Midnight Sun / Twilight Saga : 1. First Sight.

51

Category : Midnight Sun

.

.

Midnight Sun by Stephenie Meyer

.

Translation by ppompam

.

.

First Sight

.

.

ช่วงเวลาแบบนี้ของวัน เป็นเวลาที่ผมอยากจะหลับเสียให้ได้จริงๆ

“โรงเรียน มัธยมปลาย”

หรือจะเรียกว่าสถานที่ชำระบาปสำหรับคนตายน่าจะถูกต้องกว่า ถ้าจะมีวิธีใดที่ผมจะได้ชดใช้กรรมที่ทำมา การเรียน ม.ปลายก็ควรจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วย  ซึ่งผมไม่มีทางจะรู้สึกคุ้นเคยกับความน่าเบื่อนี้ได้เลย ทุกๆวันผ่านไปเหมือนเดิมซ้ำซาก ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ผมถือเอาว่านี่คือจังหวะเหมาะกับ “การหลับ” ของผม ถ้า การหลับนั่นคือการ อยู่เฉยๆ อยู่นิ่งๆ ไม่สนใจ ไม่มีปฎิกริยาใดๆ กับสิ่งต่างๆ ในช่วงเวลานี้

ผมนั่งจ้องรอยแตกของผนังที่อยู่อีกด้านของโรงอาหาร พลางจินตนาการหารูปแบบของรอยแยกเหล่านั้น นี่เป็นอีกหนึ่งวิธี ทำให้ผมสามารถแยกและกันเสียงพูดคุยไร้สาระ ฟังไม่เป็นภาษาหลายร้อยเสียงที่ไหลวนเวียนอยู่ในหัวผมออกไปได้

ความคิดของมนุษย์เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ผมเคยได้ยินมาแล้วทั้งนั้น แต่วันนี้ ทุกๆความคิด คิดถึงกันแต่เรื่องราวของนักเรียนที่เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ที่นี่ ผมใช้เวลาเล็กน้อยก็สามารถรับรู้เรื่องราวได้ทั้งหมด แล้วยังได้เห็นหน้านักเรียนใหม่คนนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก จากความคิดของคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง เธอก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง  แต่การที่เด็กในโรงเรียนออกอาการตื่นเต้นกับการมาถึงของเธอ ผมคิดว่าคงเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่สีสันสดใส แววววาว ประมาณนั้น การชอบทำอะไรตามๆกันของพวกผู้ชาย ทำให้กว่าครึ่งของเด็กผู้ชายพวกนี้ จินตนาการกันว่าตัวเองนั้นได้เป็นแฟนกับเธอไปแล้ว เพียงเพราะเธอเหมือนเป็นสิ่งแปลกใหม่ ชวนมอง เท่านั้นเอง .. ความคิดแบบนี้ผมต้องตัดออกไปให้หมด

.

จะมีเพียงแค่ สี่ความคิดที่ผมจะกันออกไปด้วยเหตุผลเรื่องมารยาท ไม่ใช่เพราะสาเหตุเดียวกันกับความคิดอื่นๆที่ผมไม่อยากได้ยิน นั่นคือความคิดของพี่สาวสองคนของผม กับพี่ชายอีกสองคน คนในครอบครัวผมเอง พวกเขาเองก็คงชินชาจนเลิกคิดไปแล้วล่ะ ที่ต้องเสียความเป็นส่วนตัว เวลาที่มีผมอยู่ใกล้ๆ  ผมเองก็พยายามที่จะไม่ฟังความคิดพวกเขา ปล่อยให้พวกเขาได้มีเวลาของตัวเองกันเท่าที่ผมจะทำได้ ผมก็พยายามทำเช่นนี้มาตลอด แต่บางทีก็ …ก็รู้ รู้อยู่…

โรซาลี เธอก็คิดแต่เรื่องตัวเธอเองเป็นปกติ เธอมองเห็นเงาสะท้อนตัวเองจากแว่นตาของใครสักคน แล้วเธอใจก็ครุ่นคิดวนเวียนอยู่กับเรื่อง ความสวยสมบูรณ์แบบของตัวเอง ความคิดของโรซาลีอ่านง่าย เหมือนน้ำในสระตื้นๆซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่

เอ็มเม็ตต์ กำลังหงุดหงิดอยู่กับผลการเล่นมวยปล้ำที่เขาแพ้แจสเปอร์เมื่อคืนนี้ มัันทำให้เขาตั้งหน้าตั้งตารอด้วยความอดทนที่มีอยู่น้อยนิด เพื่อจะกลับบ้านไปขอแก้มือกับแจสเปอร์อีกครั้ง ผมไม่เคยรุกล้ำเข้าไปฟังความคิดของเอ็มเม็ตต์เลย เพราะเขาพูดทุกอย่างตามที่เขาคิด  ถ้าไม่พูดเขาก็แสดงออกมาให้ได้เห็นกันจะจะ ว่าคิดอะไรอยู่ เป็นคนที่ปากกับใจตรงกันจริงๆ ….  บางครั้งผมก็รู้สึกผิดที่ไปอ่านความคิดของคนอื่น เพราะผมได้ไปล่วงรู้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการปกปิดเป็นความลับ ถ้าเปรียบว่าความคิดของโรซาลีตื้นเขิน แล้วละก็ ความคิดของเอ็มเม็ตต์ก็คือ น้ำในทะเลสาบที่ใสแจ๋ว ไม่มีเงาของสิ่งใดมาบดบัง

ส่วน แจสเปอร์ ก็กำลังรู้สึกทรมาน…. ซึ่งแย่เอามากๆ ผมต้องอดกลั้นไว้ ไม่ให้ตัวเองต้อง ถอนหายใจออกมา

เอ็ดเวิร์ด ..  เสียงเรียกชื่อผมดังออกมาจากความคิดของอลิซ ดึงความสนใจของผม มันก็เหมือนการเรียกชื่อผมออกมาดังๆนั่นล่ะ ผมนึกดีใจที่ชื่อผมนั้นเชยล้าสมัยไปแล้ว ซึ่งเมื่อก่อนนี้น่ารำคาญเอามากๆ ที่ผมต้องหันซ้ายหันขวาทุกครั้งที่มีใครก็ตาม คิดถึงชื่อ เอ็ดเวิร์ด ซึ่งเป็น เอ็ดเวิร์ด คนไหนก็ไม่รู้

ผมไม่ได้หันไปตามเสียงเรียก อลิซกับผมถนัดมากกับการสนทนาทางจิตแบบนี้ ไม่มีใครมาร่วมรับรู้กับเรา และสายตาผมก็ยังจับอยู่ที่รอยแตกบนผนังปูนเหมือนเดิม

เขาจะอดทนไหวไหม อลิซถาม

ผมขมวดคิ้ว ขยับมุมปากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีอะไรให้ผิดสังเกตุ เพราะแค่เรื่อง น่าเบื่อสักเรื่อง ก็ทำให้ผมหน้านิ่วคิ้วขมวดได้แล้ว  เสียงจากความคิดของอลิซฟังดูร้อนรน ผมเห็นเธอกำลังมองแจสเปอร์ด้วยมโนภาพพิเศษ ยังมีอันตรายอะไรอีกหรือเปล่า อลิซพยายามหาคำตอบจากภาพอนาคตอันใกล้ที่เธอสามารถมองเห็นได้ เธอมองผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นแต่ภาพเดิมๆไม่มีอะไรใหม่จากหัวผม

ผมค่อยๆหันหน้าไปทางซ้าย เหมือนว่ากำลังมองก้อนอิฐบนกำแพง ถอนหายใจ แล้วหันกลับไปมองรอยแตกบนเพดานด้านขวา มีแต่อลิซที่รู้ว่า นั่นคือผมกำลังส่ายหน้า

บอกด้วยนะ ถ้าจะมีอะไรแย่ๆ เกิดขึ้นน่ะ   เธอดูผ่อนคลายมากขึ้น

ผมกลอกตาขึ้น ลง เป็นคำตอบ

ขอบคุณนะที่ช่วย

นี่ดีนะที่ผมไม่ต้องตอบเสียงดังให้เธอได้ยิน ก็จะให้บอกว่า  “ด้วยความยินดี”  มันก็พูดยาก เพราะว่าผมไม่ได้ยินดี กับการต้องมารับรู้ความคิดของแจสเปอร์ ที่กำลังพยายามดิ้นรนต่อสู้กับตัวเอง มันจำเป็นจริงๆเหรอที่จะต้องทดสอบกันขนาดนี้ ?  จะปลอดภัยกว่าไหม เพียงแค่ยอมรับว่าเขาไม่อาจควบคุมความกระหายได้อย่างพวกเรา  แล้วก็ไม่ต้องกดดันสร้างข้อจำกัดกับเขา ทำไมต้องเสี่ยงกับหายนะที่จะตามมา?

เราไม่ได้ออกล่ามาสองสัปดาห์แล้ว นับจากการล่าสัตว์ครั้งหลังสุด  มันก็ไม่ได้เป็นช่วงเวลาที่ลำบากยากเย็น หรือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับพวกเราเท่าไหร่นักหรอก อาจจะแค่อึดอัดบ้างเล็กน้อย ถ้าเกิดว่ามีมนุษย์เดินเข้ามาใกล้มากเกินไป หรือมีลมพัดมาผิดทิศทาง แต่พวกมนุษย์ก็ไม่ค่อยเข้ามาอยู่ใกล้ๆ พวกเรากันอยู่แล้วล่ะ คงเป็นสัญชาติญาณเตือนภัยของพวกมนุษย์นั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาก็ไม่อาจเข้าใจ แต่มันมีบางสิ่งบอกว่า : พวกเราเป็นตัวอันตราย … และตอนนี้ แจสเปอร์ก็เป็นตัวอันตรายเอามากๆ

จังหวะนี้เอง มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ มาหยุดยืนคุยกับเพื่อนอยู่ตรงปลายโต๊ะของเรา  เธอสะบัดผมสั้นสีทรายของเธอ แล้วเสยผมเล่น ลมจากเครื่องทำความร้อนพัดกลิ่นของเธอมาทางกลุ่มของพวกเราพอดี ผมรู้ดีว่ากลิ่นนั้นจะส่งผลอย่างไรกับเราบ้าง ความกระหายทำให้คอแห้งเป็นผงจนเจ็บปวด มีความต้องการมากจนเหมือนมีโพรงปั่นป่วนอยู่ในท้อง กล้ามเนื้อทุกมัดแน่นตึงเขม็งเกลียวจนเจ็บร้าว เหมือนมียาพิษไหลล้นออกมาในปากของผม…….

