกไปกว่าทุกครั้ง ผมเห็นภาพนั้นไปพร้อมๆกับเธอ แต่มองเห็นได้เลือนราง  ไม่ชัดเจน เหมือนเป็นความเคลื่อนไหวแว่บเข้ามาแล้ววนออกไป ผมมองเห็นตัวเองปนเปไปกับเงาแปลกๆที่พร่ามัว ทำให้ผมมองเห็นได้ไม่ชัดเจน รูปร่างดูคลุมเคลือ  ทันใดนั้นก็เห็นภาพตัวผมอยู่ในทุ่งหญ้าเล็กๆท่ามกลางแสงแดดซึ่งส่องกระทบผิวของผมเห็นเป็นประกายระยิบระยับ  ผมรู้จักสถานที่แห่งนี้  และผมยังเห็นร่างของใครคนหนึ่งอยู่ในทุ่งหญ้าด้วยกันกับผม แต่ก็ยังรางเลือนเช่นเดิม ยากที่ผมจะจำได้ ภาพที่เห็นนั้นวูบวาบ สั่นไหว แล้วก็หายวับไป  เหมือนกับว่าผมมีทางเลือกอีกเป็นล้านวิธีที่จะเปลี่ยนอนาคตอีกครั้ง

“ฉันไม่ค่อยจะเข้าใจมันสักเท่าไหร่” ผมบอกเธอเมื่อมโนภาพนั้นมืดดับลง

“ฉันก็เหมือนกัน อนาคตเธอเปลี่ยนไปเรื่อยๆจนฉันตามไม่ทัน จับความอะไรไม่ได้เลยล่ะ ฉันว่า ….”

เธอหยุดพูดแล้วย้อนกลับไปดูมโนภาพที่เกี่ยวกับผมมากมายซึ่งเธอมองเห็นในช่วงหลังๆนี้  ภาพที่เห็นเป็นเหมือนกันหมด พร่ามัว ไม่ชัดเจนเอาเสียเลย

“ฉันว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่กำลังเปลี่ยนแปลง” เธอบอกเสียงดัง “ดูเหมือนว่าชีวิตเธอจะเดินมาถึงทางแยกเสียแล้วล่ะ”

ผมหัวเราะเสียงเครียด “ รู้ตัวมั้ย อลิซ ตอนนี้เธอน่ะเหมือนกับพวกแม่หมอยิปซีมาหลอกดูดวงตามงานวัดเลยล่ะ”

เธอแลบลิ้นแผล่บใส่ผม

“ถ้าอย่างนั้น วันนี้ก็ปลอดโปร่งไม่มีอะไรใช่มั้ย?”  น้ำเสียงผมแสดงความมหวั่นวิตกขึ้นมาในทันที

“ฉันไม่เห็นเธอว่าฆ่าใครนะ วันนี้ ” เธอพูดให้ผมสบายใจขึ้น

“ขอบคุณมาก อลิซ”

“ ไปแต่งตัวถอะ ฉันยังไม่บอกอะไรใครหรอก เอาไว้เธอพร้อม แล้วเธอค่อยบอกพวกเขาเองก็แล้วกัน ” .. แล้วเธอก็ลุกขึ้นยืน เดินลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว เธอห่อไหล่เล็กน้อย

ฉันคิดถึงเธอจริงๆนะ

แน่นอน ผมเองก็คงคิดถึงเธอมากเหมือนกัน

 .

พวกเรานั่งเงียบกันตลอดทางที่ไปโรงเรียน  แจสเปอร์รู้ว่ามีอะไรบางอย่างทำให้ อลิซไม่สบายใจ  แต่เขาก็รู้ดีว่าถ้าเธออยากเล่าเธอคงพูดออกมาแล้ว  เอ็มเม็ตต์กับโรซาลีไม่ได้สนใจอะไรกับใครเขา มัวแต่ส่งสายตาให้กันและกันอยู่ในโลกของพวกเขาสองคน  ผมว่าถ้าคนนอกมองมาก็ออกจะน่าผะอืดผะอมอยู่เหมือนกันนะ  พวกเราทุกคนก็รู้ว่าพวกเขารักกันจนหมดหัวใจ บางทีอาจเป็นไปได้ว่าผมรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะมีผมคนเดียวที่ไร้คู่  บางวันก็ทำให้ผมลำบากใจอยู่บ้าง ที่ต้องอยู่ท่ามกลางคู่รักหวานชื่นที่สมบูรณ์แบบถึงสามคู่  .. วันนี้ก็เช่นกัน ..ไม่แน่นะ ว่าพวกเขาอาจจะมีความสุขมากกว่านี้ก็ได้ถ้าไม่มีผมอยู่ด้วย ตอนนี้ผมดูเหมือนจะเป็นโรคคนแก่เจ้าอารมณ์ชอบชวนทะเลาะไปเสียแล้ว 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สิ่งแรกที่ผมจะทำเมื่อถึงโรงเรียนแล้วคือการมองหาเด็กผู้หญิงคนนั้น  ก็เพียงแค่จะเตรียมตัวเองให้พร้อมเท่านั้นเอง นั่นล่ะใช่ ถูกต้องแล้วล่ะ … ก็น่าอายเหมือนกันนะที่อยู่ดีๆโลกของผมก็ดูว่างเปล่าขึ้นมา ไม่มีอะไรทั้งนั้น

มีแต่เธอ .. ทุกอย่างในชีวิตของผมไปขึ้นอยู่กับเธอ  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเองอีกต่อไป ผมเข้าใจได้ไม่ยากเลย ก็ผมดำเนินชีวิตเดิมๆซ้ำๆทุกวันมาตลอดแปดสิบปี  เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเข้ามา ผมก็อาจจะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้นบ้างเป็นธรรมดา

เธอยังมาไม่ถึงโรงเรียนเลย แต่ผมสามารถได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังประดุจเสียงฟ้าร้องคำรามมาไกลๆ  ผมยืนพิงข้างๆ รถรอเธอ อลิซยังอยู่กับผม ส่วนคนอื่นๆไปเข้าห้องเรียนกันแล้ว พวกเขาเบื่อที่ผมสนใจเธอคนนี้มากจนเหมือนลุ่มหลง  ก็ยากที่จะทำให้พวกเขาเข้าใจได้ว่าทำไมมนุษย์คนหนึ่งถึงได้ดึงดูดความสนใจของผมได้นานขนาดนี้  ไม่ว่าเธอจะมีกลิ่มหอมเชิญชวนมากแค่ไหนก็ตาม

ผมเห็นเธอค่อยๆขับรถเข้ามาช้าๆ สายตาเธอมองถนนไม่ว่อกแว่ก มือเธอก็จับพวงมาลัยแน่น ดูเธอจะวิตกกังวลกับอะไรบางอย่าง ผมใช้เวลาหนึ่งวินาที่จะหาคำตอบว่าสิ่งนั้นคืออะไร แล้วทำไมมนุษย์ทุกคนแสดงสีหน้าเดียวกันหมดในวันนี้   ถนนลื่นนั่นเอง มีน้ำแข็งเกาะถนนทำให้ทุกคนเพิ่มความระมัดระวังกันมากขึ้น ผมเห็นว่าเธอจริงจังมากกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมาในวันนี้ … ความจริงจังนั้นดูจะสอดคล้องกับบุคลิกของเธอที่ผมได้รับรู้มาเล็กน้อย  ผมเพิ่มสิ่งนี้เข้ามาในรายการที่ผมทำเอาไว้ในหัว : เธอเป็นคนเอาจริงเอาจัง และ เป็นคนมีความรับผิดชอบ

เธอจอดรถไม่ไกลจากผมสักเท่าไหร่  แต่เธอยังไม่ทันสังเกตเห็นว่าผมยืนอยู่ตรงนี้ และกำลังจ้องมองเธออยู่  ผมสงสัยจริงๆว่าเธอจะทำยังไงเมื่อเห็นผม?  เธอจะเขินอายหน้าแดง แล้วก็เดินหนีไปหรือเปล่า ?  ผมเดาอย่างนั้นไว้ก่อน  แต่เธออาจจะจ้องกลับมา บางทีเธออาจจะเดินมาคุยกับผมก็ได้นะ … ผมสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ เติมลมเข้าปอดอย่างมีความหวัง ก็แค่เตรียมตัวไว้เท่านั้นเอง

เธอลงจากรถอย่างระมัดระวัง ลองเอาเท้าวางบนพื้นลื่นๆก่อนจะทิ้งน้ำหนักตัวลงไปเต็มเท้า  เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองผมเลย  ทำให้ผมเริ่มหงุดหงิด  หรือผมจะเดินไปคุยกับเธอดี .. 

ไม่ได้  ผิดมากที่จะทำเช่นนั้น

แทนที่เธอจะเดินไปทางอาคารเรียน  เธอกลับเดินไปทางท้ายรถ  เกาะกระบะหลังรถแน่นค่อยๆเดินไปด้วยท่าทางตลกๆ เหมือนจะไม่มั่นใจเท้าตัวเอง นั่นล่ะที่ทำให้ผมยิ้มออกมา .. ผมรู้สึกได้ว่า อลิซกำลังมองหน้าผมอยู่ ผมไม่ได้ฟังว่าเธอคิดอะไรอยู่บ้าง  ผมกำลังสนุกอยู่กับการมองดูเธอคนนั้นมากกว่า เธอตรวจดูโซ่ที่พันอยู่รอบล้อรถสำหรับขับบนหิมะ  ท่าทางเธอเหมือนจะล้มเสียให้ได้ ดูจากเท้าเธอที่คอยแต่จะลื่นไถลอยู่ตลอดเวลา  ไม่เห็นคนอื่นจะดูแย่แบบนี้เลย … สงสัยว่าเธอจอดรถตรงที่น้ำแข็งลื่นที่สุดหรือไงนะ?

เธอหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น จ้องมองล้อรถด้วยสีหน้าแปลกๆ   ดูคล้ายๆ … ความซาบซึ้งใจ ?  เหมือนกับว่ามีบางอย่างที่ยางรถนั่นทำให้ … อารมณ์ท่วมท้นออกมา?  .. อีกครั้งที่ความอยากรู้ทำให้ผมเจ็บปวดได้เหมือนกับความกระหาย ราวกับว่าผมต้องรู้ให้ได้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่  … เรื่องอื่นๆน่ะไม่สำคัญเท่า  ผมจะเข้าไปคุยกับเธอ แล้วก็ดูเหมือนเธอจะต้องการความช่วยเหลือ อย่างน้อยก็จนกว่าเธอจะเดินผ่านพื้นลื่นๆนั่นไปได้ แน่นอนอยู่แล้วว่าผมไม่สามารถเสนอตัวเข้าไปช่วยเธอได้

ผมลังเล รู้สึกแย่เอามากๆ   เท่าที่ดูก็รู้ว่าเธอไม่ชอบหิมะแน่ๆ  เช่นนั้นก็คงยากที่เธอจะชอบความเย็นเยียบจากมือของผม  ผมน่าจะสวมถุงมือมา …

“ไม่นะ” ..  อลิซร้องเสียงหลง

ผมรีบอ่านความคิดเธอทันที  ผมเดาว่าเธอคงเห็นผมเลือกทางออกโง่ๆ และผลของมันคงเลวร้ายเกินกว่าจะยกโทษให้ได้ แต่ภาพที่เห็นนี่ไม่เกี่ยวกับผมสักนิดเลย

ไทเลอร์ โครวลีย์ เลี้ยวรถเข้ามาในลานจอดโดยไม่ลดความเร็วลง ซึ่งจะทำให้รถของเขาลื่นไถลไปบนพื้นน้ำแข็ง… ภาพที่เห็นเกิดก่อนเหตุการณ์จริงเพียงครึ่งวินาทีเท่านั้น รถตู้ของไทเลอร์ผ่านโค้งเข้ามา ขณะที่ผมยังคงดูอยู่ว่าสุดท้ายแล้วจะเกิดอะไรขึ้น อลิซถึงได้ร้องออกมาน่ากลัวอย่างนั้น … ไม่มีอะไรเกี่ยวกับผมเลยในภาพนั้น ยังก่อนหรอก ทุกอย่างต้องเกี่ยวกับผมแน่ๆ

เพราะรถตู้ของไทเลอร์ … ล้อรถชนกับน้ำแข็งแล้วกำลังหมุนไถลข้ามลานมาชนกับเด็กผู้หญิงคนนี้ ที่กลายมาเป็นคนสำคัญในโลกของผมโดยที่ผมไม่ได้เชื้อเชิญ .. ถึงแม้จะไม่ได้เห็นภาพอนาคตจากอลิซ ก็ดูได้ไม่ยากเลยจากเส้นทางของรถที่พุ่งมาว่ามันไทเลอร์ควบคุมมันไว้ไม่อยู่แล้ว

เธอคนนั้น.. ไปอยู่ผิดที่ผิดทางจริงๆ  เธอยืนอยู่ที่ท้ายรถของเธอเอง เงยหน้าขึ้นมาด้วยความสับสน ตกใจกับเสียงครูดดังแหลมของรถที่ถูกห้ามล้อไว้บดกับพื้นน้ำแข็ง เธอมองตรงมาเจอกับแววตาที่กำลังตระหนกของผม แล้วหันไปมองทูตแห่งความตายที่มุ่งหน้าตรงไปหาเธอ

ต้องไม่ใช่เธอ !!! …  เสียงดังตะโกนก้องอยู่ในหัวผมราวกับว่าเป็นเสียงของคนอื่น

ภาพยังอยู่ในหัวของอลิซ แล้วภาพนั้นก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน แต่ผมไม่มีเวลาดูว่านั่นจะเห็นเป็นภาพอะไร … ผมกระโจนข้ามลานออกไป เอาตัวเองเข้าขวางระหว่างรถที่กำลังลื่นไถลมากับตัวเธอที่ยืนแข็งทื่อไม่ขยับเขยื้อน ผมเคลื่อนตัวไปเร็วมากจนทุกอย่างรอบๆตัวเบลอไปหมด มีแต่เธอเท่านั้นที่ผมมองเห็นชัดเจน  เธอมองไม่เห็นผมหรอก ไม่มีสายตามนุษย์คนไหนเห็นผมทะยานข้ามลานน้ำแข็ง… เธอยังจ้องไปที่รถคันใหญ่ที่กำลังจะบดอัดร่างเธอเข้ากับท้ายรถตัวเอง.. .. ..

ผมคว้าเอวเธอไว้ เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและนุ่มนวลที่สุดเท่าที่ผมจะทำให้เธอได้ ในเสี้ยวเวลาเศษหนึ่งส่วนร้อยวินาทีนั้นเอง ที่ผมดึงร่างบอบบางออกมาจากวิถีแห่งความตาย จากนั้นผมเองก็ล้มกระแทกพื้นไปพร้อมกับเธอที่อยู่ในอ้อมแขน ผมตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าเธออ่อนแอ และเปราะบางมากแค่ไหน

ร่างผมแทบจะกลายป็นน้ำแข็งไปด้วย เมื่อได้ยินเสียงหัวเธอกระแทกพื้นน้ำแข็ง .. .. แต่ผมไม่มีเวลาแม้สักอึดใจที่จะหันไปดูว่าเธอเป็นอย่างไร  ผมได้ยินเสียงแหลมๆของเหล็กครูดเสียดสีกันอยู่ข้างหลังเราสองคน เมื่อรถตู้มฤตยูนั่นปะทะกับตัวถังเหล็กท้ายรถเธอ แล้วมันก็เปลี่ยนทิศทาง ตีโค้งหมุนคว้างจะเข้ามาอัดเธออีกรอบ  คล้ายว่าเธอเป็นแม่เหล็กดึงเจ้ารถตู้นั่นให้พุ่งมาหาเรา .. ผมเผลอสบถคำที่ผมไม่เคยพูดต่อหน้าสุภาพสตรีออกมาให้เธอได้ยินทั้งหมดที่ผมทำลงไปนี้มันมากเกินไปแล้ว  ตอนที่ผมแทบจะบินข้ามลานจอดมาเพื่อจะผลักเธอออกไปให้พ้นอันตรายน่ะ ผมรู้ตัวนะว่ากำลังทำสิ่งที่ผิดมหันต์ แม้จะรู้ว่าผิดแต่มันก็หยุดผมไม่ได้  ผมตระหนักดีว่าผมกำลังเอาตัวเข้าไปเสี่ยง ไม่ใช่เพียงลำพัง แต่หมดทั้งครอบครัว.. ..

เสี่ยงกับการเปิดเผยตัวเอง แต่ก็แน่นอนว่า ความเสี่ยงนั้นทำอะไรไม่ได้แล้ว  ไม่มีทางที่ผมจะยอมให้รถตู้นั่นมันคร่าชีวิตเธอไปได้ในความพยายามหนที่สองนี้ .. ผมวางเธอลงแล้วเหวี่ยงแขนออกไป ดันรถตู้ไว้ก่อนที่มันจะชนเธอ แรงของรถตู้ดันผมถอยหลังเข้าไปชนรถที่จอดอยู่ใกล้ๆรถของเธอ ผมรู้สึกได้ว่ารถคันนั้นต้องบุบลงไปตามน้ำหนักไหล่ของผมแน่ๆ รถตู้สั่นเพราะแรงต้านที่มีกำลังมหาศาลจากแขนของผม แล้วมันก็ส่ายโคลงเคลงไปมา หาจุดสมดุลเพื่อทรงตัวอยู่บนล้อทั้งสองข้าง

ถ้าผมปล่อยมือที่ดันรถตู้ ล้อหลังของมันก็จะทับลงบนขาเธอพอดี .. สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยด้วยเถอะ  ความหายนะนี้จะไม่จบไม่สิ้นหรืออย่างไร?  ยังจะมีอะไรแย่ๆตามมาอีกมั้ย?  จะให้ผมนั่งอยู่ตรงนี้ยกรถตู้ลอยอยู่ในอากาศแล้วรอคนมาช่วยไม่ได้หรอกนะ  หรือจะให้ขว้างเจ้ารถบ้านี่ออกไปก็ไม่ได้อีก .. ไหนจะคนขับอีกล่ะ ดูเขาจะแย่สุดๆ เพราะตกใจกลัว   .. ..

ผมฮึดฮัดอยู่ในใจ  ไม่อยากทำอย่างนี้เลยจริงๆ  ..  ผมดันรถตู้ลอยขึ้นไปห่างจากเราชั่วขณะ  เมื่อมันตกลงมา ผมใช้มือขวารับโครงตัวถังใต้รถเอาไว้ ขณะเดียวกันผมใช้มือซ้ายรวบเอวเธอไว้อีกครั้ง กระชับเธอไว้แนบกับตัวผม แล้วดึงเธอออกมาจากใต้รถตู้  ร่างเธออ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง ขณะที่ผมเหวี่ยงขาเธอออกไปให้พ้นอันตราย .. หรือว่าเธอหมดสติ?   ผมเข้ามาช่วยเธอไว้โดยที่ผมก็ไม่ทันตั้งตัว มันทำให้เธอเจ็บหรือเปล่าก็ไม่รู้?  ผมปล่อยมือจากรถตู้ เมื่อเห็นว่ามันไม่เป็นอันตรายกับเธออีกแล้ว เสียงเหล็กกระแทกกับทางเดิน และเศษกระจกจากหน้าต่างรถทุกบานก็แตกร่วงกราวลงมาพร้อมๆกัน

ผมรู้ว่าตัวเองตกอยู่ในภาวะวิกฤติ   เธอเห็นอะไรมากน้อยแค่ไหนนะ?  ยังมีคนอื่นอีกหรือเปล่าที่เห็นผมไปอยู่ข้างๆเด็กผู้หญิงคนนี้ภายในพริบตา ตามมาด้วยการแสดงกล ยกรถตู้พร้อมกับการช่วยเธอออกมาจากใต้รถในเวลาเดียวกันอีกด้วย ?  ผมควรเป็นกังวลกับปัญหาเหล่านี้… ..

แต่ผมกำลังวิตกกังวลมากกว่ากับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับการเปิดเผยตัวเอง .. แล้วยังหวาดกลัวว่าเธออาจได้รับบาดเจ็บเพราะผมพยายามเข้าไปปกป้องเธอ   อีกทั้งยังตกใจที่เธออยู่ใกล้ผมขนาดนี้  ซึ่งผมจะได้กลิ่นหอมของเธอทันที ถ้าผมปล่อยให้ตัวเองสูดลมหายใจเข้าปอด .. และผมเองก็ตระหนักดีถึงความร้อนจากร่างกายที่อ่อนนุ่มซึ่งแนบชิดอยู่กับร่างของผมในตอนนี้  แม้จะส่งผ่านเสื้อกันหนาวของเราสองคน แต่ผมก็ยังรู้สึกได้ถึงความร้อนจากร่างกายของเธอ  ความกังวลในข้อแรกเป็นเรื่องที่ผมหวาดหวั่นมากที่สุด  ขณะนั้นเองที่เสียงกรีดร้องของนักเรียนที่เห็นเหตุการณ์ก็ดังขึ้นรอบๆตัวเราสองคน  ผมโน้มตัวลงไปสำรวจดูใบหน้าของเธอ ดูว่าเธอมีสติรับรู้ไหม  ผมหวังอย่างยิ่งว่า เธอจะไม่มีบาดแผลใดๆที่ทำให้เธอเลือดออก .. เธอยังลืมตาอยู่ จ้องผมด้วยอาการตกใจสุดขีด

“เบลล่า?”  ผมเรียกเธอด้วยน้ำเสียงร้อนรน “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า?”

