Midnight Sun / Twilight Saga : 2. Open Book.

22

Category : Midnight Sun

.

.

Midnight Sun by Stephenie Meyer

.

Translation by ppompam

.

.

Open Book


.

ผมเอนหลังพิงกับกองหิมะ  ปล่อยให้มันเปลี่ยนรูปทรงไปตามน้ำหนักรอบๆ ตัวผม ร่างกายของผมเย็นพอๆกับอากาศหนาวเหน็บในตอนนี้ เกล็ดหิมะโปรยปรายมาให้ความรู้สึกเหมือนสัมผัสของผ้ากำมะหยี่ .. ท้องฟ้าใสกระจ่าง ดวงดาวแพรวพราวระยับ ส่องประกายสีฟ้าบ้าง เหลืองบ้าง ดวงดาวสรรสร้างให้ท้องฟ้าสีดำดูยิ่งใหญ่และงดงาม ถ้าจะว่าไปมันก็งดงามอย่างที่เคยเป็นมาเสมอ … ถ้าผมจะสามารถเห็นความงามนั้นได้จริงๆ

หกวันที่ผ่านไป ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมาเลย หกวันที่ผมมาหลบอยู่ในป่ากว้างกับพวก เดนาลี แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองได้เข้าใกล้ความเป็นอิสระมากไปกว่าที่เคยเป็น ตั้งแต่วินาทีแรกที่ผมได้กลิ่นของเธอ

เมื่อผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่พราวแสงดาว ก็เหมือนกับว่ามีอะไรมาขวางกั้นระหว่างผมกับความงดงามนั้น  เป็นเพียงใบหน้าของมนุษย์แสนจะธรรมดาที่มากางกั้นไว้ แต่ดูเหมือนผมจะไม่สามารถลบสิ่งธรรมดาๆนี้ออกจากใจได้เลย ..

ผมได้ยินเสียงความคิดที่ใกล้เข้ามาก่อนที่จะได้ยินเสียงฝีเท้าของเจ้าของเสียง การเคลื่อนไหวนั้นเสียงดังคล้ายคำกระซิบแผ่วบนผิวหิมะ แค่นั้นเอง

ผมไม่แปลกใจเลยที่ ธัญญา ตามผมมาที่นี่ เพราะเธอครุ่นคิดมาตลอดสองสามวันนี้ว่าจะพูดกับผมอย่างไรดี เธอผลัดวันมาเรื่อยจนเธอแน่ใจว่าเธอต้องการจะพูดอะไร .. เธอพลิ้วตัวเข้ามาระยะสายตาผมไกลออกไปประมาณ หกสิบหลา แล้วกระโดดมายืนบนปลายก้อนหินสีดำที่ยื่นออกมา ทรงตัวไว้ด้วยเท้าเปล่า .. ผิวของธัญญาเป็นสีเงินยวงภายใต้แสงดาว เธอมีผมเป็นยาวเป็นลอน สีบลอนด์จางเกือบชมพู แต้มด้วยสีของสตรอเบอรี่ ตาสีอำพันมีประกายวิบวับเหมือนจะแอบมองผมที่ถูกฝังครึ่งตัวอยู่ใต้หิมะ แล้วริมฝีปากอิ่มของเธอจึงแย้มยิ้ม

ความงดงามที่เจิดจรัส ถ้าผมสามารถมองเห็นเป็นเช่นนั้นได้นะ……

ผมถอนหายใจ

เธอก้มตัวลงบนปลายแหลมของก้อนหิน นิ้วมือเธอแตะก้อนหิน ม้วนตัวลงมา

ลูกกระสุนปืนใหญ่  … เธอคิดพลางเธอส่งตัวเองขึ้นไปในอากาศ เงาของเธอในความมืดดูเหมือนเธอหมุนต้วอย่างสง่างามในอากาศกั้นระหว่างผมกับดวงดาว แล้วเธอก็ม้วนตัวพุ่งเข้าชนกองหิมะข้างตัวผม พายุหิมะกระจายท่วมตัวผม มองไม่เห็นแล้วดวงดาว ..  ผมถูกกลบด้วยหิมะที่เบาและนุ่มดั่งขนนก

ผมถอนหายใจอีกหน แล้วก็นอนนิ่งๆอยู่อย่างนั้น การอยู่กับความมืดใต้หิมะ ไม่ได้ทำลายหรือทำให้สิ่งที่ผมมองดูอยู่สวยงามขึ้นเลย เพราะผมยังคงเห็นเป็นใบหน้าเดิม

“ เอ็ดเวิร์ด”

จากนั้นหิมะก็ปลิวกระจายไปทั่วอีกครั้ง ธัญญากำลังขุดผมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เธอปัดเกล็ดหิมะออกจากใบหน้าที่นิ่งเป็นรูปปั้นของผม ไม่สบตา

“ขอโทษนะ” เธอพึมพำ “ฉันล้อคุณเล่นน่ะ”

“ผมรู้ .. ก็สนุกดี” … เธอเม้มปาก “ไอรีน่า กับ เคท บอกฉันว่าควรให้คุณอยู่ตามลำพัง พวกเธอคิดว่าฉันจะมา

กวนใจคุณ”

“ไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก ” ผมบอกให้เธอสบายใจ  “ตรงกันข้ามเลย ผมเองที่ทำตัวเสียมารยาท ไม่สุภาพเอาเสียเลย ต้องขอโทษด้วยจริงๆ”

คุณกำลังจะกลับบ้านแล้ว ใช่ไหม? เธอคิด

“ผม .. ยังไม่ได้….ตัดสินใจเลย”

แต่คุณก็จะไม่อยู่ที่นี่  … ความคิดเธอมีความโหยหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ น่าเศร้าจริงๆ

“ใช่ ดูเหมือนมันไม่ดีขึ้นเลยน่ะ”  เธอทำหน้าตาบูดบึ้ง “เป็นเพราะฉันใช่ไหมคะ?”

“ไม่ใช่อยู่แล้วล่ะ” ผมโกหกเสียงราบเรียบ … อย่าเป็นสุภาพบุรุษนักเลย เธอค้านในใจ .. ผมยิ้ม

ฉันคงทำให้คุณอึดอัดใจ เธอกล่าวหาตัวเอง

“ปล่าวเลย” ผมบอก .. เธอเลิกคิ้วขึ้นหนึ่งข้าง สีหน้าของเธอบอกว่าเธอไม่เชื่อคำพูดผม จนผมต้องหัวเราะออกมา แค่ประเดี๋ยวเดียว แล้วถอนหายใจ

“ก็ได้” ผมยอมรับ “ก็แค่นิดหน่อยน่ะ”

เธอถอนหายใจด้วยอีกคน แล้วเอามือเท้าคาง บ่งบอกว่าเธอผิดหวัง

“ธัญญา คุณน่ารักกว่าดวงดาวทั้งหลายเป็นพันเท่า คุณก็รู้อยู่แล้ว อย่าให้ความดื้อดึงของผมไปลดทอนความมั่นใจของคุณเลย” ผมหัวเราะอยู่ในคอ เพราะเธอคงทำตามที่ผมพูดไม่ได้แน่นอน

“ฉันไม่คุ้นกับการถูกปฏิเสธน่ะ” เธอพูดเหมือนบ่น ทำปากยื่นไม่พอใจ แต่ก็ยังดูสวยน่ามอง

“นั่นไม่ต้องสงสัยอยู่แล้ว”  ผมเห็นด้วย ผมพยายามที่จะกันความคิดเรื่องรักๆใคร่ๆ อันเปรียบเป็นชัยชนะของเธอนับพันๆ เรื่องผ่านความทรงจำของเธอ ให้ออกไปจากหัวผม  โดยมากแล้ว ธัญญาโปรดปรานมนุษย์ผู้ชาย เพราะพวกเขามีความนุ่มนวล และ ร่างกายที่อบอุ่น ถือเป็นข้อได้เปรียบ ส่วนเรื่อง ความปรารถนา นั้น .. ไม่ต้องถาม

“ปีศาจสาวกระหายรัก” ผมแหย่เธอ เพื่อจะแทรกขัดจังหวะภาพความหวังที่ริบหรี่ในความคิดของเธอ

เธอยิ้มยิงฟัน ก่อนบอกว่า  “ตัวจริง เสียงจริง ต้นฉบับของแท้ เลยล่ะ”

ธัญญา และ น้องสาวอีกสองคน ค่อยๆค้นพบความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและวิถีชีวิตที่พวกเขาที่ต้องการอย่างช้าๆ แตกต่างจาก คาร์ไลส์  … สุดท้าย เมื่อพวกเธอพบกับความรักของมนุษย์ ซึ่งเปลี่ยนน้องสาวทั้งสองให้ต่อต้านการฆ่ามนุษย์อย่างโหดร้าย ปัจจุบันนี้ผู้ชายที่พวกเขารัก … ยังมีชีวิตอยู่

“ตอนที่คุณโผล่มาที่นี่ ….ฉันคิดว่า…” ธัญญาพูดช้าๆ

ผมรู้ว่าตอนนั้นเธอคิดอะไร และผมควรจะเดาได้ว่าเธอจะรู้สึกแบบนั้นแน่ๆ แต่ขณะนั้นผมหมดสภาพ และไม่มีจิตใจจะมาคำนึงถึงเรื่องนี้เลย

“คุณคิดว่า ผมคงเปลี่ยนใจ”

“ใช่”  เธอยอมรับหน้าตาไม่มีรอยยิ้ม

“ผมรู้ว่าผมใจร้ายมากที่ทำเหมือนล้อเล่นกับความคาดหวังของคุณ แต่ผมไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น .. ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ .. ผมคิดแค่ว่าต้องไปแล้ว … ผมค่อนข้างรีบ”

“ฉันไม่ได้คิดว่า คุณจะเล่าให้ฟังหรอกนะ ว่าเพราะอะไร …?”

ผมนั่งเอามือกอดเข่า งอตัวเหมือนปกป้องตัวเอง  “ผมไม่อยากพูดถึงมัน”

ธัญญา ไอรีนา และ เคท ต่างดำเนินชีวิตได้ดีในวิถีที่พวกเธอได้เลือกเดิน บางอย่างก็ทำได้ดีกว่าคาร์ไลส์  แม้กระทั่งการที่พวกเธอเอาตัวเองเข้าไปอยู่อย่างใกล้ชิดกับมนุษย์กว่าที่ควรจะเป็น .. หรือ .. สักวันอาจเป็นเหยื่อของพวกเธอ มันเป็นเรื่องที่เสียสติมากๆ แต่พวกเธอไม่เคยผิดพลาดเลย ผมอับอายเกินกว่าจะยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอต่อหน้าธัญญา

“เรื่องผู้หญิง ใช่ไหม?”  เธอคาดเดา ไม่สนใจว่าผมอยากจะบอกหรือเปล่า

ผมหัวเราะเซ็งๆ “มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดหรอก”

เธอไม่พูดอะไรต่อ ผมฟังความคิดเธอว่าจะเดาว่าเป็นเรื่องอะไรอีก เธอพยายามทำความเข้าใจคำพูดที่คลุมเครือของผม

“คุณไม่เฉียดเลยล่ะ ธัญญา” ผมบอก

“บอกใบ้ นิดนึง” เธอต่อรอง

“ช่างมันเถอะ, ธัญญา”

เธอเงียบไปอีกครั้ง แต่ยังคิดคาดเดาไปเรื่อย ผมเลิกสนใจเธอ  แล้วหันกลับมาชื่นชมดวงดาวบนท้องฟ้าต่อ  ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเลย … เธอยอมแพ้ หลังจากที่เงียบกันไป ความคิดของเธอก็หันเหไปทางอื่น

“เมื่อไปจากที่นี่แล้ว คุณจะไปไหนคะ เอ็ดเวิร์ด? กลับไปหาคาร์ไลส์?”

“คงไม่” เสียงผมเบาเหมือนสียงกระซิบ … ผมจะไปที่ไหนดี? ผมคิดไม่ออกว่ามีสถานที่ไหนในโลกนี้ที่จะเรียกความสนใจจากผมได้อีก ไม่มีอะไรที่ผมอยากเห็น หรืออยากทำ เพราะไม่ว่าผมไปที่ไหน ผมก็จะไม่ได้ไปที่ไหนเลย  .. ผมแค่วิ่งหนีเท่านั้นเอง

ผมเกลียด .. ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ผมกลายเป็นคนขี้ขลาด? … ธัญญาเอื้อมแขนมาโอบไหล่ผมไว้ ผมนิ่งยืดตัวตรง แต่ก็ไม่ได้เบี่ยงตัวหนี .. เธอแค่ต้องการปลอบให้ผมสบายใจขึ้น อย่างเพื่อนเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

“ฉันคิดว่า คุณจะกลับไป”  เธอพูด , น้ำเสียงของเธอยังมีสำเนียงของชาวรัสเซียที่จางหายไปเนิ่นนานปะปนอยู่บ้าง “ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร หรือเป็นใครก็ตาม ที่ยังหลอกหลอนคุณอยู่ คุณจะยอมรับและประจันหน้ากับมันไปเลย …. นั่นคือคุณ”  เธอมั่นใจในความคิดของเธอเหมือนที่เธอพูด  ผมพยายามโอบรับภาพของผมที่อยู่ในความคิดของเธอมาไว้กับตัว  … คนที่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง ผมรู้สึกดีที่ได้คิดถึงตัวเองในแบบนั้นอีกครั้ง  เมื่อก่อนนี้ผมไม่เคยเคลือบแคลงใจในความกล้าหาญ และความสามารถในการสู้กับอุปสรรคที่ยากลำบากของตัวเองเลย  จนผมมาเจอกับชั่วโมงที่น่ากลัวอย่างร้ายกาจในห้องเรียนชีวะ เมื่อไม่นานนี้เอง

ผมจูบเธอที่แก้ม แล้วรีบดึงตัวเองกลับมา เมื่อเธอหันหน้ามาทางผม ริมฝีปากของเธอเผยออย่างรอคอย … เธอยิ้มเศร้าๆ กับความรวดเร็วของผม

“ขอบคุณมากธัญญา นี่แหละที่ผมอยากได้ยิน”