อันที่จริงมันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่ผมจะปล่อยวางมันได้ง่ายๆ แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นยากขึ้น และมีความรู้สึกที่รุนแรงขึ้นอีกเท่าตัว เมื่อผมต้องนั่งคอยสังเกตุปฏิกริยาของแจสเปอร์ และความกระหายก็เพิ่มขึ้นทวีคูณ

แจสเปอร์กำลังปล่อยให้จินตนาการล่องลอย วาดภาพตัวเองลุกจากเก้าอี้ที่เขานั่งติดกับอลิซ แล้วไปยืนอยู่ข้างๆเด็กผู้หญิงคนนั้น  คิดไปว่าเขากำลังเอนตัวก้มลง เหมือนว่ากำลังกระซิบที่ข้างหูของเธอ ริมฝีปากเขาแตะที่ซอกคอของเธอ จินตนาการถึงความร้อนที่ไหลวนตามจังหวะการเต้นของหัวใจภายใต้ผิวอันบอบบาง ที่เขารู้สึกได้ผ่านริมฝีปาก…………

ผมเตะเก้าอี้ แจสเปอร์ เขาหันมาสบตาผม แล้วหลบสายตามองพื้น ผมได้ยินเสียงของความละอาย และการต่อต้านกันเองในหัวของเขา 

“ขอโทษ” แจสเปอร์กล่าวพึมพำ

ผมยักไหล่ … “เธอจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น”  อลิซพูดเบาๆกับแจสเปอร์ เพื่อปลอบโยนและ ลดความรู้สึกอึดอัดใจของเขา “ฉันเข้าใจเธอนะ”

ผมต้องปั้นหน้าให้ผ่อนคลายเพื่อจะได้สอดคล้องกับคำพูดของอลิซ ผมกับเธอต้องอยู่ช่วยเหลือกัน มันไม่ง่ายเลยนะ ที่คนหนึ่งได้ยินความคิดคนอื่น ส่วนอีกคนก็มองเห็นภาพในอนาคต ท่ามกลางสิ่งแปลกประหลาดทั้งหลาย แต่ยังมีเราสองคนที่ประหลาดกว่า และเราต่างช่วยรักษาความลับของกันและกัน

“มันคงจะช่วยได้บ้างถ้าเธอนึกถึงพวกเขาอย่างคนทั่วไป”  อลิซให้คำแนะนำ น้ำเสียงโทนสูงไพเราะเหมือนเสียงดนตรีของเธอ เร็วเกินกว่าหูของมนุษย์จับใจความได้ ถ้าจะมีใครอยู่ใกล้พอที่จะได้ยินนะ  “เธอชื่อ วิทนี่ย์ เธอเพิ่งจะมีน้องสาวที่รักมาก แม่ของเธอยังเคยเชิญ เอสเม่ ไปร่วมปาร์ตี้ในสวนด้วย จำได้ไหม?”

“ผมรู้ว่าเธอเป็นใคร”  แจสเปอร์บอกห้วนๆ เขาหันหน้าไปอีกทาง มองออกไปนอกห้องที่มีหน้าต่างเล็กๆใต้ชายคา รายล้อมตลอดความยาวของโรงอาหาร น้ำเสียงของเขา บอกให้รู้ว่าเลิกพูดเรื่องนี้กันได้แล้ว ..

คืนนี้แจสเปอร์จะต้องออกไปล่าสัตว์แล้วล่ะ มันดูงี่เง่าไร้หตุผลที่จะต้องมาเสี่ยงกันแบบนี้ .. พยายามทดสอบความเข้มแข็ง เพื่อสร้างความอดทนให้เขา ผมว่าแจสเปอร์คงต้องยอมรับข้อจำกัดของตัวเองในเรื่องนี้ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันใช้มันให้เป็นน่าจะดีกว่า  การใช้ชีวิตแบบเก่าของเขาอาจไปกันไม่ได้กับวิถีชีวิตที่พวกเราเลือก เขาไม่ควรจะฝืนตัวเองแบบนี้

อลิซถอนหายใจเบาๆ ลุกขึ้น หยิบถาดอาหาร หรือจะเรียกว่าอุปกรณ์ประกอบฉากก็ได้นะ นั่นล่ะ ..  เธอหยิบมันไปด้วย ปล่อยให้แจสเปอร์อยู่คนเดียว เธอรู้ดีว่าเธอพูดให้กำลังใจเขามากพอแล้ว แม้ว่าเอ็มเม็ตต์กับโรซาลี จะแสดงความรักของพวกเขากันจนออกนอกหน้า อลิซกับแจสเปอร์ต่างหากที่รู้ใจซึ่งกันและกันในทุกอารมณ์ เหมือนรู้ใจตัวเอง พวกเขาสองคนก็สามารถอ่านใจได้เช่นกัน แต่อ่านกันเองซึ่งกันและกัน

.

เอ็ดเวิร์ด คัลเลน

ผมหันขวับ ไปตามที่มาของเสียงโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เสียงเรียกเสียหน่อย เป็นแค่เสียงจากความคิดของใครสักคน ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สายตาผมก็หยุดอยู่ที่ดวงตาคู่โต สีชอคโกแลต ที่อยู่บนใบหน้าซีดๆ รูปหัวใจ  ผมรู้จักใบหน้านี้แล้ว ผมเห็นเธอจากความคิดในหัวของนักเรียนทุกคนทั้งวัน แต่เพิ่งเห็นด้วยตัวเองตอนนี้เอง  นักเรียนใหม่ อิซาเบลลา สวอน ลูกสาวของหัวหน้าตำรวจเมืองนี้ เธอเพิ่งย้ายมาใช้ชีวิตอยู่กับพ่อ .. เบลล่า.. เธอบอกกับทุกคนที่เรียกเธอด้วยชื่อเต็ม … ผมหันไปทางอื่น น่าเบื่อ ผมรู้ได้เกือบทันทีว่าไม่ใช่เธอ ที่นึกถึงชื่อผม  … ชัวร์เลย ว่า เธอต้องแอบชอบพวก คัลเลนเข้าแล้ว .. ความคิดเดิม ยังไม่หยุดคิดต่อ ผมจำได้แล้ว นี่เป็นเสียงจากความคิดของ เจสสิก้า สแตนลีย์ นานแล้วล่ะที่ เสียงเธอเคยทำให้ผมรำคาญสุดๆ เวลาเธอคิดเองตอบเองอยู่คนเดียว ผมโล่งอกมากๆ ที่เธอเลิกมาคลั่งไคล้ไร้สติกับผมเสียได้  ผมแทบจะหลบไปไหนไม่ได้กับฝันกลางวันไร้สาระของเธอที่โผล่มาได้ตลอดเวลา ตอนนั้น ผมเคยคิดจะบอกกับเธอตรงๆแล้วล่ะ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าฟันของผม จะไปอยู่ตรงไหนก็ได้ใกล้ๆเธอ นั่นคงทำให้ความฟุ้งซ่านน่ารำคาญของเธอเงียบเสียงลงได้ แค่คิดว่าเธอจะทำหน้าอย่างไรถ้าเธอรู้ความจริง ผมก็อดขำไม่ได้

เสียเวลาเปล่า ไม่มีทางได้หรอก  … เจสสิก้ายังไม่หยุด … เธอไม่เห็นจะสวยตรงไหนเลย ไม่เข้าใจทำไม อีริคถึงจ้องอยู่ได้…ไมค์ ก็ด้วย …  สีหน้าเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อนึกถึงชื่อสุดท้าย สงสัยว่าจะเป็นความหลงไหลครั้งใหม่ ไมค์ นิวตัน ขวัญใจสาวๆในโรงเรียน เขาไม่ได้สนใจเจสสิก้าเลย เท่าที่เห็น ไมค์ ก็เป็นอีกคนที่ตื่นเต้นกับนักเรียนใหม่ เหมือนเด็กได้ของเล่นสีสันแวววาว เรื่องนี้คงเป็นสาเหตุให้เจสสิก้าเป็นกังวล แม้ว่าเธอจะแสดงความมีน้ำใจไมตรีกับเพื่อนใหม่อย่างชัดเจนก็ตาม อย่างเช่นการเล่าถึงความเป็นมาของครอบครัวผม ซึ่งกลายเป็นความรู้ทั่วไปที่นักเรียนใหม่ควรรู้ไปเสียแล้ว เด็กใหม่คงต้องถามเธอเรื่องของเราแน่ๆ

วันนี้ทุกคนก็มองมาที่ฉันด้วยนะ ..  เจสสิก้าคิดเข้าข้างตัวเอง  .. โชคดีนะนี่ เบลล่ามีเรียนกับฉันสองวิชา……..พนันได้เลย ไมค์ต้องมาถามฉันถึงเรื่อง….  ผมปัดความคิดเหลวไหลนี้ออกจากหัวไปให้หมด ก่อนที่เรื่องไร้สาระพวกนี้จะทำให้ผมเป็นบ้าไปเสียก่อน

“เจสสิก้า สแตนลีย์ กำลังใส่สีตีข่าวเรื่องบ้านเราให้เด็กใหม่ฟังแน่ะ” ผมพึมพำ ดึงความสนใจจากเอ็มเม็ตต์ เขาหัวเราะ หึ หึ อยู่ในคอ  “หวังว่าเธอคงแต่งเรื่อง ได้ดีนะ” เขาคิด

“ฟังดูน่าจะเป็นพวกไร้จินตนาการเสียมากกว่า มีแต่เรื่องซุบซิบ ทั่วๆไป ไม่มีเรื่องสยองขวัญชวนให้ขนลุกสักเรื่อง น่าผิดหวังจริงๆเลย”

แล้วเด็กใหม่ล่ะ เธอผิดหวังกับเรื่องนินทาไร้สาระพวกนี้หรือเปล่า?

ผมตั้งใจฟังว่า เบลล่า จะคิดอย่างไรกับเรื่องเล่าของเจสสิก้า คิดอย่างไรกับครอบครัวตัวประหลาดที่ทุกคนตัวขาวเหมือนชอล์ก ซึ่งมนุษย์ทุกคนควรหลีกเลี่ยง … เพื่อความปลอดภัยของครอบครัว ผมจะต้องรู้ว่าเธอคิดอย่างไร เป็นหน้าที่เฝ้าระวัง คอยฟังความคิดที่เกี่ยวกับพวกเรา ถ้ามีใครสักคนเริ่มสงสัยครอบครัวของเรา ผมจะคอยเตือน เพื่อหาทางแก้ไข  มันก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ มนุษย์บางคนมีจินตนาการสูงส่ง ซึมซับมาจากตัวละครในหนังสือบ้าง จากการดูหนังบ้าง ซึ่งก็เป็นข้อมูลผิดๆทั้งนั้น แต่ก็จะดีกว่าถ้าเราย้ายไปอยู่ที่ใหม่กันก่อนที่เรื่องราวของเราจะถูกเปิดเผย ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีใครคิดถูก แต่เราก็ไม่ให้โอกาสพวกเขาพิสูจน์หรอก พวกเราหายตัวกันได้ง่ายมาก ทิ้งไว้แต่ความทรงจำที่น่าสะพรึงกลัว

ผมไม่ได้ยินอะไรเลย แม้ว่าผมจะเข้าไปฟังใกล้ๆ กับความคิด ที่มีแต่เสียงพูดเองเออเองคนเดียวไม่หยุดของเจสสิก้าแล้วก็ตาม เหมือนกับว่าเธอนั่งอยู่คนเดียว  .. ประหลาดมาก หรือว่าเด็กใหม่ลุกออกไปแล้ว ?  นี่ดูไม่เหมือน กับเธอกำลังนั่งคุยอยู่กับเจสสิก้าเลยนะ  ผมเงยหน้าขึ้นมามองหาสาเหตุ เผื่อว่าการได้ยินเหนือมนุษย์ของผม จะบอกได้ว่าผมพลาดอะไรไปหรือเปล่า