“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอพูดออกมาโดยอัตโนมัติ ในสภาวะมึนงง  .. ผมโล่งใจเป็นที่สุด ,  ความรู้สึกที่มีช่างรุนแรงจนแทบจะเป็นความเจ็บปวด  .. เสียงของเธอทำให้ผมผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ  ผมสูดลมหายใจเข้าทางปาก ไม่สนใจความร้อนที่เผาผลาญอยู่ในคอ ผมแทบจะโอบรับความเจ็บปวดนั้นด้วยความเต็มใจ

เธอดิ้นรนพยายามจะลุกขึ้น แต่ผมยังไม่อยากปล่อยเธอไป ด้วยเหตุผลที่ผมเองก็ไม่เข้าใจ .. ปลอดภัยกว่า?  ดีกว่า , อย่างน้อยก็เป็นอย่างนั้นแหละ ผมกระชับตัวเธอให้พิงกับตัวผม

“ระวังหน่อยนะ” ผมเตือน “ผมคิดว่าหัวคุณกระแทกแรงทีเดียวล่ะ”

สวรรค์ยังเมตตา .. ไม่มีกลิ่นเลือดสดๆ  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าภายในร่างกายเธอจะไม่เป็นไรนะ .. ผมกังวลขึ้นมาในทันที  อยากให้คาร์ไลส์เป็นคนตรวจเธอ และให้เธอได้เอกซเรย์อย่างละเอียด

“โอ๊ย” เธอร้อง  น้ำเสียงเธอตลกดี ฟังดูเหมือนตกใจที่รู้ว่าผมพูดถูกเรื่องหัวเธอกระแทกพื้น

“ว่าแล้วเชียว” ผมผ่อนคลายลงจนเกือบจะหัวเราะออกมา เธอทำเอาผมหัวหมุน

“ได้ยังไง ..”  เสียงเธอหายไป แล้วเธอก็กระพริบตาถี่ๆ

“คุณมาถึงนี่เร็วขนาดนั้นได้ยังไงน่ะ?”

ความสบายใจที่มีอยู่หมดลง อารมณ์ขันก็หายไปด้วย  เธอได้เห็นอะไรๆมากพอดู สภาพเธอตอนนี้เท่าที่เห็นก็ไม่น่าห่วงแล้ว  ความหวาดวิตกเรื่องครอบครัว ของผมกลับมาเป็นเรื่องที่ร้ายแรงกว่า

“ผมยืนอยู่ข้างๆคุณพอดี เบลล่า”  จากประสบการณ์ที่ผ่านมาถ้าเราโกหกด้วย น้ำเสียงท่าทางที่มั่นใจ นั่นจะทำให้คนที่ถามเริ่มไม่แน่ใจกับข้อเท็จจริง .. เธอพยายามขยับตัวอีกครั้ง คราวนี้ผมปล่อยตามใจเธอ ตอนนี้ผมจำเป็นต้องหายใจแล้วด้วย เพื่อจะแสดงให้สมบทบาท ผมต้องการพื้นที่ถอยห่างจากเลือดอุ่นๆของเธอ เพื่อไม่ให้อากาศเข้ามารวมกับกลิ่นของเธอจนทำให้ผมทนไม่ไหว  ผมเคลื่อนตัวห่างออกมาเท่าที่จะทำได้ ในพื้นที่จำกัดระหว่างรถที่หมดสภาพทั้งสองคัน

เธอเงยขึ้นมาจ้องหน้าผม และผมก็จ้องตอบกลับไป การหลบตาก่อนคือความผิดพลาด มีแต่พวกโกหกฝีมืออ่อนหัดเท่านั้นที่ทำกัน ผมเป็นพวกโกหกขั้นเซียนไม่ทำอย่างนั้นแน่ๆ

สีหน้าผมอ่อนโยน ราบเรียบไม่มีพิรุธ  ดูเหมือนจะทำให้เธอสับสน …ดีแล้วล่ะ  ..

สถานที่เกิดเหตุตอนนี้โดนรุมล้อมวุ่นวาย  เด็กนักเรียนส่วนมากทั้งดัน ทั้งผลักเพื่อแทรกตัวเข้ามา เผื่อว่าจะมองเห็นร่างของใครสักคนที่แหลกเหลวอยู่แถวนี้  มีทั้งเสียงตะโกนร้องถามกันเซ็งแซ่ รวมทั้งความตกใจที่ทะลักล้นออกมาจากความคิดของแต่ละคน  ผมตรวจสอบความคิดเหล่านี้อย่างรวดเร็ว ดูว่ามีใครสงสัยอะไรหรือเปล่า เมื่อไม่มี ผมก็ตัดความคิดพวกนั้นทิ้งไป แล้วก็กลับมาสนใจกับเด็กผู้หญิงตรงหน้าผมคนนี้คนเดียว

เธอกำลังไขว้เขวสับสนเพราะความโกลาหลวุ่นวาย เธอมองไปรอบๆ สีหน้าเธอยังคงตกตะลึง มึนงง  แล้วก็พยายามลุกขึ้นยืน ผมยื่นมือไปรั้งไหล่เธอเบาๆให้เธอนั่งลง

“ตอนนี้อย่าเพิ่งขยับดีกว่านะ”  ดูท่าทางเธอจะไม่เป็นไรแล้ว แต่เธอควรขยับคอหรือเปล่า?

อีกครั้งที่ผมนึกถึงคาร์ไลส์  ช่วงเวลาที่ผมเรียนหมอนั้นเป็นเรื่องของทฤษฎี ซึ่งเทียบไม่ได้กับความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติจริง ทุกๆวันมานานกว่าร้อยปีของเขา

“แต่มันหนาวนี่นา”  เธอร้องค้าน

เธอนี่นะ ..  เกือบโดนรถชนตายสองครั้งสองหน แล้วยังเกือบโดนมันทับขาพิการอีกครั้ง แต่เธอกลับมากังวลกับเรื่องความหนาวแค่นี้น่ะเหรอ  ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะนึกได้ว่า สถานการณ์มันไม่ตลกเอาเสียเลย

เบลล่ากระพริบตา แล้วเธอก็จ้องหน้าผม  “คุณอยู่ตรงโน้น” นั่นทำให้ผมรู้สึกเครียดขึ้นมาอีกครั้ง .. เธอชำเลืองมองไปทางทิศใต้ แต่ทว่า มันมองไม่เห็นอะไรนอกจากด้านข้างของรถตู้ที่พังยับเยิน  “คุณอยู่ที่ข้างรถคุณ”

“เปล่า ไม่ใช่”

“ฉันเห็นคุณนี่นา” เธอยืนยัน เสียงเธอเหมือนเด็กดื้อเอาแต่ใจ ทำคางยื่นออกมา

“เบลล่า ผมยืนอยู่กับคุณนะ ผมถึงดึงคุณออกมาได้”  ผมจ้องลึกลงไปในดวงตาของเธอ   พยายามโน้มน้าวให้เธอเชื่อคำอธิบายของผม  เป็นคำอธิบายเดียวเท่านั้นที่สมเหตุสมผลและเป็นไปได้

เธอกัดฟัน “ไม่จริง”

ผมพยายามสงบสติอารมณ์ ไม่ให้ตื่นตระหนกมากนัก ขอเพียงทำให้เธอหยุดพูดได้สักพัก ให้ผมได้มีโอกาสทำลายหลักฐานเสียก่อน … แล้วลดน้ำหนักความน่าเชื่อถือในเรื่องที่เธอเล่า ด้วยการบอกว่าเธอน่ะล้มหัวฟาด หรือจะง่ายกว่าถ้าทำให้เธอผู้กำความลับคนนี้ไม่พูดถึงเรื่องนี้ได้ เพียงแค่ทำให้เธอเชื่อใจผม ขอแค่สักชั่วขณะก็พอ

“ได้โปรดเถอะ เบลล่า” ผมบอกเธอด้วยน้ำเสียงที่ออกมาจากใจ เพราะจู่ๆผมก็ต้องการให้เธอเชื่อใจผมขึ้นมาจริงๆ  ผมอยากให้เธอวางใจผมมากๆ และไม่ใช่เฉพาะที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุนี้เท่านั้น ..  เป็นความปรารถนาที่แสนโง่เง่าจริงๆ  จะด้วยความรู้สึกแบบไหนหรือด้วยเหตุผลอะไรหรือ ที่จะทำให้เธอเชื่อใจผม ?

“ทำไมคะ?” เธอไม่ยอมง่ายๆ

“เชื่อผมนะ” ผมขอร้อง

“งั้นคุณสัญญาได้ไหม ว่าจะอธิบายทุกอย่างให้ฉันฟังทีหลัง?”

นั่นทำให้ผมโกรธที่ต้องโกหกเธออีกครั้ง ในเมื่อผมหวังอย่างยิ่งว่าบางทีผมจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อเธอจะเชื่อใจผมจริงๆ  ด้วยเหตุนี้เองทำให้ผมตอบสวนออกไปด้วยความโกรธ

“ก็ได้”

“ได้ก็ดี” เธอตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเดียวกัน

.

ขณะนั้นหน่วยฉุกเฉินเริ่มเข้ามาในที่เกิดเหตุ  พวกผู้ใหญ่มากันแล้ว พวกครูหรือเจ้าหน้าที่คงแจ้งไป ได้ยินเสียงไซเรนดังมาไกลๆ  ผมพยายามไม่สนใจเธอ แล้วคิดถึงสิ่งที่ผมต้องทำเป็นอันดับแรก   ผมสำรวจทุกความคิดในลานจอดรถ  ทั้งพวกที่เห็นเหตุการณ์และพวกที่มาทีหลัง ก็ไม่พบสัญญาณอันตรายใดๆ   หลายคนแปลกใจที่เห็นผมอยู่ตรงนี้ อยู่ข้างๆเบลล่า  แต่ทุกคนต่างก็สรุปว่าพวกเขาไม่ทันได้สังเกตเห็นเอง ว่าผมยืนอยู่ตรงนี้กับเธอก่อนจะเกิดอุบัติเหตุ … ก็ไม่มีข้อสรุปอื่นที่มีความเป็นไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว  มีแต่เธอคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ยอมรับฟังคำอธิบายง่ายๆแบบนี้ แต่เธอจะถูกมองว่าเป็นพยานที่เชื่อถือได้น้อยที่สุด  ก็เธอผ่านความกลัวและตกใจถึงที่สุด ซึ่งอาจจะกระทบกระเทือนจิตใจ นี่ยังไม่ได้พูดถึงอาการบาดเจ็บที่ศีรษะของเธอเลยนะ  เธออาจมีอาการ ช็อก ก็เป็นไปได้ .. ดังนั้นเรื่องที่เธอเล่าอาจสับสน คงไม่มีใครฟังแล้วเชื่อเธอมากกว่าผู้เห็นเหตุการณ์คนอื่นๆอีกหลายๆคนหรอกน่า

ผมสะดุ้งเมื่อจับความคิดของ โรซาลี เอ็มเม็ตต์ และแจสเปอร์ได้ พวกเขาเพิ่งจะมาถึงที่เกิดเหตุ คืนนี้ผมคงต้องรับศึกหนักอย่างแน่นอน .. ผมอยากจะกำจัดรอยบุบที่รถสีแทนออกไปจริงๆ  มันยุบลงไปเป็นขนาดของไหล่ผมพอดี  แต่เธออยู่ใกล้เกินไป ผมต้องรอจนกว่าเธอจะถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปก่อน

การรอคอยนี่ทำให้ผมหงุดหงิดจริงๆ  สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่ผม ขณะนั้นพวกมนุษย์พยายามช่วยกันยกรถตู้ออกห่างจากพวกเรา  ผมน่าจะเข้าไปช่วยนะ มันจะได้เสร็จเร็วขึ้น  แต่ผมเองก็มีเรื่องเดือดร้อนมากพออยู่แล้ว แล้วยังเด็กผู้หญิงที่สายตาแหลมคมคนนี้อีกล่ะ  ในที่สุด พวกเขาก็เคลื่อนย้ายรถออกไปไกลพอที่จะให้ ทีมแพทย์ฉุกเฉิน เอาเปลหามเข้ามาได้

ผมคุ้นหน้าผู้ชายผมสีดอกเลาที่กำลังตรวจสภาพร่างกายผมอยู่

“เฮ้ เอ็ดเวิร์ด” เบรทท์ วอร์เนอร์ เอ่ยทักผม เขาเป็นบุรุษพยาบาลซึ่งผมรู้จักเขาดีจากการไปโรงพยาบาล โชคดีมากที่เจอเขา เป็นโชคดีอย่างเดียวที่ผมมีในวันนี้  โชคดีที่เขาเป็นคนแรกที่เข้าถึงตัวเรา  ในความคิดของเขา ผมดูตื่นตัว และ มีสติ

“เป็นยังไงบ้าง ไอ้หนุ่ม?”