ตอนนี้ความคิดเธอเปลี่ยนเป็นความขุ่นเคือง “ก็ต้องบอกว่า ด้วยความยินดีสินะ หวังว่าต่อไปจะทำอะไรให้มีเหตุผลสุขุมรอบคอบกว่านี้นะคะ เอ็ดเวิร์ด”

“ผมขอโทษ ธัญญา , รู้ไหมว่า คุณดีเกินไปสำหรับผม ผมก็แค่…ยังไม่เจอสิ่งที่ผมกำลังมองหาอยู่”

“ถ้าคุณจะจากไปตอนนี้เลย .. ก็ .. ลาก่อนนะคะเอ็ดเวิร์ด”

“ลาก่อน ธัญญา”  อย่างที่ผมพูดว่าผมมองเห็น เห็นตัวเองกำลังจากไป ผมเข้มแข็งพอที่จะกลับไปยังสถานที่ ที่ผมต้องการจะอยู่ที่นั่น  “ขอบคุณอีกครั้ง”

เธอยืนขึ้นอย่างคล่องแคล่ว แล้ววิ่งข้ามหิมะไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีแม้แต่รอยเท้าให้เห็น เธอไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้เลย เธอไม่ได้มองกลับมา คำปฏิเสธของผมคงรบกวนใจเธอมากกว่าคำพูดและท่าทางที่เธอแสดงออก  มันแย่กว่าที่เธอคิดไว้ เธอคงไม่มาให้เห็นอีกจนกว่าผมจะจากไป … ผมรู้สึกผิด ละอายใจกับสิ่งที่ทำลงไป ผมไม่อยากทำร้ายธัญญา แม้ว่าผมจะรับรู้ความรู้สึกที่แสนจะบริสุทธ์ใจของเธอก็ตาม ในแต่ละเรื่องนั้น ผมไม่สามารถตอบแทนเธอได้สักเรื่องเลย ดูเหมือนความเป็นสุภาพบุรุษของผมจะมีอยู่น้อยเหลือเกิน … ผมนั่งชันเข่าเท้าคาง มองขึ้นไปดูดวงดาวอีกครั้ง ผมเกิดวิตกกังวลกับทางที่ผมเลือกเดิน ผมรู้ว่าอลิซจะเห็นว่าผมกำลังกลับบ้านและเธอก็บอกให้คนอื่นๆได้รับรู้ ซึ่งนั่นจะทำให้ทุกคนมีความสุข  ..  โดยเฉพาะ คาร์ไลล์ กับ เอสเม่ …  แต่เมื่อผมเพ่งมองดวงดาวอยู่อีกชั่วขณะ พยายามมองใบหน้าที่กั้นกลางระหว่างผมกับดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับบนท้องฟ้า  ดวงตาคู่โตสีชอคโกแลตจ้องกลับมาด้วยความสับสนและแปลกใจ เหมือนจะถามว่าการตัดสินใจของผมนั้น มีความสำคัญกับเธอหรือเปล่า แน่นอนว่า ผมไม่มั่นใจหรอกว่าสิ่งที่ดวงตาคู่นั้นค้นหาจริงๆแล้วคืออะไร แม้กระทั่งในจินตนาการผมก็ยังไม่สามารถได้ยินเสียงความคิดของเธอเลย ดวงตาของเบลล่า สวอน ยังคงตั้งตำถามต่อไป และผมก็ยังไม่สามารถมองเห็นความงามของดวงดาวได้อยู่ดี

ผมหายใจแรงๆ ยอมแพ้ แล้วลุกขึ้นยืน ผมคงใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงเพื่อกลับไปที่รถของคาร์ไลล์ .. ถ้าผมวิ่งไปนะ .. ..

ผมรีบกลับไปหาครอบครัว ..  และอยากกลับไปเป็น เอ็ดเวิร์ด คนที่กล้าต่อสู้กับทุกอุปสรรคซึ่งๆ หน้า .. ผมวิ่งอย่างรีบเร่งข้ามทุ่งหิมะที่สะท้อนแสงของดวงดาว โดยไม่มีร่องรอยใดๆทิ้งไว้เบื้องหลัง

.,

.

“ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย”  อลิซพูดเสียงเบาหวิว สายตาเธอมองเหม่อลอย แจสเปอร์ใช้มือข้างหนึ่งประคองแตะข้อศอกเธอเบาๆ นำทางเธอเดินรวมกลุ่มกันไปโรงอาหาร เอ็มเม็ตต์กับโรซาลีเดินนำหน้า ท่าทางของเอ็มเม็ตต์ดูตลกดี เหมือนจะอารักขาผมในใจกลางดินแดนของศัตรูกันเลยทีเดียว โรสก็ท่าทางระวังตัวเหมือนกัน แต่ดูเหมือนเป็นเพราะไม่พอใจมากกว่าจะปกป้อง

“ก็แน่นอนอยู่แล้วนะสิ” ผมพึมพำไม่ชอบใจ ก็การแสดงอาการของพวกเขา มันดูน่าหัวเราะเยาะจริงๆ ถ้าผมไม่มั่นใจว่าสามารถจัดการเองได้ ผมก็อยู่บ้านไปแล้วล่ะ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตปกติธรรมดาของพวกเราไปอย่างฉับพลัน แม้กระทั่งอารมณ์สนุกสนานในเช้านี้ … เมื่อคืนหิมะตก ตอนผมเผลอ เอ็มเม็ตต์กับแจสเปอร์ฉวยโอกาสถล่มผมด้วยระเบิดหิมะ สักพักพวกเขาก็เบื่อที่ผมไม่ตอบโต้ ก็เลยหันไปซัดกันเอง .. การระแวดระวังจนเกินไปแบบนี้มันก็คงดูตลกๆขำๆดี ถ้ามันไม่น่ารำคาญขนาดนี้

“เธอยังไม่มา แต่เธอกำลังจะเข้ามา .. ถ้าเรานั่งที่ประจำของเรา เธอก็จะไม่อยู่ในทิศทางลม”

“แน่อยู่แล้วเราจะนั่งกันที่เดิมนี่ล่ะ หยุดเถอะอลิซ เธอกำลังทำให้ฉันเป็นโรคประสาทอยู่แล้ว ฉันไม่เป็นไรจริงๆ”

เธอกระพริบตา เมื่อแจสเปอร์ช่วยเธอนั่งลง แล้วในที่สุดเธอก็หันมามองหน้าผม

“ อืมม” เสียงอลิซบอกความแปลกใจ “ ฉันว่าเธอคิดถูกแล้วล่ะ”

“ ก็ใช่น่ะสิ ฉันบอกแล้ว” ผมบ่นอุบอิบ

ผมเกลียดการเป็นต้นเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องมาคอยห่วงเป็นกังวล ผมรู้สึกเห็นใจแจสเปอร์ขึ้นมาทันที นึกถึงพวกเราที่คอยจะวนเวียนปกป้องเขาอยู่ตลอดเวลา เขาหันมาสบตาผมครู่เดียว แล้วยิ้มยิงฟันให้ผม

“รำคาญละสิ?” แจสเปอร์ถาม .. ผมทำหน้ายักษ์ใส่เขา

เพิ่งจะสัปดาห์ที่แล้วเองไม่ใช่หรือ ที่ผมนั่งเซ็งเหมือนคนไร้ชีวิตอยู่ในห้องที่น่าเบื่อนี้ ห้องที่ทำให้ผมอยากจะหลับเสียให้ได้ เหมือนคนเจ็บหนักอยู่ที่นี่ ?  แต่วันนี้ เส้นประสาททุกเส้นเครียดตีง เหมือนสายเปียโนที่พร้อมจะบรรเลงเมื่อถูกกดเบาๆ  ผมตื่นตัวเต็มที่ วิเคราะห์รายละเอียดเสียงทุกเสียง ภาพที่เห็นทุกภาพ ทุกๆการเคลื่อนไหวของอากาศที่ผมได้สัมผัส ทุกๆความคิด โดยเฉพาะความคิด ผมเน้นเป็นพิเศษ ประสาทสัมผัสอย่างเดียวที่ผมไม่เอาออกมาใช้เลย คือ การได้กลิ่น , ใช่แล้ว วันนี้ผมไม่หายใจเลย  ผมคาดว่าจะได้ยินใครๆพูดกันถึงเรื่องของพวกคัลเลน ผมรอฟังทั้งวัน ค้นหา จากความคิดของใครก็ตามที่เบลล่า สวอนจะคุยด้วย พยายามฟังว่ามีข่าวซุบซิบอะไรใหม่ๆบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรเลยแม้แต่น้อย ไม่มีใครสังเกตเห็นแวมไพร์ทั้งห้าในโรงอาหาร ทุกอย่างเป็นปกติเหมือนก่อนที่เด็กใหม่จะย้ายมาที่นี่ แต่ก็ยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังคิดเรื่องเด็กใหม่เหมือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วอยู่เลย แทนที่ผมจะเบื่อที่ไม่มีเรื่องอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นเลย ผมกลับประหลาดใจและอยากค้นหาคำตอบ

เธอไม่ได้พูดเรื่องของผมกับใครๆเลยหรือ?

เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะไม่รับรู้ว่าดวงตาสีดำสนิทของผม ที่จ้องมองเธออย่างดุร้ายหมายชีวิต ผมยังเห็นปฏิกริยาตอบสนองของเธอเลย เธอกลัวผมแน่นอน ผมเชื่อว่าเธอต้องเล่าให้ใครสักคนฟังแน่ๆ เธออาจแต่งเติมเรื่องราวเพิ่มเข้าไป เพื่อให้มีสีสันขึ้น หรือไม่ ผมก็อาจรับบทเป็นผู้ร้ายไปแล้วก็ได้ .. จากนั้น เธอยังไปได้ยินผมพยายามขอเปลี่ยนวิชาชีวะที่เรียนกับเธออีก พอเห็นสีหน้าผมแล้วเธอต้องสงสัยแน่ๆ ว่าเพราะเธอเป็นต้นเหตุหรือเปล่า  ถ้าป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาทั่วไป เจอเรื่องแบบนี้เข้าก็ต้องเล่าให้คนอื่นฟัง ถามความคิดเห็นเอามาเปรียบเทียบกับความคิดเธอ หรือหาความเห็นร่วมที่เหมือนๆกันมาอธิบายพฤติกรรมของผม เพื่อให้เห็นว่าเธอไม่ได้รู้สึกไปเองคนเดียวมนุษย์ มีความต้องการที่จะทำตัวให้ปกติอยู่เสมอ เพื่อจะได้ปรับตัวให้กลมกลืนกับผู้คนรอบข้าง เหมือนกับฝูงแกะที่ชอบเดินตัวติดกันจนแยกไม่ออก ทำอะไรตามๆกัน  โดยเฉพาะช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของเด็กวัยรุ่น ความต้องการนี้ก็จะมีอิทธิพลมากขึ้น และเด็กผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ได้เป็นข้อยกเว้น

แต่ .. ไม่มีใครสนใจพวกเราที่นั่งกันอยู่ตรงนี้เลย ที่เดิมที่นั่งกันประจำ เบลล่าจะต้องเป็นคนที่ไม่ไว้ใจใครเอามากๆ ถ้าเธอไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย บางทีเธออาจเล่าให้พ่อของเธอฟังก็ได้ อาจจะเป็นไปได้ เพราะเขาใกล้ชิดเธอที่สุด แต่ก็อาจไม่เป็นอย่างนั้น เพราะเธอไม่ได้เติบโตมากับเขา เธอน่าจะสนิทกับแม่มากกว่า .. แต่ก็ช่างมันเถอะ ผมคงต้องหาเวลาแวะไปที่บ้านหัวหน้าตำรวจสวอน ไปลองฟังความคิดเขาดูบ้างแล้วล่ะ

“มีอะไรใหม่ๆหรือเปล่า?” แจสเปอร์สงสัย

“ไม่มีอะไรเลย……..เธอคงไม่ได้พูดอะไร”

ทุกคนทำหน้างง เลิกคิ้วแปลกใจกับคำตอบของผม

“บางที นายอาจไม่น่ากลัวอย่างที่นายคิดละมั้ง?”  เอ็มเม็ตต์พูดแล้วหัวเราะอยู่ในคอ

“เชื่อเถอะ ฉันทำให้เธอกลัวได้มากกว่านั้นแน่ๆ” ผมกลอกตามองเขา

“สงสัยว่า…ทำไม?” เขายังงงอยู่ เรื่องที่ผมไม่สามารถอ่านใจของเบลล่า

“ก็อย่างที่บอก ฉันเองก็ไม่รู้”

“เธอกำลังจะเข้ามาแล้วนะ”  ขณะที่อลิซพึมพำบอก ผมนั่งนิ่งตัวเกร็ง

“พยายามทำตัวให้เหมือนคนกันล่ะ”

“เธอว่าให้เหมือนคน ใช่มั้ย?”  เอ็มเม็ตต์ถาม

เขายกกำปั้นขวาขึ้นมาให้เห็น บิดนิ้วเล็กน้อยโชว์ลูกบอลหิมะในอุ้งมือที่เขาบีบมันแน่นจนเป็นก้อนน้ำแข็ง แน่นอนว่ามันไม่ละลายในมือของพวกเรา เขาเล็งไปที่แจสเปอร์ แต่ผมรู้ว่าเขามีเป้าหมายอื่นในใจ อลิซก็เห็น ทันทีที่เขาขว้างก้อนน้ำแข็งพุ่งมาที่เธอสุดแรง เธอก็ใช้นิ้วปัดสะบัดมันออกไปอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางสบายๆ  ก้อนน้ำแข็งกระดอนข้ามไปตามความยาวของโรงอาหารด้วยความเร็วเกินกว่าสายตามนุษย์จะมองเห็น  มันพุ่งชนผนังห้องจนน้ำแข็งแหลกกละเอียด ผนังห้องก็ร้าวไปด้วย หัวทุกหัวที่อยู่ตรงมุมนั้นของห้อง หันขวับไปมองเศษน้ำแข็งที่แหลกเป็นผงกองอยู่ที่พื้น แล้วหมุนตัวมองหาตัวคนขว้าง พวกเขามองไปไกลแค่สองสามโต๊ะจากโต๊ะที่พวกเขานั่ง ไม่มีใครมองมาที่พวกเรา

“เหมือนมนุษย์มากๆ”  โรซาลีพูด น้ำเสียงประชดประชัน

“ไม่ชกกำแพงไปเสียเลยล่ะ”