อีกครั้ง ที่ผมหันไปเจอกับตากลมโตสีน้ำตาล เธอก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม แล้วก็กำลังมองมาที่พวกเรา ก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะเจสสิก้าก็ยังคงพร่ำพูดเรื่องซุบซิบของพวก คัลเลน เธอย่อมต้องคิดถึงเรื่องของพวกเรา เป็นธรรมดาแต่ผมไม่ได้ยินอะไรเลย แม้กระทั่งเสียงกระซิบ

เลือดสูบฉีดทำให้แก้มของเธอสีจัดขึ้น  เธอรีบก้มหน้าหลบตา อายที่ถูกจับได้ว่ากำลังแอบมองคนอื่นอยู่ ดีแล้วที่แจสเปอร์ยังจ้องออกไปนอกหน้าต่าง ผมไม่อยากจะนึกเลยว่าเขาจะควบคุมตัวเองอย่างไรถ้าหันมาเห็นสีแก้มของเธอในตอนนี้ … เธอ แสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน เหมือนเขียนไว้บนหน้าผากของเธอเลยล่ะ…น่าประหลาดใจ ที่เมื่อเธอได้รู้เรื่องที่ซับซ้อนแตกต่างของครอบครัวคัลเลน…ความอยากรู้อยาก เห็น เมื่อเธอได้ฟังเรื่องที่เจสสิก้าเล่าให้ฟัง … มีอะไรอีกล่ะ ความหลงไหล เธอรู้สึกอย่างนั้นหรือเปล่า?  นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ เหยื่อเหล่านี้ต่างหลงไหลในรูปลักษณ์ของพวกเรา … ความรู้สึกสุดท้ายที่ผมมองเห็น เธอเขินอาย ที่โดนจับได้ว่ากำลังจ้องมองผมอยู่ แม้ว่าผมจะอ่านความรู้สึกของเธอได้ง่าย ผ่านดวงตาสีน้ำตาลสวย ที่ฉายแววแปลกๆในบางครั้ง แต่ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย มีแต่ความเงียบจากตัวเธอ เงียบจริงๆ ..

ผมเริ่มกระวนกระวาย เพราะผมไม่เคยมีอาการแบบนี้มาก่อน ผมต้องมีอะไรที่ผิดปกติไปแน่ๆ แต่ผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเดิมทุกอย่าง ผมพยายามมากขึ้นที่จะฟังเสียงเธอ แต่….มันก็ยิ่งทำให้ผมกังวลมากขึ้น แล้วเสียงต่างๆที่ผมได้กันออกไปหมดแล้วนั้น ตอนนี้ได้กลับมาตะโกนแข่งกันอยู่ในหัวผม

อยากรู้ ว่าเธอชอบฟังดนตรีแบบไหน บางทีฉันจะพูดถึงเรื่อง ซีดี เพลงใหม่…. ไมค์ นิวตัน ส่งความคิดดังข้ามมาสองโต๊ะ … เขายังจดจ่ออยู่กับ เบลล่า สวอน

ดูเขาจ้องเธอสิ สาวๆครึ่งโรงเรียนที่หลงเขาอยู่นี่ ยังไม่พออีกเหรอ … เสียงของ อีริค ยอร์กี้ ยิงลูกไฟร้อนๆเล็งตรงมาที่ผมคนเดียวเลย นี่ก็เพราะ เบลล่า สวอน

น่ารังกียจจริงๆเลย นี่คิดว่าเธอเป็นคนดัง กันหรืออย่างไรยะ … แม้แต่ เอ็ดเวิร์ด คัลเลน ก็ยังจ้อง— ลอเรน มัลลอรี่ คิดด้วยความอิจฉาจนออกนอกหน้า … ดู ดู เจสสิก้า มัวแต่อวดเพื่อนใหม่ของหล่อน น่าขำตายล่ะ   … ความคิดร้ายๆ ของลอเรน ยังพรั่งพรูออกมาเรื่อยๆ

พนันได้เลยว่าทุกคนต้องถามเธอแล้ว แต่ฉันอยากคุยกับเธอจัง ต้องหาคำถามใหม่ๆ … แอชลี่ย์ ดาวลิ่ง ครุ่นคิด

บางทีเธออาจจะเรียนภาษาสเปนห้องเดียวกับฉัน … ความคิดของ จูน ริชาร์ดสัน

คืนนี้มีเรื่องต้องทำอีกเยอะเลย ตรีโกณ กับ สอบภาษาอังกฤษอีก หวังว่าแม่คง …  แองเจล่า เวเบอร์ เด็กผู้หญิงเงียบๆ  มีเธอคนเดียวที่ไม่ถูกความเห่อ เบลล่า เข้าครอบงำความคิด

ผมได้ยินทั้งหมด ได้ยินเรื่องไร้สาระทุกเรื่อง ผ่านความคิดของพวกเขาทุกคน แต่มีเพียงความเงียบจากความคิดของเด็กใหม่ ที่ผมต้องอ่านใจผ่านดวงตาของเธอ  แน่นอนล่ะ ว่าผมได้ยินสียงของเธอเวลาเธอพูดกับเจสสิก้า ผมไม่ต้องอ่านใจก็ได้ยินเสียงต่ำๆ แต่ก็ได้ยินชัดเจนจากอีกฟากห้อง

ผู้ชายที่ผมสีน้ำตาลอมแดงคนนั้นน่ะเป็นใคร ?  เธอถาม พลางเหลือบมองผมด้วยหางตา แล้วรีบหันไปทางอื่นเมื่อเธอเห็นว่าผมยังจ้องเธออยู่  ผมหวังว่า ถ้าผมได้ยินเสียงเธอแล้ว ผมจะสามารถค้นหาเสียงความคิดของเธอได้ง่ายขึ้น ซึ่งผมคงระบุได้จากเสียงความคิดในห้องนี้ แต่ผมก็ต้องผิดหวังแทบจะทันที .. โดยปกติแล้ว เสียงความคิดกับเสียงพูด จะอยู่ในระดับเสียงเดียวกัน แต่ผมกลับไม่คุ้นกับเสียงเบาๆ ที่เอียงอายนี้เลย ไม่มีเสียงนี้ปนอยู่ในเสียงความคิดเป็นร้อยเสียง ที่ดังสะท้อนไปมาในห้องนี้แน่นอน เสียงนี้ใหม่แกะกล่องแน่นอน

โอว..ตายแล้ว…ขอให้โชคดีนะแม่คุณ…โง่สุดๆ.. เจสสิก้าสบถอยู่ในใจ ก่อนจะตอบคำถามของเบลล่า ..  นั่นน่ะ เอ็ดเวิร์ด หล่อเกินจะทนเลยใช่ไหมล่ะ แต่อย่าเสียเวลาเลย เขาไม่เคยมองใครที่นี่สักคน ไม่มีใครสวยพอสำหรับเขาหรอกจ้ะ  .. เธอทำเสียงฟุดฟิด 

ผมหันหน้าไปทางอื่น แอบยิ้ม เจสสิก้ากับเพื่อนๆ ยังไม่รู้ตัวว่าพวกเธอโชคดีมากแค่ไหน ที่ไม่มีใครดึงดูดใจผม … ขณะที่ผมนึกขำอยู่นั้น ผมรู้สึกถึงแรงกระตุ้นแปลกๆ ที่ผมเองก็ไม่เข้าใจ ผมคงต้องทำอะไรบางอย่างกับเจตนาร้ายๆในความคิดของเจสสิก้า ซึ่งเด็กใหม่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยเลย ผมรู้สึกได้ถึงแรงผลักดัน ที่เร่งให้ผมเข้าไปแยกพวกเธอสองคนออกจากกัน เพื่อปกป้อง เบลล่า สวอน จากความคิดประสงค์ร้ายของเจสสิก้า ผมรู้สึกแปลกๆแบบนี้ได้อย่างไรกันนะ .. ผมพยายามมองหาแรงจูงใจที่ทำให้เกิดความรู้สึกนี้ ผมหันกลับไปมองดูเด็กใหม่อีกครั้ง  อาจจะเป็นไปได้ว่านี่คือ สัญชาติญาณของการปกป้องที่ถูกฝังไว้ยาวนาน .. ผู้ที่แข็งแกร่ง คุ้มครองผู้ที่อ่อนแอ เด็กใหม่เธอดูเปราะบางกว่าเพื่อนร่วมห้อง ผิวของเธอก็บางใสจนไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถปกป้องเธอจากโลกข้างนอกนี้ได้ ผมมองเห็นการไหลเวียนของเลือดในเส้นเลือดตามจังหวะการเต้นของหัวใจภายใต้ผิวอันบอบบางของเธอ แต่ผมต้องมองข้ามมันไป แม้ว่าผมจะทำได้ดีกับการดำเนินชีวิตแบบที่เราเลือกแล้ว แต่ผมก็ยังมีความกระหายเหมือนแจสเปอร์เช่นกัน .. แล้วจะไปมองสิ่งยั่วยวนใจให้ได้อะไรขึ้นมา ที่ระหว่างคิ้วเธอ มีรอยย่นจางๆ ผมว่าเธอเองก็คงไม่รู้ตัว เธอช่างมีความอดทนเป็นเลิศจริงๆ เพราะผมมองออกอย่างชัดเจนว่าเธอไม่อยากนั่งอยู่ตรงนั้น เพื่อสรรหาสารพัดเรื่องมาคุยกับคนแปลกหน้า ต้องมานั่งเป็นจุดสนใจ ผมสัมผัสได้ถึงความประหม่าของเธอ จากท่าทางที่เธอค้อมไหล่บอบบางของเธอลงเล็กน้อย เหมือนเธอคิดจะบอกปฏิเสธอยู่ทุกขณะ ผมก็บอกได้จากที่ผมรู้สึก มองดูเธอ และจินตนาการเอาเองเท่านั้น  มีแต่ความเงียบที่ผมได้ยินจากผู้หญิงที่แสนจะธรรมดาคนนี้ ผมไม่ได้ยินอะไรเลย ทำไมนะ?

“ไปกันเถอะ”  โรซาลี พึมพำ ขัดจังหวะความสนใจของผม

ผมถอนสายตาจาก เบลล่า ด้วยความผ่อนคลายมากขึ้น ผมไม่อยากคิดเรื่องข้อผิดพลาดนี้ต่อไปอีก มันรบกวนใจผม และผมก็ไม่ต้องการให้ความสำคัญกับความคิดของเธอ แค่เพียงเพราะมันถูกซ่อนไม่ให้ผมเห็น แน่นอนว่า ผมจะต้องหาทางไขปริศนาความคิดของเธอให้ได้อย่างแน่นอน …  แล้วก็คงเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัว น่าเบื่อ ซ้ำซาก ไร้แก่นสาร ไม่มีอะไรสำคัญเหมือนๆกับมนุษย์คนอื่นๆทั่วไป ไม่คุ้มค่ากับความพยายามของผมที่ได้ทุ่มเทไปหรอกน่า

.