“เยี่ยมเลยฮะ เบรทท์ ผมไม่โดนอะไรเลย แต่เบลล่านี่สิฮะ สมองอาจกระทบกระเทือน เพราะหัวเธอกระแทกตอนที่ผมลากเธอออกมา …”

เบรทท์พุ่งความสนใจไปที่เบลล่า  เธอส่งสายตาที่น่ากลัวมาให้ผมเหมือนผมเป็นเพื่อนผู้ทรยศ  อ้อ ! ใช่แล้ว  เธอเป็นผู้ยอมทนทุกข์คนเดียว  เธอชอบจะเจ็บปวดเงียบๆเพียงลำพัง .. เธอไม่ได้โต้แย้งเรื่องที่ผมเล่าในทันที  แต่อย่างไรก็ตาม แบบนี้ทำให้ผมรู้สึกว่ามันง่ายขึ้น

เจ้าหน้าที่อีกคนพยายามยืนกรานให้ผมไปตรวจร่างกายด้วยเหมือนกัน แต่มันไม่ยากเลยที่จะหลบเลี่ยง ผมสัญญากับเขาว่าจะให้พ่อตรวจผมทีหลัง แล้วเขาก็เลินสนใจผม  การพูดคุยกับมนุษย์นั้น ส่วนมากแล้วพวกเขาอยากได้ยินเรื่องที่มีการรับรอง มีการรับประกันว่าเชื่อถือได้ แค่นั้นเอง  สำหรับมนุษย์ส่วนใหญ่นะ ไม่ใช่เธอคนนี้แน่นอน   นี่เธอจะคิดหรือทำอะไรให้เหมือนมนุษย์ทั่วๆไปได้บ้างหรือเปล่านะ?

เธอหน้าแดงก่ำด้วยความอายเมื่อต้องใส่เฝือกคอ  ผมใช้จังหวะที่เธอถูกหันเหความสนใจ  ใช้หลังเท้าจัดการกับรอยบุบที่รถสีแทนให้หายไป มีแต่พวกพี่น้องของผมเท่านั้นที่รู้ว่าผมทำอะไร  ผมได้ยินความคิดของเอ็มเม็ตต์สัญญาว่าจะตามเก็บกวาดทุกอย่างที่เหลือให้เอง

ผมซาบซึ้งมากๆสำหรับความช่วยเหลือของเขา  และยิ่งตื้นตันใจมากขึ้นอีก เมื่อรู้ว่าอย่างน้อยก็มีเอ็มเม็ตต์หนึ่งคนล่ะ ที่ยกโทษให้ผมแล้วกับสิ่งที่ผมทำลงไป  ผมโล่งใจขึ้นมากขณะที่ขึ้นไปนั่งตอนหน้าของรถพยาบาลติดกับเบรทท์

หัวหน้าตำรวจสวอน มาถึงก่อนที่หน่วยฉุกเฉินจะนำตัวเบลล่าขึ้นไปด้านหลังของรถพยาบาล .. ผมไม่สามารถอธิบายความคิดของชาร์ลี สวอนออกมาเป็นคำพูดได้ ความตื่นตระหนก ความกังวลและความห่วงใยได้แผ่กระจายออกมาจากความคิดของเขา แทบจะกลบทุกความคิดในบริเวณนี้ทั้งหมด .. ไม่มีถ้อยคำใดๆให้ได้ยินถึงความวิตกกังวล ความห่วงใยและความรู้สึกผิดที่ท่วมท้นมากขึ้นในความรู้สึกของเขา และความรู้สึกเหล่านั้นแทบจะมลายหายไปเมื่อได้เห็นลูกสาวคนเดียวของเขานอนอยู่บนเตียงพยาบาล

ความรู้สึกทั้งหลายของเขานั้นส่งผ่านมาที่ผม เป็นเสียงสะท้อนก้องอยู่ในความคิด เมื่อคราวที่อลิซเตือนผมว่าการฆ่าลูกสาวของชาร์ลี สวอนก็เหมือนผมได้ฆ่าเขาไปด้วยอีกคน.. อลิซไม่ได้พูดเกินกว่าความเป็นจริงเลย

ผมก้มหน้านิ่งด้วยความรู้สึกผิดเมื่อได้ยินเสียงที่หวั่นวิตกของเขา

“ เบลล่า !” เขาร้องตะโกน

“หนูไม่เป็นอะไรเลยจริงๆนะ ชาร์..เอ๊ย..พ่อ” เธอถอนหายใจ

“หนูไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนเลย”

การรับรองอย่างขันแข็งของเธอทำให้ความกังวลของเขาลดลงได้เล็กน้อย เขาหันไปขอความเห็นจากหน่วยฉุกเฉินที่อยู่ใกล้ที่สุด ผมไม่ได้สังเกตจนกระทั่งได้ยินเขาพูดนี่แหละว่า รูปแบบประโยคถูกต้องแม่นยำ ชัดเจนและเข้าใจง่าย แม้ว่าเขายังมีอาการตื่นตกใจอยู่ก็ตาม   นั่นทำให้ผมเข้าใจได้ว่าที่ผมไม่ได้ยิน เสียงของความวิตกกังวล ความห่วงใยของเขานั้นไม่ใช่เพราะเขาไม่พูด แต่เป็นเพราะความรู้สึกเหล่านั้นอัดแน่นจนเขาพูดไม่ออกต่างหากล่ะ ผมแค่…..ไม่สามารถได้ยินคำพูดที่ถูกต้องอย่างแน่ชัดเท่านั้นเอง

อืมมม… ชาร์ลี สวอน  ความคิดของเขาไม่ได้เงียบกริบเหมือนลูกสาว แต่ผมเห็นแล้วว่าเธอได้รับความเงียบนี้มาจากไหน ..น่าสนใจจริงๆ

ผมไม่เคยใช้เวลาอยู่ใกล้ๆ หัวหน้าตำรวจของเมืองมากนัก  ผมเคยเข้าใจว่าเขาเป็นผู้ชายที่คิดอะไรช้ามาตลอด ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าคนที่ช้าน่ะคือผม  ความคิดของเขาบางส่วนถูกปกปิดเอาไว้ แต่ไม่ได้ขาดหายไปเลย ผมสามารถได้ยินเพียงแค่เสียงสูงระดับเทเนอร์เท่านั้น ซึ่งเป็นระดับของเสียงเหล่านี้ ผมต้องการฟังให้มากกว่านี้  ลองดูเผื่อว่าจะผมสามารถหาอะไรใหม่ๆใช้ไขความลับของเบลล่า สวอน  แต่ในตอนนั้นเธอถูกยกขึ้นด้านหลังรถไปแล้ว  แล้วรถพยาบาลก็เคลื่อนออกไป

ไม่ง่ายเลยที่จะให้ผมผละออกมาจากความเป็นไปได้ที่จะหาคำตอบของปริศนาที่ทำให้ผมหมกมุ่นคิดแต่เรื่องของเธอตลอดเวลา  แต่ตอนนี้ผมต้องใช้ความคิดตรวจสอบพิจารณาทุกแง่มุมว่าผมได้ทำอะไรลงไปบ้างในวันนี้  และต้องคอยฟัง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผมไม่ได้ทำให้พวกเราทุกคนต้องอยู่ในอันตรายจนต้องย้ายจากไปในทันที    ผมต้องตั้งใจและจดจ่อกับเรื่องนี้ก่อนเป็นอันดับแรก

ไม่มีอะไรต้องกังวลกับความคิดของเจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉินทุกคน  เท่าที่พวกเขาบอกได้ ก็คือว่าเบลล่าไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง  และเธอเองก็ปล่อยให้เรื่องดำเนินไปตามที่ผมได้บอกกับทุกคน

สิ่งแรกที่ผมทำเมื่อไปถึงโรงพยาบาลคือ ไปพบคาร์ไลส์  ผมรีบเดินผ่านประตูอัตโนมัติเข้าไป แต่ผมไม่สามารถละสายตาไปจากเธอได้  ผมก็เลยเฝ้ามองเธอผ่านความคิดของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์คนหนึ่งซึ่งดูแลเธออยู่  ง่ายมากที่จะหาความคิดที่แสนคุ้นเคยของพ่อผม  ..  เขาอยู่ในห้องทำงานเล็กๆคนเดียว .. โชคดีครั้งที่สอง ในวันที่อับโชคเช่นวันนี้

“คาร์ไลส์”

เขาได้ยินการมาถึงของผมแล้ว และเขามีท่าทีตื่นตัวในทันทีที่เห็นหน้าผม เขารีบลุกขึ้นยืน  หน้าซีดขาวเหมือนกระดูก เขาโน้มตัวข้ามโต๊ะไม้วอลนัทที่จัดเป็นระเบียบมาหาผม

เอ็ดเวิร์ด .. เธอไม่ได้ ..?

“เปล่า , ไม่ใช่ครับ  ไม่ใช่อย่างนั้น”

เขาสูดลมหายใจเข้าเต็มที่ ..  ต้องไม่เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ขอโทษที ฉันล่ะอดขำตัวเองไม่ได้  ตาของเธอ  ถูกต้องแล้วล่ะ ฉันควรจะรู้ ... เขามองดวงตาสีน้ำตาลแกมทองของผมด้วยความโล่งใจ

“แต่ว่าเธอบาดเจ็บล่ะ คาร์ไลล์  ก็ดูไม่ร้ายแรง แต่ผม…..”

“เกิดอะไรขึ้น?”