“ถ้าเธอทำ ดูจะน่าประทับใจกว่านะ ที่รัก”

ผมพยายามเพ่งความสนใจไปที่พวกเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เหมือนมีส่วนร่วมในการเล่นเย้าแหย่สนุกสนานกับพวกเขาไปด้วย ผมรู้ว่าเธอกำลังยืนต่อแถวรอซื้ออาหาร ผมบังคับตัวเองไม่ให้มองไปที่เธอ แต่ผมกำลังฟังอยู่ทุกคำพูด ผมได้ยินความคิดของเจสซิก้า เธอเริ่มทนไม่ได้ที่เด็กใหม่ยืนนิ่งไม่สนใจจะขยับตามแถว ผมมองเธอผ่านความคิดของเจสซิก้า อีกครั้งที่เลือดสูบฉีดแก้มของเบลล่า สวอนจนเป็นสีชมพูจัด ผมหายใจเข้าเล็กน้อย สั้นๆ  ผมจะหยุดหายใจทันทีที่รู้สึกว่ากลิ่นของเธอเข้ามาใกล้ ไมค์ นิวตัน อยู่ด้วยกันกับพวกเธอสองคน ผมได้ยินทั้งเสียงพูด และเสียงจากความคิดของเขา เมื่อเขาถามเจสซิก้าว่า เบลล่าเป็นอะไรหรือเปล่า ผมไม่ชอบวิธีคิดของเขาที่เกี่ยวพันกับเบลล่าเลย ภาพเพ้อฝันฟุ้งซ่านลอยอยู่ในความคิดเขาเต็มไปหมด ขณะที่เขามองอยู่นั้น เธอก็เงยหน้าขึ้นจากภวังค์ความคิด ดูเหมือนเธอจะลืมไปแล้วว่าไมค์อยู่ตรงนั้นกับเธอด้วย

“เปล่าจ้ะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอก ” ผมได้ยินเสียงเบลล่าตอบเบาๆแต่ชัดเจน เสียงเธอฟังคล้ายกับเสียงระฆังที่กังวานกลบเสียงคุยจ๊อกแจ๊กจอแจในห้องนี้ ผมรู้ว่าที่ผมได้ยินอย่างนั้น ก็เพราะผมตั้งใจฟังเธอพูดมากเกินไปเท่านั้นเอง

“วันนี้ ฉันขอแค่น้ำอัดลมดีกว่า” เธอพูดต่อขณะที่เคลื่อนตัวไปตามแถว  ผมอดไม่ได้ที่จะเหลือบไปมองเธอนิดนึง ตาเธอจ้องอยู่ที่พื้น เลือดฝาดบนแก้มของเธอค่อยๆจางลงแล้ว ผมรีบหันกลับมาที่เอ็มเม็ตต์ ซึ่งกำลังหัวเราะสีหน้าฝืนยิ้มเจื่อนๆของผม

“นายดูเหมือนคนป่วยเลย น้องชาย” ผมจัดการปรับสีหน้า ท่าทางให้ดูสบายๆ ผ่อนคลายมากขึ้น

เจสซิก้าถามเสียงดัง สงสัยทำไมเบลล่าไม่ทานอาหาร

“เธอไม่หิวเหรอ?”

“อันที่จริง ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อยน่ะ” เธอพูดเสียงต่ำ แต่ก็ชัดเจน

ทำไม สิ่งนี้ถึงรบกวนใจผมนะ?  หรือว่าความรู้สึกเป็นห่วงอยากปกป้องคุ้มครองเธอคงฟุ้งกระจายออกมาจากความคิดของไมค์ นิวตัน?  ก็ไม่แปลกอะไรที่มนุษย์จะเกิดความรู้สึกอยากครอบครอง อยากแสดงความเป็นเจ้าของ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องของผมเลยถ้า ไมค์ นิวตัน จะรู้สึกห่วงใยเธอมากเกินความจำเป็น บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่ทุกคนตอบสนองต่อเธอก็ได้ .. ผมเองก็เคยคิดอย่างนั้นเหมือนกัน อยากปกป้องเธอด้วยสัญชาติญาณ ก่อนที่อยากจะฆ่าเธอ…..

ว่าแต่ว่า เธอไม่สบายเหรอ?

ผมดูไม่ออก เพราะผิวบอบบางนั่นทำให้เธอดูน่าทนุถนอม .. แล้วผมก็ตระหนักได้ว่า ผมก็เป็นห่วงเธอ เหมือนเด็กผู้ชายทึ่มๆคนนั้นเหมือนกัน ผมต้องฝืนตัวเองไม่ให้คิดถึงเรื่องสุขภาพของเธออีก ผมไม่ชอบมองดูเบลล่าผ่านความคิดของไมค์ ผมสลับไปมองผ่านเจสซิก้าแทน เฝ้าดูว่าพวกเขาสามคนจะเลือกนั่งโต๊ะตัวไหน โชคดีของผม พวกเขานั่งโต๊ะที่เจสซิก้ากับเพื่อนๆนั่งกันเป็นประจำ เป็นโต๊ะแรกๆในห้อง จริงอย่างที่อลิซพูดไว้ เธอไม่ได้นั่งในทิศทางลม

อลิซกระทุ้งผมด้วยข้อศอก ..  เธอกำลังจะมองมา ทำท่าให้เหมือนมนุษย์หน่อย ..

ผมยิ้มยิงฟัน ขบฟันไว้แน่น

“ช้าๆ สบายๆ เอ็ดเวิร์ด” เอ็มเม็ตต์บอก “ให้ตายเถอะ , การจะฆ่ามนุษย์สักคนมันไม่ได้ทำให้โลกแตกเลยนะ”

“นายก็รู้” ผมงึมงำ

เอ็มเม็ตต์หัวเราะ “นายต้องหัดปล่อยวางซะบ้าง ดูอย่างฉันนี่, นายจะมามัวจมปลักอยู่กับความสำนึกผิดไปตลอดชีวิตนิรันดร์ที่ยาวนานนี่ไม่ได้หรอกนะ”

ทันใดนั้นเอง อลิซก็ขว้างก้อนน้ำแข็งที่เธอซ่อนไว้ในมือเล็กๆของเธอไปที่หน้าของเอ็มเม็ตต์ซึ่งยังไม่ทันตั้งตัว โดนเต็มๆ เขากระพริบตา งงๆ แล้วฉีกยิ้มอย่างตื่นเต้นกับฉากต่อไปที่จะมาถึง

“อยากเล่นอย่างนี้ใช่มั้ย..”  เขาพูดพลางชะโงกต้วข้ามโต๊ะ สะบัดผมที่เต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งไปที่เธอ หิมะที่กำลังละลายในห้องอุ่นๆนี้ ปลิวจากผมของเขาเหมือนน้ำเย็นๆ พุ่งจากฝักบัว

“อี๋ยยย” โรส ร้อง เธอกับอลิซพากันเอี้ยวตัวหนี

อลิซหัวเราะ พวกเราร่วมวงสนุกสนานเปียกปอน ผมเห็นแผนการที่เธอสร้างขึ้นมาอย่างเหมาะเจาะในหัวของเธอ และผมก็รู้ว่าเด็กผู้หญิง .. ผมควรหยุดนึกถึงเธอแบบนั้น ราวกับว่าเธอเป็นเด็กผู้หญิงคนเดียวในโลก  .. เบลล่ากำลังมองพวกเราหัวเราะเล่นสนุกกัน ดูพวกเรามีความสุขแหมือนคนทั่วไป และคล้ายว่าจะมีจริงแต่จับต้องไม่ได้ เหมือนภาพวาดของ นอร์แมน รอคเวลล์

(Norman Percevel Rockwell จิตรกร และนักวาดภาพประกอบ ชาวอเมริกัน เกิดที่แมนฮัตตัน นิวยอร์ค ในปี 1894-1978 วาดภาพเกี่ยวกับชีวิตในครอบครัว ภาพเรื่องราวในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป มีชื่อเสียงในการวาดภาพปกของนิตยสาร The Saturday Evening Post ผลงานศิลปะของเขาปรากฏในภาพยนตร์หลายเรื่องเช่น Forrest Gump (1994) ภาพ Thanksgivving ในเรื่อง Lio&Stich หรือภาพ ปกของ The Saturday Evening Post เป็นภาพของเด็กผู้ชายเจอชุดของซานตาคลอส ซึ่งปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง The Polar Express —–ผลงานบางชิ้นของเขาอยู่ในความครอบครองของ George Lucus คือภาพ The Peach Crop อีกทั้งภาพร่าง Rockwell’s Triple Self-Portrait นั้นผู้ถือครองคือ Steven Spielberg. )

 

อลิซยังคงหัวเราะร่วน พร้อมกับยกถาดขึ้นมาเหมือนเป็นโล่ป้องกัน … เด็กผู้หญิงคนนั้น .. เบลล่า ยังมองพวกเราอยู่เลย

จ้องพวกคัลเลนอีกแล้ว  … เป็นความคิดของใครสักคน ดึงความสนใจจากผม ผมมองหาเจ้าของเสียง เมื่อเห็นก็รู้ว่าเสียงใคร วันนี้ผมฟังความคิดเธอมาทั้งวัน แต่ผมมองผ่านเจสซิก้า พุ่งความสนใจไปที่เจ้าของสายตาที่ดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง .. เธอรีบก้มหน้าหลบตา ซ่อนไว้หลังม่านผมหนาๆของเธออีกแล้ว

เธอกำลังคิดอะไรอยู่นะ? ยิ่งเวลาผ่านไป ความหงุดหงิดที่ไม่รู้ใจเธอก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผมจะลองดู .. จะใช้ความรู้สึกและจิตใจของผมอ่านใจเธอจากความเงียบรอบๆตัวเธอ ผมเองก็ไม่มั่นใจนักว่าจะได้ผลมั้ย ผมไม่เคยลองทำมาก่อน การได้ยินที่เหนือธรรมชาติของผมมันจะเกิดขึ้นเองเสมอเมื่ออยู่ในความเงียบ และผมไม่เคยต้องใช้มันเลย แต่ตอนนี้ผมต้องตั้งใจอย่างมาก ต้องพยายามทะลายเกราะป้องกัน หรืออะไรก็ตามที่อยู่รอบตัวเธอ … เงียบ ไม่ได้ยินอะไรเลย

เธอเป็นอะไรของเธอเนี่ย?  .. ความคิดของเจสซิก้าก้องอยู่ในความผิดหวังของผม

“เอ็ดเวิร์ด คัลเลนกำลังจ้องเธออยู่แน่ะ”  เธอกระซิบข้างหูเด็กสวอน  ทำเสียงหัวเราะคิกคัก ไม่มีความอิจฉาในน้ำเสียงของเจสซิก้า ดูเหมือนเธอสามารถสร้างภาพของความเป็นเพื่อนได้ดีทีเดียวเชียวล่ะ

ผมคอยฟัง ตั้งใจมากๆที่จะฟังคำตอบของเบลล่า

“เขาไม่ได้ดูโกรธอะไรใช่ไหม?” เธอกระซิบถาม  เธอสังเกตเห็นปฏิกริยาและสายตาดุร้ายเมื่อสัปดาห์ที่แล้วของผมจริงๆด้วย … คำถามนั้นทำเอาเจสซิก้างง ผมเห็นหน้าตัวเองในความคิดของธอ ขณะที่มองสำรวจสีหน้าผม แต่ผมไม่ได้สบตาเธอ ผมยังจดจ่อกับเบลล่า พยายามจะฟังให้ได้ยินอะไรสักอย่าง ดูเหมือนว่าความตั้งใจของผมจะเสียเปล่า

“เปล่านี่นา” เจสซิก้าตอบ ผมรู้ว่าเธออยากตอบว่า ใช่  ..  การที่ผมจ้องมองเบลล่า ทำให้เธอขุ่นเคือง แม้ว่าจะไม่เห็นวี่แววในน้ำเสียงของเธอก็ตาม

“เขาควรจะโกรธเธอเหรอ?”

“ฉันว่าเขาไม่ค่อยชอบฉันน่ะ”  เธอตอบเบาๆ แล้วเอนตัวลงเอาหัวหนุนแขนตัวเอง เหมือนจู่ๆก็เหนื่อยอ่อนแรงขึ้นมา ผมพยามยามจะเข้าใจความหมายของอาการนั้น แต่ผมได้แต่เดาว่าเธอคงเหนื่อย

“พวกคัลเลนน่ะ ไม่เคยชอบใครหรอก” เจสซิก้าพูดให้เธอสบายใจ  “อันที่จริงพวกเขาไม่เคยสังเกตคนอื่นมากพอที่จะชอบใครเขาได้น่ะ”  .. พวกเขาไม่เคยทำอย่างนั้น .. ความคิดเธอเหมือนจะบ่นอย่างผิดหวัง  “เขายังจ้องเธออยู่เลยนะ”

“เลิกมองเขาซะทีสิ”  เบลล่าบอกเสียงหงุดหงิด เงยหน้าขึ้นมาดูว่าเจสซิก้าเลิกมองแล้วจริงๆ หรือเปล่า เจสซิก้าทำตามที่เธอบอกแต่ยังหัวเราะ  … ตลอดชั่วโมงที่เหลือเบลล่าไม่มองออกนอกโต๊ะของพวกเธอเลย

ผมคิด .. ใช่ล่ะ ผมไม่มั่นใจ แต่ก็คิดอย่างรอบคอบ ดูคล้ายกับว่าเธออยากมองมาที่ผม ตัวเธอเอนมาทางผมนิดหน่อย คางเธอก็ดูเหมือนจะหันมา แต่จากนั้นเหมือนเธอจะควบคุมตัวเองเอาไว้ แล้วเธอก็สูดลมหายใจ ตรึงสายตาไว้กับใครสักคนที่กำลังพูดอยู่  ผมมองข้ามไม่สนใจความคิดส่วนใหญ่ของคนอื่น รอบๆตัวของเด็กสาวคนนี้ เพราะความคิดพวกนั้นไม่ได้คิดเรื่องของเธอ ไมค์ นิวตัน กำลังวางแผนทำสงครามหิมะที่ลานจอดรถหลังเลิกเรียน ไม่ได้คิดจะดูเลยว่าหิมะมันเปลี่ยนเป็นฝนไปแล้ว เกล็ดหิมะที่เกาะอยู่บนหลังคาก็กำลังกลายเป็นหยดน้ำส่งเสียงเหมือนเสียงฝนตก เขาไม่ได้ยินเสียงนี้จริงๆหรือ?  ผมว่ามันออกจะเสียงดังชัดเจนเลยทีดียว

หมดเวลาพักเที่ยง ผมยังนั่งอยู่กับที่ นักเรียนเริ่มเดินออกไปกันเป็นแถว ผมพยายามแยกแยะเสียงฝีเท้าของเธอกับคนอื่นๆที่เหลือ เหมือนมันเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องทำ …ปัญญาอ่อนจริงๆเลยผมนี่ … พวกพี่น้องผมก็ยังนั่งอยู่ด้วยกัน พวกเขารอดูว่าผมจะทำอะไรต่อไป

จะไปที่ห้องเรียน นั่งข้างๆเด็กผู้หญิงที่กลิ่นเลือดของเธอมีอำนาจเหนือผม และรู้สึกได้ถึงความอุ่นของเลือดที่สูบฉีดตามจังหวะชีพจรของเธอที่อบอวลอยู่ใน อากาศ?  ผมจะเข้มแข็งพอไหม? หรือว่า .. ผมเจอมามากพอหรือยังสำหรับวันนี้?