เอมเม็ตต์ โรซาลี และ แจสเปอร์ รับบทเป็นนักเรียนรุ่นพี่ พวกเขาแยกย้ายไปเข้าห้องเรียนกันแล้ว ผมเล่นเป็นรุ่นเด็กกว่าพวกเขา กำลังจะไปเข้าห้องเรียนวิชาชีวะของชั้นปีสอง ผมเองต้องเตรียมตัวเตรียมใจพบกับชั่วโมงแห่งความน่าเบื่อ อาจารย์แบนเนอร์ ฉลาดเพียงระดับปานกลาง ไม่มีอะไรในชั้นเรียนของเขาจะสามารถทำให้ผมซึ่งจบแพทย์มาสองปริญญาแปลกใจได้เลย

ในห้องเรียน ผมเคลื่อนตัวนั่งบนเก้าอี้ วางหนังสือ หรือของประกอบฉากนั่นล่ะ  ซึ่งผมก็รู้ทุกอย่างที่มีอยู่ในนั้น ผมวางหนังสือเกลื่อนโต๊ะที่ผมได้ครอบครองคนเดียว พวกมนุษย์ไม่ฉลาดพอที่จะรู้ว่า นั่นเพราะพวกเขากลัวผม ด้วยสัญชาติญาณการเอาตัวรอดได้บอกพวกเขาให้อยู่ห่างๆจากผม  หลังอาหารกลางวัน นักเรียนก็เริ่มทยอยกันเข้ามาในห้อง ผมเอนหลังพิงเก้าอี้รอให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ผมอยากจะหลับเสียให้ได้จริงๆ

คงเพราะว่าผมกำลังคิดเรื่องของเธออยู่ เมื่อแองเจล่า เวเบอร์เดินนำเด็กใหม่ผ่านประตูห้องมา ชื่อเธอก็โผล่วาบเข้ามาในความคิด

เบลล่า ดูท่าทางเป็นคนขี้อายเหมือนฉันเลย เชื่อได้เลยว่าวันนี้คงสาหัสกับเธอเอาการ ฉันอยากบอกอะไรเธอบางอย่าง แต่ว่ามันอาจฟังดูงี่เง่า ……..

ใช่เลย!!  ไมค์ นิวตัน คิด หันเก้าอี้ไปทางเด็กใหม่

เงียบ .. เหมือนเดิม ไม่มีเสียงอะไรจากที่ซึ่ง เบลล่า สวอนยืนอยู่ ความว่างเปล่าในความคิดเธอมันทำให้ผมหงุดหงิดและ เริ่มสูญเสียความมั่นใจ  เธอเดินเข้ามาใกล้ตามทางเดินข้างๆผมตรงไปที่โต๊ะอาจารย์ … สาวน้อยที่น่าสงสาร ที่นั่งข้างๆผมเป็นที่เดียวที่ยังว่างอยู่ ผมจัดหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะมาซ้อนกันให้เรียบร้อย เผื่อที่นั่งข้างๆผมไว้ให้เธอ ผมสงสัยว่าเธอจะรู้สึกสบายไหมกับการนั่งตรงนี้ เธอจะเรียนที่นี่ตลอดเทอม หมายถึง อย่างน้อยก็ในห้องนี้ บางทีการนั่งข้างๆเธอ อาจทำให้ผมไขความลับอ่านใจเธอได้  ซึ่งความใกล้ไกลไม่เคยจำเป็นสำหรับผมมาก่อน แล้วก็ใช่ว่าผมจะเจอกับอะไรที่ควรค่ากับการได้ยินหรอกนะ

เบลล่า สวอน เดินเข้ามาอยู่ในทางลมของเครื่องทำความร้อนที่พัดมาทางผมพอดิบพอดี กลิ่นของเธอทำให้ผมเป็นเหมือนตึกที่ถูกลูกตุ้มเหล็กเหวี่ยงเข้าใส่เต็มกำลังแบบหวังให้พังทลาย  เหมือนผมเป็นประตู ที่โดนไม้ท่อนยักษ์กระแทกเข้าเต็มที่เพื่อให้เปิดออกยามโดนข้าศึกโจมตี …. ไม่มีภาพของความรุนแรงใดใด ที่จะเปรียบได้กับพลังของความทรมาณที่ถาโถมใส่ผมในตอนนี้ … ในชั่วขณะนั้น ผมกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเรียกว่ามนุษย์ได้เลย  ไม่เหลือร่องรอยของความเป็นมนุษย์ที่ผมสวมบทบาทไว้เพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริง  ความจริงอย่างเดียวในโลก ที่ผมคิดได้ในตอนนี้คือ ผมคือ นักล่า เธอคือ เหยื่อของผม … ผมไม่สนใจว่าจะมีพยานรู้เห็นเต็มห้อง ผมนับรวมพวกเขาเป็นเหยื่อไปด้วยแล้ว ผมเลิกคิดถึงความคิดที่น่าค้นหาของเธอ มันไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เพราะเธอไม่มีโอกาสจะได้คิดอีกต่อไป

ผมเป็น แวมไพร์ และเธอ .. เลือดของเธอมีกลิ่นหวานหอมที่สุดเท่าที่ผมเคยได้กลิ่นมาในตลอดระยะเวลากว่าแปดสิบปี ผมนึกไม่ถึงว่าจะมีเลือดที่กลิ่นหอมขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ถ้าผมรู้ ผมคงออกไปเสาะหาเสียนานแล้ว ผมจะค้นหาเธอทุกตารางนิ้วบนโลกใบนี้ … ผมจินตนาการได้ถึงรสชาติของมัน … ลำคอของผมกำลังถูกความกระหายเผาไหม้จนปวดแสบปวดร้อน ปากผมแห้งเหมือนคนขาดน้ำ ความรู้สึกผมถูกกระตุ้นจนภายในท้องบิดเกร็งปั่นป่วน ประสานรับเสียงสะท้อนของความกระหายอยาก กล้ามเนื้อเริ่มขดตัวเขม็งตึง … ผ่านไปไม่ถึงเศษเสี้ยววินาที เธอยังคงเดินอยู่เหนือลม ผมดูจากท่าทางเหมือนเธออยากจะหายตัวไปจากตรงนั้น เธอชำเลืองมองมาสบตาผม ผมเห็นตัวเองสะท้อนจากดวงตากลมโตของเธอ สีหน้าตกใจของเธอช่วยชีวิตเธอไว้ได้ในเสี้ยวนาที แล้วเธอก็ทำให้มันยากขึ้นอีก เมื่อเธอเห็นสีหน้าที่บ่งบอกอารมณ์ของผม เลือดสูบฉีดจนแก้มเธอเปลี่ยนเป็นสีที่น่ากินที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา กลิ่นของเธอ เหมือนหมอกหนาลอยวนอยู่ในหัวของผม ทำให้ผมแทบจะคิดอะไรไม่ออก ความโกรธจัดทำให้ความคิดผมแตกกระจัดกระจาย ผมต้องควมคุมมันเอาไว้สุดชีวิต  .. เหมือน เธอจะรู้ว่าเธอกำลังอยู่ในอันตราย เธอเร่งเดินเร็วขึ้น แต่ความรีบร้อนทำให้เธอซุ่มซ่าม เดินสะดุดล้มจนเซไปข้างหน้า เกือบจะลงไปทับเด็กผู้หญิงที่นั่งข้างหน้าผม … เธอดูเปราะบาง และอ่อนแอ มากกว่ามนุษย์คนอื่นๆทั่วไปจริงๆ

ผมพยายามนึกถึงภาพใบหน้าของผมเองที่ผมเห็นจากดวงตาของเธอ ใบหน้าที่น่าขยะแขยง ใบหน้าของปีศาจในตัวผม ที่ผมขังมันเอาไว้ ด้วยความพยายาม ด้วยความมีวินัยที่เคร่งครัดที่ผมทำได้อย่างสมบูรณ์มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ถึงตอนนี้ ปีศาจร้ายมันจะกลับออกมาได้อย่างง่ายดายเพียงนี้เชียวหรือ?

กลิ่นหอมหวานตลบอบอวลรอบๆตัวผมอีกแล้ว มันทำลายความคิดของผมจนกระเจิดกระเจิง จนผมเกือบจะกระโจนออกจากเก้าอี้ …

ไม่.

ผมพยายามตรึงตัวเองไว้กับเก้าอี้ มือจับขอบโต๊ะไว้แน่น ไม้อาจรับมือผมไม่ไหว มือผมกดลงไปจนถึงคานไม้ค้ำโครงโต๊ะ เมื่อผมดึงมือออกมา เศษเนื้อไม้ก็หลุดติดมือผมออกมาด้วย ทิ้งไว้แต่รอยกดเป็นรูปนิ้วมือผมอยู่บนเนื้อไม้ … ทำลายหลักฐาน คือ กฏพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ..  ผมใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเร็วๆที่ขอบๆรอบๆรอยมือบนโต๊ะจนมันดูไม่เป็นรูปร่าง แต่กลายเป็นหลุมขรุขระ กับเศษเนื้อไม้กองอยู่ที่พื้น … ผมใช้เท้าเขี่ยๆ ให้มันกระจายกันออกไป… ทำลายหลักฐาน แต่ความเสียหายกลับเพิ่มขึ้น …

ผมรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น เด็กใหม่ต้องมานั่งข้างผมแน่ๆ แล้วผมจะต้องฆ่าเธอ และยังมีคนบริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ผู้ชายหนึ่งคน กับ นักเรียนอีกสิบแปดคน ที่จะไม่ได้ออกจากห้องนี้อย่างแน่นอน เพราะเขาได้เห็นเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น … ผมผงะ ชะงัก เมื่อคิดว่าผมกำลังจะทำอะไร แม้แต่สิ่งเลวร้ายที่สุดในชีวิตที่ผ่านมา ผมก็ไม่เคยทำอะไรที่โหดร้ายอย่างวันนี้ ผมไม่เคยฆ่าคนบริสุทธิ์ ไม่เคยเลยในตลอดแปดทศวรรษ .. แต่ตอนนี้ ผมกำลังวางแผนสังหารหมู่ ฆ่าคนยี่สิบคนในคราวเดียวกัน … ใบหน้าของปีศาจในกระจกกำลังหัวเราะเยาะเย้ยผม .. แม้ว่าส่วนหนึ่งของผมบอกให้ถอยห่างออกมาจากปีศาจร้าย แต่อีกส่วนหนึ่งกำลังวางแผนฆ่า .. ถ้าผมลงมือฆ่าเด็กใหม่ก่อน ผมจะมีเวลาจัดการกับเธอเพียงสิบห้าหรือยี่สิบวินาที ก่อนที่คนอิ่นๆที่เหลือในห้องจะรู้ตัว บางทีอาจจะนานกว่านั้นนิดหน่อย ถ้าในตอนแรก พวกเขาดูไม่ออกว่าผมกำลังทำอะไร .. เธอไม่มีเวลาแม้แต่จะกรีดร้อง หรือ รู้สึกเจ็บปวด ผมจะไม่โหดร้ายกับเธอหรอกนะ ..  นั่นคงมากพอที่ผมจะทำให้ได้ เพื่อแลกกับเลือดที่หอมหวานจนผมแทบคลั่งขนาดนี้