“อุบัติเหตุครับ ก็ไอ้รถตู้งี่เง่านั่นน่ะสิ  .. แล้วเธอเองก็ไปอยู่ผิดที่ผิดเวลา แต่ผมทนไม่ได้ที่จะยืนอยู่เฉยๆ แล้วปล่อยให้มันบดขยี้เธอ”

“เอาใหม่ ..  เริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น ฉันไม่เข้าใจ แล้วเธอเข้าไปเกี่ยวได้ยังไง?”

“รถตู้ชนน้ำแข็งแล้วลื่นไถลครับ”  ผมบอกเสียงเบาเหมือนกระซิบ ผมจ้องผนังห้องที่อยู่ด้านหลังคาร์ไลล์ไปด้วยขณะที่เล่า แทนที่เขาจะติดใบประกาศวิชาชีพแพทย์ หรือ ใบแสดงคุณวุฒิต่างๆ มากมายของเขา เขากลับติดภาพวาดสีน้ำมันเรียบๆ ภาพโปรดของเขาเลยล่ะ เป็นภาพที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ วาดโดย เฟรดเดอริค ไชล์ด ฮัสซัม จิตรกรชาวอเมริกัน

“เธออยู่ในเส้นทางที่รถพุ่งไปพอดี อลิซเห็นภาพก่อน แต่ผมไม่มีเวลาที่จะทำอย่างอื่นได้ ผมก็เลยวิ่งข้ามลานไปผลักเธอให้พ้นทาง ไม่มีใครเห็นครับ…ยกเว้นเธอ ผมต้องหยุดรถตู้นั่นให้ได้ด้วย แต่ก็เหมือนเดิม ไม่มีใครเห็นเลย .. นอกจากเธอ  ผม..ผมขอโทษครับ คาร์ไลส์ ผมไม่ได้ตั้งใจให้พวกเราต้องมาเสี่ยงกับเรื่องนี้เลย” เขาเดินอ้อมโต๊ะเดินมาที่ผม แล้ววางมือบนไหล่ของผม

“เธอทำถูกแล้วล่ะ แล้วมันก็ไม่ง่ายเลยที่ทำแบบนั้นได้  ฉันภูมิใจในตัวเธอนะเอ็ดเวิร์ด”

ผมกล้าที่จะสบตาเขาแล้วตอนนี้  “เธอรู้ครับ เธอรู้ว่ามีบางอย่างที่ผิดแปลกไปกับตัวผม”

“นั่นไม่ใช่ปัญหาหรอก ถ้าเราจำเป็นต้องไป เราก็ไป แล้วเด็กคนนั้นพูดอะไรบ้างล่ะ?”

ผมส่ายหน้า รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย  “ยังเลยครับ”

ยังอีกเหรอ?

“เธอยอมให้ผมเป็นคนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น .. แต่หลังจากนั้นแล้วเธอขอให้ผมอธิบายเหตุผลให้เธอฟังด้วยครับ” คาร์ไลส์ขมวดคิ้ว สีหน้าครุ่นคิดกับเรื่องที่ผมเล่า

“เธอหัวกระแทกพื้น.. ผมเป็นคนทำเอง”  ผมเล่าต่ออย่างรวดเร็ว

“ผมชนเธอล้มลงไปหัวฟาดพื้น ดูเหมือนเธอไม่เป็นไร แต่ผมคิดว่านั่นจะทำให้เรื่องที่เธอเล่าดูไม่น่าเชื่อถือได้เลยนะครับ”

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้ชายแย่ๆที่กำลังพูดเรื่องไม่ดีของผู้หญิง

คาร์ไลล์ได้ยินความรังเกียจตัวเองในน้ำเสียงของผม  .. บางที เราอาจไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นก็ได้นะ ไปดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ดีมั้ย? ฟังดูเหมือนฉันจะมีคนไข้รออยู่นะ ..

“ช่วยดูเธอให้ผมด้วยนะครับ คาร์ไลส์” ผมบอก “ผมเป็นห่วงเธอมากที่ต้องมาเจ็บตัวเพราะผม”

สีหน้าของคาร์ไลล์ดูสดใสมากขึ้น เขาลูบผมสีอ่อนของเขา อ่อนกว่าสีน้ำตาลอมทองของดวงตาเขาสักสองสามเฉด .. แล้วเขาก็หัวเราะ

นั่นทำให้วันนี้เป็นวันที่น่าสนใจของเธอใช่มั้ยล่ะ? ..  ผมเห็นความประชดชันในความคิดของเขาแต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกตลกขบขัน อย่างน้อยก็ขำสำหรับเขาละ  ดูเหมือนจะเป็นการสลับบทบาทกัน ในช่วงเวลาเสี้ยววินาทีที่ผมวิ่งเต็มฝีเท้าข้ามลานน้ำแข็งไปด้วยความประมาทนั้น  ผมได้เปลี่ยนตัวเองจากผู้ล่ามาเป็นผู้พิทักษ์ไปเสียแล้วผมหัวเราะไปกับเขา เมื่อจำได้ว่า ผมมั่นใจมากแค่ไหนที่คิดว่าไม่ต้องปกป้องเบลล่าจากอันตรายใดๆนอกจากอันตรายจากตัวผมเอง  แต่ในเสียงหัวเราะของผมมีความกังวลแฝงอยู่ เพราะว่ารถตู้น่ะไม่แข็งกร่งพอจะทนทานผมได้  .. ที่ผมเคยพูดมาทั้งหมดก็ยังคงเป็นความจริงอยู่

.

ผมนั่งรออยู่ในห้องทำงานของคาร์ไลส์คนเดียว  จัดว่าเป็นหนึ่งในชั่วโมงอันยาวนานที่ผมเคยเจอมาในชีวิต  ผมกำลังฟังความคิดของคนที่มากันเต็มโรงพยาบาล  ไทเลอร์ โครวลีย์ ,  คนขับรถตู้ดูเหมือนจะอาการหนักกว่าเบลล่า และ ความสนใจทั้งหลายก็เลยหันมาที่เขา ขณะที่เบลล่ารอเวลาเข้าไปเอกซ์เรย์ คาร์ไลส์ยังไม่ได้เจอกับเธอ  เขาเชื่อการวินิจฉัยของผู้ช่วยแพทย์ที่บอกว่าเบลล่าได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย  ซึ่งผมก็ยังวิตกกับเรื่องนี้ แต่ผมรู้ว่าเขาคิดถูกต้องแล้ว ผมเหลือบมองใบหน้าเขา เธอจะนึกถึงผมในทันทีที่เห็นหน้าคาร์ไลส์อย่างแน่นอน เพราะมีบางอย่างที่แตกต่างออกไปเกี่ยวกับครอบครัวของเรา และสิ่งนั้นอาจทำให้เธอพูดในสิ่งที่เธอเห็นออกมาก็ได้

แน่นอนที่สุดมีหลายๆคนอยากจะคุยกับเธอ  ไทเลอร์รู้สึกผิดเอามากๆกับความจริงที่ว่าเขาเกือบฆ่าเธอ  และดูเหมือนว่าเขาไม่มีทีท่าจะหยุดพูดถึงเรื่องนี้เสียด้วย ผมเห็นสีหน้าของเบลล่าผ่านทางดวงตาของไทเลอร์ และมันชัดเจนมากว่าเธออยากให้เขาหยุดพูดเสียที แล้วทำไมเขาถึงดูไม่ออกนะ?

ผมตกอยู่ในช่วงเวลาของความตึงเครียดเมื่อได้ยินไทเลอร์ถามเธอว่า เธอหลบรถที่กำลังพุ่งชนเธอได้อย่างไร .. ผมหยุดหายใจ รอฟังคำตอบ  ดูเหมือนเธอจะลังเล

อืมม เขาได้ยินเสียงเธอพูด จากนั้นเธอก็เงียบไปครู่ใหญ่จนไทเลอร์สงสัยว่า

คำถามของเขาทำให้เธอสับสนหรือเปล่า และแล้ว เธอก็พูดต่อ  เอ็ดเวิร์ด ช่วยดึงฉันออกมาได้ทันน่ะ

ผมผ่อนลมหายใจออก  และจากนั้นผมก็หายใจเร็วขึ้น ผมไม่เคยได้ยินเธอพูดชื่อผมมาก่อน  ผมชอบวิธีที่เธอออกเสียง .. แม้ว่าจะได้ยินผ่านความคิดของไทเลอร์ก็ตาม  .. ผมอยากได้ยินด้วยหูผมเอง ..

เอ็ดเวิร์ด คัลเลน  เธอพูดอีกครั้ง เมื่อเห็นท่าทางไทเลอร์นึกไม่ออกว่าเธอพูดถึงใคร ผมไม่รู้ตัวว่ามายืนอยู่ที่ประตูห้องทำงานของคาร์ไลส์ได้อย่างไร  มืออยู่ที่ลูกบิดประตู ความปรารถนาที่จะเห็นหน้าเธอนั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ผมต้องเตือนตัวเองว่าให้รอบคอบและระมัดระวัง

เขายืนอยู่ข้างๆฉันพอดี

คัลเลน เหรอ? ..  อืมมม แปลกมากเลย  ผมไม่เห็นเขาเลยนะ สาบานได้เลย

ว้าวว… ทุกอย่างมันคงเร็วมากเลยนะ ผมว่า แล้วเขาเป็นอะไรหรือเปล่า?

“ฉันว่าเขาน่าจะไม่เป็นไรหรอก เขาคงอยู่ที่ไหนแถวๆนี้แหละ แต่พวกนั้นไม่ได้จับเขาใส่เปลหามมานะ” ผมมองเห็นเธอมีสีหน้าไตร่ตรอง และครุ่นคิด มีความสงสัยยังส่องประกายอยู่ดวงตาของเธอ  ไทเลอร์ไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ที่แสดงออกมาทางสีหน้าของเธอเลย

เธอสวยดีนะ  เขากำลังคิด แทบจะคิดด้วยความประหลาดใจ  .. นี่ขนาดวันนี้ทำเอาเธอแทบจะหมดสภาพแล้วก็ยังสวย  ก็ไม่ตรงสเปคเท่าไหร่หรอกแต่ก็ยังสวย …ฉันชวนเธอออกไปเที่ยวน่าจะดี  จะได้ชดเชยกับเรื่องวันนี้….