“ฉันคิดว่า มันไม่น่าจะมีอะไรนะ” อลิซบอกอย่างลังเล

“เธอตัดสินใจแล้ว ฉันคิดว่าเธอจะผ่านชั่วโมงนั้นไปได้”

แต่อลิซก็รู้ก็ว่าการตัดสินใจมันเปลี่ยนได้ตลอดเวลา และ อย่างรวดเร็วเสียด้วย

“ทำไมต้องกดดันอย่างนี้ด้วย เอ็ดเวิร์ด?”  แจสเปอร์ถาม แม้ว่าเขาไม่ได้ลำพองใจเมื่อผมกลายเป็นคนที่อ่อนแอไปแล้วตอนนี้ แต่ผมได้ยินเสียงความรู้สึกนั้นอยู่บ้างเล็กน้อย

“กลับบ้าน แล้วค่อยเป็นค่อยไป”

“มันจะสำคัญอะไรกันนักหนา?” เอ็มเม็ตต์ไม่เห็นด้วย  “ก็แค่เขาจะฆ่า หรือ ไม่ฆ่าเธอ ให้มันจบๆไป ทางใดทางหนึ่งนั่นแหละ”

“ฉันยังไม่อยากย้ายนะ” โรซาลีโอดครวญ “ ฉันไม่อยากเริ่มต้นใหม่อีก เราใกล้เรียนจบม.ปลายแล้วนะเอ็มเม็ตต์, จะจบอยู่แล้ว”

มันเป็นเรื่องยากที่ต้องตัดสินใจ ผมอยากจะเผชิญหน้ากับมัน ไม่อยากวิ่งหนีอีกแล้ว แต่ผมก็ไม่ต้องการกดดันตัวเองขนาดนั้นด้วยเหมือนกัน ไม่อยากให้ผิดพลาดแบบแจสเปอร์ที่ทิ้งช่วงการออกล่านานเกินไปเมื่ออาทิตย์ก่อน มันไม่ได้อะไรขึ้นมาจากการทำแบบนั้น ผมไม่อยากทำลายครอบครัวของเรา ไม่มีใครมาขอบคุณผมหรอกที่ผมคิดอย่างนี้ แต่ผมก็อยากเข้าเรียนวิชาชีวะ เพราะผมรู้ดีว่าผมอยากเห็นหน้าเธออีกครั้ง .. ความอยากรู้อยากเห็นนี่แหละ ที่ทำให้ผมตัดสินใจได้ ผมโมโหตัวเองที่รู้สึกแบบนั้น ก็ผมสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะไม่ให้ความเงียบของเธอมาดึงความสนใจจากผมไปได้ไม่ใช่หรือ? แล้วตอนนี้ล่ะ ผมกลับอยากรู้ใจเธอเอามากๆ .. อยากรู้มากว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ แม้ว่าผมจะอ่านใจเธอไม่ได้ แต่ดวงตาเธอเปิดโล่งไม่มีอะไรมาบดบัง บางที อ่านจากดวงตาของเธออาจได้ผลกว่า

“ไม่หรอกโรส, ฉันว่ามันจะไม่มีอะไรจริงๆนะ” อลิซบอก “ มัน..ชัดเจนขึ้น ก็สักเก้าสิบสามเปอร์เซ็นต์ ฉันแน่ใจว่าเขาเข้าเรียนได้ไม่มีอะไรร้ายๆเกิดขึ้นหรอก” อลิซมองผมส่งคำถามมาทางสายตา เธอสงสัยว่าอะไรที่มาเปลี่ยนความคิดผม ทำให้เธอมั่นใจมากขึ้นกับภาพในอนาคตที่เธอเห็น แล้วความอยากรู้อยากเห็นนี่จะช่วยรักษาชีวิตของเบลล่า สวอนได้หรือเปล่า?  ก็ถูกของเอ็มเม็ตต์ ที่ว่าให้มันจบๆไป ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง .. ถึงเวลาที่ต้องเผชิญกับกลิ่นของความยั่วยวนกันซึ่งๆหน้า แล้วล่ะ

“เข้าห้องเรียนกันเถอะ” ผมสั่ง ดันตัวเองออกจากโต๊ะ เดินก้าวยาวๆออกไปอย่างแน่วแน่ ไม่ได้เหลียวกลับไปมองพวกเขาอีก ผมได้ยินความกังวลของอลิซ เสียงตำหนิของแจสเปอร์ เอ็มเม็ตต์เห็นด้วยกับผม ส่วนโรซาลีก็ส่งความขุ่นเคืองตามหลังผมมา

ผมยืนอยู่หน้าห้องเรียน สูดลมหายใจลึกๆเข้าไปเต็มปอดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องที่เล็กและอบอุ่น ผมไม่ได้เข้าห้องสาย อาจารย์แบนเนอร์ ยังเตรียมอุปกรณ์การทดลองของวันนี้อยู่เลย สาวน้อยเธอนั่งที่โต๊ะของผม ..เอ่อ ..โต๊ะของเรา  เธอก้มหน้าอีกแล้ว สายตาจ้องที่แฟ้มซึ่งเธอกำลังวาดรูปเล่นอยู่  ผมแอบพิจารณาภาพที่เธอร่างคร่าวๆ ขณะที่ผมเข้าไปใกล้ ผมสนใจแม้แต่การสร้างสรรค์เล็กๆน้อยๆ ที่ ออกมาจากความคิดเธอถึงมันจะไม่มีความหมายอะไรก็เถอะ เป็นแค่ภาพวงกลมซ้อนๆกันที่เธอวาดไปเรื่อย บางทีเธอไม่ได้สนใจว่าเป็นรูปอะไรแต่คิดเรื่องอื่นอยู่ก็เป็นได้  ผมดึงเก้าอี้ออกมาให้ขาเก้าอี้ครูดกับพื้นเสื่อน้ำมัน มนุษย์จะรู้สึกสบายใจขึ้น ถ้ามีการส่งเสียงให้รู้ตัวก่อนจะเข้าใกล้ใครๆ  .. ผมรู้ว่าเธอได้ยินเสียง และเธอก็ไม่ได้เงยหน้ามาดู แต่เธอวาดวงกลมพลาดมันเบี้ยวเสียศูนย์ไปนิดหน่อย

ทำไมเธอไม่เงยหน้าขึ้นมาล่ะ? ผมอาจทำให้เธอกลัว วันนี้ผมต้องสร้างความคิดใหม่ที่แตกต่างจากคราวที่แล้ว ให้เธอประทับใจ ให้เธอคิดว่าเหตุการณ์เมื่ออาทิตย์ก่อนนั้นน่ะ เธอคิดไปเอง

“สวัสดี” ผมเลือกจะใช้เสียงที่ทำให้มนุษย์ฟังแล้วสบายใจ ส่งยิ้มให้อย่างสุภาพ แน่นอนว่าไม่เห็นฟัน .. เธอเงยหน้ามอง ตากลมโตสีน้ำตาลบอกว่าตกใจ สายตาแปลกใจ สับสน แล้วก็เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีเสียง เป็นสีหน้าเดียวกันที่มาขวางกั้นระหว่างผมกับดวงดาวในมโนภาพเมื่อสัปดาห์ก่อนนี้ … เมื่อผมจ้องลึกเข้าไปในแววตาที่แปลกประหลาดสีน้ำตาล แล้วก็ตระหนักว่า นั่นคือความเกลียด ความเกลียดชังที่ผมเคยมีให้เธอ เพียงเพราะการมีชีวิตอยู่ของเธอแค่นั้นเอง … 

แต่ตอนนี้มันค่อยๆเลือนหายไปแล้ว  ตอนนี้ผมไม่ได้หายใจ ผมไม่ได้กลิ่นของเธอ ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีใครสามารถเกลียดผู้หญิงที่ดูบอบบางและอ่อนแอคนนี้ได้ .. แก้มเธอเริ่มเป็นสีเข้มขึ้น และเธอยังคงเงียบอยู่  .. ผมยังไม่ละสายตาไปจากเธอ เพ่งความสนใจไปที่คำถามในดวงตาเธอ ทำเป็นมองไม่เห็นสีผิวที่ยั่วยวนใจ ผมมียังมีลมหายใจมากพอที่จะพูดกับเธอได้สักพักใหญ่ โดยไม่ต้องหายใจเข้า

“ผมชื่อ เอ็ดเวิร์ด คัลเลน” ผมบอก ถึงแม้ผมจะรู้ว่าเธอรู้แล้วก็เถอะ มันเป็นการเริ่มบทสนทนาที่สุภาพดีออก  “ผมไม่มีโอกาสแนะนำตัวเองเมื่ออาทิตย์ก่อน คุณคงเป็น เบลล่า สวอน”

เธอดูสับสน แปลกใจ … มีรอยย่นระหว่างดวงตาเธออีกแล้ว เธอใช้เวลาครึ่งวินาทีก่อนจะตอบผม

“คุณรู้ชื่อจักชื่อฉันได้ยังไงน่ะ?” เธอถาม เสียงเธอสั่นนิดหน่อย ผมคงทำให้เธอกลัวจริงๆนั่นแหละ มันทำให้ผมรู้สึกผิด เธอจะปกป้องตัวเองก็ยังยากเลย ผมหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่จะทำให้มนุษย์รู้สึกผ่อนคลายขึ้น อีกครั้งที่ผมต้องซ่อนฟันไว้ใต้รอยยิ้ม

“ผมคิดว่าทุกคนรู้จักชื่อคุณนะ” แน่นอนว่าเธอรู้ดีว่าเธอมาเป็นจุดสนใจของสถานที่ที่มีแต่ความจำเจและน่าเบื่อแห่งนี้  “เค้ารอคอยการมาถึงของคุณกันทั้งเมือง”  … เธอขมวดคิ้วเหมือนไม่ได้ยินดีกับเรื่องที่ผมบอกไป ผมเดาว่าเธอคงประหม่าอย่างที่เธอเป็นน่ะ คล้ายว่าเธอจะไม่ชอบเป็นจุดสนใจ แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ชอบที่จะเป็นแบบนั้นแม้ว่าพวกเขาไม่ต้องการเด่นล้ำหน้าคนอื่นๆในสังคมออกมา แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็อยากให้มีสปอทไลท์ส่องมาตลอดเวลา

“ไม่ใช่เรื่องนั้น” เธอบอก  “ฉันหมายถึง ทำไมคุณเรียกฉันว่าเบลล่าต่างหากล่ะ”

“คุณชอบให้เรียกว่า อิซาเบลล่าเหรอ?” ผมถาม ทำให้สงสัยว่าจากข้อเท็จจริงแล้ว คำถามของเธอมันจะพาผมไปไหน ผมไม่เข้าใจ ก็ในวันแรกเธอบอกกับทุกคนให้เรียกเธอว่า เบลล่า พวกมนุษย์เข้าใจยากอย่างนี้ทุกคนหรือเปล่านะ  ถ้าไม่มีบริบทในหัวมาช่วยนำทางน่ะ?

“เปล่า, ฉันชอบให้เรียกเบลล่า” เธอตอบ เอียงหัวไปข้างๆ ถ้าผมอ่านความรู้สึกผ่านทางสีหน้าเธอได้ถูกต้องนะ มันก้ำกึ่งระหว่างความขวยเขิน กับ ความสับสนนั่นเอง

“แต่ฉันคิดว่า ชาร์ลี…..หมายถึง พ่อฉันน่ะ ต้องเรียกฉันว่าอิซาเบลล่าลับหลังฉันแน่เลย ทุกคนที่นี่ก็เลยรู้จักฉันในชื่อนั้น”  ผิวเธอเป็นสีชมพูเข้มขึ้นมานิดหน่อย

“อ้อ” ผมพูดเบาๆ รีบหันหน้าไปจากแก้มสีชมพูของเธอ .. ผมเพิ่งจะเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่าคำถามของเธอหมายถึงอะไร ผมพลาด .. ทำผิดพลาดไปแล้ว  .. ถ้าวันแรกผมไม่ได้ไปแอบฟังใครต่อใคร ผมก็คงเรียกชื่อเต็มของเธอในครั้งแรกที่ได้คุยกัน เหมือนกับคนอื่นๆ แล้วเธอก็สังเกตเห็นความผิดปกตินี้ด้วย  ผมรู้สึกแย่เพราะความตึงเครียดอย่างฉับพลัน เธอจับความผิดพลาดของผมได้ภายในเวลาสั้นๆ  เธอดูมีไหวพริบดี โดยเฉพาะเธอ เป็นคนที่ควรจะกลัวเมื่อต้องอยู่ใกล้ผม แต่มีปัญหาที่ใหญ่กว่าเรื่องที่เธอจะเก็บความสงสัยต่างๆเกี่ยวกับผมล็อคไว้ในหัวเธอเกิดขึ้นเสียแล้ว นั่นคือ ผมกำลังจะขาดอากาศหายใจ ถ้าผมจะต้องพูดกับเธออีกละก็ ผมคงต้องสูดลมหายใจเข้าแล้วล่ะ .. มันคงยากที่จะไม่พูดกับเธอ เธอช่างโชคร้ายจริงๆ มานั่งโต๊ะเดียวกัน แล้วก็ต้องเป็นคู่ทำการทดลองด้วยกัน และวันนี้ก็จะต้องทำงานด้วยกันอีก มันออกจะแปลกๆอยู่   แล้วก็ดูจะหยาบคายเกินกว่าจะเข้าใจได้ ถ้าผมเมินเฉยเธอขณะที่ทำการทดลอง มันจะยิ่งเพิ่มความสงสัยน่ะสิ และเธอก็จะกลัวผมมากขึ้นอีกด้วย …….