แต่ผมต้องไม่ให้พวกเขาหนีออกไปได้ หน้าต่างห้องนี้ สูงและเล็กเกินกว่าใครจะหนีออกไปได้  .. ไม่มีปัญหา เหลือแค่ประตู ผมต้องล็อคมันไว้ พวกเขาก็เหมือนติดกับดัก มันคงกลายเป็นการหนีตาย ความโกลาหล  พวกเขาจะหวาดกลัวแตกตื่น  ผมก็ต้องเสียเวลาทำให้พวกเขาสงบลง แล้วมันก็จะยิ่งยากขึ้นด้วย เพราะจะมีเสียงกรีดร้องดังลั่น อาจจะมีคนอื่นได้ยินเข้า … ผมคงต้องฆ่าคนบริสุทธิ์ เพิ่มมากขึ้นอีก กว่าผมจะจัดการคนอื่นได้หมด เลือดของเบลล่าคงเย็นไปแล้ว กลิ่นของเธอกำลังลงโทษผม ลำคอผมแห้งผากจนเจ็บปวดและตีบตัน .. ถ้าเช่นนั้น คงต้องจัดการพยานผู้เห็นเหตุการณ์พวกนี้ก่อน แล้วล่ะ

ผมร่างแผนการขึ้นในหัว ที่นั่งผมอยู่กลางห้องแถวหลังสุด  ผมจะเริ่มกัดคอ สี่ ห้าคนทางด้านขวาก่อน น่าจะไม่เกินหนึ่งวินาที เสียงคงไม่ดังมากนัก พวกที่นั่งด้านขวาโชคดีที่จะไม่รู้ตัวว่ากำลังจะตาย แล้วค่อยต่อไปด้านหน้า ก่อนจะกลับมาด้านซ้าย ใช้เวลา ห้าวินาทีก็น่าจะหมดห้อง มีเวลามากพอให้ เบลล่า สวอน ได้เห็นว่าเธอกำลังเผชิญกับอะไร นานพอที่จะทำให้เธอกลัวและกรีดร้อง ถ้าเธอไม่ช็อคจนตัวแข็งไปเสียก่อนนะ แต่แค่เสียงร้องเบาๆ คงไม่ทำให้ใครๆ แตกตื่นมาดูกันหรอก

ผมหายใจเข้าลึกๆกลิ่นของเธอประดุจไฟลามเข้าไปในเส้นเลือด เผาไหม้จากทรวงอก ทำลายแรงผลักดันด้านดีที่ผมเคยมีมาจนหมดสิ้น เธอหันกลับมาแล้ว อีกไม่ถึงอึดใจ เธอกำลังจะมานั่งข้างๆผมห่างกันเพียงไม่กี่นิ้ว

ปีศาจร้ายในตัวผม กระหยิ่มยิ้มย่อง กับสิ่งที่มันเห็น … มนุษย์โชคร้ายคนหนึ่งทางซ้ายมือปิดแฟ้มอย่างแรง ทำให้มีลมพัดผ่านหน้าผมไป แต่ก็เป็นแค่ลมธรรมดาๆ …

ช่วงวินาทีนั้นเอง ทำให้ผมคิดได้กระจ่างแจ้ง เสี้ยววินาทีที่มีค่านั้น สองใบหน้าผุดวาบขึ้นมาในความคิด สองใบหน้าเคียงข้างกัน … หนึ่งนั้นคือใบหน้าผมเอง หรือ ใบหน้าที่ผมเคยเป็น .. ดวงตาสีแดง ของปีศาจที่ฆ่าคนมามากมายนับไม่ถ้วน ผมเป็นฆาตรกรที่ฆ่าด้วยเหตุผลเรื่องความยุติธรรม เป็นนักฆ่าที่เหนือกว่านักฆ่าคนไหนๆ ฆ่าพวกปีศาจที่มีพลังน้อยกว่า มันเป็นหน้าที่ของพระเจ้า .. คือผม ที่จะตัดสินว่าใครสมควรตาย ผมใช้เรื่องนี้อะลุ้มอล่วยให้กับตัวเอง ผมดำรงอยู่ได้ด้วยเลือดมนุษย์ แต่เป็นเลือดมนุษย์ที่ชั่วร้าย ผมดื่มเฉพาะเลือดของมนุษย์ที่ประกอบกรรมเลวทั้งหลาย ซึ่งพวกเขา มีความเป็นมนุษย์มากกว่าผมเพียงนิดเดียว

อีกหนึ่ง คือใบหน้าของ คาร์ไลส์ ไม่มีความเหมือนของสองใบหน้านี้ เปรียบได้กับ กลางวันที่สว่างสดใส กับ กลางคืนที่เดือนดับจนมืดสนิท .. คาร์ไลส์ ไม่ใช่พ่อแท้ๆโดยสายเลือดของผม  นั่นคือเหตุผลที่เราหน้าไม่เหมือนกัน สิ่งที่เราเป็นต่างหากที่ทำให้เรามีสีผิวที่ขาวซีดและตัวเย็นเยือกเหมือนกัน สีของดวงตา เป็นอีกหนึ่งข้อ ที่สะท้อนให้เห็นว่าเรา เป็น แวมไพร์ เหมือนกัน .. แม้ว่าเราจะไม่เหมือนกันด้วยเหตุผลหลักแล้ว แต่ได้ผมจินตนาการว่า ใบหน้าของผมเริ่มที่จะสะท้อนความเป็นคาร์ไลล์มากขึ้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา  มากกว่าเจ็ดสิบปี ที่ผมเลือกก้าวเดินตามวิถีทางของคาร์ไลส์  รูปลักษณ์ผมไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่ทุกการแสดงออกทางสีหน้า ได้บ่งบอกถึงคุณลักษณะของคาร์ไลส์ปรากฏออกมาให้เห็น ความเมตตาต่อผู้อื่นนั้นได้ทิ้งร่องรอยไว้ที่ปากของผม ส่วนที่คิ้วของผมก็มีหลักฐานของความอดทนปรากฏอยู่  เพียงชั่วขณะ สิ่งเล็กน้อยที่บ่งบอกความเป็นคาร์ไลล์นั้น ได้หายไปภายใต้ใบหน้าของปีศาจ ไม่มีอะไรเหลือพอจะบอกได้ ถึงการใช้เวลาร่วมกันมายาวนานระหว่างผมกับผู้ที่สร้างผม ผู้ให้คำปรึกษา ผู้เป็นพ่อของผมในทุกๆด้าน ดวงตาผมกลายเป็นสีแดง เหมือนปีศาจ ทุกอย่างที่ผมเหมือนคาร์ไลล์ กำลังจะหายไปตลอดกาล … ในหัวของผม มองเห็นดวงตาที่อ่อนโยนของคาร์ไลล์ เขาไม่ได้ตัดสินผม ผมรู้ว่าเขาจะให้อภัยกับความเลวร้ายที่ผมก่อขึ้น เพราะเขา รัก ผม เพราะเขาคิดว่าผมเป็นคนดี ดีกว่าที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้ และแม้ว่าผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า เขาคิดผิด เขาก็ยังรักผมอยู่นั่นเอง

เบลล่า สวอน นั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆผม ท่าทางเธออึดอัดนั่งตัวแข็ง หรือว่าเธอกลัว  และกลิ่นเลือดของเธอก็ยังคงหอมตลบอบอวล อยู่รอบตัวผม ผมจะพิสูจน์ให้พ่อผมเห็นว่าเขาคิดผิดเรื่องของผม ความจริงข้อนี้มันสร้างความเจ็บปวด ทรมาณ ดุจดั่งไฟที่ลุกไหม้อยู่ในคอผม

ผมเอนตัวออกห่างจากเธอด้วยความขยะแขยง  … ขยะแขยง ปีศาจที่กระหายในตัวเธอมากเหลือเกิน

ทำไมเธอต้องมาที่นี่? ทำไมถึงเธอต้องมีตัวตนอยู่ด้วย? ทำไมเธอต้องมาทำลายความสงบสุขของคนที่ไร้วิญญาณด้วย? ทำไมมนุษย์ที่กวนโทสะคนนี้ต้องเกิดมาด้วย? เธอเกิดมาเพื่อทำลายผม ผมหันหน้าหนีออกจากเธอด้วยความโกรธจัด ใจผมถูกห่อหุ้มไปด้วยความเกลียดชัง .. สิ่งมีชีวิตนี้คือใคร? ทำไมต้องเป็นผม ทำไมต้องเป็นเวลานี้? ทำไมผมต้องสูญเสียทุกอย่างไปเพราะเธอเลือกมาอยู่ในเมืองที่ไม่น่าจะมานี้? ทำไมเธอต้องมาที่นี่?

ผมไม่อยากเป็นปีศาจ! ผมไม่อยากฆ่าเด็กที่ไม่มีทางสู้ในห้องนี้!  ผมไม่อยากสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมได้รับ ซึ่งผมต้องแลกด้วยการเสียสละตัวเองทั้งชีวิต .. ผมจะไม่ทำเด็ดขาด เธอจะมาทำให้ผมเป็นปีศาจไม่ได้ .. ปัญหาอยู่ที่กลิ่นของเธอ กลิ่นเลือดของเธอที่เย้ายวนใจผมจนแทบคลั่ง …

เพียงแต่จะมีวิธีใดที่ผมจะสามารถต้านทานได้ …  หรือถ้าจะมีกระแสลมที่สดชื่นพัดมาแรงๆเพื่อให้หัวผมโล่งขึ้น

เบลล่า สวอน ปัดผมยาวหนา สีมะฮอกกานี มาทางด้านที่ผมนั่ง … เธอบ้าไปแล้วหรือไง? เหมือนเธอไปกระตุ้นเจ้าปีศาจ ไปดูถูกมัน! …. ขอสายลมมาช่วยพัดกลิ่นของเธอออกจากผมด้วยเถอะ ผมกำลังจะแพ้แล้ว

ไม่มี ! ไม่มีแรงลมที่ไหนมาช่วยผม แต่ ผมไม่ต้องหายใจก็ได้ .. ผมหยุดหายใจ ความทรมานหายไปแทบจะในทันที แต่มันยังไม่ดีที่สุด กลิ่นเธอยังอยู่ในความทรงจำ ยังอยู่ในหัวผม รสชาติในจินตนาการก็ยังอยู่ที่ลิ้น ผมคงอดกลั้นได้ไม่นานนัก .. อาจจะอยู่ได้ประมาณชั่วโมง ชั่วโมงเดียว นั่นก็พอแล้วที่จะหนีไปจากห้องที่มีเหยื่ออยู่เต็มห้อง .. เหยื่อ ก็จะได้ไม่ต้องเป็นเหยื่อ ถ้าผมสามารถต้านทานไว้ได้ แค่หนึ่งชั่วโมง ไม่หายใจผมก็อยู่ได้ แต่อาจรู้สึกไม่สบายเท่าไหร่ ออกซิเจน ไม่จำเป็นสำหรับร่างกายของผม ถ้าไม่หายใจมันจะฝืนกับสัญชาติญาณ ในสภาวะฉุกเฉินผมจะพึ่งพาการรับกลิ่นมากกว่าประสาทสัมผัสด้านอื่น เวลาออกล่า ผมใช้กลิ่นเป็นเครื่องนำทาง มันเป็นสัญญาณเตือนภัยในสถาณการณ์อันตราย ผมไม่ค่อยตกอยู่ในอันตรายเท่ากับการที่ผมเป็นตัวอันตรายเสียเอง พวกเราแข็งแกร่งก็เพราะเราไม่ได้เป็นมนุษย์ แต่การป้องกันตัวเพื่อเอาตัวรอดของพวกเรา ก็ไม่แตกต่างกับมนุษย์ทั่วไป

ก็อาจไม่สบายตัวนัก แต่ผมจัดการกับมันได้ ดีกว่าได้กลิ่นเธอแล้วต้องห้ามตัวเอง ไม่ให้ฝังเขี้ยวลงบนผิวเนียนบางใสจนเห็นความร้อนของกระแสเลือด … ชั่วโมงเดียวเท่านั้น .. ห้ามนึกถึงกลิ่น หรือ รสชาติเด็ดขาด

เธอ ใช้ผมปิดแก้มเป็นฉากกั้นระหว่างเรา เธอนั่งโน้มตัวไปข้างหน้าจนผมเธอแผ่คลุมแฟ้มบนโต๊ะเธอ ผมมองไม่เห็นหน้า ก็เลยไม่สามารถอ่านอารมณ์ของเธอจากดวงตาที่เป็นประกาย นี่เป็นสาเหตุที่เธอคลี่ผมเธอมาบังระหว่างเรา? เพื่อหลบสายตาจากผม? กลัว?  เอียงอาย? หรือปิดบังไม่ให้ผมรู้ความลับของเธอ?