ในขณะนั้นผมออกมาอยู่ที่ห้องโถงเรียบร้อยแล้ว อีกครึ่งทางก็จะถึงห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน   ผมไม่ได้หยุดคิดแม้สักวินาทีว่าผมกำลังทำอะไรอยู่  โชคดีมากที่นางพยาบาลเดินเข้าไปในห้องนั้นก่อนผม  ถึงคิวของเบลล่าต้องเข้าไปเอกซ์เรย์พอดีเลย ผมยืนพิงกำแพงอยู่ในซอกมืดๆใกล้ห้องฉุกเฉินนั่นแหละ  พยายามยึดตัวเองเอาไว้ขณะที่เธอถูกเข็นผ่านไป

ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกนะ ที่ไทเลอร์เห็นว่าเบลล่าสวยน่ะ  ใครๆก็เห็นกันอยู่แล้ว .. ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะต้องรู้สึก… รู้สึก .. ผมรู้สึกยังไงเหรอ?  รำคาญหรือเปล่า?  หรือว่าโกรธ ? นั่นน่าจะใกล้ความจริงมากกว่านะ .. มันก็ดูไร้สาระทุกเรื่องแหละ

ผมยืนอยู่ตรงนั้นนานเท่าที่จะทำได้ แล้วความอดทนก็หมดลง ผมใช้ทางเดินด้านหลังไปยังห้องเอกซ์เรย์ เธอถูกพากลับไปยังห้องฉุกเฉินแล้ว  ผมแอบดูฟิล์มเอกซเรย์ของเธอในขณะที่นางพยาบาลหันหลังให้ ผมสงบสติอารมณ์ได้มากขึ้นเมื่อได้ดูฟิล์มของเธอ สมองเธอไม่ได้กระทบกระเทือน  โล่งใจที่ผมไม่ได้ทำให้เธอบาดเจ็บ  แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสียทีเดียว … คาร์ไลส์จับได้ว่าผมมาแอบดูฟิล์มอยู่ที่นี่

“เธอดูดีขึ้นแล้วนี่” เขาตั้งข้อสังเกต

ผมแค่มองตรงไปข้างหน้า  เราไม่ได้อยู่กันสองคน ในห้องโถงทางเดินมีทั้ง คนป่วย คนมาเยี่ยม และ เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอีกเต็มไปหมด

อาาา , ใช่แล้ว  … เขาเสียบแผ่นฟิล์มของเธอไว้กับกล่องไฟสำหรับอ่านฟิล์มเอกซเรย์ แต่ผมไม่จำเป็นต้องดูซ้ำอีกครั้ง .. ..  เข้าใจแล้วล่ะ เธอปกติดีทุกอย่าง เธอทำได้ดีมาก เอ็ดเวิร์ด ..

เสียงของพ่อผมที่ยืนยันผลของฟิล์มนั้นทำให้เกิดความรู้สึกที่ผสมปนเปกันอยู่ในตัวผม  ผมควรจะต้องพอใจกับเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ นอกจาก ผมรู้ว่าเขาจะไม่รับรองกับสิ่งที่ผมกำลังจะทำในตอนนี้ อย่างน้อย เขาก็จะไม่เห็นด้วยถ้าเขารู้ถึงแรงจูงใจที่แท้จริง

“ผมคิดว่า ผมจะเข้าไปคุยกับเธอ ก่อนที่เธอจะเจอกับคุณน่ะครับ” ผมพึมพำ  “ทำให้ดูเป็นธรรมชาติ เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้มันจบง่ายขึ้นน่ะครับ” ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลที่ยอมรับได้ทั้งสิ้น

คาร์ไลส์พยักหน้ารับรู้แต่ไม่ได้ใส่ใจ เขายังคงมองพิจารณาแผ่นฟิล์มอยู่

“ฟังดูก็น่าจะดีนะ ,  อืมม..”

ผมมองที่ฟิล์มว่าเขาสนใจดูอะไรในนั้น

“ดูรอยช้ำเก่าๆพวกนี้สิ  ตอนเด็กๆ แม่เธอทำเธอตกกี่ครั้งนะ?”  คาร์ไลล์หัวเราะกับตัวเองกับเรื่องขำขันของเขา

“ผมเริ่มคิดแล้วล่ะ ว่าเธอต้องเป็นคนที่โชคร้ายสุดๆ แล้วชอบไปอยู่ผิดที่ผิดเวลาเป็นประจำ”

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ฟอร์กส์ ก็เป็นอีกที่ที่เด็กคนนี้ไม่ควรมาอยู่ เพราะมีเธออยู่ที่นี่

ผมถอยห่างออกมาด้วยความเจ็บปวด

เธอล่วงหน้าไปก่อนนะ ไปจัดการให้เรียบร้อยเถอะ  เดี๋ยวฉันตามไป

ผมเดินจากมาอย่างรวดเร็ว  รู้สึกผิดมากๆ อาจเป็นไปได้ว่า ผมเป็นนักโกหกชั้นยอด  ถ้าผมสามารถหลอกคาร์ไลส์ได้ .. เมื่อผมเข้าไปในห้องฉุกเฉิน  ไทเลอร์กำลังบ่นพึมพำ ยังคงขอโทษขอโพยเธอไม่หยุดหย่อน  เด็กผู้หญิงคนนั้นล่ะ  เธอหนีจากการสำนึกผิดของไทเลอร์ด้วยการ แกล้งหลับ ดวงตาเธอปิดก็จริง แต่ลมหายใจของเธอไม่สม่ำเสมอ  แล้วนิ้วของเธอก็กระตุกเป็นครั้งคราว

ผมเพ่งมองใบหน้าของเธออยู่ครู่ใหญ่   นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้เห็นหน้าเธอ  ความจริงข้อนี้จุดชนวนความเจ็บปวดอย่างรุนแรงอยู่ภายในใจผม  นั่นเป็นเพราะผมเกลียดการละทิ้งปริศนาที่ยังหาคำตอบไม่ได้ใช่ไหม ?  นั่นดูจะไม่ใช่คำอธิบายที่ดีพอสำหรับความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผมในตอนนี้  … ในที่สุด ผมก็สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด  ขยับตัวเข้าไปใกล้ๆพวกเขา

เมื่อไทเลอร์เห็นผม  เขาก็ทำท่าเหมือนอยากจะพูด แต่ผมใช้นิ้วแตะปากตัวเองห้ามเขาไว้

“เธอหลับอยู่เหรอ ?” ผมถามเบาๆ

เบลล่าลืมตาพรึ่บในทันที แล้วมองหน้าผม  เธอทำตาโตอยู่อึดใจ แล้วหรี่ตามองผมแบบโกรธๆ ปะปนกับความสงสัย  ผมนึกขึ้นมาได้ว่าผมต้องแสดงไปตามบท  ผมยิ้มให้เธอ เหมือนเมื่อเช้านี้ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลย นอกจากที่หัวเธอกระแทกแล้วก็จินตนาการที่เธอเห็นไปเองคนเดียว

“เฮ้  เอ็ดเวิร์ด” ไทเลอร์เรียก “ฉันขอโทษจริงๆนะ .. ”

ผมยกมือขึ้นมาข้างหนึ่งเป็นสัญญาณให้เขาหยุดขอโทษได้แล้ว  “ไม่มีเลือด ,ไม่ผิดกติกา”  ผมตอบอย่างขำๆแบบไม่ได้คิด  แล้วก็ยิ้มกว้างให้ตัวเองกับมุขตลกส่วนตัว

ช่างน่าประหลาดใจเหลือเกินที่ผมมองข้ามไทเลอร์ซึ่งนอนเลือดกลบหน้าไปอย่างง่ายดาย ทั้งที่เขาอยู่ห่างผมไปไม่ถึงสี่ฟุตเท่านั้นเอง  ผมไม่เคยเข้าใจคาร์ไลส์เลยว่าเขาสามารถทำเช่นนั้นได้อย่างไร .. .. เพิกเฉยและไม่สนใจเลือดของคนไข้ ที่เขาต้องดูแลรักษา  ก็ทั้งสิ่งล่อตาล่อใจทั้งความกระหายที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  มันทำให้เราไขว้เขวได้ง่ายเหลือเกิน  มันอันตรายเอามากๆเลยนะนั่น … แต่ตอนนี้ ผมรู้แล้วว่าเขาทำได้อย่างไร  ก็ถ้าเราเพ่งความสนใจไปที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดให้มากพอแล้วละก็  ความเย้ายวนใดๆ ก็หมดความหมาย .. แม้กระทั่งเลือดสดๆของไทเลอร์ที่เห็นๆอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้  มันก็ไม่น่าสนใจเลย เมื่อเทียบกับเลือดของเบลล่า

ผมนั่งอยู่บนที่นอนปลายเตียงของไทเลอร์ เพื่อจะรักษาระยะห่างจากเธอ

“ตกลงผลตรวจว่ายังไงบ้าง?” ผมถามเธอ

เธอยื่นริมฝีปากล่างออกมาเล็กน้อย  “ไม่มีอะไรผิดปกติเลย แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมปล่อยให้ฉันไปเสียที แล้วคุณทำยังไงถึงไม่โดนจับมัดใส่เปลหามเหมือนพวกเราสองคนล่ะ?”

ผมอดยิ้มไม่ได้กับความหงุดหงิดและอาการเซ็งจัดของเธอ  .. ผมได้ยินเสียงของคาร์ไลส์จากโถงทางเดิน

“ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณรู้จักใคร” ผมพูดเบาๆ  “แต่ไม่ต้องห่วง นี่ผมมาช่วยคุณออกไปนะ”

ผมสังเกตปฏิกริยาของเธออย่างระมัดระวัง  เมื่อพ่อของผมเดินผ่านประตูเข้ามาในห้อง  เธอทำตาโต แล้วอ้าปากค้าง ด้วยความประหลาดใจสุดขีด  ผมครางอยู่ในใจ ..ใช่แล้วล่ะ เธอสังเกตเห็นความเหมือนของเราสองคนได้อย่างแน่นอน

“เอาล่ะ , มิสสวอน หนูรู้สึกยังไงบ้าง?” คาร์ไลส์ถาม   เขามีน้ำเสียงและอากัปกิริยาท่าทางที่นุ่มนวลซึ่งทำให้คนไข้รู้สึกสบายและผ่อนคลายได้ภายในชั่วพริบตาเท่านั้นเอง .. ผมบอกไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้มีผลกับเบลล่ามากน้อยแค่ไหน

“หนูไม่เป็นไรค่ะ” เธอตอบเบาๆ

คาร์ไลส์หนีบแผ่นฟิลมกับกล่องแสงที่อยู่ใกล้ๆเตียง  “ภาพเอกซเรย์ของหนูดูไม่มีปัญหาอะไร  หัวของหนูยังเจ็บอยู่หรือเปล่า?  เอ็ดเวิร์ดบอกว่าหัวหนูกระแทกค่อนข้างแรง”

เธอถอนหายใจ ก่อนจะตอบ “หนูไม่เป็นไรค่ะ” อีกครั้ง  แต่คราวนี้ มีความอดกลั้นหลุดแทรกออกมาในน้ำเสียงของเธอด้วย  แล้วเธอก็หันมาถลึงตาใส่ผมท่าทางโกรธๆ

คาร์ไลส์ขยับตัวเข้าไปใกล้เธอ แล้วใช้นิ้วไล่วนเบาๆทั่วทั้งศีรษะ จนกระทั่งเขาเจอรอยช้ำจากการกระแทกใต้ผมของเธอ … เหมือนมีคลื่นความรู้สึกที่ผมไม่คุ้นเคยถาโถมเข้ามาโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว  ผมเคยเห็นคาร์ไลล์ทำงานกับมนุษย์มาเป็นพันๆครั้ง ปีก่อนผมเคยมาช่วยงานคาร์ไลส์เสียด้วยซ้ำ  แต่ก็เฉพาะกรณีที่ไม่มีเลือดมาเกี่ยวข้องเท่านั้นนะ  เพราะฉะนั้นการนั่งมองเขาตรวจดูอาการของเบลล่าแบบนี้  จึงไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับผมเลย  .. หลายๆครั้งผมเคยนึกอิจฉาที่เขาสามารถควบคุมความกระหายของตัวเองได้ดีขนาดนี้