ผมเอนตัวออกห่างจากเธอเท่าทีทำได้โดยไม่ต้องขยับเก้าอี้ หันหน้าออกไปด้านทางเดิน ผมยึดตัวเองไว้แน่น ตรึงกล้ามเนื้อให้อยู่กับที่ แล้วรีบสูดอากาศเข้าไปเต็มที่ โดยการหายใจทางปากเท่านั้น

อาาาา !!

มันเป็นความเจ็บปวดอย่างแท้จริง แม้ว่าจะไม่ได้กลิ่นของเธอก็ตาม ลิ้นผมสามารถรับรู้รสชาติเลือดของเธอได้ ในคอผมถูกความร้อนเผาผลาญอีกครั้ง ความปรารถนาแม้เพียงสักเล็กน้อยยังคงรุนแรง เหมือนในขณะแรกที่ผมได้กลิ่นของเธอเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมขบฟันไว้แน่น พยายามรวบรวมสติให้ได้

“เริ่มได้เลย” อาจารย์แบนเนอร์สั่ง  ผมรู้สึกเหมือนต้องใช้ความสามารถในการควบคุมตัวเองทั้งหมดที่ได้มาจากการฝึกฝนอย่างหนักตลอดเจ็ดสิบปีนี้ เพื่อจะหันกลับไปหาเด็กผู้หญิงที่นั่งยิ้ม ก้มหน้ามองโต๊ะคนนี้

“เชิญสุภาพสตรีก่อน” ผมเสนอ

เธอเงยขึ้นมองดูสีหน้าผม ดวงตาเธอเบิกกว้างใบหน้าเธอไม่บ่งบอกอะไร

หน้าตาผมแสดงอะไรออกไปหรือเปล่านะ? ทำให้เธอกลัวอีกหรือเปล่า? เธอนิ่งเงียบเหมือนเดิม

“หรือ คุณอยากให้ผมเริ่มก่อน” ผมพูดเบาๆ

“ ไม่ต้องค่ะ” เธอบอก ใบหน้าเธอเริ่มแดงขึ้นอีกแล้ว “ฉันจะเริ่มก่อน”

ผมจ้องไปที่อุปกรณ์บนโต๊ะ มองกล่องสไลด์ มองกล้องจุลทรรศน์ ดีกว่ามองเลือดที่สูบฉีดอยู่ภายใต้ผิวบอบบางของเธอ ผมหายใจทางปากเร็วๆอีกครั้ง แล้วต้องสะดุ้งเมื่อรสชาติของมันทำให้คอผมไหม้จนแทบกลายเป็นเถ้าถ่าน

“โพรเฟส” เธอตอบ หลังจากที่ตรวจดูอย่างรวดเร็ว เธอเริ่มเอาสไลด์ออกไป .. แต่ว่าเธอใช้เวลาดูน้อยมาก

“จะเป็นอะไรมั้ย ถ้าผมจะขอดูบ้าง?” ผมทำไปด้วยสัญชาติญาณอีกแล้ว งี่เง่าจริงๆเลยผมนี่ คิดว่าตัวเป็นมนุษย์เหมือนเธอหรือไง ผมยื่นมือไปหยุดมือเธอไม่ให้เอาสไลด์ออกไป  ชั่ววินาที ความร้อนจากผิวของเธอเข้าไปเผาไหม้ผม มันเหมือนเป็นกระแสไฟฟ้าวิ่งเข้าใส่แน่นอนว่า มันร้อนกว่าเก้าสิบแปดจุดหกองศาเท่านั้นเอง ความร้อนพุ่งผ่านมือผมขึ้นไปตลอดแขน เธอดึงมือของเธอออกจากใต้มือของผม

“ขอโทษ” ผมพึมพำขณะที่กัดฟันไว้แน่น ผมต้องมองไปทางอื่น ผมฉวยกล้องจุลทรรศน์ไว้ มองคร่าวๆผ่านกล้อง คำตอบของเธอถูกต้อง

“โพรเฟส” ผมเห็นด้วย .. ผมยังลังเลที่จะหันไปมองเธอ หายใจทางปากเงียบๆเท่าที่จะทำได้ พยายามไม่สนใจความกระหายอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้น ผมจดจ่ออยู่กับงานง่ายๆธรรมดาคือ เขียนคำตอบที่ถูกต้องลงในกระดาษคำตอบ แล้วเปลี่ยนสไลด์เป็นอันถัดไป

ตอนนี้เธอกำลังคิดอะไรอยู่นะ? เธอรู้สึกยังไงตอนที่ผมสัมผัสมือเธอ? ก็ผิวหนังผมน่ะ เย็นเป็นน้ำแข็ง เธอรังเกียจหรือขยะแขยงมั้ย? ไม่ต้องแปลกใจ ที่มีแต่ความเงียบจากเธอเหมือนเดิม

ผมเหลือบดูสไลด์แผ่นใหม่  ..  “อนาเฟส” ผมบอกกับตัวเองแล้วเขียนคำตอบในบรรทัดที่สอง

“ขอฉันดูบ้างได้มั้ย?” เธอถาม .. ผมเงยหน้าขึ้นมามองเธอ ประหลาดใจที่เห็นว่าเธอรออยู่ด้วยสายตาคาดหวัง ยื่นมือมาที่เครื่องจุลทรรศน์ ดูเธอก็ไม่ได้กลัวอะไรผม นี่เธอคิดว่าผมตอบผิดจริงๆเหรอ ผมยิ้มให้กับใบหน้าที่มีความหวังของเธอ แล้วเลื่อนกล้องจุลทรรศน์ไปตรงหน้าเธอ เธอเพ่งมองผ่านเลนส์ แล้วสีหน้ากระตือรือร้นก็เจื่อนลงเล็กน้อย ทำปากเบะผิดหวัง

“สไลด์สาม?” เธอถาม แบมือขอ แต่ไม่มองหน้าผม ผมวางสไลด์บนมือเธอ คราวนี้ระวังไม่ให้มือผมโดนตัวเธออีก นั่งข้างๆเธอนี่เหมือนนั่งติดกับตะเกียงร้อนๆเลยล่ะ ผมรู้สึกได้ว่าตัวผมมีอุณหภูมิสูงขึ้นค่อยๆอุ่นขึ้นเรื่อยๆ  .. เธอใช้เวลาส่องกล้องไม่นาน “อินเตอร์เฟส” เธอตอบแบบไม่ใส่ใจ ฟังดูแล้วคงต้องใช้ความพยายามถึงจะทำเสียงแบบนั้นได้ แล้วก็ผลักกล้องมาให้ผม เธอไม่แตะต้องกระดาษคำตอบ แต่รอให้ผมเขียนคำตอบลงไป ผมส่องกล้องดูบ้าง เธอตอบถูกอีกแล้ว  มีแต่เราสองคนที่ทำการทดลองเสร็จแล้ว คุยกันแบบถามคำตอบคำ แล้วก็ไม่สบตากันเลย ส่วนคนอื่นๆในห้องกำลังพยายามหาคำตอบกันหัวหมุน ไมค์ นิวตัน ดูจะไม่มีสมาธิ เพราะมัวแต่หันมามองเบลล่ากับผม

.. เขาไม่น่ากลับมาเลย ไปอยู่ที่ที่เขาหายไปก่อนหน้านี้สิ  .. ไมค์ คิดแล้วมองผมสายตาลุกเป็นไฟ  อืมม!! น่าสนใจแฮะ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีความเกลียดชังผมซุกซ่อนไว้ในใจ ดูเหมือนว่าเปลี่ยนแปลงนี้เพิ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการมาถึงของเด็กผู้หญิงคนนี้นั่นเอง และยิ่งน่าสนใจมากขึ้นไปอีกเมื่อผมพบว่า ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับเราทั้งคู่ มันทำให้ผมแปลกใจมากๆ

ผมมองไปที่เธออีกครั้ง รู้สึกงง ประหลาดใจ เพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็เกิดความวุ่นวายสับสนและการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ผมยุ่งยากใจมากมาย ทั้งๆที่เธอเป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่ดูแล้วก็ไม่เป็นอันตรายกับใครๆ แต่เธอทำให้ชีวิตผมปั่นป่วนไปหมด .. ไม่ใช่ว่าผมจะไม่รู้ว่าไมค์คิดยังไงกับเธอ จริงๆแล้ว เธอก็สวยนะ สวยพอสมควรไม่ใช่สวยแบบทั่วๆไปด้วย เธอดูดีกว่านั้น ยังไงดีล่ะ ใบหน้าเธอน่าสนใจ ดูไม่ค่อยสมมาตรกันน่ะ คางแคบๆของเธอไม่ค่อยรับกับโหนกแก้มที่กว้างและมีสีสวยที่สุด ผิวขาวผุดผ่องของเธอก็ตัดกับผมสีเข้ม แล้วก็ดวงตาของเธอที่เต็มไปด้วยความลับที่เงียบสนิท..ดวงตาที่จู่ๆก็มองประสานมาที่ผม  ผมจ้องกลับพยายามคาดเดาความลับของเธอให้ได้สักอย่างก็ยังดี

“คุณใส่คอนแทคเลนส์เหรอ?” เธอถามไม่ให้ผมตั้งตัว

มีคำถามแปลกๆอีกแล้ว “เปล่า” ผมกลั้นยิ้ม เมื่อคิดว่าจะต้องหาวิธีปรับปรุงสายตาตัวเองให้ดีขึ้นด้วยวิธีไหนได้อีกบ้าง

“อ๋อ” เธอทำเสียงอุบอิบ “ฉันนึกว่าตาคุณมีอะไรผิดปกติเสียอีก”

ผมเย็นวาบขึ้นมาทันที เมื่อรู้ตัวว่าไม่ใช่ครั้งเดียวที่ความลับเกือบถูกเปิดเผยในวันนี้ ผมยักไหล่ฝืนๆ แล้วมองตรงไปที่อาจารย์แบนเนอร์ที่กำลังสอนอยู่  แน่นอนอยู่แล้วล่ะ ดวงตาผมต้องแตกต่างจากที่เธอเห็นเมื่อคราวก่อน เพราะผมใช้เวลาทั้งหมดของวันหยุดสุดสัปดาห์ออกล่าสัตว์ เพื่อเตรียมรับมือกับกลิ่นยั่วยวนใจที่แสนจะทรมานในวันนี้ ผมต้องเติมเต็มความกระหายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดูจะมากเกินไปด้วยซ้ำ ผมดื่มเลือดสัตว์เข้าไปเต็มที่ แต่มันก็ไม่ได้มีผลกับกลิ่นหอมรุนแรงที่อบอวลอยู่ในอากาศรอบๆ ตัวเธอสักเท่าไหร่  ตอนที่ผมจ้องมองเธอเมื่ออาทิตย์ก่อนนั้น ดวงตาผมเป็นสีดำเพราะความกระหาย แต่หลังจากที่ผมพยายามอย่างหนักที่จะดับความปรารถนาอันแรงกล้านั้น จนร่างกายผมมีเลือดหล่อเลี้ยงอยู่อย่างล้นเหลือ ตอนนี้สีของดวงตาผมได้เปลี่ยนเป็นสีทองอำพันไปแล้ว … อีกหนึ่งล่ะ ที่ผมทำพลาด ถ้าผมเข้าใจว่าทำไมเธอถึงถามผมแบบนี้ ผมแค่ตอบว่า “ใช่” ก็จบเรื่องไปแล้ว

ผมนั่งเรียนหนังสืออยู่ข้างมนุษย์ในโรงเรียนนี้มาสองปีแล้ว เธอคือคนแรกที่เข้ามาใกล้พอ จนสังเกตเห็นว่าสีของนัยน์ตาผมเปลี่ยนไป  ส่วนคนอื่นๆนั้น ในขณะที่พวกเขาชื่นชมท่วงท่าหน้าตาที่สวยงามของพวกเรา แต่ก็มักจะรีบก้มหลบตาทันทีเมื่อพวกเราจ้องกลับไป พวกเขาหลบเลี่ยงที่จะพิจารณารายละเอียด รูปลักษณ์ของพวกเรา ตามสัญชาติญาณของมนุษย์ที่พยายามกันตัวเองไว้ไม่ให้รับรู้อะไรๆ เสียบ้าง จะได้อยู่อย่างสบายใจ .. ทำไมต้องเป็นเด็กผู้หญิงคนนี้ที่มารู้มาเห็นมากมายเหลือเกิน?

อาจารย์แบนเนอร์เดินมาที่โต๊ะของเรา ต้องขอบคุณเขาจริงๆ … ผมรีบสูดลมหายใจรับเอาอากาศบริสุทธ์ที่ติดมากับเขาก่อนที่มันจะผสมกับกลิ่นของเธอ

“ว่าไง เอ็ดเวิร์ด” เขาทัก พลางมองมาที่กระดาษคำตอบของเรา

“เธอไม่คิดจะให้อิซาเบลล่าได้ส่องกล้องบ้างหรือไง?”

“เบลล่า” ผมแก้ชื่อให้เธอโดยอัตโนมัติ  “อันที่จริง เธอตอบสามข้อจากห้าข้อน่ะครับ”  เขามองไปที่เบลล่า ขณะที่ในใจคิดสงสัย

“เธอเคยทำการทดลองนี้มาก่อนหรือเปล่า?”

ผมมองเธอ รอฟังคำตอบด้วยอีกคน เธอยิ้มขัดเขินเล็กน้อย

“แต่ไม่ได้ไช้รากหัวหอมนะคะ”

“ใช้ตัวอ่อนของปลาไวท์ใช่ไหม?” อาจารย์ถามต่อ

“ใช่ค่ะ”

เขารู้สึกแปลกใจ เพราะเขานำการทดลองนี้มาจากหลักสูตรการเรียนล่วงหน้าระดับสูง เขาพยักหน้ามองเธอด้วยสีหน้าครุ่นคิด

“ตอนอยู่ฟีนิกซ์ เธอเรียนหลักสูตรพิเศษระดับสูงใช่ไหม?”