ก่อนหน้านี้การอ่านใจเธอไม่ได้นั้น คือสิ่งที่รบกวนใจผมมาก แต่มันแทบจะหมดความหมายเมื่อเทียบกับ ความต้องการ .. ความเกลียด ที่ครอบงำผมเวลานี้  ผมเกลียดผู้หญิงที่บอบบางและอ่อนแอที่นั่งข้างๆผม  เกลียดเธอที่ทำให้เกิดกิเลสทั้งหลายที่ยึดผมไว้กับปีศาจที่ผมเคยเป็น ความรักที่ผมมีต่อครอบครัว .. ความฝันที่จะผมอยากจะเป็นให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ … เกลียดเธอ ที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนี้ .. มันช่วยได้นิดหน่อยนะ ..

อย่างที่บอกว่าสิ่งที่รบกวนใจผมในตอนแรกๆนั้น มันแทบจะไร้ความหมาย แต่มันก็ช่วยได้บ้าง ผมนึกถึงทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึกที่จะดึงความสนใจของผมไปจากการจินตนาการเรื่อง รสชาติของเธอ

ความเกลียด และ ความรำคาญใจ

ผมจะทนไม่ไหวแล้วนะ .. จะผ่านชั่วโมงนี้ไปได้ไหมนี่ ? หลังจากหมดชั่วโมง  … เธอเดินออกจากห้องไปแล้ว ผมทำอะไรต่อดี ? ผมเข้าไปแนะนำตัวดีไหม สวัสดีครับ ผมเอ็ดเวิร์ด คัลเลน ให้ผมเดินไปส่งคุณที่ห้องเรียนวิชาต่อไปได้ไหม?  เธอก็คงตอบตกลง มันก็สุภาพดีนะถ้าจะทำ แม้ว่าเธอจะกลัวผมอย่างที่ผมสงสัย แต่เธอก็คงเดินไปกับผมแน่ๆ มันดูง่ายมากที่จะนำเธอไปอีกทาง ด้านหลังลานจอดรถก็ติดกับชายป่า ผมก็บอกเธอว่าผมลืมหนังสือไว้ในรถ จะ มีใครสังเกตุไหมว่าผมเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับเธอ?  วันนี้ฝนก็ตกเหมือนทุกวัน คนสองคนใส่ชุดกับฝนสีเข้มๆเดินไปผิดทางคงไม่มีใครมาสนใจเท่าไหร่นัก .. เว้นแต่ว่า ผมไม่ใช่คนเดียวในโรงเรียนที่คอยสนใจเธอทั้งวัน แม้ว่าคนอื่นๆอาจไม่ตั้งใจเท่าผมก็ตาม โดยเฉพาะ ไมค์ นิวตัน ที่ดูจะสนใจเธอไปทุกอิริยาบท อย่างตอนนี้ เธอนั่งกระสับกระส่ายขยุกขยิกอยู่บนเก้าอี้ เขาก็คงรู้ .. เธอดู ไม่ผ่อนคลายเอาเสียเลยที่มานั่งข้างผม ก็คงเหมือนกันกับคนอื่นๆนั่นล่ะ ก็เป็นอย่างที่ผมคิดไว้กลิ่นของเธอจะทำลายความคิดด้านดีของผมหายไปหมด ไมค์ นิวตัน จะต้องรู้แน่ๆว่าเธอเดินออกจากห้องๆไปกับผม .. ถ้าผมทนได้หนึ่งชั่วโมง แล้วถ้าสองชั่งโมงผมจะทำได้ไหม? .. ผมห่อตัวเพราะความร้อนที่เผาผลาญ ..

ที่บ้านเธอคงไม่มีใครอยู่ สารวัตรสวอน ทำงานเต็มเวลา ผมรู้จักบ้านทุกหลังในฟอร์คส์ แน่นอนว่าผมรู้ว่าบ้านเธออยู่ที่ไหน หลังบ้านเธอติดกับป่า อยู่ห่างจากเพื่อนบ้าน แม้ว่าเธอมีเวลาให้กรีดร้อง แต่คงร้องไม่ทันหรอก ไม่น่าจะมีใครได้ยินเสียงเธอ วิธีนี้น่าจะสมเหตุสมผลที่สุด กว่าเจ็ดสิบปีที่ผมไม่แตะเลือดมนุษย์เลย ถ้าผมยังกลั้นหายใจได้แบบนี้ และทนได้ถึงสองชั่วโมง เมื่อเธออยู่คนเดียวแล้ว….ผมก็ไม่ต้องทำร้ายคนอื่น

แล้วก็ยังมีเวลาให้ดื่มด่ำได้ไม่ต้องรีบร้อน ปีศาจในตัวผมเห็นพ้องต้องกัน

ผมคิดแล้วคิดอีกที่จะไม่ฆ่าคนอื่นอีกสิบเก้าคนในห้องนี้ การฆ่าเธอเพียงคนเดียวมันดูผมเป็นปีศาจน้อยลง .. ผมรู้ว่าการที่ผมเกลียดเธอนั้นมันไม่ยุติธรรม ความจริงแล้วผมเกลียดตัวเอง .. เมื่อเธอตาย ผมก็ยิ่งเกลียดเราทั้งคู่มากขึ้นไปอีก … ผมจินตนาการหาวิธีที่ดีที่สุดในการฆ่าเธอมาตลอดชั่วโมง พยายามไม่คิดถึงการกระทำจริงๆ เพราะมันเสี่ยงกับการที่ผมจะทนไม่ไหวลุกขึ้นมาฆ่าทุกคนในห้อง ผมเลยคิดแค่การวางแผน คิดแค่นี้ก็พอแล้ว มันช่วยให้ผมผ่านชั่วโมงนี้ไปได้

ก่อนจะจบชั่วโมง เธอชำเลืองมองผมอย่างเร็วผ่านกำแพงผมของเธอ เมื่อสบตากัน ผมสัมผัสได้ถึงความเกลียดที่ไร้เหตุผลสะท้อนกลับมาจากดวงตาที่หวาดหวั่นของเธอ เธอหน้าแดงก่อนจะหลบไปซ่อนอยู่หลังม่านผมของเธออีกครั้ง ความอดทนผมกำลังจะหมดแล้ว

เสียงระฆังช่วยชีวิต ..  ผมเห็นความหมายของวลีนี้แจ่มแจ้งก็คราวนี้เอง เรารอดทั้งคู่ เธอรอดตาย ส่วนผมก็ผ่านพ้นช่วงเวลาสั้นๆกับการเป็นอสูรกายที่ผมทั้งเกลียดทั้งกลัว

ผมพุ่งออกจากห้องอย่างรวดเร็ว รอช้าไม่ได้อีกแล้ว ถ้าใครมองผมอยู่ก็คงสงสัยท่าทางการเคลื่อนไหวแปลกของผมแน่ๆ แต่ก็ไม่มีใครสนใจ ทุกคนยังคิดวนกันอยู่แต่เรื่องของเด็กผู้หญิงที่ถูกผมกล่าวโทษถึงตายในไม่ช้านี้

ผมเข้าไปหลบอยู่ในรถ .. ผมไม่อยากคิดว่าผมกำลังหลบซ่อนเลย มันฟังดูเป็นคนขี้ขลาด แต่ตอนนี้ผมเป็นเช่นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย เวลานี้ ผมไม่มีความสามารถในการควบคุมตัวเองที่จะอยู่ใกล้ๆมนุษย์ได้อีกแล้ว ผมใช้มันไปหมดแล้วกับพยายามห้ามตัวเองไม่ให้ฆ่าคนหนึ่งคน ไม่มีเหลือมาใช้กับคนอื่นอีกเลย มันคงเป็นการเหนื่อยเปล่า ถ้าผมต้องยอมแพ้แก่ปีศาจ ผมน่าจะทำอะไรให้คุ้มค่ากับชัยชนะ  … ผมเปิดซีดี นั่งฟังในรถ ซึ่งปกติแล้วเสียงเพลงทำให้ผมใจสงบลงได้ แต่คราวนี้มันได้ผลเพียงเล็กน้อย ความเย็น ความเปียกชื้น อากาศสดชื่นที่พัดมาพร้อมละอองฝนผ่านหน้าต่างรถเข้ามาต่างหากที่ช่วยได้มาก ถึงแม้ว่ากลิ่นเลือดของ เบลล่า จะยังหอมกรุ่นอยู่ในความทรงจำที่แจ่มชัด แต่การสูดลมหายใจรับเอาอากาศที่สะอาดสดชื่นเข้าไป มันก็เหมือนล้างพิษของร่างกายนั่นเอง

ผมเรียกสติคืนมาอีกครั้ง ได้คิดตริตรอง ให้ผมได้ต่อสู้อีกครั้ง ลุกขึ้นสู้กับสิ่งที่ผมไม่อยากเป็น .. ผมไม่อยากไปบ้านของเธอ ไม่ได้ต้องการฆ่าเธอ แน่นอนว่า ผมเป็นคนมีเหตุผล มีความคิด และ มีทางเลือก .. ทุกอย่างมีทางออกเสมอ .. ผมคิดแบบนี้ไม่ได้ตอนอยู่ในห้องเรียน แต่ตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ใกล้เธอ บางที ถ้าผมอยู่ห่างๆเธอ คอยหลบเลี่ยง คอยระวังตัว ระมัดระวังมากๆ ชีวิตผมก็จะไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลง ขณะนี้ชีวิตผมก็สุขสงบเหมือนมนุษย์ทั่วไป ทำไมผมต้องให้ความโกรธ และใครคนหนึ่งที่มีกลิ่นหอมชวนกิน มาทำลายมันไปด้วยล่ะ

ผมไม่อยากทำให้พ่อผิดหวัง ไม่ต้องการให้แม่บุญธรรมของผมต้องเป็นกังวล เครียด หรือต้องเจ็บปวด ซึ่งมันจะเป็นการทำร้ายจิตใจเธอด้วย เอสเม่ แม่ผมเป็นผู้หญิงที่จิตใจดีนุ่มนวล และอ่อนโยน หากใครทำให้เอสเม่ต้องเจ็บปวดเสียใจได้ถือว่าเป็นคนที่อภัยให้ไม่ได้ … คิดแล้วก็น่าขำ ที่ผมอยากจะปกป้องเด็กผู้หญิงคนนี้จากความคิดงี่เง่าน่ารังเกียจของเจสสิก้า สแตนลี่ย์ ที่คุกคามเธอ .. ผมน่าจะป็นคนสุดท้ายที่จะคอยคุ้มครองอิซาเบลล่า สวอน ไม่ต้องไปปกป้องเธอจากอันตรายอื่นใดหรอก เพียงแค่ดูแลให้เธอปลอดภัยจากผมก็พอ

อลิซอยู่ที่ไหนนะ  ผมเพิ่งนึกแปลกใจว่าเธอได้เห็นภาพผมฆ่าสาวน้อยสวอน ด้วยสารพัดวิธีการที่ผมคิดไว้หรือเปล่า ทำไมเธอไม่มาช่วยหรือมาห้ามผมไว้ หรือจะมาช่วยผมเก็บกวาดหลักฐานก็ยังดี? หรือว่าเธอมัวสนใจอยู่กับการมองดูความยุ่งยากของแจสเปอร์ จนมองไม่เห็นความเป็นไปได้ที่น่าขนลุกนี้? หรือผมเข้มแข็งกว่าที่ผมคิด? หรือจริงๆแล้วผมไม่ได้ทำอะไรเด็กผู้หญิงคนนี้เลย?