แต่ครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้ง ไม่ใช่แค่เรื่องการควบคุมตัวเองของเขา แต่ผมรู้สึกเจ็บปวดที่เขาสามารถสัมผัสเธออย่างอ่อนโยน นุ่มนวล ด้วย ความมั่นใจว่าเขาจะไม่มีทางทำร้ายเธออย่างแน่นอน

เธอสะดุ้งเมื่อคาร์ไลล์แตะโดนรอยช้ำ ผมตั้งใจทำท่าทางให้ดูผ่อนคลาย สบายๆ

“เจ็บตรงนี้เหรอ? ” คาร์ไลส์ถาม

เธอเชิดคงขึ้นเล็กน้อย

“ก็ไม่มากเท่าไหร่ค่ะ” เธอตอบ

ท่าทางเล็กๆน้อยที่บ่งบอกความเป็นตัวเธอ ผมเพิ่มลงไปในรายการ : เธอเป็นคนกล้าเผชิญหน้า  ไม่ชอบให้ใครมารับรู้ความอ่อนแอของเธอ  … บางที เธออาจเป็นสิ่งที่เปราะบางที่สุดที่ผมเคยเจอมาก็เป็นได้  แต่เธอไม่ต้องการให้ใครเห็นว่าเธอเป็นเช่นนั้น  ผมหัวเราะหึ หึ กับตัวเอง … เธอหันมาขึงตาใส่ผมอีกแน่ะ

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะ” คาร์ไลล์บอก “พ่อของหนูรออยู่ข้างนอกแน่ะ หนูกลับบ้านไปกับพ่อได้เลย แต่ถ้าหนูปวดหัววิงเวียนหน้ามืด หรือตาพร่าแล้วละก็  ต้องกลับมาตรวจอีกทีนะ”

พ่อของเธออยู่ที่นี่เหรอ?  ผมกวาดสายตาผ่านความคิดทั้งหลายในห้องรับรอง แต่ผมไม่สามารถจับความคิดที่เบาบางและไม่ชัดเจนของเขาที่อยู่ท่ามกลางฝูงคนอย่างนี้ได้  ก่อนที่เธอจะพูดอีกครั้ง ดูเหมือนเธอจะมีความหวั่นวิตก

“หนูกลับไปที่โรงเรียนได้ไหมคะ?”

“วันนี้หนูน่าจะกลับไปพักผ่อนนะ” คาร์ใลส์แนะนำ

เธอเหลือบตามองมาที่ผม “แล้วเขา .. ได้กลับไปโรงเรียนหรือเปล่าคะ?”

ทำท่าทางให้เป็นปกติ  จัดการทุกอย่างให้จบๆ ไม่ต้องสนใจความรู้สึกว่าเป็นยังไงเมื่อเธอมองมาที่ผม

“ต้องมีใครสักคนไปกระจายข่าวดีว่าพวกเรารอดตายแล้วน่ะ”  ผมบอก

“อันที่จริง” คาร์ไลส์ ช่วยแก้  “ดูเหมือนคนเกือบทั้งโรงเรียนจะอยู่ที่ห้องรับรองแล้วล่ะ”

คราวนี้ผมคาดไว้ก่อนแล้วว่าเธอจะมีอาการตอบสนองยังไง  เธอไม่ชอบการเป็นจุดสนใจของใครๆ   และเธอก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง

“โอ ..ไม่นะ”  เธอคราง เอามือปิดหน้า

ผมชอบความรู้สึกนี้จริงๆ ในที่สุดผมก็เดาถูก ผมเริ่มที่จะเข้าใจเธอแล้วล่ะ

“หนูอยากนอนพักที่โรงพยาบาลมั้ยล่ะ?”  คาร์ไลล์ถาม

“ไม่เอา ..  ไม่ค่ะ” เธอรีบปฏิเสธ แล้วเหวี่ยงขาข้ามเตียงมาเลื่อนตัวลงมายืนที่พื้น  และเมื่อเท้าถึงพื้นเธอก็เสียการทรงตัว สะดุดหน้าคะมำไปในอ้อมแขนของคาร์ไลส์  เขาพยุงเธอไว้ เป็นหลักให้เธอเกาะ

ผมอิจฉาคาร์ไลล์อีกแล้ว

“หนูไม่เป็นไรค่ะ”  เธอรีบบอกก่อนที่เขาจะออกความเห็นอะไร แก้มเธอกลายเป็นสีชมพู และแน่นอนอยู่แล้วว่า คาร์ไลล์ไม่รู้สึกอะไรกับแก้มสีสวยนั้นเลย  เขาปล่อยมือเมื่อแน่ใจว่าเธอทรงตัวได้แล้ว

“ทานไทเลนนอล เวลาปวดก็แล้วกันนะ” เขาแนะนำ

“มันไม่ได้เจ็บมากขนาดนั้นหรอกค่ะ”

คาร์ไลส์ยิ้มพลางเซ็นต์ชื่อในเอกสารประวัติของเธอ  “ ฟังดูเหมือนหนูจะโชคดีมากนะ”

เธอค่อยๆ หันหน้ามาจ้องผมตาเขม็ง  “โชคดีที่ เอ็ดเวิร์ดบังเอิญมายืนอยู่ข้างหนู พอดีน่ะค่ะ”

“อ้อ..ใช่จริงๆ ด้วย”  คาร์ไลส์รีบเห็นด้วยกับเธอ  เขาได้ยินบางอย่างในน้ำเสียงอย่างที่ผมได้ยิน  เธอยังไม่ลบความสงสัยออกไปจากความคิด ยังก่อน

ทั้งหมดนี้ยกให้เธอแล้วนะ  .. คาร์ไลล์คิด … จัดการอย่างที่เธอคิดว่าดีที่สุด

“ขอบคุณมากครับ”  ผมกระซิบตอบเบาๆอย่างรวดเร็ว แบบที่ไม่มีมนุษย์คนไหนจะมาได้ยิน

คาร์ไลส์ยิ้มมุมปากเล็กน้อยกับคำพูดประชดประชันของผม ขณะที่หันไปหาไทเลอร์  “หมอเกรงว่าคุณจะต้องอยู่กับเรานานหน่อยนะ”  เขาพูดกับไทเลอร์ เมื่อเขาเริ่มตรวจดูแผลที่โดนเศษชิ้นส่วนของกระจกกันลมบาดของไทเลอร์

ก็สมควรแล้ว  ผมเป็นคนก่อความยุ่งยากนี้ขึ้นมา  ก็ถูกต้องแล้วที่ผมต้องแก้ไขมันด้วยตัวเอง .. เบลล่าเดินตรงเข้ามาหาผมช้าๆดูระมัดระวัง  เธอเข้ามาใกล้จนเธอเองรู้สึกอึดอัดเธอจึงหยุดอยู่แค่นั้น   ผมจำได้ว่าก่อนที่ความโกลาหลจะเกิดขึ้น ผมเคยหวังว่าเธอจะเดินมาหาผม .. และตอนนี้ผมก็กำลังโดนความหวังนั้นเล่นตลกเอาเสียแล้ว

“ขอฉันคุยด้วยหน่อยได้ไหม?” เธอทำเสียงขู่เบาๆใส่ผม

ลมหายใจอุ่นของเธอ สัมผัสใบหน้าผมเบาๆ  ทำให้ผมเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว ความดึงดูดใจของเธอไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย   ทุกครั้งที่เธออยู่ใกล้ผม ความเย้ายวนใจนี้ได้กระตุ้นทุกความชั่วร้ายของผมขึ้นมา สัญชาติญาณอันเร่งเร้าที่สุด  พิษไหลทะลักอยู่ในปาก และร่างกายผมก็ปรารถนาเหลือเกินที่จะคว้าเธอมาไว้ในอ้อมแขนและฝังเขี้ยวลงที่คอของเธอ .. .. จิตใจผมเข้มแข็งกว่าความต้องการทางกาย  แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่หรอกนะ

“พ่อคุณรออยู่นะ” ผมเตือน ขากรรไกรขบกันแน่น

เธอชำเลืองมองคาร์ไลส์และไทเลอร์  .. ไทเลอร์ไม่ได้สนใจเราสองคนเลยสักนิด

แต่คาร์ไลล์นั้นเฝ้าติดตามผมทุกลมหายใจ

ระวังให้ดีล่ะ เอ็ดเวิร์ด

“ฉันอยากคุยกับคุณตามลำพัง ถ้าคุณรังเกียจ” เธอยืนกรานด้วยเสียงต่ำๆ

ผมอยากจะตอบเธอไปว่า ผมรังเกียจมากๆ  แต่ผมรู้ว่าอย่างไรเสีย ผมก็ต้องทำตามที่เธอขอในที่สุด   บางที อาจเป็นเหตุผลที่ดีที่จะทำไปเสียเลย … ผมก้าวยาวๆออกจากห้องไปด้วยอารมณ์ที่ขัดแย้งกันเองเยอะแยะไปหมด  ได้ยินเสียงเธอสะดุดเท้าตัวเองอยู่ข้างหลัง เพราะพยายามเดินตามผมให้ทัน ถึงเวลาที่ผมต้องเสแสร้งแกล้งทำแล้วล่ะ  ผมรู้บทบาทที่ต้องแสดงดี ผมต้องสวมบทของผู้ร้าย เหมือนคนชั่วในละครทั่วไปที่ต้องโกหก เย้ยหยันกวนประสาท แล้วก็โหดร้าย

ผมต้องทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับแรงผลักดันที่ดีทั้งหมดของผม  แรงจูงใจที่ดีของมนุษย์ที่ผมยึดถือมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา  ผมไม่เคยต้องการให้ใครมาเชื่อใจผมเท่านี้มาก่อน … แต่ผมกลับต้องมาทำลายสิ่งที่อาจทำให้มันเป็นไปได้ทั้งหมดลงกับมือ.. ..

แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือนี่จะเป็นความทรงจำสุดท้ายที่เธอจะมีเกี่ยวกับผม  นี่คือฉากของการจากลา

การแสดงของผมเริ่มขึ้นแล้ว

“คุณต้องการอะไร?” ผมถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

เธอถอยหลังไปเล็กน้อยเพราะความขุ่นเคืองของผม  สายตาเธอบอกถึงความงุนงง สับสน และใบหน้าของเธอในตอนนี้คงตามหลอกหลอนผม ….