“ใช่ค่ะ”

เธอเรียนหลักสูตรพิเศษระดับสูง ซึ่งจัดเป็นระดับที่ฉลาดของมนุษย์ นั่นไม่ได้ทำให้ผมแปลกใจเลย

“อืมม”  อาจารย์แบนเนอร์เม้มปาก แล้วบอกว่า  “อาจารย์ว่าดีแล้วล่ะที่เธอสองคนจับคู่กัน”  เขาหันหลังพูดงึมงำกับตัวเองขณะเดินจากไป  “เด็กคนอื่นๆจะได้เรียนรู้อะไรเพื่อตัวเองบ้าง”  ผมไม่แน่ใจว่าเธอได้ยินหรือเปล่า แล้วเธอก็เริ่มวาดวงกลมเล่นบนสมุดอีก

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ผมพลาดไปถึงสองครั้ง ผมแสดงได้ไม่ดีเอาเสียเลย ก็ผมไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรเกี่ยวกับตัวผมบ้าง? เธอกลัวผมมากน้อยแค่ไหน? เธอสงสัยอะไรบ้าง? แต่ผมรู้ว่าวันนี้จะต้องพยายามทำให้เธอมีความคิดใหม่ๆมองผมในทางที่ดีขึ้นให้ได้ เพื่อลบภาพร้ายๆของผม ที่เธอพบเห็นเมื่อคราวก่อนออกไป

“หิมะตกนี่ไม่ดีเลยนะ จริงไหม?” ผมชวนคุย ยกเรื่องที่ได้ยินพวกเด็กๆ คุยกันมาเป็นหัวข้อสนทนา อาจจะน่าเบื่อไปนิด แต่คุยกันเรื่องดินฟ้าอากาศนี่ ปลอดภัยแน่นอน … เธอจ้องหน้าผมด้วยสายตาสงสัย ผมก็ถามเรื่องธรรมดาๆทั่วไปเองนะ แล้วทำไมเธอถึงทำท่าทางแปลกๆแบบนี้ล่ะ

“ก็ไม่นะ” คำตอบของเธอทำเอาผมงงอีกแล้ว

ผมพยายามชวนคุยเรื่องทั่วไปสัพเพเหระ ก็เธอมาจากเมืองที่มีอากาศอบอุ่น เมืองที่มีแสงแดดเกือบทั้งปี ดูเหมือนผิวขาวเนียนของเธอก็สะท้อนสิ่งเหล่านี้ออกมาให้เห็นได้บ้าง เธอไม่น่าจะชอบอากาศหนาว สัมผัสเย็นเยือกของผมก็คงเช่นดียวกัน

“คุณไม่ชอบอากาศหนาว” ผมคาดเดา

“เปียกชื้นก็ไม่ชอบ” เธอยอมรับ

“ถ้างั้นฟอร์คส์ก็คงเป็นที่ที่ไม่สบายนักสำหรับคุณ”  บางที คุณไม่ควรมาที่นี่เลย …  ผมอยากพูดต่อ .. บางที คุณน่าจะกลับไปอยู่ที่ที่คุณเคยอยู่ …. แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่านั่นคือสิ่งที่ผมต้องการจริงๆหรือเปล่า ผมไม่มีทางลืมกลิ่นของเธอได้เลย จะมีอะไรมารับประกันได้ว่า ท้ายที่สุดแล้วผมจะไม่ตามเธอไป? นอกจากนี้ ถ้าเธอ จากไป ความคิดของเธอก็จะยังคงอยู่เป็นปัญหาค้างคาใจผม ซึ่งจะเป็นปริศนาไปตลอดกาล

“คุณไม่รู้อะไรหรอก” เธอพูดเสียงต่ำ สายตาขุ่นเคืองมองมาที่ผมแว่บหนึ่ง คำตอบของเธอทำให้ผมรู้สึกผิดคาดเสมอ แต่ทำให้ผมอยากถามเธอมากขึ้นอีก

“แล้วทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?” ผมถามต่อ และรู้ตัวว่าน้ำเสียงผมฟังดูกล่าวหาเธอมากไปนิด ไม่เป็นกันเองพอที่จะเป็นการสนทนาทั่วๆไป คำถามคล้ายจะสอดรู้สอดเห็น … เสียมารยาทมากๆ

“เรื่องมัน….ซับซ้อนน่ะ” เธอกระพริบตา แล้วก็เงียบไม่พูดต่อ ใจผมแทบจะปะทุออกมาข้างนอกเพราะความอยากรู้  มันเผาผลาญภายในคอผมรุนแรงพอๆกับความกระหาย  อันที่จริงผมรู้สึกว่าการหายใจมันค่อยๆง่ายขึ้นในตอนนี้ คงเพราะผมเริ่มคุ้นเคยกับความเจ็บปวดจนสามารถทนได้แล้วนั่นเอง

“ผมว่าผมคงเข้าใจได้นะ” ผมยังยืนกรานด้วยความอยากรู้

บางที เธออาจต้องตอบคำถามผมตามมารยาท ตราบเท่าที่ผมยังกล้าเสียมารยาทถามเธอ  เธอเอาแต่จ้องมือตัวเองไม่พูดอะไร ยิ่งทำให้ผมเริ่มหมดความดทน ผมอยากจะเชยคางเธอขึ้นมาให้ผมได้อ่านใจเธอผ่านดวงตาเสียเหลือเกิน แต่มันคงเป็นเรื่องที่แสนจะโง่เง่า และอันตรายเกินไปที่จะแตะต้องเธออีกครั้ง จู่ๆ เธอก็เงยหน้าขึ้นมา ผมโล่งใจขึ้นที่สามารถสบตาและค้นหาความรู้สึกของเธออีกครั้ง

“แม่ฉันแต่งงานใหม่” เธอรีบพูดเร็วๆ

อืมม .. เรื่องปกติของมนุษย์ที่พอจะรับได้ ไม่น่าจะเข้าใจยาก ผมเห็นร่องรอยความเศร้าฉายอยู่ในแววตา ทำให้เกิดรอยย่นที่เดิมอีกแล้ว

“ฟังดูไม่น่าจะซับซ้อนอะไรนะ” ผมบอกเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ซึ่งเกิดขึ้นมาเองโดยที่ผมไม่ต้องปรุงแต่งอะไรเลย ความทุกข์ในดวงตาเธอทำให้ผมรู้สึกแปลกๆในใจที่ผมช่วยอะไรเธอไม่ได้  ผมนึกอยากให้ตัวเองสามารถทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เธอรู้สึกดีขึ้นได้บ้าง นี่เป็นแรงกระตุ้นที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน

“ตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ?”

“เมื่อกันยายน ปีที่แล้วน่ะ” เธอพ่นลมหายใจออกมา แต่ก็ไม่ได้ถอนหายใจเสียทีเดียว ผมกลั้นใจเมื่อลมหายใจอุ่นๆของเธอสัมผัสใบหน้าผมเบาๆ

“คุณไม่ชอบเขาหรือไง?” ผมเดาต่อ อยากรู้ข้อมูลเพิ่มขึ้น

“เปล่า, ฟิล เป็นคนดี” เธอบอกแก้ข้อสันนิษฐานของผม ริมฝีปากอิ่มของเธอเหมือนจะยิ้ม “อาจจะหนุ่มไปนิด แต่ก็นิสัยดีทีเดียว”  คำตอบนี้ไม่ค่อยลงตัวกับบทที่ผมร่างไว้ในหัวเลย

“แล้วทำไมคุณไม่อยู่กับพวกเขาล่ะ?”  ผมถามอีก เสียงผมแสดงความอยากรู้ออกมาจนคล้ายว่าผมเป็นคนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเอามากๆ  ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆด้วย .. ผมยอมรับ

“ฟิลเล่นเบสบอลอาชีพน่ะค่ะ เขาเลยต้องเดินทางบ่อย” ใบหน้าเธอเริ่มมีรอยยิ้ม การมีอาชีพแบบนี้ทำให้เธอยิ้มได้ด้วย ทำให้ผมพลอยยิ้มไปกับเธอโดยไม่รู้ตัว ผมไม่ได้พยายามทำอะไรให้เธอสบายใจขึ้นเลย รอยยิ้มของเธอต่างหากที่ทำให้ผมยิ้มกลับไปให้เธอ … ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องหาคำตอบ

“ผมเคยได้ยินชื่อเขาไหม?” สมองผมไล่รายชื่อนักเบสบอลอาชีพ กำลังสงสัยว่า ฟิล คนไหนของเธอนะ

“คงไม่มั้ง เขาเล่นไม่ค่อยเก่ง”  เธอยิ้มอีกแล้ว “เขายังเล่นลีคก์เล็กๆอยู่เลย ก็เลยต้องย้ายที่บ่อย”  รายชื่อในหัวผมเปลี่ยนไปทันที ผมทำตารางรายชื่อที่พอจะเป็นไปได้ใหม่ภายในหนึ่งวินาที ขณะเดียวกันผมก็วาดภาพถึงความน่าจะเป็นอื่นๆ

“แม่เลยส่งคุณมาที่นี่ เพื่อเธอจะได้เดินทางไปกับเขาได้สะดวกขึ้น” ผมยังคิดเอาเอง การตั้งสมมติฐานดูเหมือนจะทำให้ผมรู้เรื่องของเธอมากกว่าจะถามให้เธอตอบเสียอีก  ครั้งนี้ก็ได้ผลอีกเช่นกัน เธอทำคางเชิด ดูกลายเป็นเด็กหัวรั้นคนหนึ่งไปในทันที

“เปล่า แม่ไม่ได้ส่งฉันมา” เธอพูดเสียงขุ่น หงุดหงิด ผมเองก็ไม่รู้ว่าข้อสันนิษฐานของผมทำให้เธอไม่พอใจได้ยังไง

“ ฉันมาของฉันเอง” 

ผมเดาไม่ออกว่าเธอหมายความว่ายังไง ไม่รู้ด้วยว่าอะไรที่ทำให้เธออารมณ์เสีย ผมมืดแปดด้าน ผมขอยอมแพ้ นึกหาเหตุผลไม่ได้เลยสำหรับเธอคนนี้ เธอไม่เหมือนมนุษย์คนอื่นๆเลย บางทีเธอคงไม่ได้มีแค่กลิ่นที่เชิญชวนและความคิดที่เงียบสนิทเท่านั้นที่ผิดปกติ

“ผมไม่เข้าใจ” ผมสารภาพ เกลียดจริงๆเลยที่ต้องยอมรับออกมาแบบนี้ .. เธอถอนหายใจ จ้องตาผมอยู่นาน นานเกินกว่ามนุษย์คนไหนจะทำได้

“ตอนแรกแม่ก็อยู่กับฉัน แต่แม่คิดถึงเขามาก”  เธออธิบายช้าๆ มีความเหงา ความโดดเดี่ยวแทรกอยู่ในทุกคำพูด “มันทำให้แม่ไม่มีความสุข …. ฉันเลยตัดสินใจว่า ถึงเวลาที่ควรจะใช้ชีวิตร่วมกับชาร์ลีบ้าง” รอยย่นเล็กๆระหว่างดวงตาของเธอดูชัดขึ้น

“แล้วตอนนี้ คุณก็ไม่มีความสุขเสียเอง”  ผมพึมพำ ผมอดไม่ได้ที่จะพูดสมมติฐานของผมออกมาดังๆ คาดว่าจะได้เรียนรู้จากปฏิกริยาตอบสนองของเธอ และคราวนี้ ก็ไม่ได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นเท่าไหร่เลย

“แล้วไงเหรอ?” เธอย้อนถาม เหมือนเป็นเรื่องปกติทั่วไป ไม่มีแง่มุมใดๆ ต้องเก็บมาคิด

ผมยังคงมองจ้องเข้าไปในดวงตาเธอ มีสิ่งหนึ่งวาบเข้ามาหัวทำให้ผมเข้าถึงจิตใจเธอได้ในที่สุด เป็นคำเพียงหนึ่งคำที่ผมรับรู้ได้จากการให้ความสำคัญกับตัวเธอเอง แตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป เธอวางความต้องการของตัวเองไว้อันดับสุดท้าย และเธอคำนึงถึงผู้อื่นก่อนตัวเอง … เธอเป็นคนไม่เห็นแก่ตัว เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว ปริศนาที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจที่สงบเงียบของเธอก็ค่อยๆ เบาบางลงเล็กน้อย

“มันดูไม่ยุติธรรมเลย” ผมบอก แล้วยักไหล่ พยายามทำให้เหมือนไม่ตั้งใจ แอบซ่อนไม่ให้เธอเห็นความอยากรู้ที่มีมากขึ้น เธอหัวเราะแต่ไม่มีร่องรอยของความขบขันในเสียงหัวเราะนั้น  “ไม่เคยมีใครบอกคุณหรือคะ ชีวิตก็ไม่ยุติธรรมอย่างนี้แหละ?”

ผมอยากจะหัวเราะคำพูดของเธอ แต่ผมเองก็ไม่รู้สึกตลกกับมันเลย ผมรู้แค่นิดหน่อยเท่านั้นสำหรับความไม่เท่าเทียมกันของชีวิต

“ผมว่าผมเคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่งมาก่อนนะ”

เธอจ้องผมกลับ ยังมีความสับสนอยู่ สายตาเธอมองไปทางอื่นแล้วกลับมาสบตาผมอีกครั้ง

“เรื่องก็มีแค่นี้แหละ” เธอบอก

แต่ผมยังอยากคุยกับเธออีก ยังไม่อยากให้บทสนทนาต้องจบลง รอยย่นรูปตัว วี ที่อยู่ระหว่างดวงตาของเธอ ความเศร้าที่ทิ้งร่องรอยเศษเล็กเศษน้อยไว้นั้น ยังคงรบกวนใจผม จนอยากใช้ปลายนิ้วปัดมันออกไปเสียเหลือเกิน แต่ก็นั่นแหละ ผมไม่สามารถสัมผัสเธอได้ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ควรเสี่ยง

“คุณพยายามได้ดีมาก” ผมพูดช้าๆ คิดถึงสมมติฐานเรื่องต่อไป  “แต่พนันได้เลยว่า คุณต้องทนทรมานกับมันมากกว่าที่ใครๆเห็น”

เธอทำปากยื่นหน้าเบ้เหมือนเด็กๆใส่ผม แล้วหันไปมองที่หน้าชั้นเรียน เธอไม่ชอบที่ผมเดาใจเธอถูก เธอไม่ได้เสียสละเพื่อให้ใครมาเห็นใจ และไม่ต้องการให้ใครมารับรู้ความเจ็บปวดของเธอ

“ผมพูดผิดเหรอ?”