ไม่ใช่หรอก ไม่มีทาง ผมรู้ว่ามันไม่จริง อลิซต้องใช้สมาธิอย่างมากกับแจสเปอร์ .. ผมมองหาเธอ ผมรู้ว่าเธอต้องอยู่ที่ตึกหลังเล็กในห้องเรียนภาษาอังกฤษ ไม่นานผมก็เจอเสียงที่คุ้นเคยของเธอ ทุกความคิดของเธอพุ่งไปที่แจสเปอร์ วิเคราะห์ทุกซอกทุกมุมของเขาอย่างถี่ถ้วน .. ผมอยากปรึกษาเธอ แต่ขณะเดียวกันผมก็รู้สึกดีที่เธอไม่รู้ว่าผมคิดจะทำอะไร เธอไม่รู้เลยว่าเมื่อชั่วโมงที่แล้วผมเกือบจะสังหารหมู่นักเรียนในห้อง .. ตอนนี้ความละอายใจเป็นสิ่งใหม่ที่เข้ามาเผาผลาญผมอยู่ ผมไม่ต้องการให้คนในครอบครัวต้องมารับรู้เรื่องน่าอดสูนี้ … ถ้าผมสามารถหลบเลี่ยงเบลล่าได้ ถ้าผมควบคุมตัวเองไม่ให้ฆ่าเธอได้  .. แค่คิด ปีศาจในตัวผมก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความหงุดหงิดแล้ว  ถ้าผมสามารถหลีกห่างกลิ่นที่เชิญชวนของเธอได้ ครอบครัวผมก็จะไม่รู้เรื่องนี้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะไม่ลองทำดู อย่างน้อยก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี พยายามเป็นอย่างที่คาร์ไลส์คิดว่าผมเป็น

เกือบจบชั่วโมงสุดท้ายแล้ว ผมตัดสินใจที่จะทำตามแผนการใหม่ที่คิดไว้ ดีกว่ามาเสียเวลานั่งอยู่ในรถ ในลานจอดรถที่เธออาจเดินผ่านมา แล้วทำลายความพยายามในการหาทางออกให้ตัวเองของผมไปก็ได้  อีกครั้งที่ผมรู้ว่ามันไม่เป็นธรรมที่ผมไปเกลียดเธอ ผมเกลียดที่เธอมีพลังเหนือกว่าผมโดยที่เธอก็ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวด้วยเลย หรือ เกลียดที่เธอสามารถทำให้ผมกลาย เป็นสิ่งผมเกลียดจนต้องสาปแช่ง

ผมเดินอย่างรวดเร็ว อาจจะเร็วเกินไปด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่มีใครสังเกตเห็น  ผมเดินไปที่ห้องธุรการโรงเรียน ไม่น่ามีเหตุบังเอิญใดๆที่จะให้เบลล่า สวอน มาเดินสวนกับผมตอนนี้ ผมหลบเลี่ยงเธอประมาณว่าเธอเป็นโรคระบาดเลยทีเดียว

ในห้องธุรการมีเลขานุการอยู่คนเดียว เป็นคนที่ผมอยากเจอพอดี เธอไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าผมเข้ามาในห้องเงียบๆ

“มิสซิส โคป?”

ผู้หญิงย้อมผมสีแดงเงยหน้าขึ้นมา  ดวงตาเธอเบิกกว้างเหมือนตกใจ พวกเขามีอาการเช่นนี้เสมอเมื่อพวกเขาเผลอตัว เป็นตัวบ่งบอกเล็กๆ ที่พวกเขาไม่เข้าใจ ไม่ว่าพวกเขาจะเห็นผมกับพี่น้องมาแล้วไม่รู้จะกี่ครั้งก็ตาม

“โอว” เสียงเธอเหมือนหายใจไม่ออก ท่าทางสับสนเล็กน้อย เธอลูบเสื้อให้เรียบ

อย่าโง่ไปหน่อยเลยน่ะ .. เธอคิดบอกตัวเอง .. เขาเด็กคราวลูกเลยนะ เขาเด็กเกินไปที่จะคิดแบบนั้น……

“สวัสดีจ้ะ เอ็ดเวิร์ด มีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่า?”  ขนตากระพริบถี่ๆ ใต้แว่นตาหนาๆของเธอ .. ผมรู้สึกอึดอัด แต่ผมรู้ดีว่าต้องทำยังไงให้ดูมีเสน่ห์  มันง่ายมาก เมื่อผมรู้ว่า กริยาท่าทาง และ น้ำเสียงแบบไหนจะทำให้คนหลงไหล ผมโน้มตัวไปหาเธอ สบตาเธอเหมือนว่าผมกำลังจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเล็กๆสีน้ำตาลของเธอ ใจเธอเต้นไม่เป็นส่ำ ก็ไม่น่าจะมีอะไรยุ่งยากนะ

“ผมจะรบกวนให้คุณช่วยเรื่องตารางเรียนได้ไหมครับ?”  ผมพูดน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ที่ผมสงวนไว้ใช้เพื่อไม่ให้มนุษย์รู้สึกกลัว  ผมได้ยินเสียงหัวใจเธอเร่งจังหวะเร็วขึ้น

“แน่นอน เอ็ดเวิร์ด ให้ฉันช่วยยังไงจ้ะ?” …  เด็กไป, เด็กเกินไป ..  เธอตะโกนบอกตัวเองซ้ำๆ ผิดแล้วล่ะ .. ผมน่ะ อายุมากกว่าปู่ของเธอเสียอีก แต่ถ้าดูจากใบขับขี่ของผม ก็ถูกของเธอ

“ผมกำลังสงสัยว่าผมจะเปลี่ยนวิชาชีวะไปเรียนวิทยาศาสตร์ปีสามได้ไหมครับ? ฟิสิกส์ , ถ้าเป็นไปได้?”

“เธอมีปัญหาอะไรกับอาจารย์แบนเนอร์หรือเปล่า เอ็ดเวิร์ด?”

“ไม่มีอะไรครับ เพียงแค่ผมเรียนวิชานี้แล้ว …”

“โรงรียนหลักสูตรเร่งรัดที่พวกเธอไปเรียนที่อลาสก้าสินะ” ..  เธอเม้มปาก ขณะที่ใช้ความคิด ..  พวกเขาควรจะเรียนในวิทยาลัยได้เลยด้วยซ้ำ คะแนนเต็ม 4.0 เวลาตอบก็ไม่เคยลังเล เวลาสอบก็ไม่เคยตอบผิด เหมือนว่าพวกเขารู้วิธีโกงข้อสอบได้ทุกวิชา อาจารย์แวร์เนอร์ อยากจะเชื่อว่าพวกเขาโกงมากกว่าจะคิดว่า นักเรียนฉลาดกว่าตัวเอง .. พนันได้เลยว่าแม่พวกเขาต้องติวให้แน่ๆ… 

“เอ็ดเวิร์ด อันที่จริง ตอนนี้วิชาฟิสิกส์น่ะเต็มไปแล้ว อาจารย์แบนเนอร์ ไม่ชอบให้รับนักเรียนเกินยี่สิบห้าคนต่อห้องน่ะ”

“ผมไม่สร้างปัญหาหรอกครับ”

แน่นอนอยู่แล้วล่ะ นั่นต้องไม่ใช่พวกคัลเลนที่สมบูรณ์แบบ  … “ฉันรู้จ้ะ เอ็ดเวิร์ด แต่ที่นั่งเต็มแล้วน่ะ ความจริง …….”

“ถ้าเช่นนั้น ผม ดรอป วิชานี้ได้ไหมครับ? ผมใช้เวลานั้นเรียนด้วยตัวเองได้”

“ดรอป วิชาชีวะ?”  เธออ้าปากค้าง … ไปกันใหญ่แล้ว มันหนักหนามากหรือยังไงที่ต้องนั่งเรียนวิชาที่เรียนแล้วนี่น่ะ?  ต้องมีปัญหาอะไรกับอาจารย์แบนเนอร์แน่เลย สงสัยว่าคงต้องคุยเรื่องนี้กับ บ๊อบแล้วล่ะ?… หน่วยกิตของเธอจะไม่พอให้เรียนจบน่ะสิ” 

“ผมจะลงเรียนใหม่ปีหน้าครับ”

“บางที เธอควรคุยเรื่องนี้กับพ่อแม่ก่อนนะ”

ประตูข้างหลังผมถูกเปิดออก แต่ผมไม่ได้สนใจ เพราะใครก็ตามที่เข้ามาในห้องไม่ได้คิดเรื่องของผม ผมยังจดจ่อกับมิสซิสโคป ผมค่อยๆเอนตัวเข้าไปใกล้เธออีกนิด ทำตาโตขึ้น ถ้าตาของผมมีสีทองแทนที่จะเป็นสีดำมันคงได้ผลกว่านี้ ความมืด ทำให้คนรู้สึกกลัวอย่างที่ควรเป็น

“นะครับ มิสซิสโคป ได้โปรด?”  ผมทำน้ำเสียงให้นุ่มนวลและชวนให้คล้อยตาม และผมว่ามันช่วยได้มาก

“ไม่มีกลุ่มอื่นให้ผมสับเปลี่ยนได้เลยหรือครับ? ผมแน่ใจว่าน่ามีจะตรงไหนสักที่ในตารางที่ว่างอยู่นะครับ? ไม่น่าจะมีแค่ วิชาชีวะคาบที่หก เท่านั้น”  ผมยิ้มให้เธอ คอยระวังไม่ให้ฟันผมโผล่ออกมาทำให้เธอกลัว สีหน้าผมอ่อนโยนขึ้น หัวใจเธอเต้นรัวเร็วขึ้น … เด็กเกินไป  … เธอรีบเตือนตัวเอง