“คุณติดหนี้คำอธิบายฉันอยู่นะคะ ” เธอพูดเสียงเบามาก  ใบหน้าของเธอเปลี่ยนจากสีงาช้างมาเป็นซีดเผือด ยากเหลือเกินที่ผมจะต้องพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวแบบนี้

“ผมช่วยชีวิตคุณ ผมไม่ได้ติดหนี้อะไรคุณ ”

เธอผงะ ถอยห่างผมเล็กน้อย .. ผมเหมือนโดนน้ำกรดสาดเมื่อได้เห็นว่าพูดของผมทำให้เธอเจ็บปวด

“ก็คุณสัญญาแล้ว” เสียงเธอเบาเหมือนกระซิบ

“เบลล่า หัวคุณกระแทก คุณไม่รู้ตัวหรอกว่าคุณกำลังพูดอะไรอยู่”

เธอเชิดคางขึ้นทันที  “หัวฉันไม่ได้เป็นอะไร”

ผมทำให้เธอโกรธแล้วล่ะตอนนี้  แต่มันจะทำให้ง่ายขึ้นสำหรับผม ผมสบตาเธอ ปั้นหน้าหน้าให้ดูเฉยเมยไม่แยแส

“คุณต้องการอะไรจากผม เบลล่า? ”

“ฉันต้องการรู้ความจริง ฉันอยากรู้ว่าทำไมฉันต้องโกหกให้คุณ ”

เธอสมควรจะได้ในสิ่งที่เธอต้องการ .. นั่นทำให้ผมโกรธตัวเองที่ต้องปฏิเสธเธอ

“แล้วคุณคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นล่ะ ?”  ผมเกือบจะคำรามใส่เธออยู่แล้ว

คำพูดเธอพรั่งพรูออกมาเหมือนสายน้ำเชี่ยวกราก  อัดใส่ผมแบบไม่มียั้ง

“เท่าที่ฉันรู้ ตอนนั้นคุณไม่ได้อยู่ใกล้ฉันสักนิด .. ไทเลอร์ก็ไม่เห็นคุณเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเลิกพูดไปเลยว่าฉันหัวฟาดฟื้นแรงอย่างนั้นอย่างนี้  รถตู้นั่นกำลังจะชนเราทั้งคู่ แต่ก็ไม่ได้ชน ข้างรถตู้ก็ยังมีรอยมือคุณอยู่เลย แถมยังมีรอยบุบที่คุณทำไว้กับรถอีกคันด้วย แล้วคุณก็ไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย  แล้วเจ้ารถตู้นั่นก็คงจะบดขาฉันป่นปี้ ถ้าคุณไม่ยกมันไว้…”

เธอขบฟันแน่นด้วยความโกรธ  แล้วทันใดนั้นผมก็เห็นว่าน้ำตาเธอปริ่มอยู่ที่ขอบตาส่งประกายวิบวับ

ผมจ้องหน้าเธอด้วยสีหน้าสายตาแบบไม่อยากจะเชื่อ   ผมนับถือเธอจริงๆ แต่ก็มีความกลัวผสมปะปนอยู่ด้วย เพราะเธอเห็นครบหมดทุกอย่าง

“คุณคิดว่าผมยกรถช่วยคุณไว้เนี่ยนะ? ” ผมถามด้วยน้ำเสียงถากถางไม่เชื่อถือ

เธอพยักหน้าหนึ่งทีเป็นคำตอบ

ผมเพิ่มน้ำเสียงเย้ยหยันในลงไปในคำพูด  “ไม่มีใครเขาเชื่อคุณหรอก รู้มั้ย?”

เธอเจตนาเน้นทุกคำพูดที่ตอบผม ทีละคำ ช้าๆ ชัดๆ  เหมือนพยายามควบคุมความโกรธเอาไว้  “ฉันก็ไม่คิดที่จะบอกใครอยู่แล้ว ”

เธอหมายความอย่างที่พูดจริงๆ .. ผมรู้ได้จากดวงตาเธอ แม้ว่าเธอจะโกรธมาก และโดนหักหลัง เธอก็จะเก็บความลับของผมไว้ … ทำไม ? .. เพราะอะไร?

ผมประหลาดใจมาก จนไม่ได้ระมัดระวังสีหน้าอาการของตัวเองไปครึ่งวินาที ผมรีบดึงตัวเองให้กลับมาอยู่ในบทบาท

“ถ้าอย่างนั้น มันจะสำคัญตรงไหน?”  ผมถาม พยายามทำเสียงเคร่งเครียด

“สำหรับฉันมันสำคัญ ” เธอพูดน้ำเสียงจริงจัง  “ฉันไม่ชอบโกหก ดังนั้นต้องมีเหตุผลที่ดีถ้าจะให้ฉันโกหก”

เธอขอให้ผมไว้ใจเธอ ก็เหมือนกับที่ผมขอให้เธอเชื่อใจผม แต่มันมีเส้นคั่นที่ผมไม่สามารถข้ามไปได้ .. เสียงผมยังคงไม่มีความเห็นใจให้เธอ เหมือนคนใจดำ  “คุณแค่ขอบคุณผมแล้วลืมๆมันไปได้มั้ย ?”

“ขอบคุณ” เธอบอก จากนั้นเธอก็เงียบไปเพราะความโกรธ และ รอคอย

“ตกลงว่าคุณจะไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ให้มันจบลงใช่มั้ย?”

“ไม่”

“ถ้าอย่างนั้น…”   ผมไม่สามารถบอกความจริงกับเธอได้ แม้จะอยากบอก…แล้วผมเองก็ไม่อยากบอกเธอด้วย   ผมอยากให้เธอรับรู้อย่างที่เธอคิดและเข้าใจเอาเองมากกว่า จะรู้ว่าผมเป็นอะไร เพราะว่าไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าความจริงอีกแล้ว .. ผมเป็นฝันร้ายที่ยังมีชีวิต ส่งตรงมาจากหนังสือสยองขวัญเลยทีเดียว

“เชิญคุณสนุกกับความผิดหวังไปก็แล้วกัน ”

เราทำหน้าบึ้งตึงใส่กัน  มันน่าแปลกที่ความโกรธของเธอกลับดูน่ารัก  คล้ายๆ ลูกแมวกำลังโกรธมากกว่า ดูนุ่มนวล ละมุนละไมซึ่งจะไปทำอะไรใครที่ไหนได้  แล้วเธอเองก็ไม่ได้รู้เลยว่าตัวเธอน่ะอ่อนแอ และ เปราะบางแค่ไหน

เธอหน้าแดงแล้วกัดฟันแน่นอีกครั้ง  “แล้วคุณจะมาช่วยฉันให้ยุ่งยากทำไม?”

ผมไม่เคยคิดถึง หรือเตรียมคำตอบสำหรับคำถามข้อนี้ของเธอมาก่อน  ผมหลุดจากบทบาทที่กำลังแสดง เหมือนหน้ากากเลื่อนหลุดออกจากใบหน้า  และครั้งนี้ ที่ผมตอบเธอมันเป็น .. ความจริง

“ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”

ผมจดจำใบหน้าของเธอเป็นครั้งสุดท้าย ใบหน้าที่ยังโกรธขึ้ง เลือดฝาดยังไม่จางไปจากแก้มของเธอ  จากนั้นผมก็หันหลังให้เธอ แล้วเดินจากไป .. .. ..

 

.

Translation by ppompam

.

 

 

Share

Comments (24)

อ๊ากกกกกกกกกก ขอบคุณจริงนะคะ ที่เอามาลงให้ กรี๊ดดดดด

อ่าน eng ไม่ค่อยรู้เรื่อง 55+ ขอบคุณนะคะ ขอบคุณจริงๆๆๆๆ กรี๊ดดด

ขอบคุณจ๊ะ แล้วจะมีต่อเมื่อไหร่ จะรอนะ

ขอบคุณค่ะ คุณนุท…. บทที่4 ขอเวลาอีกแป๊บนะคะ ช่วงนี้เดินทาง

บ่อยค่ะ แอบเหนื่อย..ขอบคุณอีกรอบค่ะ

เป็นกำลังใจให้นะคะ จะรอติดตามอ่านต่อค่ะ

ขอบคุณนะคะ คุณAmp กำลังแปลบทที่ 5 ค่ะ อีกสองวันคงจบค่ะ

คุณ pinky ขา ขอบคุณนะคะ ที่เข้ามาเป็นกำลังใจ บทที่ 5 กำลังมาค่ะ

ขอบบบบบบบบบบบบคุนจากใจจิงค่ะ ดีใจมากที่มคนจายยยดีดีมาแปลให้ ขอบคุนนะคะ

โอย ขอโทดน่ะคะที่ไม่ได้เม้น บทที่ 2 เเต่พรุ่งนี้จะสอบ gat หายเครียดทันที ขอบคุณมากกกก เลยค่ะ ขอบคุณจิงๆๆ

คุณoil ขา แวะมาอ่านก็ขอบคุณแล้วค่ะ
ขอให้มีสมาธิทำข้อสอบได้ทุกข้อ…..
คนแปลชักจะเลือนๆบรรยากาศ ห้องสอบซะแล้วล่ะค่ะ

ตะเอง เค้าชอบพื้นสีแบบเก่ามากกว่า อ่านแล้วสะอาดสบายตาดีอ่ะ อันนี้มันมืดไป

ปล. ขอบคุณนะที่แปลให้อ่านจ๊ะ

คุณ Peachy ขา
ป้าไม่ได้ทำเองอ่ะ มีชาวบ้านมาทำให้ ขอเวลาวันเสาร์หน้า
จะเปลี่ยนพื้นเป็นสีสว่างๆนะคะ
ขอบคุณมากนะคะ ที่ให้กำลังใจ

คุณ peachy ขา
แก้ไขด่วนเลยค่ะ
ชอบป่าวเอ่ย

อ๋า

อ่านต่อละสนุกอ่ะ ชอบจังเลยได้รู้ว่า เอ๊ดเวิ๊ด คิดอะไรมั้งง
ว๊าววว

ขอบคุณนะค่ะ

เป้นกำลังใจต่อไปน้า

ขอบคุณค่ะ Makarina

โฮะๆ ขอคุณม๊าก มาก ค่าาาา

อ่านจนปวดตาไปเลย หุหุ

ยังไงก้อขอให้หายเหนื่อยนะคะ

จขะได้มีกำลังมาแปลอีก 9 บทที่เหลือ

สนุกมากๆ

เอ็ดเวิร์ดนี่ก้อคิดไปเรื่อยเนอะ

ขอบคุณมากค่ะ ชอบมาก ติดงอมเลยค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ อ่านแล้วติดจิงๆเลยค่ะ :)

ช่วงนี้ติด robsten อย่างแรงงงงง
เพิ่งได้มาเข้า web นี้ ขอโทษด้วยนะคะที่มาเจอช้าจัง
ขอบคุณมากนะคะที่แปลให้ทุกคนได้อ่าน
แถมต่อด้วย ข่าวของ robsten ตลอด

ขอบคุณจินตนาการของ Mayer และคุณแพมที่ทำให้เราได้อ่านเป็นภาษาไทยที่ไหลลื่นไร้ที่ติค่ะ

ขอบคุนค่ะ ^^

ขอบคุนนะครับบบบบ *-*

ขอบคุณมากถึงมากที่สุด!!
คาเลนทุกคนเท่มาก

ขอบคุณค่ะคุณแพม

Post a comment

This site is protected by WP-CopyRightPro