เธอหลบตาค่อยๆขยับตัวออกไปเล็กน้อย แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินที่ผมถาม ทำให้ผมต้องแอบยิ้ม “ ผมว่าไม่ใช่มั้ง”

“ทำไมคุณต้องมาสนใจเรื่องนี้ด้วยนะ?” เธอถาม ไม่ยอมมองหน้าผม

“เป็นคำถามที่ดี” ผมยอมรับ บอกกับตัวเองมากกว่าจะบอกกับเธอ  ความสามารถในการตัดสินใจของเธอดีกว่าผม เธอจับใจความสำคัญของเรื่องได้อย่างถูกต้อง ในขณะที่ผมตะเกียกตะกายวนอยู่รอบนอก มัวแต่พินิจพิเคราะห์เบาะแสอยู่นั่นแหละ .. ผมไม่สนใจรายละเอียดปลีกย่อยในชีวิตประจำวันของเธอ ผมพลาดที่มัวแต่กังวลอยากรู้ความคิดของเธอ ทั้งที่มันไม่สำคัญอะไร นอกจากใช้ป้องกันครอบครัวของเราให้พ้นจากข้อสงสัยของพวกมนุษย์แล้ว ความคิดมนุษย์ก็หมดความหมาย  ผมไม่คุ้นกับดำรงอยู่โดยปราศจากสัญชาติญาณ ผมวางใจในการได้ยินที่เหนือธรรมชาติของผมมาก และผมก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าผมทำได้ไม่ดีเท่ากับที่ผมให้เครดิตตัวเอง

เบลล่าถอนหายใจ หน้าตาไม่พอใจมองตรงไปที่หน้าชั้นเรียน มีบางอย่างในอารมณ์หงุดหงิดที่เธอแสดงออกมา ดูตลกดี ทุกเหตุการณ์ทุกบทสนทนาในวันนี้มันดูน่าขำไปหมด ไม่เคยมีใครที่อยู่ในอันตรายจากผมได้มากเท่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้อีกแล้ว … เป็นไปได้ทุกเวลาที่ผมอาจพลาด ถ้าขณะที่เราคุยเรื่องน่าหัวเราะพวกนี้กันอยู่แล้วผมเผลอสูดลมหายใจเข้าไปพร้อมกลิ่นของเธอ และผมก็ห้ามตัวเองไม่ได้ที่จะจัดการเธอล่ะ .. ตอนนี้ผมกำลังทำให้เธอ โมโหที่ผมยังไม่ตอบคำถามของเธอ

“ผมทำให้คุณรำคาญหรือเปล่า?” ผมถาม แล้วยิ้มให้กับเรื่องไร้สาระทั้งหมดนี้  เธอชำเลืองมองผม แล้วดวงตาเธอก็ตรึงอยู่กับสายตาผมที่กำลังจ้องเธออยู่ก่อนแล้วเช่นกัน

“ก็ไม่เชิงหรอก” เธอบอก “ฉันรำคาญตัวเองมากกว่า หน้าฉันมันอ่านง่ายมาก แม่บอกเสมอว่าฉันเหมือนหนังสือที่เปิดอยู่”

เธอขมวดคิ้ว สีหน้าขุ่นเคือง ผมจ้องมองเธอด้วยความพิศวง สาเหตุที่ทำให้เธออารมณ์เสีย ก็เพราะเธอคิดว่าผมอ่านใจเธอได้ง่ายเกินไปเนี่ยนะ  มันแปลกประหลาดมากจริงๆ ผมไม่เคยใช้ความพยายามมากขนาดนี้เพื่อเข้าใจใครสักคนมาก่อนในชีวิต  หรือจะให้ถูกต้องก็คือ ตลอดการดำรงอยู่ของผม  จะใช้คำว่า ตลอดชีวิต ก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะผมไม่ได้มี ชีวิต อย่างแท้จริง

“ไม่ใช่เช่นนั้นเลย” ผมแย้ง ไม่เห็นด้วย รู้สึกผิดปกติ….คอยระแวดระวังเหมือนกับมีอันตรายที่ผมมองไม่เห็นซุ่มซ่อนอยู่ ผมรู้สึกวิตกกังวลขึ้นมาฉับพลัน ลางสังหรณ์ทำให้ผมร้อนใจ

“ผมว่าคุณเป็นคนที่อ่านยากมากๆ”

“คุณคงเป็นนักอ่านใจที่เก่งมากล่ะสิ” เธอเดา ข้อสันนิษฐานของเธอถูกต้อง ตรงเป้าอีกแล้ว

“ปกติน่ะใช่” ผมยอมรับ

ผมยิ้มกว้างให้เธอ โชว์ฟันคบกริบที่เรียงกันให้เธอเห็น เป็นการกระทำที่ไร้สมองอีกแล้ว แต่จู่ๆ ผมก็อยากส่งสัญญาณอันตราย เพื่อเตือนเธอเอาไว้ก่อน ตอนนี้ตัวเธอนั่งใกล้กับผมมากขึ้น คงเพราะเราคุยกันก็เลยขยับเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว  ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือสัญญาณเตือนเล็กๆน้อยๆที่ผมเคยใช้เพื่อให้มนุษย์ทั่วไปเกิดความกลัว และหนีห่างออกจากพวกเรานั้น ดูเหมือนว่ามันจะใช้ไม่ได้ผลกับเบลล่า สวอน ทำไมเธอไม่ถอยออกห่างไปล่ะ? หรือเธอไม่รู้สึกกลัวผม? ผมแน่ใจว่าเธอได้เห็นตัวตนด้านมืดของผมมากพอที่เธอจะตระหนักถึงอันตราย ซึ่งเธอจะรับรู้ได้ด้วยสัญชาติญาณ  ผมยังไม่ได้เห็นว่าคำเตือนของผมจะบังเกิดผลหรือเปล่า? อาจารย์แบนเนอร์เรียกรวมนักเรียนทั้งห้องและเธอก็หันไปฟังทันที  ดูจะโล่งใจเล็กน้อยกับการขัดจังหวะที่เกิดขึ้น  บางที เธออาจเข้าใจแล้วก็ได้ … หวังว่ามันจะเป็นเช่นั้น

ผมรับรู้ได้ถีงความดึงดูดใจที่กำลังเติบโตขึ้นในใจผม ทั้งๆที่ผมพยายามกำจัดมันออกไป ผมต้องไม่ให้ตัวเองมีความพึงพอใจกับความน่าสนใจของเบลล่า สวอน หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เธอต้องไม่ทำให้ความน่าสนใจนั้นเกิดขึ้น ผมกังวลล่วงหน้ากับการพูดคุยกันในคราวต่อไป ผมอยากรู้เรื่องแม่ของเธอให้มากขึ้น การใช้ชีวิตของเธอก่อนจะมาที่นี่ ความสัมพันธ์ของเธอกับพ่อ รายละเอียดทุกอย่างแม้จะเล็กน้อยไม่มีความหมายก็ตาม มันจะช่วยทำให้รู้จักลักษณะนิสัยเธอมากขึ้น แต่ทุกวินาทีที่ผมอยู่กับเธอมันคือความผิดพลาด เป็นความเสี่ยงที่เธอไม่ควรมาเจอ เธอนั่งใจลอย เธอเสยผมในจังหวะเดียวกับผมกำลังสูดลมหายใจเข้าพอดี

กลิ่นหอมเฉพาะตัวของเธอพุ่งเข้าไปในลำคอของผม

ไม่ได้ผิดไปจากวันแรกเลย … ผมเหมือนตึกที่โดนลูกตุ้มเหล็กกระแทกใส่อย่างจัง  ความร้อนถาโถมเข้ามาจนผมหน้ามืด ผมต้องจับขอบโต๊ะเพื่อยึดตัวเองไว้กับเก้าอี้ คราวนี้ผมควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น อย่างน้อยก็ไม่ได้ทำอะไรแตกหัก ปีศาจในตัวผมร้องคำรามแต่ไม่ใช่เพราะมันยินดีที่เห็นผมเจ็บปวดหรอกนะ  แต่เพราะคราวนี้มันถูกพันธนาการไว้อย่างแน่นหนา

ผมหยุดหายใจ เบี่ยงตัวออกห่างจากเธอให้มากเท่าที่จะทำได้  .. ไม่ได้แน่ๆ ผมไม่สามารถทำอะไรได้กับความดึงดูดใจในตัวเธอ ยิ่งผมเห็นว่าเธอน่าสนใจมากเท่าไหร่ ความเป็นไปได้ที่ผมจะฆ่าเธอก็ยิ่งมากขึ้นด้วย วันนี้ผมทำพลาดไปแล้วสองอย่าง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย ผมอาจพลาดเป็นครั้งที่สามก็ได้ แล้วถ้ามันไม่ใช่เรื่องเล็กๆล่ะ?

ในที่สุดเมื่อออดสัญญาณหมดเวลาดังขึ้น ผมรีบลุกออกจากห้องทันที ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า ผมได้ทำลายความประทับใจหรือสิ่งดีดีอะไรก็ตามที่ผมสร้างมาในชั่วโมงนี้ไปเสียแล้ว อีกครั้งที่ผมอ้าปากหายใจรับอากาศบริสุทธิ์ อากาศชื้นๆข้างนอกนี้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังได้รับการบำบัดด้วยตัวยาชั้นดี ผมรีบเดินไปให้ไกลจากเธอให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เอ็มเม็ตต์รอผมอยู่ที่หน้าห้องเรียนภาษาสเปน เขาอ่านอารมณ์ที่ยังหลงเหลือบนสีหน้าของผมในตอนนี้

“เป็นยังไงบ้าง?” เขาสงสัย ท่าทางระแวดระวัง

“ไม่มีใครตาย” ผมตอบเบาๆ

ฉันนึกว่าจะมีอะไรเสียอีก เห็นอลิซโดดเรียนก็เลยคิดว่า  …….

ขณะที่เราเดินเข้าห้องเรียน ผมอ่านความจำของเขาดูเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ มองเข้าไปในห้องเรียนวิชาที่แล้วของเขา เห็นภาพอลิซเดินลัดสนามไปที่ตึกวิทยาศาสตร์อย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่บอกอารมณ์  ผมรู้สึกได้ว่าเขาอยากลุกขึ้นออกไปกับเธอด้วยจากนั้นเขาก็เปลี่ยนใจรออยู่ที่เดิม ถ้าอลิซต้องการความช่วยเหลือ เธอจะบอกเขาเอง.. ผมหลับตาลงด้วยความกลัวและความขยะแขยงขณะทรุดตัวลงนั่ง

“ฉันไม่เคยคิดว่ามันจะใกล้ขนาดนั้น ไม่คิดว่าฉันกำลังจะ…ไม่คิดว่ามันจะเลวร้ายขนาดนี้”  เสียงผมเบาเหมือนกระซิบ

“มันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก” เขาให้ความมั่นใจ ..  ไม่มีใครตาย ใช่มั้ยล่ะ?

“ก็ถูก” ผมกัดฟันพูด “ยังไม่ใช่ครั้งนี้”

บางที มันอาจจะง่ายขึ้นก็ได้นะ

“แน่นอน”

หรือไม่ นายก็ฆ่าเธอ เขายักไหล่ นายไม่ใช่คนแรกที่ทำแบบนี้เสียหน่อย .. ไม่มีใครมาตัดสินว่านายโหดร้ายหรอกน่า ก็บางที มนุษย์เองก็มีกลิ่นที่ชวนเชิญเกินไปหน่อย ฉันประทับใจนะที่นายทนมาได้ขนาดนี้

“ไม่ได้ช่วยเลยนะ , เอ็มเม็ตต์”

ผมรังเกียจความคิดของเอ็มเม็ตต์ ที่เขาสามารถยอมรับได้กับการฆ่าเด็กผู้หญิงคนนี้ หากว่าผมไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แล้ว เธอผิดใช่ไหมที่มีกลิ่นหอมยั่วยวนใจอย่างนี้?