“เอาอย่างนี้ บางทีฉันจะคุยกับบ๊อบ .. คือ อาจารย์แบนเนอร์ น่ะ จะลองดูซิว่า…”

วินาทีที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป  .. บรรยากาศภายในห้อง, ภารกิจที่ผมต้องทำในห้องนี้ ,เหตุผลที่ผมต้องโน้มตัวไปหาผู้หญิงผมสีแดง … เวลานี้เป้าหมายที่เคยตั้งใจไว้ ได้เปลี่ยนไปแล้ว .. วินาทีที่ซาแมนต้า เวลลส์ เปิดประตูห้องเข้ามา วางเอกสารที่ส่งล่าช้าในตะกร้าข้างประตู แล้วรีบร้อนออกไปอีกครั้ง ในเวลาที่ต้องเร่งรีบออกจากโรงเรียน … วินาทีที่มีลมพัดเข้ามาอย่างฉับพลันผ่านประตูที่เปิดอยู่ ลมปะทะตัวผมอย่างแรง … วินาทีที่ทำให้ผมได้ตระหนักว่า ทำไมความคิดของคนที่เปิดประตูเข้ามาในห้องคนแรกนั้น ถึงไม่รบกวนสมาธิผมเลย … ผมหันไปมอง ทั้งที่ผมแน่ใจในคำตอบที่จะเห็นโดยไม่ต้องคิดซ้ำ ผมค่อยๆหันกลับไปช้าๆ ต้องต่อสู้กับการควบคุมกล้ามเนื้อที่กำลังแข็งขืนต่อต้านผมอยู่ … เบลล่า สวอน ยืนเอาหลังพิงกำแพงข้างๆประตูห้อง มีกระดาษอยู่ในมือของเธอ ดวงตาเธอดูเบิกกว้างกว่าปกติ เหมือนเธอเห็นปีศาจขึงตามองเธออย่างดุร้าย .. กลิ่นเลือดหอมกรุ่นของเธออบอวลอยู่ทุกอณูของอากาศในห้องเล็กๆนี้ .. คอของผมกำลังถูกเผาไหม้ด้วยเปลวเพลิง .. สายตาอันดุร้ายของปิศาจจ้องมาที่ผมผ่านเงาสะท้อนจากดวงตาของเธออีกครั้ง … หน้ากากของความชั่วร้าย

ผมไม่แน่ใจว่าจะวางมือไว้ตรงไหนดีบนเคาท์เตอร์ ผมต้องไม่คิดถึงเรื่องเดิมๆ ที่จะทำให้ผมเอื้อมมือไปกดหัวมิสซิสโคปอัดลงกับโต๊ะอย่างแรง แรงพอที่จะฆ่าเธอได้  แลกกัน สองชีวิต หรือ อยากให้เป็น ยี่สิบชีวิต? อสูรกายมันรอคอยอย่างร้อนรนใจ และหิวกระหายที่จะให้ผมลงมือ แต่มันต้องมีทางเลือกเสมอ จะต้องมีทางให้เลือก ..

ผมกลั้นหายใจ ยึดใบหน้าของคาร์ไลล์ไว้ให้อยู่ตรงหน้าที่ดวงตาของผม  ผมหันกลับไปเผชิญหน้า มิสซิสโคป แล้วได้ยินเสียงความคิดเธอแสดงความประหลาดใจในการเปลี่ยนแปลงสีหน้าที่น่าสะพรึงของผม เธอผงะออกห่าง แต่ความกลัวของเธอก็ยังหาคำอธิบายที่จะทำให้เธอเองเข้าใจไม่ได้ ..

ผมใช้ความพยายามทั้งหมดที่ควบคุมการปฏิเสธความต้องการของตัวเอง ทำให้ผมสามารถพูดด้วยน้ำเสียงที่สม่ำเสมอและนุ่มนวลได้ ในปอดผมยังมีอากาศเหลือให้พูดได้อีกสักครั้ง

“ไม่เป็นไรครับ , ผมเข้าใจว่าคงเป็นไปได้ยาก ขอบคุณนะครับที่ช่วยเหลือ”

ผมหมุนตัวกลับผลักตัวเองออกจากห้อง พยายามไม่รู้สึกอะไรกับเลือดอุ่นๆที่แผ่ ความร้อนออกมาจากตัวของเด็กผู้หญิงที่ผมเดินเฉียดไปห่างไม่ถึงนิ้ว .. ผมเดินรวดเดียวถึงรถ เดินเร็วเกินไปด้วยซ้ำ แต่มนุษย์ส่วนมากก็ออกจากโรงเรียน ไปหมดแล้ว ไม่น่าจะมีคนเห็น ผมได้ยินเด็กปีสอง ดี.เจ. การ์เร็ตต์ ที่สังเกตเห็นผม แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร .. .. คัลเลนโผล่มาจากไหนน่ะ เหมือนอยู่ๆก็หายตัวขึ้นมางั้นแหละ .. มาเอาอีกแล้ว จินตนาการบรรเจิดอีกแล้ว แม่ยิ่งชอบว่าอยู่ด้วย …

เมื่อผมเข้าไปนั่งในวอลโว่ พี่น้องผมนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ผมพยายามควบคุมลมหายใจ แต่กลายเป็นเหมือนคนจะขาดใจตาย ต้องหายใจทางปาก

“เอ็ดเวิร์ด?” อลิซถาม น้ำเสียงตระหนก

ผมแค่ส่ายหน้าตอบเธอ

“มันเกิดอะไรขึ้นกับนาย หือ?” เอ็มเม็ตต์ อยากรู้ ดึงความสนใจเขาจากความผิดหวังที่แจสเปอร์ไม่มีอารมณ์ให้เขาแข่งแก้มือในคืนนี้ได้ชั่วครู่

ผมเข้าเกียร์ถอยหลัง ก่อนจะรีบพุ่งรถออกไปแทนคำตอบ ผมต้องรีบออกจากลานจอดรถก่อนที่ เบลล่า สวอนจะตามออกมาที่นี่ด้วย … นางมารร้ายส่วนตัวที่ตามมาหลอกหลอนผม  ผมกลับรถแล้วเหยียบคันเร่งขึ้นไป ที่สี่สิบแล้วก่อนจะขึ้นถนน พออยู่บนถนนแล้วผมก็เร่งไปที่ เจ็ดสิบ ก่อนที่จะเลี้ยวออกไป … ไม่ต้องดูก็รู้ว่า ตอนนี้ เอ็มเม็ตต์ โรซาลีและแจสเปอร์ หันกลับไปรุมจ้องอลิซ เธอยักไหล่ เธอมองไม่เห็นภาพอดีตที่ผ่านไปแล้ว เห็นแต่สิ่งที่กำลังจะมาถึง .. ตอนนี้เธอกำลังมองว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับผม เราทั้งคู่รู้ว่าเธอมองเห็นอะไรในหัวของเธอ และทำให้เราสองคนประหลาดใจ

“เธอกำลังจะจากไป” เสียงเธอเหมือนกระซิบ

“ผมเนี่ยนะ?”  ผมถามเสียงลอดมาตามไรฟัน

เธอมองเห็นภาพ ขณะนั้น เมื่อผมยังลังเลตัดสินใจอะไรไม่ได้ ทางเลือกอื่นก็มาชี้นำไปในทิศทางที่ยิ่งเลวร้ายมากขึ้น

“โอว”

เบลล่า สวอน ร่างที่ไม่มีลมหายใจอีกต่อไป ดวงตาผมเป็นสีแดงเข้มด้วยเลือดสดๆ จะมีการค้นหาตามมา เราต้องระวังตัวและรอให้ปลอดภัยก่อนที่จะถอยออกมาเพื่อเริ่มต้นอีกครั้ง

“โอว”  อลิซ ร้องอีกครั้ง เป็นภาพที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นภายในบ้านของ สารวัตรสวอน มองเห็นเบลล่า ในห้องครัวเล็กๆ ที่มีตู้เก็บถ้วยชามสีเหลือง เธอหันหลังให้ผม เหมือนว่าผมกำลังสะกดรอยตามเธอจากเงามืด ปล่อยให้กลิ่นดึงผมไปหาเธอ….

“หยุดเดี๋ยวนี้”  ผมร้องครางออกมา ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว

“ขอโทษ” เธอกระซิบ ดวงตาเบิกกว้าง มโนภาพของอลิซเปลี่ยนไปอีกครั้ง ถนนหลวงไร้รถรา ในราตรีที่มืดมิด ต้นไม้ที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะเรียงรายสองข้างทางเคลื่อนผ่านไปด้วยความเร็ว .. สองร้อยไมล์ต่อชั่วโมง

“ฉันจะคิดถึงเธอ ไม่ว่าเธอจะไปนานแค่ไหน” อลิซบอก

เอ็มเม็ตต์ กับ โรซาลี เหลือบมองตากันด้วยความกังวล .. พวกเรามาเกือบถึงทางแยกไปสู่ถนนที่วิ่งตรงไปยังบ้านของเรา

“ให้พวกเราลงตรงนี้ดีกว่า เธอควรบอกคาร์ไลส์ด้วยตัวเอง” อลิซแนะนำ

ผมพยักหน้ารับ แล้วหยุดรถทันทีพร้อมกับเสียงล้อเบรคกับถนน เอ็มเม็ตต์ โรซาลี และ แจสเปอร์ ลงจากรถไปเงียบๆ เมื่อผมจากไปแล้ว พวกเขาคงขอให้อลิซเล่าให้ฟัง อลิซเอื้อมมือมาแตะไหล่ผม

“เธอจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง” เธอพึมพำ … “เธอเป็นคนเดียวที่ ชาร์ลี สวอนเรียกว่าครอบครัว มันก็เหมือนเป็นการฆ่าเขาด้วยอีกคน”  นี่ไม่ใช่ภาพที่อลิซมองเห็น แต่เป็นคำสั่ง

“ใช่แล้วล่ะ” ผมตอบ เห็นด้วยกับเฉพาะประโยคหลังเท่านั้น … เธอลงจากรถ ไปรวมกับคนอื่นๆ เธอขมวดคิ้วด้วยความวิตกและห่วงใย  พวกเขาหายเข้าไปในป่าลับสายตาผมไป ก่อนที่ผมจะเลี้ยวรถกลับ ผมรีบขับกลับเข้าไปในเมือง ผมรู้ว่าอลิซจะเห็นภาพของความสว่างไสวแทนที่ความมืดมิด เหมือนแสงสว่างจาก สโตรโบสโคบ .. ผมกลับเข้าไปที่ ฟอร์คส์ ด้วยความเร็ว เก้าสิบไมล์ ผมไม่แน่ใจว่ากำลังจะไปไหน … ไปบอกลาพ่อ หรือ เป็นการต้อนรับปีศาจในตัวผมกันแน่?

ผมทะยานรถพุ่งไปบนถนนที่ทอดยาว

.

.

Translation by ppompam

.

.


Share

Comments (51)

เข้ามาอ่านรอบที่4แล้วค่ะ ขอบคุณพี่แพมมากๆที่สละเวลาช่วยแปลให้ และที่เข้ามาอ่านเพราะ .. รู้สึก.. คิดถึง ที่สุด

Post a comment

This site is protected by WP-CopyRightPro