ฉันเข้าใจเมื่อมันเกิดขึ้นกับตัวฉันเอง…., เขาระลึกไปในอดีต พาผมย้อนกลับไปเมื่อห้าสิบปีก่อน ภาพทางเดินในชนบท แสงแดดกำลังอ่อนแรงลงแล้ว ผู้หญิงวัยกลางคนกำลังเก็บผ้าปูที่นอนที่เธอตากไว้ทั้งวันลงมาจากราวเชือก ที่เธอโยงไว้ระหว่างต้นแอปเปิ้ล กลิ่นแอปเปิ้ลหอมโชยแตะจมูก ฤดูกาลเก็บเกี่ยวจบไปแล้ว บนพื้นมีผลแอปเปิ้ลที่ไม่ได้ขนาดถูกทิ้งไว้กระจัดกระจาย กลิ่นหอมจากแอปเปิ้ลที่แตกช้ำอบอวลไปทั่วบริเวณ กลิ่นหญ้าเพิ่งตัดหอมมาจากทุ่งหญ้าด้านหลัง กลิ่นของความสงบสุข , เขาเดินไปตามทางเดินไปเพลินๆไม่ได้นึกถึงผู้หญิงคนนั้นด้วยซ้ำ คิดแต่จะไปทำธุระให้โรซาลี … แสงดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ช่วงเวลาสุดท้ายของวันกำลังหมดไป  แรกรัตติกาลกำลังมาเยือน เอ็มเม็ตต์คงเดินต่อไปเรื่อยๆตามทางเกวียน ยามเย็นวันนี้ก็คงเหมือนวันอื่นๆไม่มีอะไรให้ต้องจดจำ นอกจากว่า จะมีลมกลางคืนพัดพาเอาผ้าปูที่นอนสีขาวลอยขึ้นมาเหมือนผ้าใบเรือ และ พัดพากลิ่นของผู้หญิงคนนั้นมาปะทะกับใบหน้าเขา

“อาาา” ผมครางเบาๆ เหมือนว่าความกระหายของตัวผมเองนั้นยังไม่พอกระนั้น

ฉันรู้ ฉันอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งอึดใจ ไม่คิดจะอดกลั้นด้วยซ้ำ …

ความทรงจำของเขามันชัดเจนเกินกว่าผมจะทนได้ ผมดีดตัวลุกขึ้นยืน ผมกัดฟันแรงพอที่จะตัดเหล็กได้เลย

“เอสตา เบียง, เอ็ดเวิร์ด?”  อาจารย์เซโนรา กอฟฟ์ ถามด้วยความตกใจที่ผมยืนขึ้นกะทันหัน ผมเห็นหน้าตัวเองจากความคิดของเธอ เหมือนคนป่วยเลยทีเดียว

“มี เปอโดนา”  ผมพึมพำ แล้วพุ่งไปที่ประตูห้องเรียน

“เอ็มเม็ตต์ ..โป ฟาโว, ปูเอดาส ตู อายูดา อา ตู เอมาโน ? เธอถาม แล้วทำท่าทางแบบช่วยไม่ได้ ที่ผมพรวดพรวดอกจากห้องไป

“ครับ” ผมได้ยินเขาตอบรับ แล้วเขาก็เดินตามหลังผมมา  เขาเดินมาทันผมอีกด้านที่ไกลจากตัวตึก เขาวางมือบนไหล่ผม ผมผลักมือเขาออกไปโดยไม่ได้ออกแรง แต่ถ้าเป็นมือมนุษย์กระดูกคงป่นไปทั้งแขนแล้วล่ะ

“ขอโทษนะ เอ็ดเวิร์ด”

“ฉันไม่เป็นไร” ผมสูดลมเข้าปอดลึกๆ พยายามทำให้ทั้งหัวทั้งปอดโล่งขึ้น

“มันแย่แบบนั้นเลยหรือเปล่า?”  เขาถาม ผมพยายามเลิกคิดถึงกลิ่น และรสชาติในความทรงจำของเขา แต่ไม่ได้ผลสักเท่าไหร่

“แย่กว่า เอ็มเม็ตต์ เลวร้ายกว่านั้น”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง

บางที ……

“ไม่ , ถึงฉันจะทำสิ่งนั้นให้มันเสร็จๆไปแล้ว มันก็ไม่ดีขึ้นหรอก นายกลับไปห้องเรียนเถอะ เอ็มเม็ตต์ ฉันอยากอยู่คนเดียว”  เขาหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่พูดไม่คิดอะไรเลย เขาจะบอกอาจารย์ว่าผมไม่สบาย หรือ โดดเรียน หรือ เป็นแวมไพร์ที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ อันตรายสุดๆ สำคัญด้วยหรือว่าเขาจะแก้ตัวว่ายังไง? บางทีผมอาจไม่กลับไปเรียน บางทีผมต้องไปจากที่นี่ … ผมกลับไปที่รถอีกครั้ง รอเวลาเลิกเรียน ผมหนีอีกแล้ว

ผมควรใช้เวลาเพื่อการตัดสินใจ หรือพยายามทำให้ตัวเองเข้มแข็งขึ้นเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่แน่วแน่ของผม แต่ผมเหมือนคนติดยาเสพติด ผมพบว่าตัวเองกำลังค้นหาเสียงของเบลล่าผ่านความคิดที่ส่งเสียงเซ็งแซ่กระจาย ไปทั่วตึกเรียน เสียงที่คุ้นหูดังออกมาชัดเจนแต่ผมไม่สนใจที่จะฟังความไม่พอใจโน่นนี่ของโรซาลี หรือมโนภาพของอลิซในตอนนี้  ผมเจอเสียงเจสซิก้าง่ายมาก แต่เบลล่าไม่ได้อยู่กับเธอ ผมจึงสืบเสาะต่อไป ความคิดของไมค์ นิวตัน ดึงความสนใจผมไว้ แล้วผมก็หาเธอเจอในที่สุด เธออยู่กับเขาในโรงยิม เขากำลังเซ็งจัด เพราะผมคุยกับเธอในวิชาชีวะ ตอนนี้เขากำลังนึกถึงคำตอบของเธอ เมื่อเขาถามเธอเรื่องนี้

… ไม่เคยเห็นเขาคุยกับใครจริงจังเกินหนึ่งคำมาก่อนเลย เขาต้องเห็นว่าเบลล่าน่าสนใจแน่ๆ ไม่ชอบเวลาที่เขามองเธอเลย เธอเองก็ดูไม่ตื่นเต้นกับเขาสักเท่าไหร่ เธอคุยอะไรกับเขาบ้างนะ?   แปลกใจว่าเขาเป็นอะไรเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว?  อะไรประมาณนี้น่ะ ฟังดูเหมือนเธอก็ไม่ได้แคร์เขาเท่าไหร่ คงไม่ได้พูดอะไรกันมากมายนักหรอก….

เขาบอกกับตัวเองเพื่อให้เลิกคิดในแง่ร้ายแบบนี้ ให้กำลังใจตัวเองว่าเธอไม่ได้สนใจ เรื่องที่เราถกเถียงกันวันนี้ ข้อนี้เองที่รบกวนใจผมเกินกว่าที่จะทำใจยอมรับได้ ผมก็เลยเลิกฟัง ผมเลือกที่จะฟังเพลงแรงๆ เร่งเสียงดังจนกลบเสียงอื่นๆ ผมต้องเพ่งความสนใจไปที่เสียงเพลงเท่านั้น มันยากมากที่จะดีงตัวเองไว้ไม่ให้ลอยกลับไปหาความคิดของไมค์ นิวตัน เพื่อจะไปแอบฟังเรื่องของเด็กผู้หญิงที่ไม่รู้ตัวว่ามีอันตรายอยู่ใกล้ๆเธอ  ผมแอบขี้โกงไปเล็กน้อย เมื่อตอนใกล้จะหมดชั่วโมง ผมบอกตัวเองว่า ไม่ได้สอดแนมเธอหรอกนะ ผมแค่เตรียมตัวเท่านั้นเอง ผมอยากรู้ให้แน่นอนว่าเธอจะออกจากโรงยิมตอนไหน เมื่อไหร่เธอจะมาถึงลานจอดรถ ผมไม่อยากโดนจู่โจมโดยไม่ได้ตั้งตัวก็แค่นั้น

เมื่อนักเรียนเริ่มทยอยออกมาจากประตูโรงยิม ผมออกไปยืนอยู่นอกรถ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าทำแบบนี้ทำไม ฝนตกปรอยๆ ผมไม่สนใจว่าตอนนี้น้ำฝนจะทำให้ผมเปียกปอนแค่ไหน

“ผมอยากให้เธอมองเห็นว่าผมอยู่ตรงนี้ใช่ไหม?” “ผมคาดหวังว่าเธอจะเข้ามาคุยกับผมอีกใช่ไหม?” “นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่?”

ผมยังยืนอยู่ที่เดิม แม้ว่าผมได้พยายามโน้มน้าวใจตัวเองให้กลับเข้าไปในรถแล้วก็ตาม ผมรู้ดี ว่าการกระทำของผมมันสมควรโดนตำหนิจริงๆ ผมเห็นเธอค่อยๆเดินช้าๆ มาทางที่ผมยืนอยู่ ผมเอามือกอดอก หายใจเข้าสั้นๆตื้นๆ เธอทำปากเบะ ไม่ได้มองมาที่ผม เธอเหลือบตาขึ้นไปดูก้อนเมฆสองสามครั้งแล้วทำหน้าบึ้ง เหมือนเมฆฝนพวกนั้นทำให้เธอไม่พอใจ

ผมผิดหวังเมื่อเธอไปถึงรถก่อนที่จะเดินผ่านผม เธอจะพูดกับผมไหม?  ผมจะพูดกับเธอดีไหม? เธอเข้าไปในรถกระบะเชฟวี่สีแดงซีดๆคันใหญ่ขึ้นสนิม ที่อายุมากกว่าพ่อของเธอเสียอีก ผมมองเธอสตาร์ทรถเสียงเครื่องยนต์เก่าๆคำรามดังสนั่นกว่ารถคันไหนๆในลานนี้ จากนั้นเธอยื่นมือไปที่ช่องลมของเครื่องทำความร้อน เธอไม่ชอบความเย็น ซึ่งทำให้เธออึดอัดรู้สึกไม่สบายเธอใช้นิ้วสางผมหนาๆ เอาไปจ่อกับกระแสลมร้อน เหมือนเธอพยายามเป่าผมให้แห้ง ผมจินตนาการถึงกลิ่นที่ฟุ้งอยู่ภายในรถว่าจะหอมแค่ไหน ผมรีบไล่มันออกไปจากความคิดทันที เธอมองไปรอบๆดูเหมือนเธอเตรียมตัวจะถอยรถ ในที่สุดเธอก็มองมาทางผม .. เธอจ้องมองผมเพียงครึ่งวินาที สิ่งที่ผมอ่านได้จากดวงตาของเธอก่อนที่เธอจะถอนสายตาออกไป คือ ความแปลกใจ เธอก็ถอยรถออกมา มีเสียงแหลมๆดังขึ้น แล้วเธอเหยียบเบรคอีกครั้ง เกือบชนกับรถกระป๋องของอีริน ทีค ท้ายรถห่างกันไม่ถึงนิ้ว  เธอจ้องกระจกมองหลัง อ้าปากค้างด้วยความตกใจ เมื่อรถคันอื่นๆขับผ่านไปแล้ว

เธอตรวจดูมุมอับทุกจุด ดูสองรอบสามรอบแล้วค่อยๆเคลื่อนรถออกมาช้าๆทีละน้อยจากที่จอด  ท่าทางระมัดระวังของเธอทำให้ผมต้องอมยิ้ม เหมือนเธอนั้นเป็น ตัวอันตราย ในรถกระบะสูงอายุสีส้มคันนี้

ความคิดที่ว่า เบลล่า สวอนเป็นอันตรายกับใครๆ ไม่ว่าเธอจะขับรถอะไรก็ตามนั้น ทำให้ผมหัวเราะออกมา ขณะที่เธอขับผ่านผมไป สายตามองตรงไปข้างหน้า ….

.

Translation by ppompam

.

.

.

Share

Comments (22)

แปลได้ละเมียดละไมดีเหลือเกิน
อ่านแล้วเพลินจริงๆ
ขอบคุณมากที่สุด

คุณมีพรสวรรค์เหลือเกินครับ ผมจะเป็นแฟนคลับของคุณเสมอ

ขอบคุณมากสำหรับความเพลิดเพลินนี้

เลอศักดิ์

คุณเลอศักดิ์

ยินดีมากๆค่ะ ที่แปลแล้วมีคนชอบ เพราะเพิ่งแปลครั้งแรก

ชอบอ่านมากกว่า แต่ตอนนี้เริ่มติดใจ เพราะมีคนให้กำลังใจเยอะ

ติมาก็ได้นะคะ จะได้ปรับปรุง

ขอบคุณค่ะ

แปลเก่งมากอ่ะคะ

น้ำอาก แปลได้แบบนี้มั้ง แง่มๆๆ

แปลภาษา สวยด้วย

ขอบคุณนะค่ะ

ชอบมากเลยค่ะ ขอบคุณค่ะที่แปลให้เราอ่าน

แปลดีมากเลยค่ะ ภาษาสวยงาม เหมือนอ่านจากหนังสือเลย
ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ ^^

อ่านแล้วอยากจะร้องไห้ แปลเก่งค่ะ แถมได้อ่านฟรี ฮือๆ

ขอบคุณมากๆค่ะ เป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ สู้ๆค่ะ

ขอบคุณมากค่า สนุกมาก

แปลดีมากเลยค่ะ

น้อมรับคำชม ด้วยความถ่อมตัวยิ่ง มิบังอาจ มิบังอาจ

ขอบคุณนะคะ ที่มาเยี่ยมชม ยินดีต้อนรับค่ะ

อย่าถ่อมตัวเลยค่ะ เป็นมืออาชีพได้เลยนะค่ะ แปลได้แบบเนี้ย อยากอ่านเล่น 2 – 4 ที่คุณแพมแปลจัง ถ้าเป็นไปได้จะยอมซื้อใหม่มาเก็บไว้อ่านอีกรอบ เพราะที่อ่านอยู่รู้สึกจะได้แค่เนื้อหาแต่ขาดอรรถรส ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ

อ่านภาษาอังกฤษไปนานมากแล้ว แต่มีบางส่วนที่ไม่เข้าใจ ดีจังเลยที่ช่วยแปลไทยให้ ทำให้getขึ้นเยอเลยค่ะ ชอบ midnight sun ที่สุดละในบรรดาทุกเล่ม อยากให้มันจบเล่มซะที อยากอ่านต่อแล้วค่ะ

I love the translater so much.
thank you
(cannot type thai sorry)

แปลเก่งจังค่ะ

ขอบคุนที่แปลมาให้อ่านนะค่ะ ^^

ขอบคุณค่ะที่แปลให้อ่าน
รักเอ็ดเวิร์ดที่สู๊ดส์
แล้วเค้าจะออกมาเป็นหนังสือเมื่อไรไม่รู้
รอเฝ้ารอติดตามอ่านเป็นอย่างมาก
และอยากให้มีภาคต่อไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆ
(โลภมากแล้วเรา อิ อิ อิ)

สุดยอดเลยค่า

สุดยอดดดดดดด!!!
เข้าใจง่าย สละสลวย

พี่แพม ขอบคุณมากค่ะ

พี่แพมน่าจะรับจ็อบเพิ่ม แปลในหนังสือฉบับแปลไทยที่ตีพิมพ์ไปเลย

เชียร์ๆๆ

ขอบคุณมากๆๆนะค่ะพี่แพม………………

once again, I come back to read this, and i get no disappointment for the very complete and neat translation.
Wahh, Love you P’ pam :)

ขอบคุณค่ะคุณแพม

ว่าจะอ่านคืนละตอนค่ะ แต่ตอนนี้อ่านไปแล้ว สองตอนแล้ว เพลินดีค่ะ ขอบคุณ คุณแพมที่แปลให้อ่านค่ะ

Post a comment

This site is protected by WP-CopyRightPro